BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

สอบถามปัญหาแบบออนไลน์
Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat

top
Healthcare Natural Supplement News  
ข่าวความก้าวหน้าของของ
ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจาก
ธรรมชาติ

 

Minerals
เกลือแร่
สารอาหารที่มีความจำเป็น
ต่อการเจริญเติบโต สุขภาพ
แข็งแรง เป็นปกติ

1. Copper peptide  ???????? ???????

Vitamin
วิตามิน

สารอินทรีย์ที่จำเป้นต่อ
การเจริญเติบโต สุขภาพ
สมบูรณ์


L- Glutathione
แอล-กลุตาไธโอน

skin whitening
ผลิตภัณฑ์ช่วยเสริมผิวขาว
อย่างธรรมชาติ

L- Carnitine
แอล คาร์นิทีน
ผลิตภัณฑ์ช่วยลดน้ำหนัก
อย่างธรรมชาติ

  Coemzyme Q10
โคเอ็มไซม์ คิวเท็น

ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต
หัวใจ ความดันโลหิต
ช่วยลดริ้วรอยคืนความ
อ่อนเยาวืให้กับผิวหนัง
  

Copper peptide 
    คอปเปอร์ เปปไทด์

1. AHA (Alpha hydroxy
    acid) 
    Glycolic acid


2. BHA (Beta hydroxy 
    acid )
    Salicylic acid


3. Skin and Acne 
    ศึกษาเรื่องของผิวหนังและ
    การเกิดสิว

4. Derma&Skin Roller
    ลูกกลิ้งเข้ม กระตุ้นการ
    สร้างเนื้อเยื้อ ลบลอยแผล
    เป็น แผลหลุมสิว


5. Skin needling & 
    Facial Mesotherapy
    การใช้เทคนิค ลดริ้วรอย
    หน้าหมองคล้ำ จุดด่างดำ
    ลดปัญหาแผลหลุมสิว
    ด้วยตนเองที่บ้าน

 

 

 



 ThaiWAPHealthsite

 ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เพียงมี
 Mobile Phone สามารถ
 ติดตามข้อมูลทางสุขภาพ ที่
 tagtag.com/
 thaihealthsite
 
และที่

 
buzzed.co.uk /wap
 /thaihealthsite
 

 โดยทีมไทยแล็ปออนไลน์

Take a look to our WAP Healthsite
เข้าสู่โลกของ โมบายเฮลท์

"Thaihealthsite"
mHerb&Healthshop

Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

 

Custom Search
 
 N
atural Nutritional Supplement  MINERALS
From Wikipedia, the free encyclopedia

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

This article is about the organic compound. 

Dietary minerals are the chemical elements required by living organisms
other than the four elements carbon, hydrogen, nitrogen, and oxygen present in 
common organic molecules. The term "mineral" is archaic, since the intent of 
the definition is to describe ions, not chemical compounds or actual minerals.

Dietitians may recommend that minerals are best supplied by ingesting specific 
foods rich with the element(s) of interest. Sometimes minerals are ingested as 
mineral dietary supplements, the most common being iodine in iodized salt.

Essential minerals

Some sources state that sixteen minerals are required to support human biochemical 
processes by serving structural and functional roles as well as electrolytes:[2]  
The term "dietary minerals" does not include the fundamental elements of organic 
chemistry
: hydrogen, carbon, nitrogen, and oxygen. Also, sometimes a distinction 
is drawn between this category and micronutrients
Most of the essential minerals of relatively low atomic weight:

The following play important roles in biological processes:

Mineral  ↓ RDA/AI  ↓ Description  ↓ Category  ↓ Insufficiency  ↓ Excess  ↓
Potassium 4700 mg Quantity is a systemic electrolyte and is essential in coregulating ATP with sodium. Dietary sources include legumes, potato skin, tomatoes, and bananas. hypokalemia hyperkalemia
Chloride 2300 mg Quantity is needed for production of hydrochloric acid in the stomach and in cellular pump functions. Table salt is the main dietary source of chloride. hypochloremia hyperchloremia
Sodium 1500 mg Quantity is a systemic electrolyte and is essential in coregulating ATP with potassium. Dietary sources include table salt (sodium chloride, the main source), sea vegetables, milk, and spinach. hyponatremia hypernatremia
Calcium 1000 mg Quantity is needed for muscle, heart and digestive system health, builds bone, supports synthesis and function of blood cells. Dietary sources of calcium include dairy products, canned fish with bones (salmon, sardines), green leafy vegetables, nuts and seeds. hypocalcaemia hypercalcaemia
Phosphorus 700 mg Quantity is a component of bones (see apatite) and energy processing and many other functions.[3] In biological contexts, usually seen as phosphate.[4] hypophosphatemia hyperphosphatemia
Magnesium 420 mg Quantity is required for processing ATP and for bones. Dietary sources include nuts, soy beans, and cocoa. hypomagnesemia,
magnesium deficiency
hypermagnesemia
Zinc 11 mg Trace is pervasive and required for several enzymes such as carboxypeptidase, liver alcohol dehydrogenase, and carbonic anhydrase. zinc deficiency zinc toxicity
Iron 8 mg Trace is required for many proteins and enzymes, notably hemoglobin. Dietary sources include red meat, leafy green vegetables, fish (tuna, salmon), eggs, dried fruits, beans, whole grains, and enriched grains. iron deficiency iron overload disorder
Manganese 2.3 mg Trace is a cofactor in enzyme functions. manganese deficiency manganism
Copper 900 µg Trace is required component of many redox enzymes, including cytochrome c oxidase. copper deficiency copper toxicity
Iodine 150 µg Trace is required for the biosynthesis of thyroxine. iodine deficiency  
Selenium 55 µg Trace a cofactor essential to activity of antioxidant enzymes like glutathione peroxidase. selenium deficiency selenosis
Molybdenum 45 µg Trace the oxidases xanthine oxidase, aldehyde oxidase, and sulfite oxidase[5] molybdenum deficiency  

เกลือแร่มีบทบาทและหน้าที่สำคัญใน ร่างกายหลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้าง
ของร่างกาย เป็นองค์ประกอบของ เซลล์เนื้อเยื่อและเส้นประสาท เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ 
ฮอร์โมน และวิตามิน 

นอกจากนี้ เกลือแร่ยังทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในทุกอวัยวะ จากความสำคัญและหน้าที่
ดังกล่าว จะเห็นว่า เกลือแร่เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญยิ่งต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องได้ รับเพียงพอ 
ร่างกายจึงจะเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่และแข็งแรง อาหารทั่วไปที่เป็นแหล่งของ 
เกลือแร่ทั้งชนิดหลักและชนิดปริมาณน้อยแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดของอาหาร ตัวอย่าง เกลือแร่ที่
มีความสำคัญต่อร่างกายประกอบด้วย แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไอโอดีน เหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง 
และโพแทสเซียม เป็นต้น

ร่างกายคนเราต้องการ เกลือแร่แต่ละชนิดแตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
เกลือแร่หลัก 12 ตัว

กำมะถัน
กำมะถันเป็นเกลือแร่ที่มีคุณสมบัติเป็นกรด พบในทุกเซลล์ของร่างกายมนุษย์ สัตว์และพืช 
สำหรับมนุษย์นั้นจะพบกำมะถัน 0.25 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว เกลือแร่ชนิดนี้บางครั้งจะรู้จักใน
ชื่อ “Beauty mineral” เพราะเหตุผลที่ว่าเกลือแร่ชนิดนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของเล็บ ผม 
และผิวหนัง ให้มีสุขภาพดี ผมสวยเป็นเงามัน ผิวเรียบเกลี้ยงดูเปล่งปลั่ง กำมะถันมีความใกล้ชิดกับ
โปรตีน และนอกจากนี้ยังทำหน้าที่ร่วมกับวิตามินบี 1 กรดเพนโธเท็นนิค ไบโอติน และกรดไลโนอิค
ในร่างกาย นับเป็นเกลือแร่สังคมต้องทำงานร่วมกับวิตามินและเกลือแร่อื่นๆ จึงจะได้ผลดี

เป็นส่วนประกอบของเคราติน ช่วยการสังเคราะห์คอลลาเจน ช่วยในเรื่องผิวหนัง ขน เล็บ และเส้น
ผม ช่วยในการเผาพลาญคาร์โบไฮเดครต เนื่องจากเป็นส่วนประกอบในอินซูลิน ช่วยในขบวนการ
เผาพลาญ และสุขภาพของประสาท ใช้ในขบวนการหายใจของเนื้อเยื้อ ทำงานร่วมกับตับเพื่อขับ
น้ำดี และรักษาสมดุลของร่างกาย

ผลของการขาด จะเกิดอาการผิดปกติที่ผิวหนัง เล็บเปราะ ผมร่วง 
ผลของการได้รับมากไป ถ้าได้รับกำมะถันมากเกินไปในรูปของอนินทรีจะเป็นพิษต่อร่างกาย 

คลอรีน
คลอรีนเป็นเกลือแร่ที่มีอยู่ในร่างกายในรูปของ คลอไรด์ โดยคลอไรด์เป็นธาตุซึ่งรวมกับโซเดียม 
และโปตัสเซียมเป็นสารประกอบที่จำเป็นสำหรับของเหลว ในร่างกายและ ความสมดุลอิเล็กโทร
ไลท์ส่วนใหญ่ ในสารขับหลั่งจากทางเดินกระเพาะอาหาร ลำไส้ และในน้ำไขสันหลัง คลอไรด์
จะถูกดูดซึมในลำไส้ และขับออกมาทางปัสสาวะและเหงื่อ การขาดธาตุนี้ไม่ค่อยพบ แต่ก็อาจเกิด
ขึ้นได้เนื่องจากการสูญเสียของเหลวจากร่างกายเนื่องจากการใช้ยาขับปัสสาวะเป็นเวลานานๆ 
หรือในกรณีอุจจาระร่วง อาเจียน หรือแผลไฟไหม้อย่างรุนแรง การกินอาหารที่มีคลอไรด์โดย
เฉลี่ยแล้วจะมีปริมาณสูง เนื่องจากการใช้เกลือแกง (โซเดียมคลอไรด์) และเนื่องจากสารอาหาร
ส่วนใหญ่จะมีคลอไรด์อยู่แล้ว คลอไรด์จะทำลายวิตามิน อี และแบคทีเรียในลำไส้ที่มีประโยชน์ 
สามาถพบได้มากที่สุดใน อาหารทะเล

ปริมาณที่แนะนำ 
ทารก 6- 11 เดือน 400 – 1,200 มิลลิกรัม เด็ก 1 – 3 ปี 500 – 1,500 มิลลิกรัม 4 -6 ปี 
700 – 2,100 มิลลิกรัม 7 – 9 ปี 925 – 2,775 มิลลิกรัม วัยรุ่น 10 – 19 ปี 
1,400 – 4,200 มิลลิกรัม ผู้ใหญ่ 1,700 – 5,100 มิลลิกรัม 
ผลของการขาด 
เบื่ออาหาร ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ กล้ามเนื้ออ่อนแรงและทำงานผิดปกติ น้ำหนักตัวไม่ขึ้น
ผมร่วง ฟันหลุด การขาดคลรีนมักเกิดร่วมกับโซเดียม เช่น การเสียเหงื่อ ท้องร่วง อาเจียน เป็นต้น 

แคลเซียม
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่พบมากในร่างกาย ส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในกระดูก ฟัน เล็บและอื่นๆ 
แคลเซียมเป็นเกลือแร่ขี้เหงา คือไม่ชอบทำงานตัวเดียว เพื่อนรักของแคลเซียมคือ ฟอสฟอรัส 
จะพบว่ามีแคลเซียม 5 ส่วน ต่อ ฟอสฟอรัสถึง 2 ส่วนในกระดูก และนอกจากนี้ในการที่แคลเซียม
จะทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ แคลเซียมต้องทำงานควบคู่กันกับแมกนีเซียม วิตามินเอ ซี ดี อี และ
แน่นอนทีเดียว ฟอสฟอรัสจะขาดไม่ได้ ( วิตามินเอ และซี เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดูดซึมของ
แคลเซียม ) นมและผลิตภัณฑ์ของนมเป็นแหล่งแคลเซียมที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะนมวัว กระดูก
ต่างๆก็เป็นแหล่งแคลเซียมเช่นกันโดยเฉพาะกระดูกปลาที่สามารถเคี้ยวกลืนได้ เช่น ปลาซาร์ดีน 
ปลาเล็กปลาน้อยของไทย เช่น ปลารากกล้วย ปลาซิว เป็นต้น 

ความต้องการของแคลเซียมเพิ่มขึ้นตามวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน 
ประโยชน์ของแคลเซียม ในร่างกายเกือบทั้งหมดจะสะสมในกระดูกและฟัน ซึ่งเป็นที่ที่มันไปช่วย
ทำให้เกิดความแข็งแรง อีกทั้งจะมีปริมาณแคลเซียมจำนวนน้อยๆ ที่อยู่ในกระแสเลือดที่จะมี
ส่วนช่วยในการสร้างฮอร์โมนและเอนไซม์ต่างๆ เพื่อให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ และแคลเซียม
เป็นตัวหลักในการนำสัญญาณระหว่างเซลประสาทให้สื่อสารกันได้เป็นปกติ 
การขาดแคลเซียมทำให้เกิดอาการ เหล่านี้ เป็นตะคิว ชา เกิดภาวะกระดูกพรุน ฟันบางหากทานมาก
เกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมทำงานมากเกินไป แข็งเกร็งจนไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ 
คนไข้จะตายทันที เพราะหัวใจวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นโรคหัวใจมาก่อน นอกจากนี้ยังมี
อาการทางจิต ความคิดสับสน เก็บกด และในที่สุดจะปรากฏอาการทางจิต ดังนั้นแม้ว่าท่านจะอยู่
ในวัยใดก็ตาม ต้องรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 
แม้เพียงวันละ 15-20 นาที  จะทำให้ท่านมีโครงสร้างของร่างกายที่แข็งแรง ห่างไกลจากโรค
กระดูกพรุนได้นานเท่านาน

รับประทานแคลเซียมทุกวันกระดูกและฟันจะแข็งแรง ปริมาณที่แนะนำ ความต้องการของ
แคลเซียมมีดังนี้

    เด็กทารก

    0 - 1 ปี

    360 - 450 มิลลิกรัม

    เด็กเล็ก

    1 - 10 ปี

    800 มิลลิกรัม

    เด็กโต

    11 - 18 ปี

    1200 มิลลิกรัม

    สตรีมีครรภ์

    500 มิลลิกรัม

    หญิงให้นมบุตร

    2000 มิลลิกรัม

ผลของการขาด

    ในภาวะที่ร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหารลดลงเพียงเล็กน้อย 
    พาราธัยรอยด์ฮอร์โมนจะส่งสัญญานให้ไตสกัดกั้นแคลเซียมที่จะขับออกทางปัสสาวะ
    เอาไว้ ในขณะเดียวกันจะปล่อยวิตามินดีที่สะสมในตับออกมาใช้ถ้าร่างกายยังคงได้
    รับแคลเซียมจากอาหารน้อยมาก วิตามินดีจะไปยืมเอาแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ 
    เพื่อให้การทำงานของกล้ามเนื้อและประสาทเป็นไปอย่างปกติ ซึ่งจะทำให้มีอาการปรากฏ
    ตามมาคือ

  • เป็นตะคริวและชา

  • การผิดปกติของการสร้างกระดูก ( bone malformation ) การขาดแคลเซียมมีผลทำให้การมีแคลเซียมไปจับเกาะ( calcification ) ช้าลงของกระดูก
    และฟัน ในกรณีที่ขาดแคลเซียมร้ายแรงซึ่งจะปรากฏไม่บ่อยนัก ถ้าไม่ขาดฟอสฟอรัสและ
    วิตามินดีด้วย การขาดจะนำมาซึ่งการฟอร์มตัวที่ผิดไปของกระดูก กระดูกจะไม่แข็งแรงและ
    อ่อนทำให้มีรูปร่างและลักษณะแตกต่างออกไป เช่น โรคกระดูกอ่อนในเด็ก ( ricket )
    มีอาการขางอโค้ง ข้อมือและเท้าใหญ่ หน้าอกยื่น กระดูกอกกลวง 
    และโรคกระดูกอ่อนในผู้ใหญ่ ( osteomalacia หรือ adult ricket ) 
    อาการคือส่วนประกอบของสารในกระดูกลดลง ทำให้โครงร่างผิดไปและร้าวง่าย 
    มักเกิดกับผู้หญิงที่อาศัยในถิ่นที่ขาดแสงแดด และใช้เสื้อผ้าที่ป้องกันแสงแดด มีแคลเซียมต่ำ
    ในอาหาร คนท้องติดๆกัน และคนที่ให้นมบุตรเป็นระยะเวลานาน

  • โรคกระดูกพรุน ( osteoporosis ) เป็นโรคที่มีเนื้อกระดูกน้อยเกินไป ความหนาแน่นความทึบของกระดูกลดลง ในขณะที่องค์ประกอบของกระดูกมิได้เปลี่ยน
    แปลง กระดูกจะพรุนและหักง่าย เนื่องจากแคลเซียมถูกดึงออกจากกระดูกเร็วกว่าที่จะมา
    สะสม ทั้งนี้เพราะภายในกระดูกมีเซลล์อยู่ 2 ชนิด คือ เซลล์สลายกระดูก ซึ่งจะมีหน้าที่
    สลายกระดูกส่วนที่ผุกร่อน 
    ส่วนเซลล์สร้างกระดูกใหม่ทดแทนส่วนที่ทรุดโทรมผุสลายกระบวนการสลายกระดูกและ
    สร้างใหม่นี้จะใช้เวลา 100 วัน และทุกๆ 10 ปี ร่างกายจะมีการสร้างกระดูกขึ้นมาใหม่
    เพื่อความแข็งแกร่งและทนทาน แต่การสร้างและสลายกระดูกนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงตาม
    อายุ ตอนแรกคลอดเซลล์สร้างกระดูกจะทำหน้าที่มากกว่าเซลล์สลายกระดูกและกระดูก
    จะค่อยๆเพิ่มขึ้นเมื่ออายุ 20-30 ปี และช่วงก่อนอายุ 50 ปี โดยเฉพาะในสตรีที่หมด
    ประจำเดือน เซลล์สลายกระดูกจะทำหน้าที่มากกว่าสร้างกระดูก ทั้งนี้เพราะรังไข่จะค่อยๆ
    หยุดการทำงาน ทำให้การสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลงจนไม่มีซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจน
    นี้เป็นฮอร์โมนที่ช่วยป้องกันไม่ให้สูญเสียเนื้อกระดูกเร็ว ดังนั้นในผู้หญิงที่รังไข่หยุดการ
    ทำงานไม่มีการสร้างฮอร์โมนเอสโตเจน หรือการสร้างน้อยลง จะมีการสูญเสียเนื้อกระดูก 
    ทำให้กระดูกบางเร็วมาก อาการที่ปรากฏคือ จะเจ็บบริเวณกระดูก ข้อ เตี้ยลง เนื่องจาก
    กระดูกสันหลังยุบตัว ทำให้หลังงอ และส่งผลไปยังช่องท้อง ระบบอาหารถูก กระทบ
    กระเทือน ถ้าหากล้มเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้กระดูกหัก และยากที่จะประสานได้

  • เทแทนนี่ ( tetany ) เป็นอาการผิดปกติที่ประสาทจะไวผิดปกติในการตอบรับสื่อกระตุ้น 
    ทำให้ไม่สามารถควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ เกิดอาการชัก มีอาการมือกำ เอาปลาย
    นิ้วทุกนิ้วเข้าหากัน โรคนี้พบบ่อยมากในหญิงตั้งครรภ์และคลอดบุตร เพราะเป็นช่วงที่ต้อง
    การแคลเซียมมากกว่าปกติ

ผลของการได้รับมากไป

  • ถ้ารับประทานแคลเซียมและวิตามินดีมากจะทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูง 
    ( hypercalcemia ) ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ความดันเลือดสูง ปัสสาวะน้อย มี
    การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อและอาจเกิดนิ่วในไต ซึ่งเป็นสภาพที่มีผลจากการมีแคลเซียมไป
    จับเกาะ (calcification) ที่มากเกินไป
    ตรงไต นอกจากนี้จำนวนแคลเซียมที่มากเกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมทำงานมาก
    เกินไป แข็งเกร็งจนไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ คนไข้จะตายทันที เพราะหัวใจวาย โดย
    เฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นโรคหัวใจมาก่อน นอกจากนี้ยังมีอาการทางจิต ความคิดสับสน 
    เก็บกด และในที่สุดจะปรากฏอาการทางจิต

โคบอลต์
เป็นส่วนประกอบของวิตามินบี 12 ดังนั้นจึงเป็นสารที่จำเป็นในการสร้างเลือด มีการดูดซึมน้อย 
ส่วนใหญ่ถูกขับออกโดยไม่ได้ดูดซึมเลย ส่วนที่ดูดซึมไว้จะถูกขับออกทางปัสสาวะและปนกับ
น้ำดีที่ยังอยู่ในร่างกายพบที่ตับ และม้าม ไต ตับอ่อน ประมาณ 1 ug ต่อ 100 ซี.ซี. พบใน 
blood plasma หน้าที่ของโคบอลต์ เกี่ยวข้องกับการสร้างเลือด เพราะเป็นส่วนประกอบของ
วิตามินบี ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด เช่น เอนไซม์บางตัวที่เกี่ยวข้องกับ
กรดอะมิโนและกลูโคส และอื่นๆ ปริมาณที่รับประทาน ปริมาณที่ควรรับประทานควรน้อยกว่า 
1 ug ต่อวัน ได้จากอาหารพวกเนื้อสัตว์ พืชมีน้อย มากที่สุดในตับ ไต หอยนางรม เนื้อสัตว์
และนม ผลของการขาดโคบอลต์ ยังไม่พบในคน ส่วนการได้รับโคบอลต์มากเกินไป 

ผลของการขาด

  • เกิดเป็นโรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงโตกว่าปรกติและอายุไม่สมบูรณ์ 
    ( pernicious anemia ) ถึงแม้ว่าโรคโลหิตจางชนิดนี้จะเกิดจากการขาดโคบอลต์
    ก็จริง แต่จะรักษาโดยให้ผู้ป่วยรับประทานโคบอลต์โดยตรงไม่ได้ ต้องรักษาโดยการฉีด หรือรับประทานวิตามินบี 12 เพิ่ม และถ้าเราขาดโคบอลต์ยังทำให้เกิดภาวะอัตราการเจริญเตอบโตจะช้า ถ้าขาดโคบอลต์นั้นไม่ได้รับการรักษาจะทำให้เกิดความผิดปรกติทางประสาทอย่างถาวร

ผลของการได้รับมากไป

  • การได้รับมากเกินไปจะทำให้เกิดผลข้างเคียง สำหรับบางคนโดยที่ต่อมธัยรอยด์โต 
    การลดปริมาณการบริโภคโคบอลต์จะทำให้ต่อมธัยรอยด์ที่โตกลับคืนสู่ขนาดปกติได้


ซิลิคอน

ซิลิคอนเป็นเกลือแร่ที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย จะพบอยู่ตามเนื้อหนัง เนื้อเยื้อ เอ็น กระดูก
อ่อน และหลอดเลือด มีความสำคัญเกี่ยวกับการเจริญเติบโต เกี่ยวกับการยืดหยุ่น และความ
แข็งแรงของร่างกายส่วนที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากนั้น ซิลิคอนยังทำงานร่วมกับแคลเซียมอีกด้วย 
โดยซิลิคอลจะพบได้น้อยในอาหาร แต่พบได้บ้างในน้ำกระด้าง และใยอาหารจากกะหล่ำปลี 
ผักโขม หรือแตงกว่า โดยเฉพาะจะพบที่บริเวณเปลือก เป็นต้น

ผลของการขาด

  • มีความผิดปกติกับกระดูก ความยืดหยุ่นของหลอดเลือด เอ็น 
    หรือแม้กระทั่งกระดูกอ่อนและกล้ามเนื้อผิดปกติ ร่วมกับอาจเกิดภาวะกระดูกพรุนได้


โซเดียม

โซเดียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นทำงานร่วมกับโปตัสเซียม และคลอไรด์ ที่ของเหลวภายนอกเซลล์ 
เพื่อควบคุมดุลยภาพของแรงออสโมติค และปริมาตรของของเหลว ไตทำหน้าที่ควบคุมสมดุล
ของโซเดียมในเลือดโดยมีอัลโดสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากต่อมแอดรีนัลเป็นตัวควบคุมอีก
ตัวหนึ่ง โซเดียมที่มากเกินไปจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ การขาดโซเดียมไม่ค่อยพบ เนื่อง
จากอาหารส่วนมากจะมีโซเดียม และเกลือแกงที่ใส่ลงไปในอาหารอีกด้วย การมีเหงื่อออกมาก
เกินไป ท้องร่วง หรือการใช้ยาขับปัสสาวะเป็นเวลานานๆ อาจทำให้โซเดียมในร่างกายลดน้อย
ลง ทำให้เกิดอาการขาดโซเดียมได้ อาจแสดงอาการดังนี้ คือคลื่นไส้ กล้ามเนื้อไม่มีแรง เหน็บ 
หรือ ตะคริว ปวดหัว โรคทางจิต อาจเกิดภาวะ ความดันเลือดต่ำ ปริมาณเลือดน้อย 
ระบบทางเดินหายใจทำงานล้มเหลวการมีโซเดียมมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งพบ
ในคนที่สูญเสียน้ำมาก หรือได้รับน้ำในปริมาณที่จำกัด และในคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับไตทำงาน
ไม่ปรกติ ( nephrotic syndrome ) จึงทำให้มีการคั่งของโซเดียม
ความผิดปรกติที่พบแสดงอาการดังนี้คือ ร่างกายอยู่ในสภาวะบวมน้ำ อาจจะแสดงลักษณะรู้สึก
เหนื่อยตลอดเวลา ระดับเกลือแร่ในเลือดสูงเกินไปจะทำให้เลือดแข็งตัวได้ ซึ่งนำไปสู่ภาวะต่างๆ 
ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น เส้นเลือดในสมองตีบตัน ไตวาย หัวใจวาย และยัง สนับสนุนให้
ความดันเลือดสูง โซเดียมพบมากในอาหารแทบทุกชนิด โดยเฉพาะโซเดียมคลอไรด์หรือ
เกลือและพบมากที่สุดในอาหารทะเล ปลา และเนื้อ สาหร่ายทะเลก็เป็นแหล่งของโซเดียมที่ดี

ผลของการขาด

  • การขาดมักจะไม่ปรากฎ เพราะอาหารทุกอย่างมีโซเดียม โดยเฉพาะในเนื้อสัตว์จะมี
    ปริมาณมาก นอกจากนี้ไตสามารถดูดซึมกลับเมื่อโซเดียมในของเหลวภายในร่างกายต่ำลง 
    ยกเว้นในกรณี ท้องเดินอาเจียนอย่างรุนแรงเหงื่อออกมาก ถ้าอัตราการสูญเสียโซเดียม
    สูงกว่าการเสียน้ำ จะทำให้ปริมาณโซเดียมในน้ำนอกเซลล์ลดลงมากกว่าปกติมีผลให้
    ความดันออสโมติคของของเหลวนอกเซลล์ลดลง น้ำในของเหลวนอกเซลล์จะเคลื่อนเข้า
    สู่ฃองเหลวภายในเซลล์เพื่อที่ความมดันออสโมติคของของเหลวภายนอกเซลล์จะได้สูง
    ขึ้น เมื่อปริมาตรของของเหลวนอกเซลล์และพลาสมาลดลงความเข้มข้นของเม็ดเลือด
    แดงจะเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุทำให้อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ระบบประสาทผิดปกติ 
    ความดันโลหิตลดลง และชีพจรจะเต้นเร็วขึ้น การทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ ทำให้
    เป็นตะคริว ถ้าสูญเสียโซเดียมออกจากร่างกายมากๆ ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือด
    และหัวใจล้มเหลวได้

ผลของการได้รับมากไป

  • การมีโซเดียมมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งพบในคนที่สูญเสียน้ำมาก 
    หรือได้รับน้ำในปริมาณที่จำกัด และในคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับไตทำงานไม่ปรกติ 
    ( nephrotic syndrome ) จึงทำให้มีการคั่งของโซเดียมความผิดปรกติที่พบ คือ

    • ร่างกายอยู่ในสภาวะบวมน้ำ

    • เป็นสาเหตุให้สูญเสียโปตัสเซียมออกไปทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น ทำให้ร็สึกเหนื่อย
      ตลอดเวลา

    • การเก็บน้ำภายในร่างกายผิดปรกติ เพราะการได้รับเกลือมากจะทำให้ปัสสาวะ
      บ่อยขึ้น น้ำส่วนต่างๆของร่างกายถูกขับออกทางปัสสาวะเกิดภาวะคล้ายคนเป็น
      ลมแดด

    • ระดับเกลือแร่ในเลือดสูงเกินไปตจะทำให้เลือดแข็งตัวได้ ซึ่งนำไปสู่ภาวะต่างๆ 
      ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น เส้นเลือดในสมองตีบตัน ไตวาย หัวใจวาย

    • สนับสนุนให้ความดันเลือดสูง


โปตัสเซียม

โปตัสเซียมเป็นอิเล็กโทรไลท์ ที่พบส่วนใหญ่ในของเหลวภายในเซลล์ ทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อ
ช่วยควบคุมสมดุลของของเหลวในเซลล์ และมีความสำคัญในการควบคุมสมดุลอันนี้ให้เป็นปกติ 
อัลโดสเตอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนจากต่อมแอดรีนัลจะเป็นตัวคอยควบคุมการขับถ่ายโปตัสเซียม การ
ใช้ยา เช่นยาขับปัสสาวะ คอร์ติโซน หรือ อัลโดสเตอโรน ท้องร่วงหรืออาเจียนอย่างรุนแรง เหงื่อ
ออกมากเกินไป การผ่าตัดใหญ่หรือบาดแผลใหญ่ ความเครียด เกลือที่มากเกินไปในอาหาร   เป็น
ปัจจัยที่ทำให้โปตัสเซียมในร่างกายลดลง หน้าที่ภายในเซลล์ช่วยควบคุมของเหลวและสมดุลของ
อิเล็กโทรไลท์ภายในเซลล์ และยังจำเป็นสำหรับการหดตัวของกล้ามเนื้อ และการส่งสัญญาณของ
การกระตุ้นประสาท เป็นตัวสำคัญในการควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ หากขาดโปตัสเซียม
นานๆ ทำให้เกิด มีการสะสมโซเดียมในหัวใจและเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ทำให้การเผาผลาญกลูโคสไม่ดี
พอเกิดโรคน้ำตาลในเลือดต่ำ กล้ามเนื้อไม่มีแรง เหนื่อยง่ายและนอนไม่หลับ การเต้นหัวใจไม่เป็น
ปกติ บวมผิดปกติทางประสาท ผนังลำไส้ไม่มีกำลัง ทำให้เกิดอาหารไม่ย่อยและทำให้ท้องผูก
และปอดทำงานล้มเหลว อาการเป็นพิษ ในโรคไต 
ความสามารถของไตที่จะขับโปตัสเซียมอาจไม่ดีพอ เป็นผลให้เกิดโปตัสเซียมมากเกินไป และมี
อาการเหล่านี้คือ จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ เจ็บหัวใจ กล้ามเนื้อไม่มีแรงและเกิดอัมพาต
แหล่งอาหารที่พบมากที่สุดคือ มันฝรั่ง ( โดยเฉพาะเปลือก ) และกล้วย นอกจากนี้ยังพบในปลา 
เนื้อ นม เนย โยเกิร์ต บริเวอร์ยีสต์ โมลาส ( MOLASSES ) หรือน้ำเหลืองอ้อย ข้าวต่างๆ 
( ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ) รำข้าวสาลี แป้ง – ถั่วเหลือง ถั่ว เม็ดอัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน เมล็ด
ผักชี ยี่หร่า ผักต่างๆ โดยเฉพาะผักสีเขียว และผลไม้ เช่น กล้วย ส้ม มะม่วง มะละกอ  เชอรี่ 
แอปเปิล ผลไม้แห้ง

ผลของการขาด

  • ในภาวะปกติมักไม่พบ ถ้าพบมักจะพบร่วมกับโรคหรืออาการอื่น เช่น ผู้ป่วยโรคตับแข็ง 
    โรคขาดโปรตีนและพลังงานอย่างรุนแรงอาเจียน ท้องเดิน เป็นต้น 
    การรับโปรตัสเซียมน้อยเกินไปจะมีผลทำให้ระดับโปรตัสเซียมในเลือดต่ำหรือที่เรียกว่า 
    hypokalemia อาการระยะเริ่มแรกของการขาดโปตัสเซียมคือ อ่อนเพลียและการทำ
    งานของกล้ามเนื้อประสาทจะเสื่อม การตอบสนองจะช้า กล้ามเนื้อหย่อน ในวัยรุ่นสิวจะ
    เกิด ในคนชราผิวจะแห้งนอกจากนั้นการขาดโปตัสเซียมจะเป็นสาเหตุทำให้ระบบ
    ประสาทผิดปกตินอนไม่หลับ ท้องผูก หัวใจเต้นช้าและผิดปกติ กล้ามเนื้อจะค่อยๆ ถูก
    ทำลาย เมื่อการขาดโปตัสเซียมไปทำให้การเมแทบอลิซึมของกลูโคสเสื่อม ก็จะไม่มี
    พลังงานที่ไปกล้ามเนื้อ ทำให้ค่อยๆเป็นอัมพาตในที่สุด

ผลของการได้รับมากไป

  • สภาวะการมีโปตัสเซียมมากเกินไปพบน้อย เพราะไตสามารถควบคุมระดับได้ดี 
    ดังนั้นสภาวะนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อมีความผิดปกติในการทำงานของไต หรือได้รับโปตัสเซียม
    ทางเส้นเลือดในอัตราเร็วเกินไป ซึ่งมีผลทำให้ระดับโปตัสเซียมในเลือดมาก 
    ( hyperkalemia ) ซึ่งมักจะเป็นพร้อมกับเมื่อไตล้มเหลว มีอาการผิดปกติในการรับ
    ความรู้สึกทางผิวหนังเช่น เป็นแผลไหม้ คัน ระคายเคืองของหนังหุ้มศรีษะ หน้า ลิ้น 
    กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ


ฟอสฟอรัส

ความสมดุลของฟอสฟอรัส และแคลเซียมในร่างกายทำให้เกลือแร่ทุกอย่างปฎิบัติหน้าที่ได้ดีมี
ประสิทธิภาพมากที่สุด ฟอสฟอรัสจะพบในอาหารเกือบทุกชนิดอาหารที่มีโปรตีนและแคลเซียม
สูงมักจะมีฟอสฟอรัสสูงด้วย หน้าที่ของฟอสฟอรัสต่อร่างกายเป็นส่วนสำคัญในการเจริญเติบโต
ของกระดูกและฟันให้เป็นไปอย่างปกติและควบคุมการทำงานของไต , ช่วยให้วิตามิน บี ต่าง ๆ 
ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ,เป็นปัจจัยสำคัญในการเผาผลาญ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน  โปรตีน , 
เป็นส่วนที่จำเป็นของ นิวคลีโอโปรตีน (Nucleoprotein) ,ส่งแรงกระตุ้นของประสาท ,เป็น
ส่วนประกอบของฟอสโฟลิปิด , มีความสำคัญสำหรับการเจริญเติบโต การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ 
การเก็บและการให้พลังงานออกมา ,ช่วยในการส่งสัญญาณของตัวกระตุ้นประสาท และช่วย
รักษาสุขภาพระบบประสาทให้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ,ช่วยควบคุมความสมดุลของกรด 
และด่างในเลือด 
ช่วยการดูดซึมของอาหารจากลำไส้เข้าสู่ร่างกายและส่งเสริมการขับฮอร์โมนออกจากต่อม,กระตุ้น
การคลายตัวของกล้ามเนื้อ รวมถึงกล้ามเนื้อของหัวใจด้วย,วิตามิน บีสอง และบีสาม จะย่อยไม่ได้
ถ้าปราศจากฟอสฟอรัส 
ถ้าขาดฟอสฟอรัสจะทำให้มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีความอยากรับประทานอาหาร ปวดกระดูก 
เจ็บขัด ๆ ตามข้อต่าง ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว และประสาทส่วนกลางผิดปกติ เช่น รู้สึกหงุดหงิดกล้าม
เนื้อไม่มีแรง ชา รู้สึกเหมือนเข็มแทง การพูดผิดปกติจับต้นชนปลายไม่ถูก ความคิดสับสน 
กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนกำลัง บางคนชักไม่รู้สึกตัว และระบบหายใจล้มเหลวในที่สุด ในกรณีที่ได้รับ
ฟอสฟอรัส แคลเซียม หรือวิตามินไม่เพียงพอจะมีผลทำให้การเจริญเติบโตช้าลง กระดูกและ
ฟันมีคุณภาพไม่ดี 
การขาดฟอสฟอรัสเพียงอย่างเดียวมักไม่พบในคนทั่วไป เพราะอาหารทุกชนิดมีฟอสฟอรัสเป็น
องค์ประกอบ 
การขาดความสมดุลระหว่างแคลเซียมและฟอสฟอรัสมีผลทำให้เป็นโรค เช่น ข้ออักเสบ 
(Arthritis) 
น้ำหนองไหล (Pyorrhea) กระดูกอ่อน (Rickets) และฟันผุ ฟอสฟอรัสพบในอาหารเกือบทุก
ชนิด เนื้อ (Meats) สัตว์ปีก (Poultry) และปลามีฟอสฟอรัสมากกว่าแคลเซียม ไข่ เมล็ดธัญพืช 
นัท ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม และเมล็ดทานตะวัน สิ่งที่ขัดขวางการดูดซึม*เหล็ก
อลูมินัมและแมกนีเซียมในปริมาณมาก * น้ำตาลทรายขาว * การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง

ผลของการขาด

  • เกลือแร่ชนิดนี้ส่วนใหญ่ร่างกายจะได้รับอย่างเพียงพอ เหมือนกับแคลเซียม 
    ถ้าหากว่าเราได้อาหารอย่างถูกต้องและครบถ้วน อาหารใดมีแคลเซียมมาก มักมีฟอสฟอรัส
    มากด้วย อย่างไรก็ดีถ้าขาดจะทำให้มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีความอยากรับประทานอาหาร 
    ปวดกระดูก เจ็บขัด ๆ ตามข้อต่าง ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว และประสาทส่วนกลางผิดปกติ เช่น 
    รู้สึกหงุดหงิดกล้ามเนื้อไม่มีแรง ชา รู้สึกเหมือนเข็มแทง การพูดผิดปกติจับต้นชนปลายไม่ถูก 
    ความคิดสับสน กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนกำลัง บางคนชักไม่รู้สึกตัว และระบบหายใจล้มเหลวใน
    ที่สุด

  • ในกรณีที่ได้รับฟอสฟอรัส แคลเซียม หรือวิตามินไม่เพียงพอจะมีผลทำให้การเจริญเติบโต
    ช้าลง กระดูกและฟันมีคุณภาพไม่ดี การขาดฟอสฟอรัสเพียงอย่างเดียวมักไม่พบในคนทั่วไป 
    เพราะอาหารทุกชนิดมีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ

  • การขาดความสมดุลระหว่างแคลเซียมและฟอสฟอรัสมีผลทำให้เป็นโรค เช่น ข้ออักเสบ 
    (Arthritis) น้ำหนองไหล (Pyorrhea) กระดูกอ่อน (Rickets) และฟันผุ

  • ในคนที่กินยาลดกรดที่ประกอบด้วยสารอลูมินัมไฮดรอกไซค์ (Aluminum hydroxide) 
    เป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดการขาดฟอสฟอรัส จะเป็นสาเหตุทำให้ไม่มีความอยาก
    อาหาร น้ำหนักลดหรือในทางตรงกันข้ามน้ำหนักเพิ่ม การหายใจผิดปกติ เหนื่อยล้าทั้ง
    ร่างกายและจิตใจ และจะมีความผิดปกติของประสาท

ผลของการได้รับมากไป

  • ถ้าได้รับอะลูมิเนียมมากเกินไปจะเกิดอาการเป็นพิษ ท้องผูก ปวดท้อง เสียดในท้องแถวๆ
    ลำไส้ใหญ่ รับประทานอาหารได้น้อย คลื่นไส้ กล้ามเนื้อขากระตุก เหงื่อออกมามากเกินปกติ
    และหมดแรง 
    ผู้ที่มีอาการอะลูมิเนียมเป็นพิษควรเลิกใช้ภาชนะหุงต้ม หรือจานชามใส่อาหารที่มีส่วนผสม
    อะลูมิเนียม และไม่ควรดื่มน้ำประปา

  • ในรายที่พบว่ามีอะลูมิเนียมในเลือดจำนวนเล็กน้อย 
    สามารถทำให้เกิดอาการค่อยเป็นค่อยไปกับศูนย์กลางสั่งการเคลื่อนไหวของร่างกายจะเริ่มมี
    อาการของอัมพาต และชาเป็นส่วนๆ พร้อมไปกับการเสื่อมของไตและตับเนื่องจากไขมัน
    สะสม นอกจากรูปร่างขนาด และที่ตั้งของประสาทส่วนกลางเปลี่ยนไปด้วย รวมทั้งมีการ
    อักเสบของกระเพาะและลำไส้ 
    อาการเหล่านี้เนื่องจากสมรรถภาพของร่างกายในการที่จะขับสารพิษนี้ออกได้ไม่สมบูรณ์

  • การบริโภคฟอสฟอรัสในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกาย ในขณะที่ปริมาณ
    แคลเซียมอยู่ในเกณฑ์ปรกติหรือต่ำกว่าปรกติจะทำให้ภาวะ Hyperparathyroidism 
    ทำให้มีการสูญเสียแคลเซียมไปจากกระดูก ภาวะเช่นนี้อาจพบได้ในเด็กวัยรุ่น  หนุ่มสาว
    ในประเทศทางตะวันตก ซึ่งขึ้นอยู่กับบริโภคนิสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคเครื่อง
    ดื่ม (Sopft drinks) ชนิดต่าง ๆ ที่มีกรดฟอสฟอริค เช่น โคคาโคล่า แทนการดื่มนม 
    ทำให้มีระดับแคลเซียมต่ำและฟอสฟอรัสสูง แหล่งที่มาของฟอสฟอรัสในอาหารที่
    สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ มาจากสารปรุงแต่งอาหาร (Food additive) ที่ใช้ในขบวนการ
    ผลิตอาหารการบริโภคอาหารที่มีปริมาณฟอสฟอรัสสูงและแคลเซียมต่ำเป็นเวลานาน 
    ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนที่ควบคุม ของแคลเซียม ซึ่งทำให้มีการสูญเสีย
    แคลเซียมจากกระดูก และเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) 
    อัตราส่วนของแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสในอาหารที่ไม่ทำให้เกิดการสูญเสียเกลือแร่จาก
    กระดูก ในภาวะปรกติทั่วไป คือ 1 : 1


แมกนีเซียม

ผู้ใหญ่มีแมกนีเซียม (Magnesuim) ประมาณ 20-25 กรัม ซึ่งในจำนวนนี้จะอยู่ในโครงกระดูก
50-60% และประมาณ 1 ใน 3 รวมอยู่กับฟอสเฟต แมกนีเซียมมักอยู่ในของเหลวที่อยู่ภายใน
เซลล์ (Intracellular fluid) เช่นเดียวกับโปรแตสเซียม ประมาณร้อยละ 35 ของแมกนีเซียมใน
น้ำเลือดจะรวมอยู่กับโปรตีน เด็กแรกเกิดมีแมกนีเซียมต่ำ เมื่อโตขึ้นจะมีแมกนีเซียมมากขึ้น หน้าที่
ของแมกนีเซียม มีส่วนควบคุมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อเช่นเดียวกับแคลเซียม 
ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับการเผาผลาญสารอาหาร และการสังเคราะห์
โปรตีน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการต้านทานความหนาว ในที่อากาศเย็น ความต้องการแมกนีเซียม
จะสูงขึ้น ปริมาณที่ควรรับประทาน ขณะนี้ยังไม่ทราบความต้องการที่แน่นอน 
ภาวะที่ร่างกายมีปริมาณของแมกนีเซียมในเลือดต่ำกว่าปกตินาน 100 วันขึ้นไปมักแสดงอาการ
ผิดปกติเกี่ยวกับการย่อยอาหารและการ ทำงานของระบบประสาท 
ภาวะการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อจะเปลี่ยนไปทำให้ไม่สามารถควบคุมการทำงานของ
ประสาทต่อกล้ามเนื้อ ได้จะมีอาการสั่นกระตุกและชักคล้ายการขาดแคลเซียม (แคลเซียมในเลือด
มักต่ำด้วย)พบได้ในผู้ที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรังเพราะแอลกอฮอล์ส่ง เสริมการขับแมกนีเซียมออก
จากร่างกาย เด็กที่เป็นโรคขาดโปรตีน และคนไข้ที่อดอาหารเป็นเวลานานหลังการผ่าตัด 
ส่วนการกินแมกนีเซียมมากไปยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับโทษ แต่มีผู้รายงานว่าอาหารที่มี
แมกนีเซียมสูงอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจและ หลอดเลือดตีบได้
แหล่งอาหารที่ให้แมกนีเซียม แมกนีเซียมมีอยู่ทั่วไปในอาหารที่มาจากพืชและสัตว์ และเป็นส่วน
ประกอบของรงควัตถุสีเขียวหรือคลอโรฟิลล์ในพืช ผลไม้เปลือกแข็ง มีแมกนีเซียมมากกว่าพืช
อย่างอื่น อาหารที่มีกรดออกซาลิกและไฟติกทำให้เสียแมกนีเซียมได้เช่นเดียวกับแคลเซียม

ผลของการขาด

  • ถ้าระดับแมกนีเซียมในกล้ามเนื้อลดต่ำลงจะทำให้เกิดตะคริวหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงเรื้อรัง 
    การขาดแมกนีเซียมจะเกิดในคนไข้ที่เป็นเบาหวาน ตับอ่อนอักเสบ ( pancreatitis) 
    พิษสุราเรื้อรัง ควาชิออร์กอร์ ไตพิการ บริโภคอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง หรือการดูดซึม
    ผิดปกติอย่างร้ายแรง เนื่องจากท้องเดินเรื้อรังหรืออาเจียน

  • การขาดแมกนีเซียมจะเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับ โรคหัวใจขาดเลือด ( coronary heart 
    disease ) การได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอจะมีผลทำให้เกิดการอุดตันในหัวใจและสมอง 
    และมีส่วนช่วยทำให้แคลเซียมไปจับเกาะที่ไต เส้นเลือด และหัวใจ

  • อาการของการขาดแมกนีเซียมคือ กล้ามเนื้อจะบิด สั่น สับสน ไม่สามารถจดจำสถานที่
    หรือเพื่อนฝูงได้ ( disorientation ) ขั้นแรกของการรักษาโดยเฉพาะในเด็ก คือไม่ให้
    ดื่มนมเพราะ แคลซีฟีรอล (calcifeerol, vitamin D2) ซึ่งมีมากในนม จะไปรวมกับ
    แมกนีเซียมและขับออกนอกร่างกาย ทำให้การขาดเกิดขึ้น ต่อจากนั้นก็ให้อาหารเสริมคือ
    ให้น้ำมันตับปลา เพราะวิตามินดีในน้ำมันตับปลาจะมีประสิทธิภาพในการรวมตัวกับ
    แมกนีเซียมต่ำกว่า แคลซีฟีรอล ในนม 10 เท่า

ผลของการได้รับมากไป

  • ถ้ารับประทานในปริมาณมากจะเป็นพิษ โดยเฉพาะถ้าบริโภคแคลเซียมและฟอสฟอรัส
    สูง ตามปกติถ้าร่างกายได้รับแมกนีเซียมมากจะถูกขับออกพอเพียง แต่ถ้าในกรณีที่ไต
    ชำรุดจะเป็นอันตรายมากเพราะอัตราการขับออกจะต่ำ

แมงกานีส
ร่างกายจะขาดไม่ได้จะพบมากที่สุดในโครงกระดูก ตับ ตับอ่อน หัวใจและต่อมพิทูอิทารี่ มีคุณ
สมบัติเป็นด่าง แมงกานีสส่วนใหญ่จะสูญเสียไประหว่างกระบวนการปรุงอาหาร และส่วนเกิน
จะออกผ่านทางน้ำดีแล้วจะออกทางอุจจาระ หน้าที่ของแมงกานีสควบคุมการทำงานของ
เอนไซม์หลายชนิด , ช่วยในการสังเคราะห์ กรดไขมัน และคอเลสเตอรอล , ช่วยในการสร้าง
เม็ดเลือดแดง และกระดูกพร้อมทั้งรักษาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ , ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต
 และการสืบพันธุ์ให้ทำงานตามปกติและช่วยขับฮอร์โมนเพศ , ควบคุมสุขภาพ และการทำงาน
ของสมองระบบประสาท และระบบกล้ามเนื้อให้มีประสิทธิ การสั่งงาน และมีความสัมพันธ์กัน ,
 ช่วยการทำงานของอินซูลิน , เป็นตัวสำคัญที่ช่วยในการสังเคราะห์ทางเคมีของต่อมไทรอยด์
ขับไทรอกซิน , กระตุ้นให้ตับเก็บน้ำตาลในรูปของ Glycogen , ช่วยในการใช้โคลีน,มีความ
สำคัญในการผลิตน้ำนม และการสร้างยูเรียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัสสาวะ 
ถ้าขาดแมงกานีสทำให้การเจริญเติบโตช้า แคระแกร็น การเผาผลาญน้ำตาลตลอดถึงการเก็บ
ไม่ดี ทำให้เป็นเบาหวานได้ ระบบการย่อยไม่ปกติ กล้ามเนื้อไม่สัมพันธ์กับประสาท ไม่แข็งแรง 
อัมพาต ชัก ตาบอด และอาจทำให้เด็กหูหนวกได้ เวียนศีรษะ มีเสียงในหู และหูหนวกในผู้ใหญ่ 
สามารถพบในอาหารทะเล หอยนางรม ตับสัตว์ ไข่แดง ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวไรน์ ข้าวเจ้า 
แห้ว แครอท หัวปลี ถั่วลิสง เมล็ดอัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน มะพร้าว คะน้า กะหล่ำดอก 
กะหล่ำปลี กล้วย สับปะรด องุ่น มะกอก ส้ม เชอรี่ แอปเปิ้ล อะโวคาโด แอพริคอท และผลไม้
เปลือกแข็ง เช่น มะตูม มะขวิด กระจับ เป็นต้น
ถ้าขาดแมงกานีส จะนำไปสู่อัมพาต ตาบอด หูหนวก และชักในทารก 
สำหรับผู้ใหญ่จะปรากฎการเวียนศีรษะ และไม่สามารถได้ยินเสียง ถ้าได้รับแมงกานีสใน
ปริมาณที่มากจะมีผลทำให้ปริมาณของเหล็กที่ถูกเก็บไว้ลดลง และการใช้เหล็กลดลงด้วย เมื่อ
แมงกานีสเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจเป็นจำนวนมากจะไปทำลายระบบประสาททำให้เกิดอาการ
เป็นไข้ ปวดศีรษะกล้ามเนื้อไม่มีแรง เบื่ออาหารไม่สนใจในสภาพสิ่งแวดล้อม ถึงแม้จะมีอะไร
เปลี่ยนแปลงไปก็ไม่สนใจไม่เสียใจไม่ดีใจ นอนไม่หลับเป็นครั้งคราว พูดน้อยลง ความรู้สึกทาง
เพศเสื่อมถอย ต่อมาอาการจะมากขึ้น เป็นตะคริวบ่อย ปวดตามกล้ามเนื้อบ่อยไม่ค่อยพูดจา หรือ
เวลาพูดจะพูดเป็นเสียงเดียว ไม่มีเสียงสูงเสียงต่ำพูดช้าและไม่ชัด เวลาหัวเราะกล้ามเนื้อเกร็ง
ไปทั่วใบหน้า เฉื่อยชา เวลาเดินมีอาการกระตุก
ระยะสุดท้าย อาการต่าง ๆ จะรุนแรงยิ่งขึ้น ท่าเดินแกว่งไปแกว่งมา ก้าวขาสั้น ๆ เดินหัวซุนไป
ข้างหน้าเดินลักษณะคล้ายเป็ด หกล้มบ่อยมีการสั่นกระตุกของปลายแขนปลายขา บางรายมี
อารมณ์ไม่แน่นอน บางครั้งหัวเราะ บางครั้งร้องไห้ กลืนน้ำลายลำบาก ทำให้น้ำลายยืดตลอด
เวลา พูดไม่มีเสียง บางคนมีอาการอัมพาตที่ร่างกายเป็นบางส่วน

ผลของการขาด

  • การขาดจะมีผลเกี่ยวกับการต้านทานกลูโคส (Glucose tolerance) คือร่างกาย
    ไม่สามารถที่จะนำเอาน้ำตาลที่มากเกินไปออกจากเลือดโดยการ ออกซิเดชั่น หรือนำ
    ไปเก็บที่อื่นได้ การที่กล้ามเนื้อทำงานไม่พร้อมกัน (Staxia) จะเกี่ยวพันกับการที่
    บริโภคแมงกานีสไม่เพียงพอ นอกจากนี้การขาดแมงกานีส จะนำไปสู่อัมพาต 
    ตาบอด หูหนวก และชักในทารก 
    สำหรับผู้ใหญ่จะปรากฎการเวียนศีรษะ และไม่สามารถได้ยินเสียง ทำให้เกิดอาการ
    1. การเจริญเติบโตช้า แคระแกร็น
    2. การเผาผลาญน้ำตาลตลอดถึงการเก็บไม่ดี ทำให้เป็นเบาหวานได้ 
    3. ระบบการย่อยไม่ปกติ
    4. กล้ามเนื้อไม่สัมพันธ์กับประสาท ไม่แข็งแรง อัมพาต
    5. ชัก ตาบอด และอาจทำให้เด็กหูหนวกได้
    6. เวียนศีรษะ มีเสียงในหู และหูหนวกในผู้ใหญ่

ผลของการได้รับมากไป

  • การบริโภคแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงจะไปเพิ่มความต้องการแมงกานีสการได้รับ
    แมงกานีสในปริมาณที่มากจะมีผลทำให้ปริมาณของเหล็กที่ถูกเก็บไว้ลดลง และการใช้
    เหล็กลดลงด้วย

  • ผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้สารแมงกานีสจะต้องทำอย่างระมัดระวังเพราะ
    มีอันตรายต่อร่างกายเป็นอย่างมาก กล่าวคือเมื่อหายใจเข้าไปในรูปของฝุ่นจะไปมีผลต่อ
    ระบบประสาทส่วนกลาง โดยจะมีอาการอ่อนเพลียต่อสมองมีความยุ่งยากในการสั่งงาน
    พูดไม่ชัดน้ำลายไหล และหงุดหงิด ซึ่งเท่าที่พบส่วนมากมักจะเป็นชนิดเรื้อรังอาการ
    ค่อยๆเป็นค่อยๆไป กล่าวคือ

  • เมื่อแมงกานีสเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจ 
    มีจำนวนมากเพียงพอจะไปทำลายระบบประสาทโดยในระยะแรก คือ ระหว่าง 6 เดือน
    ถึง 2 ปี จะทำให้เกิดอาการเป็นไข้ ปวดศีรษะกล้ามเนื้อไม่มีแรง เบื่ออาหารไม่สนใจใน
    สภาพสิ่งแวดล้อม ถึงแม้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปก็ไม่สนใจไม่เสียใจไม่ดีใจ นอนไม่
    หลับเป็นครั้งคราว พูดน้อยลง ความรู้สึกทางเพศเสื่อมถอย

  • ต่อมาอาการจะมากขึ้น เป็นตะคริวบ่อย ปวดตามกล้ามเนื้อบ่อยไม่ค่อยพูดจาหรือเวลา
    พูดจะพูดเป็นเสียงเดียว ไม่มีเสียงสูงเสียงต่ำพูดช้าและไม่ชัด เวลาหัวเราะกล้ามเนื้อ
    เกร็งไปทั่วใบหน้า เฉื่อยชา เวลาเดินมีอาการกระตุก

  • ระยะสุดท้าย อาการต่าง ๆ จะรุนแรงยิ่งขึ้น ท่าเดินแกว่งไปแกว่งมา ก้าวขาสั้น ๆ 
    เดินหัวซุนไปข้างหน้าเดินลักษณะคล้ายเป็ด หกล้มบ่อยมีการสั่นกระตุกของปลายแขน
    ปลายขา บางรายมีอารมณ์ไม่แน่นอน บางครั้งหัวเราะ บางครั้งร้องไห้ กลืนน้ำลายลำบาก 
    ทำให้น้ำลายยืดตลอดเวลา พูดไม่มีเสียง บางคนมีอาการอัมพาตที่ร่างกายเป็นบางส่วน

  • ในรายที่สูดหายใจเอาผง หรือไอระเหยของแมงกานีสไว้มาก ๆ ทำให้เกิดปวดบวมโดย
    มีอาการเริ่มต้นด้วยการเจ็บคอ เป็นไข้ ไอมีเสมหะมากขึ้น ๆ แล้วจะแน่นอึดอัดหายใจไม่
    ออก

  • ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับแมงกานีส ควรจะมีความรู้ ระวังและรู้จักสังเกตเพื่อความปลอดภัย
    ของตนเอง


เหล็ก

เป็นแร่ธาตุหนึ่งที่มีความจำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดง คนที่ขาดเหล็กจึงเกิดภาวะซีดได้ 
เหล็กมีความจำเป็นกับคนทุก วัย โดยเฉพาะวัยที่มีการเจริญเติบโตสูง เช่น ทารก เด็ก วัยรุ่น 
หญิงตั้งครรภ์ เป็นต้น ในหญิงวัยเจริญพันธุ์มีการสูญเสียเหล็กไปกับประจำเดือน 
ถึงแม้เป็นปริมาณไม่มากแต่ควรได้รับมากกว่าผู้ชายในวัยเดียวกัน คนปกติมีเหล็กประมาณ 
3-5 กรัม ร้อยละ 70 ของเหล็กอยู่ในเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบิน ที่เหลืออยู่ในตับ ม้าม 
ไขกระดูก และใน กล้ามเนื้อ (Myoglobin) เลือด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร มีเหล็กประมาณ
 40-50 มิลลิกรัม ในน้ำเลือดเหล็กมักรวมอยู่กับโปรตีนโกลบูลิน หรือ อยู่ในเอนไซม์ที่เกี่ยว
ข้องกับปฏิกิริยาการใช้ออกซิเจน เช่น Cytochrome, Peroxidase และ Catalase 
แหล่งที่พบเหล็ก ได้แก่ ตับทุกชนิด เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ ไข่แดง ผักใบเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง 
น้ำตาลมะพร้าว และน้ำตาลทรายแดง มีเหล็กมากกว่าน้ำตาลทรายขาว อาหารที่หุงต้มด้วย
กระทะเหล็กจะมีเหล็กสูงขึ้น แต่เหล็กที่ได้นั้นจะใช้ประโยชน์ได้มากน้อยไม่มีผู้ใดทราบไม่
 ควรทำให้เนื้อหรือผักเป็นชิ้นเล็กแล้วนำไปล้างน้ำ จะทำให้เสียเหล็กมาก

ผลของกาขาด

  • จะแสดงอาการออกช้า ๆ ที่ละเล็กน้อย อาการที่เกิดขึ้นจะเป็นอาการของเลือดจาง
    เรื้อรัง โดยจะมีอาการเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลียง่าย ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร บ้างกินมาก
    เป็นพัก ๆ จุกเสียดยอดอก ใจสั่น หายใจอึดอัดลำบาก เยื่อบุนัยน์ตาซีดขาว เล็บซีด 
    ลิ้นซีด บวมตามข้อ เท้าและมือชา รุ้สึกเสียวตามมือตามเท้า

  • หากขาดธาตุเหล็กไปมาก ๆ เลือดจางมากขึ้น อาการก็จะมีมากขึ้น เล็บแบนและงอน
    ขึ้น มีอาการซีดมากขึ้น เม็ดเลือดแดงมีสีซีดกว่าปกติ

  • ในการรักษาโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็กนี้ก็ขึ้นอยู่กับการที่จะต้องชี้สาเหตุของ
    การขาดธาตุเหล็กนั้นและรักษาต้นเหตุเป็นสำคัญ

  • สาเหตุของการขาด
    • การสูญเสียเลือดเป็นระยะเวลานาน
    • การดูดซึมเหล็กเข้าไปไม่เพียงพอ
    • การที่ร่างกายไม่สามารถนำเหล็กที่ถูกดูดซึมแล้วไปใช้ได้
    • ภาวะที่ร่างกายต้องการเหล็กมากขึ้น
    • การสะสมเหล็กมีน้อยแต่กำเนิด
    • ได้รับอาหารที่มีเหล็กไม่เพียงพอ
    • หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร ทำให้การดูดซึมไม่ดี

  • ผลเสียของการที่ร่างกายขาดธาตุเหล็ก
    ในหญิงตั้งครรภ์ พบว่า อัตราการตายของแม่และลูกในครรภ์เพิ่มขึ้นในการคลอด
    • ประสิทธิภาพการทำงานด้อยลง
    • ประสิทธิภาพการเรียนรู้ต่ำกว่าปกติในเด็กที่ขาดเหล็ก นอกจากนี้มีอาการซึมไม่
       กระตือรือร้น
    • ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง คนที่ขาดเหล็กจะมีการติดเชื้อของระบบทางเดิน
        หายใจส่วนต้น
    • มีความต้านทานต่ออากาศหนาวน้อยลง
    • กล้ามเนื้อทำงานไม่ได้ตามปกติ เนื่องจากเหล็กเป็นส่วนประกอบของน้ำย่อย 
       อัลฟากลีเซอรอลฟอสเฟตดีฮัยโดรจีเนส

ผลของการได้รับมากไป

  • ถ้าร่างกายมีการสะสมเหล็กมาก ๆ เนื่องจากความผิดปกติบางอย่าง เหล็กจะถูกสะสม
    ไว้ในรูป เฮโมซิเดอริน เป็นผลึกที่ละลายได้ยากภาวะที่ร่างกายเก็บเหล็กไว้ในสภาพ
    เฮโมซิเดอรินในปริมาณมากเรียก เฮโมซิเตอโรซีส อาการคือทำให้มีการเกาะของเหล็ก
    แต่ละแห่งมาก โดยเฉพาะในตับและม้าม อาการตามมาคือ ตับแข็ง



ไอโอดีน

สารไอโอดีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งในการผลิตธัยรอยด์ฮอร์โมน Thyroxine (T4) 
และ Triiodotyronine (T3) ประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้จะเก็บอยู่ในต่อมธัยรอยด์ ส่วนที่
เหลือจะกระจายอยู่ตามกล้ามเนื้อ ผิวหนัง ขุมขน ต่อมน้ำลาย ระบบทางเดินอาหารและกระดูก 
ในเลือดจะมีไอโอดีนอยู่น้อยมาก
หน้าที่สำคัญของไอโอดีนต่อร่างกายช่วยในการทำงานและเจริญเติบโตของต่อมธัยรอยด์ 
ช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงานได้ตามปกติ,ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและกระตุ้นอัตราการ
เผาผลาญ ไปกระตุ้นให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น,ไปเพิ่มการเคลื่อนย้ายแคลเซียมและฟอสฟอรัส
จากกระดูก,ช่วยในการขับถ่ายปัสสาวะและควบคุมการกระจายของน้ำตามอวัยวะต่าง ๆ, 
กระตุ้นให้มีการหลั่งน้ำนมมากขึ้น ,ควบคุมประสาท ให้มีกำลังคล่องแคล้ว กระฉับกระเฉง 
อาการขาดไอโอดีนเซื่องซึม เหนื่อยง่าย ความดันต่ำ ผิวหนัง และ ผมแห้ง อ้วนพี ความจำไม่ดี 
ร่างกายเติบโตช้า เริ่มมีอาการปัญญาอ่อน ไม่สนใจทางเพศ เด็กที่เกิดจากมารดาขาดไอโอดีน 
มีลักษณะโตช้า พุงโร และมีอาการบวมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เป็นโรคหัวใจ 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นโรคคอพอกทำให้ต่อมธัยรอยด์โตขึ้นที่เห็นได้ชัดที่บริเวณคอซึ่งอาจ
ไปกดหลอดลมทำให้ไอ สำลัก หายใจลำบากได้โดยสาเหตุอาจเกิดจากบริโภคอาหารที่มีสารนี้
น้อยมาก, ร่างกายมีความต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้น, ไอโอดีนมีสมรรถภาพลดน้อยลงจากการ
บริโภคแคลเซียมมากหรือขาดวิตามินเอ, การได้รับสารที่ไปต่อต้านการทำงานของ
ต่อมธัยรอยด์การรักษาโดยการให้ไอโอดีนหรือไม่ผ่าตัดแล้วให้กินเกลือไอโอดีนในรูปแบบ
ต่างๆแหล่งอาหารที่ดีที่สุด ได้แก่ เกลือที่ได้จากน้ำทะเลหรือเกลือสมุทร อาหารทะเล 
พืชทะเลนอกจากนี้พบในสับปะรด ลูกแพร์ ส้ม แอปเปิ้ล ผักโขม กระจับ กระเทียม มันฝรั่ง 
หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ ไข่แดง และเนยแข็ง แต่สำหรับผักตระกูลกะหล่ำ จะขัดขวางการใช้
ไอโอดีนในร่างกาย 

ผลของการขาด

  • เด็ก

    • ในเด็กที่ขาดไอโอดีนจะเตี้ยแคระและสมองไม่เจริญเรียก ครีตินนิซึ่ม 
      (Cretinism) ซึ่งเป็นโรคที่เป็นมาแต่กำเนิด โดยที่แม่บริโภคไอโอดีน
      จำกัดหรือน้อยในระยะตั้งครรภ์ มีอาการแสดงออกหลายรูปแบบ เช่น 
      ใบ้ หูหนวก ตาเหล่ มีกล้ามเนื้อหย่อนนานยนและอ่อนแอ ผิวหนังแห้ง 
      รูปร่างสั้นเตี้ย เนื่องจากการเจริญของกระดูกชะงักนอกจากนี้การพัฒนา
      ของจิตใจหยุดชะงักด้วย มีอาการเดินกระตุก หรือเกร็ง หรือความ
      ผิดปรกติทางระบบสืบพันธุ์ ถ้าทำการแก้ไขในระยะแรกแก่ทารก 
      การเจริญเติบโตของร่างกายก็จะดีขึ้น การพัฒนาทางจิตใจก็ดำเนิน
      ไปได้บ้าง แต่ว่าประสาทสมองส่วนกลางที่ถูกทำลายไปไม่สามารถทำ
      กลับให้ดีอย่างเดิมได้

  • ผู้ใหญ่

    • โรคคอพอก ในผู้ใหญ่ที่ขาดไอโอดีน ต่อมธัยรอยด์จะโตขึ้นอย่างมากจน
      เห็นได้ชัดที่บริเวณคอ เรียกว่า คอพอก (Simple goitre) ทั้งนี้ก็โดย
      ที่เซลล์ของต่อมธัยรอยด์จะเพิ่มจำนวนขึ้นมาก เพื่อช่วยทำงานชดเชย 
      แต่ก็ไร้ผลเนื่องจากการขาดไอโอดีนซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของ
      ฮอร์โมนไทรอกซิน คนที่ต่อมธัยรอยด์มีขนาดใหญ่มาก จะกดหลอดลม 
      ทำให้ไอ สำลัก หายใจลำบาก ถ้ากดหลอดอาหารจะกลืนอาหารลำบาก

ผลของการได้รับมากไป

  • ไม่มีรายงานว่าเกิดการเป็นพิษ เนื่องจากได้รับไอโอดีนมากเกินไปโดยการบริโภค
    น้ำหรืออาหาร แต่อย่างไรก็ตาม ไอโอดีนที่เตรียมอยู่ในรูปของยา ต้องระวังใน
    การบริโภคเพราะว่าถ้าได้รับในปริมาณมากเกินไป เช่น ในกรณีที่ใช้ยาเสริม
    แก่ร่างกายเป็นจำนวนมากในระยะฉับพลันอาจจะเป็นอันตราย



เกลือแร่ส่วนน้อย 12 ตัว

โครเมียม
ซีลีเนียม
ทองแดง
นิกเกิล
โบรมีน
โบรอน
ฟลูรีน
โมลิบดินัม
วานาเดียม
สตรอนเทียม
สังกะสี
อะลูมิเนียม


สนใจผลิตภัณฑ์อาหารเสริม วิตามินและเกลือแร่ คลิกช็อปปิ้ง


  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.