From Wikipedia, the free encyclopedia
จากวิกิพีเดีย
สารานุกรมเสรี
This article is about the organic compound.
|
 |
ผิวหนังจัดว่าเป็นอวัยวะ
ส่วนใหญ่ที่สุดของร่างกายชนิดหนึ่ง
ในผู้ใหญ่ผิวหนังจะมีเนื้อที่ประมาณ
1.75 ตารางเมตร
( 2,750
ตารางนิ้ว)
รวมๆ
กันจะมีน้ำหนักเท่ากับ
7%
ของน้ำหนักทั่วร่างกาย
และรับเลือดดีมาหล่อเลี้ยงจากหัวใจประมาณ
1ใน 3
ผิวหนังนับว่ามีความเก่งกาจหลายอย่างทีเดียว
- มันเป็นฉนวนกันน้ำ
ไม่ให้น้ำระเหยออกจากร้างกาย
คนที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก
จน
แทบไม่มีผิวหนังอยู่
จะตายได้เพราะร่างกายเสียน้ำที่ระเหยออกไปทางผิว
(ที่เป็นฉนวนกั้น
น้ำ) จนมีอาการช็อค
- มันเป็นเพราะการป้องกันมิให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
- มันช่วยรับความรู้สึกร้อนหนาว
เจ็บปวด
และการสัมผัส
- มันช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกาย
ให้ร่างกายมีชีวิติยู่ได้
เช่น
ถ้าอยู่ในที่อากาศร้อนอบอ้าว
หรือเป็นไข้ตัวร้อน
ผิวหนังจะขับเหงื่อพาความร้อนระเหยออกไปให้มากกว่าปกติ
แต่ถ้าอยู่
อากาศเย็นจัด
ผิวหนังก็จะซีด
เนื่องจากหลอดเลือดในบริเวณนี้หดตัวช่วยให้ความร้อน
ระเหยออกไปได้น้อยลง
เป็นต้น
- ยังทำหน้าที่สร้างสารประเทืองผิว
และขับของเสียออกจากร่างกายอีกด้วย
ผิวของเรามีด้วยกัน
3 ชั้น
โดยทำหน้าที่ต่างกัน
1.
ชั้นหนังกำพร้า
( Epidermis) คือ
ผิวชั้นนอกสุด
ปกคลุมร่างกาย
ผิวชั้นนี้มีหน้าที่
ผลิต
เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์ผิวที่ตายแล้วอยู่เรื่อยๆ
2.
ผิวชั้นที่สอง
( Dermis )
ถัดจากชั้นหนังกำพร้าลึกลงมา
มีความหนาถึง
90 เปอร์เซ็นต์
ของโครงสร้างผิว
เป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่สำคัญต่างๆ
ผิวชั้นนี้ทำหน้าที่ผลิตน้ำมัน
และเหงื่อ
เป็นการช่วยป้องกันผิวจากเชื้อโรคต่างๆ
3.
ผิวชั้นในสุด
( Sub cutaneous / Hypodermis )
และจะเป็นไขมันเสียส่วนใหญ่
ผิวชั้นนี้ทำหน้าที่ป้องกันอวัยวะส่วนอื่นๆ
ใต้ผิวหนัง
ช่วยทำให้ผิวหนังมีความหนาและนุ่ม
ซึ่งคนที่รูปร่างอวบจะเห็นได้ชัดกว่าคนที่รูปร่างผอม
ทุกครั้งที่เกิดการสูญเสียพลังงาน
ผิวหนังชั้นนี้จะทำหน้าที่คล้ายผ้าห่ม ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น
ชั้นของผิวหนัง
หนังกำพร้า
(Epidermis)
ถ้าเราเอากล้องจุลทรรศน์มาส่องดู
จะพบว่าผิวหนังชั้นนอกสุดหรือที่เรียกว่า
หนังกำพร้า
(Epidermis) นั้นจะประกอบด้วยชั้นของผิว
5
ชั้นด้วยกัน
ซึ่งจะมีเซลล์เคลื่อนผ่านแต่
ละชั้นขึ้นมาแทนที่เซลล์ที่ตายบนชั้นนอกสุด
ซึ่งหลุดสลายกลายเป็นขี้ไคลไป
(ดูรูปประกอบ)
ระยะเวลาที่เซลชั้นล่างสุดของหนังกำพร้าเลื่อนขึ้นไปอยุ่บริเวญชั้นบนสุด
แล้วลอกออกไป
จะใช้ระยะเวลาประมาณ
30 - 40 วัน (cycle)
ลำดับของชั้นหนังกำพร้าจากบนสุดลงไปชั้นล่างสุด
 |
ชั้นบนสุด
1
Stratum
Corneum
ชั้นบนสุด
พร้อมหลุด
ลอกไป |
 |
ชั้นที่
2
Stratum
Lucidum
ชั้นนี้จะเกิด
หนาขึ้นใน
พื้นที่ผิวที่
มีการเสียด
สีบ่อยๆเพื่อ
เพิ่มความ
หนา |
 |
ชั้นที่
3
Stratum
Granulosum
เป็นชั้นที่มี
Keratin
protein
ทำหน้าที่ป้อง
กันการระเหย
ของน้ำ |
 |
ชั้นที่
4
Stratum
Spinosum
เปลี่ยนร่าง
จากเซลรูป
columna
ไปเป็นแบบ
Polygonal
เริ่มต้นการ
สร้าง keratin |
 |
ชั้นล่างสุด5
Stratum
Basale
ชั้นล่างสุด
ติดกับdermis
ผลิตเซลใหม่
ขึ้นไปทดแทน
เซลเดิมที่ลอก
หลุดไป
|
  |
|
ในชั้นล่างสุดของหนังกำพร้าจะมีเซลล์ที่แบ่งตัวอยู่ตลอดเวลา
แล้วเคลื่อนขึ้นมาอยู่ชั้นบนๆ
ต่อไป เมื่อเซลล์เหล่านี้เคลื่อนตัวไกลจากบริเวณหนังแท้ที่มีเลือดและอาหารหล่อเลี้ยง
มันก็
จะค่อยๆ เสื่อมคลายลงไปและตายในที่สุด
ว่ากันว่า
ชั้นของหนังกำพร้านี้จะถูกแทนที่ด้วยเซลล์ใหม่ตลอดทั้งชั้นทุกๆ
4-5 สัปดาห์
โดย
ในระหว่างนี้ มันจะหลุดออกเป็นขี้ไคลได้ถึง
18-22 กิโลกรัม
ความหนาของชั้นหนังกำพร้า
(Epidermis) จะมีความหนาโดยประมาณ
0.1 - 1.3 mm
ความหนาจะแปรผันไปตาม
บริเวณส่วนต่างๆของร่างกาย
โดยบริเวณฝ่ามือจะมีความหนามาก
และบริเวณเปลือกตาจะมี
ความบางมากที่สุด
เป็นต้น
เซลล์อื่นๆ ในผิวหนังชั้นหนังกำพร้า ที่สำคัญ เช่น
Melanocyte เป็นเซลล์สร้างเม็ดสี
Langerhans Cell เป็นเซลล์ในระบบภูมิต้านทานที่ผิวหนัง
เม็ดสีเมลานิน
(Melanin)
ถูกสร้างในชั้นหนังกำพร้า
โดยเซลล์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า
เมลาโนทัยท์
(melano cytes)
จะอยู่บริเวณชั้นของ Stratum basale
ซึ่งจะปล่อยเมลานินเข้าไปในเซลล์ของหนังกำพร้า
ที่อยู่ใกล้เคียง
(
จากข้อมุลข้างต้นทำให้อธิบายได้ว่า
ในกลุ่มที่ใช้อาหารเสริมกลุ่ม
L-Glutathione
เพื่อวัตถุ
ประสงค์ให้ดูผิวขาวขึ้นนั้น
กลไกการทำงานของกลูต้าไทโอน
จะไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน
จากเซลเมลาโนไซท์
แต่กว่าจะเห็นผลของชั้นผิวหนังที่มีปริมาณเม็ดสีเมลานินน้อยลงนั้น
ต้อง
รอให้เซลก่อนหน้านั้นซึ่งมีเม็ดสีเมลานินอยู่แล้วนั้นให้ลอกออกไปตามไซเคิลเสียก่อน
ซึ่งใช้
ระยะเวลาของการหลุดลอกเซลเก่าออกไปใช้ระยะเวลาช่วง
30 - 40 วัน
ชั้นผิวใหม่ที่มีเมลานิน
สะสมอยู่ในเซลที่ลดลงถึงจะเผยโฉมออกมาให้เห็นได้
และจะวนรอบเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆหากยังมี
การใช้กลูต้าไทโอน
อย่างต่อเนื่อง
)
พอผิวหนังถูกแสงแดดมากขึ้น
เมลานินจะถูกสร้างมากขึ้น
ทำให้ผิวเป็นสีน้ำตาลแดง
จะพบได้
ในพวกฝรั่ง
พวกนิโกรผิวดำ จะมีผิวที่แผ่รังสีความร้อนได้ดีกว่าพวกผิวขาว
บางพวกมีผิวหน้า
สีเหลือง
ก็เนื่องจากเม็ดสีเหลืองหรือ
“คาโรตีน” ที่อยู่ในชั้นนอกของหนังกำพร้า
พวกที่ผิวตก
กระ ก็เนื่องจากมีเซลล์
เมลาโนซัยท์ที่เสื่อมคุณภาพสร้างเม็ดสีเมลานินไม่ได้
มาอยู่รอบๆ
กระจุกของเม็ดสี

กลไกการรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง
1.เซลล์ชั้นนอกสุด (stratum corneum) หรือที่เรียกว่าชั้นขี้ไคลเป็นเซลล์ที่ไม่มีชีวิตแล้วและ
ด้วยชั้นไขมันหุ้มภายนอก ถัดไปเป็นชั้นโปรตีนเป็นปลอกหุ้มเซลล์ผิวหนังชั้นนี้
และมีโปรตีน
ที่เรียกว่า เคอราติน (keratin) เป็นส่วนประกอบภายในเซลล์
ป้องกันไม่ให้น้ำทะลุผ่านเซลล์
ผิวหนังออกสู่ภายนอก
2.ชั้นไขมันแทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิวหนังชั้นขี้ไคล ชั้นไขมันนี้สร้างจากเซลล์ผิวหนัง
ประกอบ
ด้วย ceramides, cholesterol, cholesterol sulfate, triglyceride เป็นต้น
ทำ
หน้าที่ปิดกั้นไม่ให้น้ำในร่างกายซึมผ่านช่องระหว่างเซลล์ผิวหนังออกสู่ภายนอก
3.ไขมันจากต่อมไขมัน ต่อมไขมันที่หลั่งสารไขมันออกตามรูขุมขน
สารไขมันจะแผ่ออกเคลือบ
ผิวของชั้นหนังกำพร้า ป้องกันไม่ให้น้ำซึมผ่านเซลล์และช่องว่างระหว่างเซลล์ออกสู่ภายนอก
การรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง อาศัยคุณสมบัติของผิวหนังชั้นนอกสุดและไขมันที่เซลล์ผิว
หนัง และต่อมไขมันสร้างขึ้นมาควบคุมไม่ให้น้ำซึมผ่านออกสู่ภายนอกร่างกาย
นอกจากนี้ยังมีการรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังตามธรรมชาติ (natural moisturizers)
สารต่างๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่ คือ กรดอะมิโน อนุพันธ์ (derivative) กรดอะมิโนและเกลือของ
กรดอะมิโน เป็นสารรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง สารเหล่านี้ ได้แก่
1.Sodium 2 pyrrolidone 5 carboxylic acid
2.Urea
3.Lactic acid
จากความรู้เรื่องสารรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาตินี้
ได้มีการนำสารดังกล่าวมาผสมในมอยส์
เจอไรเซอร์ชนิดต่างๆ
ทำไมผิวหนังจึงแห้ง : ผิวหนังแห้งเป็นผลจากการเสียน้ำออกจากผิวหนัง เกิดจากกลไกสำคัญ
3 ประการ
1.ผิวลอกเป็นขุยจากความผิดปกติในการสร้าง (keratin)
ทำให้เสียความสามารถในการรักษาน้ำ
ไว้ที่ผิวหนัง
2.ชั้นหนังกำพร้ามีการหมุนเวียนเร็วกว่าปกติ ทำให้ไม่มีเวลาพอในการสร้างผิวหนังชั้นนอกสุด
หรือชั้นขี้ไคลที่สมบูรณ์ได้
หนังกำพร้าชั้นนอกสุดมีส่วนประกอบเป็นชั้นไขมันแทรกอยู่
ระหว่างเซลล์ผิวหนังชั้นขี้ไคล ผิวหนังที่มีการหมุนเวียนรวดเร็วจะไม่สามารถสร้างชั้นไขมัน
ได้ทัน
จึงเสียความสามารถในการรักษาน้ำให้คงอยู่ในผิวหนังไป
3.มีการทำลายของผิวหนังชั้นหนังกำพร้าจากสารเคมี เช่น detergents
ทำให้สูญเสียไขมัน
ชั้นหนังกำพร้าไป เป็นผลให้ผิวหนังสูญเสียน้ำออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น
การเกิดภาวะผิว
แห้ง อาจเป็นผลจากกลไกใดกลไกหนึ่งหรือเกิดจากทั้ง 3 กลไก พร้อมๆ กันได้
The epidermis is a keratinised
stratified squamous epithelium. The main function
of the
epidermis is to protect the body from harmful influences from the
environment
and against fluid loss. Five structurally different layers can be
identified:
1. The stratum corneum
cells are completely filled with keratin filaments (horny cells) which
are embedded
in a dense matrix of proteins. Individual cells are difficult to observe
because (1)
nuclei can no longer be identified, (2) the cells are very flat and (3)
the space
between the cells has been filled with lipids, which cement the cells
together into a
continuous membrane. In the EM, the cell membranes appear
thickened and
interdigitate with those of neighbouring cells. Closest to the surface
of the
epidermis, the stratum corneum has a somewhat looser appearance. Horny
cells
are constantly shed from this part of the stratum corneum. The
protection of the
body by the epidermis is essentially due to the functional features of
the
stratum corneum.
2.The
stratum lucidum
consists of several layers of flattened dead cells. Nuclei already begin
to
degenerate in the outer part of the stratum granulosum. Is
only present in thick skin
where it helps reduce friction and shear forces between the
stratum corneum and
stratum granulosum. The stratum lucidum can usually not be
identified in thin skin.
3.The
stratum granulosum
consists, in thick skin, of a few layers of flattened cells. Only one
layer may be visible in thin skin. The cytoplasm of the cells contains
numerous fine grains, keratohyalin granules.
The keratohyalin is not located in membrane-bound organelles but forms
"free" accumulations in the cytoplasm of the cells. The cells
begin to release the contents of the lamellar granules. The lipids
contained in the granules come to fill the entire interstitial space,
which is important for the function of the epidermis as a barrier
towards the external environment.There
is a lot of activity in this
layer as keratin proteins and water-proofing lipids are being produced
and organized.
.4.The stratum spinosum,
the cells become irregularly polygonal. The cells are often separated by narrow, translucent clefts. These clefts are spanned by spine-like cytoplasmatic extensions of the cells (hence the name of the layer and of its cells: spinous cells), which interconnect the cells of this layer. Spines of cells meet end-to-end or side-to-side and are attached to each other by desmosomes. In addition to the usual organelles of cells,
In
this layer the cells start to synthesize keratin.
EM shows membrane-bound lamellar granules in the cytoplasm of the spinous cells.
5.The
stratum basale
is
the bottom layer of keratinocytes in the epidermis
the deepest layer (closest to
the dermis). It consists of a single layer of columnar or cuboidal cells
which rest on
the basement membrane. Basal cells are the stem cells of the epidermis.
Their
mitotic activity replenishes the cells in more superficial layers as
these are
eventually shed from the epidermis. The
renewal of the human epidermis takes about 3 to 4 weeks.Half
of the cells differentiate and move to the next layer to begin the maturation process. The other half stay in the basal layer and divide
over and over again to replenish the basal layer.

หนังแท้
(dermis)
ผิวหนังชั้นในที่เราเรียกว่า
ประกอบด้วยตาข่ายของเส้นใยโปรตีน
ทำให้ผิวหนังมีความยืด
หยุ่นและแข็งแรง ส่วนที่เป็นเส้นใยคือ
collagen
fibers, elastic
fibers
และ
reticulum
fibers
ซึ่งแบ่งออกได้เป็น
2 ชั้น คือ
1.
เรียกว่าชั้น
Upper
papillary
dermis
เส้นใยจะมีลักษณะละเอียดและอยู่กันแบบ
หลวมๆในชั้นบนที่อยู่ชิดกับชั้นหนังกำพร้า
2.
เรียกว่าชั้น
Lower reticular
dermis
ส่วนในชั้นลึกเส้นใยมีลักษณะหยาบกว่าและ
อยู่กันอย่างหนาแน่น
เส้นใยนั้นจะวางตัวอยู่ในสารพื้นฐาน(Ground
substance) ซึ่งประกอบด้วย
acid mucopoly
saccharide พวก
hyaluronic acid, chondroitin sulfate,dermatan
sulfate,
neutral mucopolysaccharides และ
electrolytes
ในคนแก่ความยืดหยุ่นตึงตัวของผิวหนังจะหายไป
ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นไม่เต่งตึง
ชั้นหนังแท้
มีความหนาเฉลี่ยประมาณ
3 มิลลิเมตร
ในชั้นนี้จะมีหลอดเลือด
หลอดน้ำเหลือง
และประกอบ
ด้วยปลายประสาท
ต่อมต่างๆ
รวมทั้งรูขนจำนวนมากมาย
เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
(connective
tissue) ลดการกระแทกจากแรงดึงต่างๆ
หนังแท้ยึดติดกับหนังกำพร้าอย่าง
แน่นหนาโดยเยื่อฐาน
(basement membrane) และมีปลายประสาทมากมายซึ่งรับความ
รู้สึกเช่นสัมผัสหรือความร้อน
ในหนังแท้ยังมีรากขน
(hair follicle) , ต่อมเหงื่อ
(sweat
gland) , ต่อมไขมัน
(sebaceous gland) , ต่อมเหงื่อแบบอะโพครายน์
(apocrine
sweat glands) , และหลอดเลือด
(blood vessel)
หลอดเลือดในชั้นหนังแท้มีประโยชน์
ในการให้อาหารมาเลี้ยงและขับของเสีย
เช่นเดียวกับสตราตัม
เบซาเลของหนังกำพร้า
ชั้นของ
หนังแท้จะมีความหนาถึง
90
เปอร์เซ็นต์ของโครงสร้างผิว
เป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่
สำคัญต่างๆ
ผิวชั้นนี้ทำหน้าที่ผลิตน้ำมันและเหงื่อ
เป็นการช่วยป้องกันผิวจากเชื้อโรคต่างๆ
ลักษณะที่สำคัญของชั้นหนังแท้
(dermal)
จะเป็นที่รวมของ
Collagen,Elastinเส้นประสาท,เส้นเลือด
และต่อมเหงื่อ.ชั้นของหนังแท้
(dermis)
จะเป็นชั้นบางแต่จะมีหนากว่าชั้นหนังกำพร้า.โดยเฉลี่ยจะมีความหนาในช่วงจาก
1ถึง
4
มม.
องค์ประกอบของชั้นนี้ส่วนใหญ่จะประกอบด้วย
Collagen
/
Elastin
ทำให้
เกิดความนุ่มนวล
ยืดหยุ่นของชั้นนี้
โดย
คอลลาเจนและอีลาสตินถูกสร้างจากเซล
fibroblast
ในกรณีที่เกิดการบาดเจ็บของผิวหนัง
ระบบ
Hemostasis ของร่างกายเพื่อควบคุมการหยุด
ของเลือด
โดยจะมีการระดมให้เกล็ดเลือดมาที่บริเวณบาดแผล
แล้วจะหลั่งสาร
growth factor
หรือ PDGF ซึ่งจะไปกระตุ้นการทำงานของเซล
Fibroblast
และเซลเม็ดเลือดขาว
ซึ่งได้มี
การพิสูจน์แล้วว่าสาร PDGF
ที่หลั่งออกมาจากเกล็ดเลือดมีผลต่อการสมานแผลเป็นอย่างมาก
ชั้นหนังแท้
(Dermis)
มีหน้าที่สำคัญ 3 ประการคือ
1. Nourishment การบำรุงหรืออาหารหล่อเลี้ยงผิว , ร่างกาย
1. Capillaries เส้นโลหิตฝอยจะดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์เพื่อไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ
ของร่างกาย และหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวทั้งยังช่วยส่งเสริมระบบขับถ่ายของเหงื่อและน้ำมัน
ให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
2. Lymphatic Fluid น้ำเหลืองไหลผ่านโครงสร้างผิวเพื่อให้การบำรุง
3. Collagen Fiber ใย Collagen โอบอุ้มและดูดซับความชุ่มชื้นตามธรรมชาติซึ่ง
ร่างกายสร้างขึ้น
4. Elastin Fiber ใย Elastin เป็นส่วนที่ทำให้ผิวหนังมีความกระชับและยืดหยุ่น
2. Secretion การขับถ่าย
1.
Sweat Gland ต่อมเหงื่อพร้อมของเสีย และแร่ธาตุต่างๆที่ร่างกายไม่ต้องการใช้งาน
แล้วออกจากร่างกาย (ต่อมเหงื่อจะมี 600 ต่อมต่อตารางเมตร)
2. Sebaceous Gland ต่อมไขมัน มีหน้าที่ขับถ่ายไขมัน , น้ำมัน เพื่อหล่อเลี้ยงเส้นขน ,
ผิวหนังและเส้นผม ต่อมไขมันจะอยู่ติดกับด้านข้างของรูขุมขน
บริเวณต่างๆของร่างกาย
จะมีปริมาณของต่อมไขมันมากน้อยต่างกัน บริเวณที่มีต่อมไขมันมาก จะเป็นบริเวณกึ่ง
กลางของร่างกายเช่น กึ่งกลางศีรษะ (ประมาณ 400 ต่อมต่อตารางเซนติเมตร) บริเวณ
หน้าผาก จมูก คาง บริเวณกึ่งกลางของร่างกายด้านหน้า และด้านหลัง บริเวณที่ไม่มี
ต่อมไขมันเลยก็คือ ฝ่าเท้า , ริมฝีปาก การขับถ่ายของต่อมไขมัน
จะทำให้ผิวมีส่วนช่วย
ป้องกันความชุ่มชื้นใต้ผิวไม่ให้ระเหยออกไปจะทำให้ผิวเรียบ
3. Sensation ความรู้สึก
จะมีเส้นประสาทสัมผัสแสดงความรู้สึก ร้อน หนาว เจ็บ และความรู้สึกอ่อนนุม เย็นสบาย
ชุ่มชื้น เมื่อผิวหนังได้สัมผัสการใช้เครื่องสำอาง เมื่อเวลาอากาศร้อนประสาทสัมผัสจะรู้สึก
ร้อน แล้วจะไปกระตุ้นการทำงานของต่อมเหงื่อ
และต่อมไขมันให้ขับถ่ายเหงื่อและน้ำมัน
ออกมามากกว่าปกติ ถ้าอากาศหนาว รูขุมขนและต่อมเหงื่อจะหดตัว
ชั้นของหนังแท้
(dermis)
สามารถแบ่งออกได้เป็น
2
ชั้นใหญ่คือ
1.Upper
papillary dermis
2.Lower reticular dermis
การแบ่งชั้นของหนังแท้นี้มีความสำคัญในการจำแนกการวินิจฉัยการกระจายตัวของเซลมะเร็ง
malignant melanoma
ว่าอยู่ในระยะที่เท่าไร
ระยะที่3
หรือระยะที่4
โดยในระยะที่3
เซลมะเร็งยังไม่แพร่กระจายลงมายังชั้น
reticular
dermis ส่วนในระยะที่
4
เซลมะเร็งจะ
กระจายลงมายังชั้น
reticular
dermid แต่ยังลงมาไม่ถึงชั้น
subcutaneous
เส้นประสาทในบริเวณนี้จะเป็นเส้นประสาทเกี่ยวกับรับความรู้สึกทางด้านสัมผัส
การเปลี่ยน
แปลงของอุณหภูมิ
ความดัน
และความเจ็บปวด
ที่บริเวณฝ่าเท้าจะมีเซลชั้นผิวจำนวนมากมา
ปกคลุมบริเวณที่มีความไวต่อความรู้สึก
(ปลายประสาท)
ในผู้ป่วยโรคเบาหวานจะพบได้บ่อยที่
เรียกว่า
diabetic neuropathy
เป็นสาเหตุของการสูญเสียความรู้สึกของบริเวณฝ่าเท้า
เป็น
ที่ยืนยันว่าอาการ
segmental demyelination เกิดจาก
microangiopathy
ซึ่งจะไปเพิ่ม
สาร
sorbital ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลสูงที่ควบคุมไม่ได้
ระดับน้ำตาลที่สูงเป็นระยะ
เวลานานๆเป็นต้นเหตุของการเกิดอาการ
peripheral
neuropathy
เส้นขน
เส้นผม
เส้นเล็ก ๆ
ที่เราเห็นเรียบง่ายธรรมดา
ๆ
ที่จริงแล้วมันน่าทึ่ง
เส้นผม เป็นส่วน
หนึงคล้ายแขนขาของผิวหนัง
ผม
งอกมาจากเซลล์แรกเริ่มที่เรียกว่า
เดอร์มัล
แปปิลลา
(Dermal Papilla) ซึ่งจะเจริญพัฒนาไปเป็นเซลล์ต่อม
ผม (Hair Follicle) และแบ่งตัว
สร้าง
เส้นผม สีผม
ความหยิกของผม
ฯลฯ หนังศีรษะ
ของคนเรามีต่อม
ผม ประมาณ 80,000
ถึง 1,200,000 ต่อม
พันธุกรรม
เป็นตัวกำหนดจำนวน ชนิด
และสีของ
เส้นผม หน้าที่หลัก
ของ เส้นผม คือ
ป้องกันผิวหนัง
หรือศีรษะไม่ให้เสียความร้อนมากเกินไป
ส่วนความสวยงาม
ไม่ใช่หน้าที่หลัก
(แต่ในสายตาของคนหลายคน
ความสวยงามคงเป็นหน้าที่หลัก
มิฉะนั้น
อุตสาหกรรมเสริมความงามของ
เส้นผม
คงจะไม่ทำเงินมากมายหลายพันล้านบาทต่อปี)
ปกติ
หนังศีรษะของคนเรามีเลือดมาเลี้ยงมาก
และทำหน้าที่ควบคุมการกระจายความร้อนของร่างกาย
ผม
แต่ละเส้นงอกจากเดอร์มัล
แปปิลลา ไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า
แมทริกซ์ (Matrix)
ซึ่งเป็นเนื้อ
เยื่อที่ผลิต
เซลล์ผม เมื่อเซลล์นี้แบ่งตัวมาขึ้นมันจะดันเซลล์นี้ขึ้นไปข้างบนจนอยู่เหนือผิวหนัง
เซลล์ ผม
ที่ถูกผลักขึ้นมาเรื่อย
ๆ จะค่อย ๆ
ตาย ขณะเดียวกันก็ผลิตสารเคอราติน
(Keratin)
พอกพูนขึ้น
สารเคอราตินนี้จะเรียงตัวเป็นเส้นขนาน
แต่ละเส้นของเคอราตินจะถูกยึดติดกัน
ด้วยพลังไดซัลไฟด์บอด์
(Disulfide Bond) เมื่อสารเคอราตินถูกผลักให้สูงขึ้น
ๆ
จะมีการ
เรียงตัวแบ่งออกเป็น 3 ชั้น
ขัดเจนขึ้น
ชั้นแกนกลางเรียกว่า
เมดุลลา
(Medulla) ชั้นถัดออก
ไปเรียกว่า คอร์เท็กซ์
(Cortex) ส่วนชั้นผิวนอกสุดเรียกว่า
คิวติเคิล
(Cuticle)
Medulla ชั้นเมดุลลา
มีเซลล์รูปร่างกลม
ๆ ระหว่างเซลล์มีช่องอากาศแทรก
อยู่ ทำให้ดูคล้ายฟองน้ำ
Cortex
ชั้นคอร์เท็กซ์ มีเซลล์รูปร่างกระสวย
ซึ่งเป็นเซลล์ตายที่เต็มไปด้วย
เคอราติน ชั้นคอร์เท็กซ์นี้เป็นชั้นที่แสดงคุณลักษณะของ
ผม ไม่วาจะเป็นความอ่อนนุ่ม
สีสัน
และความอวบอ้วน
หรือความผอมของ
ผม
Cuticle ชั้นคิวติเคิล
ที่อยู่นอกสุดเป็นชั้นที่ประกอบด้วยเซลล์ตายทับซ้อนกัน
7 ชั้น แต่ละเซลล์เต็มไปด้วยเคอราตินใส
ๆ
ส่วนคิวติเคิลนี้มีลักษณะคล้ายเกล็ดปลาผายออก
(ซึ่งช่วยทำให้การดึง
ผม
หลุดออกมาได้ยาก)
เส้นผม
ส่วนที่โผล่พ้นผิวหนังขึ้นมามีแต่เซลล
์ตายที่เต็มไปด้วยเคอราติน
การเจริญเติบโตของเส้นผม
การเจริญเติบโตของเส้นผม
เส้นผมบนศีรษะจะงอกออกมา
เดือนละครึ่งนิ้ว
(
1.25
เซนติเมตร
)
(ดังนั้นเส้นผมที่วัดความยาว
ถึงปลายได้
18
นิ้ว
หรือ 45เซนติเมตร
จะมีอายุประมาณ
3
ปี)
รากผมเป็นเพียงส่วนเดียวของเส้นผมที่มีชีวิต
เส้นผมจะเติบโต
และดันทะลุผ่านแกนออกมาพ้น
ผิวหนัง
การเจริญเติบโตของเส้นผม
จะเป็นวงจรโดยมีระยะ
การเจริญเติบโตตามด้วยระยะพัก
ซึ่งเป็นช่วงที่เส้นผมจะค่อยๆ
หลุดร่วง
ซึ่งเส้นผมที่หลุดร่วงจะถูกเส้นผมใหม่ผลักดันออกไปแล้ว
ตัวเองเข้ามาแทนที่
แต่ละวันจึงมีเส้นผมร่วงหล่นไปราว
100
เส้น
ในศีรษะคนปกติ
ความหนา
ของจำนวนเส้นผมขึ้นอยู่กับ
จำนวนรากผมซึ่ง
ธรรมชาติจะกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก่อนคอลด
โดยจะไม่มีการสร้างรากผมขึ้นมาใหม่หลังจากนั้น
แต่ละคน
จะมีผมหนามากน้อยแค่ไหน
มี
กรรมพันธุ์เป็นปัจจัยกำหนดด้วย
วัฏจักรของชีวิตเส้นผม
มีขั้นตอนที่มีชื่อเรียกต่างกันคือ
ระยะอานาเจน
(Anagen Phase) เป็นระยะเวลางอกงามของขนซึ่งมีระยะเวลายาวนาน
ประมาณ 3 ปี
หรืออาจถึง 7
ปี (เช่นในเด็ก)
เมื่อคนเราอายุมากขึ้น
ระยะอะนาเจนนี้จะสั้นลง
ๆ
ในระยะนี้ผมของคนเราจะงอกเร็วประมาณ
1 ซ.ม.
ต่อเดือน คนที่ไม่ตัดผมเลยตลอดชีวิต
ก็จะ
มีผมยาวได้อย่างมากก็
36 ซ.ม. (ในคนแก่)
ถึง 84 ซ.ม. (ในสาว
ๆ )
ระยะคาทาเจน
(Catagen Phase) เมื่อสิ้นสุดระยะอะนาเจนก็เข้าสู่ระยะคาทาเจน
หรือระยะหยุดงอก
ในระยะนี้ส่วนของเนื้อเยื่อ
เดอร์มัล
แปปิลลา
จะแยกออกจากเมทริกซ์
ทำให้เส้นผมขาดอาหารมาเลี้ยง
ณ
ระยะนี้ต่อมผมจะหดเล็กลง
แล้วจะหยุดทำงานนาน
ประมาณ
1 สัปดาห์กว่า ๆ
หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่
ระยะเทโลเจน
(Telogen Phase) หรือระยะพัก
ซึ่งกินเวลาประมาณ
3 เดือน
ในระยะนี้
ผมจะหลุดร่วงออกไป
ปกติแล้วประมาณร้อยละ
10 ของต่อมผมทั้งหมด
(มีประมาณ 100,000
ต่อม) จะอยู่ในระยะนี้ในทุกขณะของชีวิตของคนเรา
สำหรับสัดส่วนในการทำงานของรูขุมขนทั้งสองระยะ
คือ
ระยะแรกกับระยะที่สามนั้น
ถ้าใน
ภาวะปกติของคนทั่วไปจะเท่ากับ 90:10
ส่วนระยะที่สองจะสั้นที่สุด
แต่เมื่อคนเราอายุมากขึ้น
ระยะฟักตัวของเส้นผม
(ขน)
ก็จะนานขึ้นตามไปด้วย
โดยเฉพาะบริเวณอื่นของร่างกายนอกจาก
เส้นผม เช่น
ที่บริเวณแขน
ในระยะแรกนี้เส้นขนจะมีอายุเพียง 180
วันขณะที่เส้นผมจะยาวถึง
1,000
วันทีเดียว
ผมของคนเราจึงร่วงไม่พร้อมกันไม่เหมือนของม้า
คนเราจึงไม่มีภาวะ
ศีรษะ
ล้านเป็นฤดูกาลเหมือนม้า
เนื่องจาก
ผมของคนเราผลัดกันร่วง
ผลัดกันงอกใหม่นั่นเอง
การที่
ผมของเราจะร่วง
บาง ล้าน
เลี่ยน
อย่างถาวรนั้น
ขึ้นอยู่กับ
3 ปัจจัย
คือ อายุ
พันธุกรรม
และ
ฮอร์โมนเพศชาย
ต่อมต่างๆที่อยู่ในชั้นผิวหนังแท้
ต่อมเหงื่อมี
3 แบบคือ
1.ต่อมเหงื่อที่มีรูเปิดออกสู่ผิวหนังโดยตรง
(Eccrine gland)
อยู่ที่ผิวหนังทั่วร่างกาย
ยกเว้นที่ริมฝีปาก
ใต้เล็บ
บริเวณอวัยวะเพศของหญิงและชาย
ต่อมเหงื่อ
นี้มีมากถึง 1.6-4 ล้านต่อม
บริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าจะมีมาก
ต่อมเหงื่อจะอยู่บริเวณส่วนล่างของ
หนังแท้ (Dermis)
หรือบริเวณรอยต่อของหนังแท้และและชั้นไขมันและมีท่อเปิดออกสู่ภายนอก
ผิวหนัง ต่อมเหงื่อทำหน้าที่ขับเหงื่อและของเสียออกจากร่างกาย
ออกมาประมาณวันละ
7-900
ซีซี ประมาณร้อยละ
99 ของเหงื่อจะเป็นน้ำ
นอกนั้นจะเป็นไขมัน
เกลือ ยูรีน
และอื่นๆ
ทำให้
อุณหภูมิร่างกายคงที่
นอกจากนี้ยังขับเหงื่อออกมาเมื่อเกิดความเครียดได้
ถ้าอากาศหนาว
รู
ขุมขนและต่อมเหงื่อจะหดตัว
โดยจะขับเหงื่อเพื่อระบายความร้อนของอุณหภูมิในร่างกายให้
เย็นลงโดยการระเหยบางคนมีเหงื่อมากอาจใช้ยาทาลดการสร้างเหงื่อ
เช่น 5-20% Aluminium
chlorhydrate ใน ethanol
2.ต่อมเหงื่อที่มีรูเปิดอยู่ในรู
ขุมขน (Apocrine gland)
เป็นต่อมที่ใหญ่กว่าและฝังในชั้นที่ลึกกว่าต่อม
Eccrine
พบได้ในบริเวณได้บริเวณรักแร้
อวัยวะ
เพศ
รอบทวารหนัก
และยังมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นต่อมต่างๆ
เช่นรอบหัวนม
ริมฝีปากล่าง
เต้านม หนังตา
เป็นต้น
อยู่ที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง
และมีท่อเปิดอยู่เหนือท่อเปิดของต่อมไขมัน
แต่
บางชนิดมีท่อเปิดออกสู่ภายนอกโดยตรง
ในสัตว์ต่อมนี้ทำหน้าที่สร้างกลิ่นและควบคุมอุณหภูมิ
ของร่างกาย ในคนจะมีของเหลวถูกขับออกมามีลักษณะคล้ายน้ำนม
ไม่มีกลิ่น
แต่เมื่อทำปฏิกิริยา
กับแบคทีเรียที่ผิวหนังแล้วจะทำให้เกิดกลิ่นได้
3.ต่อมไขมัน
(Sebaceous gland)
เป็นต่อมที่ฝังตัวในชั้นหนังแท้
ติดกับเส้นขน
มีอยู่ทั่วทุกแห่งของร่างกาย
ยกเว้นที่ฝ่ามือและ
ฝ่าเท้า มีขนาดไม่เท่ากันตามสัดส่วนต่างๆของร่างกาย
ต่อมไขมันบริเวณใบหน้าและศรีษะจะมี
ขนาดใหญ่ที่สุดโดยจะทำการขจัดไขมันกึ่งเหลว
ที่เรียกว่า
Sebum
ซึ่งประกอบด้วย
ไขมัน
60 % (
ได้แก่กลุ่มไตรกลีเซอไรด์
ไขมันอิสระ
free fatty acid)
หน้าที่ของ
Sebum
คือ
ช่วยให้ผิวหนังอ่อนนุ่ม เป็นฉนวนกั้นเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
( Permeability barrier)
นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์เป็นฟีโรโมน(กระตุ้นทางเพศ)
ด้วย
ต่อมไขมันนี้จะหลั่ง
sebum
มากน้อย
ขึ้นอยู่กับระดับฮอรโมนเพศเป็นสำคัญ
และกรณีที่มีการอักเสบ
หรืออุดตันของท่อไขมัน
ก็จะ
ทำให้เกิดปัญหาสิวตามมา
ต่อมไขมันประกอบด้วยเซลล์ที่สร้างไขมันอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
ทำหน้าที่สร้างไขมันหรือไขผิว
(Sebum) ออกมาเคลือบผิวไว้เพื่อลดการสูญเสียน้ำ
Sebum มีหน้าที่เคลือบผิวหนังและเส้น
ผม ทำให้มีความชุ่มชื้น การหลั่ง Sebum ของต่อมไขมันไม่อยู่ในความควบคุมของ ระบบ
ประสาท แต่สิ่งที่กระตุ้นคือฮอร์โมน androgen ในช่วงเข้าวัยรุ่น ในเด็กแรกเกิดต่อมไขมันอาจ
จะทำงาน เนื่องจากได้รับ อิทธิพลจากฮอร์โมนในตัวมารดา เมื่อระดับฮอร์โมนจากมารดาในตัว
เด็กลดลงแล้ว ต่อมไขมันก็จะไม่ทำงานจนกว่าจะเข้าวัยรุ่น โดยมี ฮอร์โมน Androgen มา
กระตุ้น Sebum
การเจริญเติบโตของต่อมไขมันขึ้นอยู่กับฮอร์โมนเพศชาย
(androgen) ซึ่งจะมีขนาดใหญ่
เมื่อแรกเกิดจากนั้นจะเล็กลง
และโตอีกครั้งเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น
การทำงานของต่อมไขมันจะ
มาก
หรือน้อยขึ้นกับขนาดของต่อมไขมัน ถ้าต่อมมีขนาดใหญ่ก็จะผลิต Sebum มาก ถ้าต่อม
มีขนาดเล็กก็จะผลิต Sebum ได้น้อย Sebum นี้เชื่อว่าเป็นสาเหตุของการเกิดสิวในวัยรุ่น
ไขมันจะสร้างมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
และลดลงมากเมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา เมื่ออายุ 20
ปี
ขึ้นไป ต่อมไขมันจะทำงานลดลง โดยลดลงประมาณ 23% ต่อ 10 ปีในผู้ชาย
และจะลดลง
ประมาณ 32%
ต่อ 10 ปีในผู้หญิง
ด้วยเหตุนี้คนชราจะมีผิวค่อนข้างแห้ง
และไม่เป็นสิว
-
คอลลาเจน
(Collagen)
คอลลาเจนคือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ใต้ชั้นหนังแท้
โปรตีนแห่งความงามที่ว่านี้
มีชื่อเรียกว่า
คอลลาเจนโปรตีน
เป็นโปรตีนสำคัญของผิวหนัง
เพราะเป็นส่วนสปริงของผิวหนัง ในการสร้าง
ความตึงให้กับผิวหนังชั้นหนังแท้ หากอยากลองสัมผัสความตึงของคอลลาเจนโปรตีน
ลองจับ
แก้มเด็กตัวเล็กๆ
ดู จะสัมผัสได้ทันที
ถึงความใส
ตึง
ที่ผิวแก้ม
หรือ ดูเด็กวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อ
หนุ่มสาว
จะเห็นว่าผิวพรรณตึงเปรี๊ยะทีเดียว ปัจจุบันนี้จะมีการพูดถึง
คอลลาเจน
กันอย่างกว้าง
ขวางในวงการเสริมความงาม
คอลลาเจนและอีลาสติน จะเริ่มเสื่อมลงเมื่อช่วงอายุ 25-30 ปี
ปัจจุบันมีการค้นคว้าเพื่อหาแหล่งธรรมชาติที่จะช่วยเสริมคอลลาเจนที่ขาดหายไป เพราะผิวที่มี
คอลลาเจนที่แข็งแรง
จะเป็นผิวที่เปล่งปลั่ง
เนียนใส
คอลลาเจนจึงเป็นหัวใจสำคัญที่คงความยืด
หยุ่น และช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ไม่สูญเสียไปกับสภาพแวดล้อม
-
เส้นใยอีลาสติค
(Elastic fiber)
คือโปรตีน
อิลาสติน
เป็นส่วนประกอบที่มีอยู่ร้อยละ
4 ของน้ำหนักแห้งของผิวหนังทำให้
ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและสามารถคืนสู่สภาพ
เดิมได้เมื่อถูกดึง
ground substance
ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของน้ำและอาหาร
และของเสียระหว่างเซลล์และหลอดเลือดประกอบ
ต้วยสารต่างๆ
เช่น glycoprotein ,hyaluronic acid ,proteoglycan
,chrondroitin
sulfate ฯลฯ

VDO
Composite
Skin Model
- Epidermis & Dermis
ภาพวีดิโอ
แสดงภาพชั้นต่างของหนัง
กำพร้า
ชั้นหนังแท้
ช่วยให้เข้าใจราย
ละเอียดของผิวหนังได้ดีมากยิ่งขึ้น
3
ชั้นใต้หนังแท้
(Subdermal
layer)
ชั้นที่ลึกลงไปอีก
ประกอบด้วย
เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
(เนื้อเยื่อที่ยึดเซลล์ต่างๆ
ให้เกาะติดกันได้)
หลวมๆ น้ำและเซลล์ไขมันทำหน้าที่เป็นเหมือนฉนวนกันความร้อน
เป็นเบาะหนุนส่วน
กล้ามเนื้อและเส้นประสาท
ตลอดจนเป็นแหล่งสะสมพลังงานของร่างกาย
ชั้นนี้แหละที่
ผู้หญิงเราเกลียดกลัวกันนัก โดยเฉพาะผู้หญิงที่กินเก่ง
และไม่รู้จักออกกำลังกาย
เพราะจะมี
ไขมันไปพอกเก็บอยู่ในชั้นนี้จนทำให้ทรวดทรงและรูปร่างเปลี่ยนแปลงไป
ดูรายละเอียดเรื่องของผิวหนังต่อ
ปัญหาและสาเหตุของ
สิว
สนใจผลิตภัณฑ์ลดการเกิดสิว
ชุดลบรอยแผลเป็นจากหลุมสิว
คลิกช็อปปิ้ง

|