|

ลักษณะทั่วไป
กระดูกหัก
เป็นภาวะที่พบได้บ่อยทั้งในเด็ก
และผู้ใหญ่
กระดูกหักแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่
ๆ ได้แก่
1. กระดูกหักชนิดธรรมดา (Simple fracture/Closed
fracture)
จะมีอาการกระดูกหักเพียงอย่างเดียว
โดยไม่มีบาดแผลที่ผิวหนัง
และกระดูกจะไม่โผล่ออกนอกผิวหนัง
2. กระดูกหักชนิดซับซ้อน
หรือมีบาดแผล (Compound fracture/Open fracture)
จะมีบาดแผลซึ่งลึก
ถึงกระดูก
หรือกระดูกที่หักอาจทิ่มแทงทะลุออกนอกเนื้อ
ถือเป็นชนิดร้ายแรง
อาจทำให้ตกเลือดรุนแรง เส้น
ประสาทถูกทำลาย
หรือติดเชื้อได้ง่าย
เป็นสาเหตุที่ทำให้สูญเสียแขนขาได้
สาเหตุ
ส่วนมากมักเกิดจากการได้รับบาดเจ็บ
เช่น หกล้ม รถคว่ำ รถชน เป็นต้น
ในผู้สูงอายุ กระดูกเสื่อม ผุ
และเปราะ จึงมีโอกาสหักง่าย
เมื่อถูกแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย
ที่พบได้บ่อย
คือ กระดูกต้นขา หรือตะโพกหัก
อาการ
บริเวณที่หักมีลักษณะบวม
เขียวช้ำ เจ็บปวด
ซึ่งจะเป็นมากเวลาเคลื่อนไหว
หรือใช้มือกดถูก
บางคนอาจรู้สึก
เคลื่อนไหวส่วนนั้นลำบาก
(ถึงแม้จะเคลื่อนไหวได้ตามปกติก็อาจหักได้เช่นกัน)
หรือมีการเคลื่อนไหวผิดรูปไป
แขนขาส่วนที่หัก
อาจมีลักษณะผิดรูปผิดร่าง เช่น
โก่งงอ หรือสั้นกว่าข้างที่ดี
บางครั้งถ้าลองจับกระดูกบริเวณนั้นดู
อาจได้ยินเสียงกระดูกสีกัน
หรือรู้สึกกรอบแกรบ
แต่กระดูกบางแห่ง เช่น ข้อมือ
ข้อเท้า อาจมี
อาการบวมและปวดเพียงเล็กน้อย
จนเข้าใจผิดว่า
เป็นเพียงข้อเคล็ด
ข้อแพลงก็ได้
อาการแทรกซ้อน
ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
อาจทำให้กระดูกที่หักต่อกันได้ไม่ดี
ทำให้แขนขาโก่งได้
ถ้าเป็นกระดูกหักชนิดซับซ้อน
อาจทำให้หลอดเลือดแดงฉีก
ตกเลือดรุนแรงถึงช็อกได้
หรืออาจทำให้
เส้นประสาทฉีกขาดเป็นอัมพาตและชาได้
หรือไม่ก็อาจมีการติดเชื้อรุนแรง
จนกลายเป็นโลหิตเป็นพิษได้
บางคนอาจติดเชื้อเรื้อรังกลายเป็น
เยื่อกระดูกอักเสบเรื้อรัง (Chronic
osteomyelitis)
การรักษา
หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล
ควรให้การปฐมพยาบาล เช่น
ห้ามเลือด ใส่เฝือก
หรือดามกระดูกส่วนที่หักไว้
ถ้าช็อกให้น้ำเกลือ
แล้วส่งโรงพยาบาล
ทำการวินิจฉัยโดยเอกซเรย์ดูลักษณะการหักของกระดูก
แล้วให้การรักษาโดย
พยายามดึงกระดูกให้เข้าที่
(ถ้าจำเป็น
อาจต้องดมยาให้ผู้ป่วยสลบ)
แล้วใส่เฝือกปูนพลาสเตอร์ไว้
ถ้ากระดูกต้นขาหัก
บางครั้งอาจต้องให้ผู้ป่วยนอนบนเตียง
แล้วใช้น้ำหนักถ่วงดึงให้กระดูกเข้าที่
ผู้ป่วยอาจต้องนอนนิ่ง ๆ
อยู่เป็นสัปดาห์ ๆ
ในบางรายอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
ใช้เหล็กดามกระดูกไว้
หากกระดูกหักแหลกละเอียด
หรือมีบาดแผลเหวอะหวะที่อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง
อาจต้อง
รักษาด้วยการตัดแขน
หรือขาส่วนนั้นทิ้ง
เพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยเสียก่อนเมื่อแผลหายแล้ว
จึงค่อยให้ผู้ป่วยใส่แขนขาเทียม
ซึ่งจะช่วยให้เดินและทำงานได้
ข้อแนะนำ
1.
กระดูกที่หักสามารถต่อกันได้เองโดยธรรมชาติ
การรักษาจึงอยู่ที่การดึงกระดูกให้เข้าที่และตรึง
(ดาม หรือเข้าเผือก) ไว้
อย่าเลื่อนจากแนวปกติ
รอให้กระดูกต่อกันเองจนสนิท
ซึ่งอาจกินเวลา 1-3
เดือน ขึ้นกับอายุ
(เด็กหายเร็วกว่าผู้ใหญ่)
ตำแหน่งที่หัก (แขนหายเร็วกว่าขา)
และลักษณะของ
กระดูกหัก
2. วิธีการรักษากระดูกหักของแพทย์
มีได้หลายวิธี
ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและลักษณะของกระดูกหัก
ถ้าเป็นกระดูกหักชนิดธรรมดา
มักจะต้องดึงกระดูกเข้าที่
แล้วใส่เฝือกปูน
แล้วนัดมาตรวจเป็นระยะ
จนกว่าจะหายสนิท จึงถอดเฝือกออก
ถ้าเป็นกระดูกหักชนิดซับซ้อน
การรักษาอาจยุ่งยากขึ้น
อาจต้องผ่าตัด
มีผู้ป่วยเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่อาจต้องพิจารณาให้ตัดแขน
หรือขาส่วนนั้นทิ้ง
เนื่องจากกระดูกหัก
อย่างรุนแรง
ปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายถึงตายได้ดังนั้น
จึงควรอธิบายให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจ
3. ในปัจจุบัน
ยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ยังนิยม
ไปรักษากับหมอรักษากระดูกแผนโบราณ
(มีทั้งหมอ
พระ และหมอชาวบ้าน
ซึ่งกระจายอยู่ในชุมชนทั่วไป)
ถ้าเป็นกระดูกหักชนิดธรรมดา
และไม่รุนแรง
ก็มักจะได้ผลดี
แต่ถ้าเป็นชนิดรุนแรง
กระดูกอาจต่อกันได้
แต่อาจทำให้แขนขาโก่ง
หรือใช้การไม่ได้
ซึ่งต้องให้แพทย์แก้ไขภายหลังดังนั้น
จึงควรหาทางส่งเสริมให้ประชาชน
และหมอรักษากระดูกแผน
โบราณ มีความรู้เกี่ยวกับ
วิธีการรักษากระดูกของแพทย์แผนปัจจุบันให้มากขึ้น
เพื่อให้เกิดความร่วมมือกัน
ในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
4. ชาวบ้านมักมีความเชื่อ
และความกลัวอย่างผิด ๆ
เกี่ยวกับการรักษากระดูกหักของแพทย์
เช่น
- เชื่อว่าใส่เฝือกปูนหนา ๆ
อาจทำให้เนื้อเน่าอยู่ในเฝือก
-
รู้สึกว่าการให้ผู้ป่วยนอนบนเตียง
และใช้น้ำหนักถ่วงกระดูกให้เข้าที่
เป็นเรื่องที่น่าทรมาน
หรือไม่ก็คิดว่า
แพทย์ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น
- กลัวที่จะถูกตัดแขน ตัดขา
เป็นต้น
ดังนั้น
แพทย์ผู้รักษาควรใช้หลักจิตวิทยาในการพูดคุยชี้แจงให้ผู้ป่วยเข้าใจวิธีการรักษาของ
แพทย์
รายละเอียด
การปฐมพยาบาลกระดูกหัก
1. ถ้ามีเลือดออก
ควรทำการห้ามเลือดดังนี้
- ถ้าบาดแผลเล็ก
ควรใช้ผ้าสะอาดพันทบหนา ๆ
หลายชั้น
วางบนปากแผลแล้วใช้นิ้ว
หรืออุ้งมือกด
ห้ามเลือด
หรือใช้ผ้าพันรัดให้แน่น
- ถ้าบาดแผลใหญ่
และเลือดไหลรุนแรง ควรใช้ผ้า
เชือก
หรือสายยางรัดเหนือบาดแผลให้แน่น
เรียกว่า การรัดทูร์นิเคต์
(tourniquet) ควรคลายเชือก ทุก ๆ 15 นาที
โดยคลายนาน ครั้งละ 1/2 -1 นาที
ถ้าเลือดยังไม่หยุดก็รัดกระชับเข้าไปใหม่
2.
ก่อนเคลื่อนย้ายผู้ป่วยควรทำการดามกระดูกส่วนที่หัก
โดยใช้แผ่นไม้ กระดาษแข็ง
กระดาษหนังสือพิมพ์
พับทบหลายๆ
ชั้น
ทำเป็นเฝือกวางแนบส่วนที่หักโดยให้ปลายทั้ง
2
ข้างครอบคลุมถึงข้อที่อยู่เหนือและใต้
ส่วนที่หัก
ใช้ผ้าพันยึดไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวถ้าเป็นปลายแขน หรือมือ
ให้ใช้ผ้าคลองคอ
ถ้าเป็นที่ขา
อาจใช้ขาข้างที่ดีทำเป็นเฝือกแทน
โดยใช้ผ้าหรือกระดาษหนา ๆ
วางคั่นตรงกลางขาทั้งสองข้าง
แล้วใช้ผ้าพันรอบขาทั้ง
2 ข้าง ข้างหลาย ๆ เปลาะ
3. ถ้ากระดูกโผล่ออกนอกเนื้อ
ห้ามดึงกระดูกให้กลับเข้าที่
เพราะจะทำให้เชื้อโรคและสิ่งสกปรกจากภายนอก
เข้าไปในบาดแผล
ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
ควรใช้ผ้าสะอาดปิดปากแผล
แล้วใช้เฝือกดาม
แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล
ถ้าโรงพยาบาลอยู่ไกล
ควรให้กินยาปฏิชีวนะ เช่น
คล็อกซาซิลลิน , อีริโทรไมซิน
4. ถ้าปวดมาก ให้กินยาแก้ปวด
5. ถ้ามีภาวะช็อก ควรให้น้ำเกลือ


ลักษณะทั่วไป
จมน้ำ
เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและมีความรุนแรง
มักจะทำให้ตายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
มักเกิดกับ
เด็กเล็ก
และคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น
อาจเกิดจากอุบัติเหตุ (เช่น ตกน้ำ
เรือคว่ำ เรือชน) เมาเหล้า
โรคลมชัก โรคหัวใจวาย หรืออื่น
ๆ
คนที่จมน้ำมักจะตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจ
เพราะสำลักน้ำ
บางคนอาจตายเนื่องจากภาวะ
เกร็งของกล่องเสียง (laryngospasm)
ทำให้หายใจไม่ได้
สาเหตุเหล่านี้มักจะทำให้คนที่จมน้ำ
ตาย
ภายใน 5-10 นาที
คนที่จมน้ำถึงแม้จะรอดมาได้ในระยะแรก
แต่ก็อาจ
จะตายเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนในภายหลังได้
เช่น ปอดอักเสบ
การเปลี่ยนแปลงของระดับเกลือแร่ในร่างกาย
ภาวะเลือดเป็นกรด ภาวะปอดบวมน้ำ
(pulmonary edema) ภาวะปอดไม่ทำงาน (ปอดล้ม
ปอดวาย) เป็นต้น
ภาวะเหล่านี้มักเกิดขึ้นไม่ต่างกันมากนัก
ทั้งในพวกที่จมน้ำจืด (แม่น้ำ
ลำคลอง บ่อ สระน้ำ) และพวก
ที่จมน้ำทะเล
รวมทั้งอาการแสดงและการรักษาก็ไม่ต่างกันมาก
ข้อแตกต่าง คือ
น้ำจืดจะมีความเข้มข้นน้อยกว่า
เลือด(พลาสมา) ดังนั้น
ถ้ามีน้ำอยู่ในปอดจำนวนมาก
ก็จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดทันที
ทำให้ปริมาตรของเลือดที่ไหลเวียนเพิ่มจากเดิม
(hypervolemia)
มีผลทำให้ระดับเกลือแร่
(เช่น โซเดียม โพแทสเซียม)
ในเลือดลดลง
ซึ่งอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
หรือหัวใจวายได้ นอกจากนี้
ยังอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตก
(hemolysis) ได้อีกด้วย
ส่วนน้ำทะเลจะมีความเข้มข้นมากกว่าเลือด
น้ำทะเลที่สำลักอยู่ในปอด
จะดูดซึมน้ำเลือด (พลาสมา)
จากกระแสเลือดเข้าไปในปอด
ทำให้เกิดภาวะปอดบวมน้ำ (pulmonary edema)
ระบบไหลเวียนมี
ปริมาตรลดลง (hypovolemia)
และระดับเกลือแร่ในเลือดเพิ่มสูงขึ้น
ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจวาย
หรือเกิดภาวะช็อกได้
แต่อย่างไรก็ตาม
คนที่จมน้ำมักตาย
เนื่องจากขาดอากาศหายใจมากกว่า
การเปลี่ยนแปลงของระดับ
เกลือแร่ และปริมาตรของเลือด
อาการ
คนที่จมน้ำมักจะมีอาการหมดสติ
และหยุดหายใจ
บางคนหัวใจอาจหยุดเต้น
(คลำชีพจรไม่ได้)
ร่วมด้วย ถ้าไม่ถึงกับหมดสติ
ก็อาจมีอาการปวดศรีษะ
เจ็บหน้าอก อาเจียน กระวนกระวาย
หรือ
ไอมีฟองเลือดเรื่อ ๆ
(ซึ่งแสดงว่ามีภาวะปอดบวมน้ำ)
บางคนอาจตรวจพบภาวะหัวใจเต็นเร็วผิดปกติ
หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ความดันเลือดต่ำ หรือภาวะช็อก
การรักษา
การปฐมพยาบาล
การช่วยเหลือคนที่จมน้ำอย่างถูกต้องก่อนส่งไปโรงพยาบาล
มีผลต่อความเป็นความตายของผู้ป่วย
มาก
ควรแนะนำวิธีปฐมพยาบาลดังนี้
1. ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ
ให้ทำการเป่าปาก ช่วยหายใจทันที
อย่ามัวเสียเวลาในการพยายามเอาน้ำออกจาก
ปอดของผู้ป่วย
(เช่น การจับแบก พาดบ่า)
หรือทำการผายปอดด้วยวิธีอื่น
เพราะจะไม่ทันกาลและไม่ได้ผล
ถ้าเป็นไปได้ ควรลงมือเป่าปาก
ตั้งแต่ก่อนขึ้นฝั่ง เช่น
หลังจากพาขึ้นบนเรือ
หรือพาเข้าที่ตื้น ๆ ได้
แล้ว เมื่อขึ้นบนฝั่งแล้ว
ให้ทำการผายปอดด้วยการเป่าปากต่อไป
จนกว่าผู้ป่วยจะหายใจได้เอง
หรือพา
ไปส่งถึงโรงพยาบาลแล้ว
วิธีการเป่าปากโดยละเอียด
ดูใน "โรคที่ 75 หมดสติ"
เมื่อเริ่มเป่าปากสักพัก
ถ้าหากรู้สึกว่าลมเข้าปอดได้ไม่เต็มที่เนื่องจากมีน้ำอยู่เต็มท้อง
อาจจับผู้ป่วยนอนคว่ำ
แล้วใช้มือ
2 ข้าง วางอยู่ใต้ท้องผู้ป่วย
ยกท้องผู้ป่วยขึ้นจะช่วยไล่น้ำออกจากท้องให้ไหลออกทางปากได้
แล้วจับผู้ป่วยพลิกหงาย และทำการเป่าปากต่อไป
2. ถ้าคลำชีพจรไม่ได้
หรือหัวใจหยุดเต้น
ให้ทำการนวดหัวใจทันที
3. ถ้าผู้ป่วยยังหายใจได้เอง
หรือช่วยเหลือจนหายใจได้แล้ว
ควรจับผู้ป่วยนอนตะแคงข้าง
และศีรษะ
หงายไปข้างหลัง
เพื่อให้น้ำไหลออกทางปาก
ใช้ผ้าห่มคลุมผู้ป่วยเพื่อให้เกิดความอบอุ่น
อย่าให้
ผู้ป่วยกินอาหารและดื่มน้ำทางปาก
4.
ควรส่งผู้ป่วยที่จมน้ำไม่ว่าจะมีอาการหนักเบาเพียงใด
ไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลทุกราย
ในรายที่หมดสติและหยุดหายใจ
ควรผายปอด
ด้วยวิธีเป่าปากไปตลอดทาง
อย่าเพิ่งรู้สึกหมดหวัง
แล้วหยุดให้การช่วยเหลือ
(เคยพบว่า
การเป่าปากนานเป็นชั่วโมง ๆ
สามารถช่วยให้ผู้ป่วยรอดและ
หายขาด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจมน้ำที่มีความเย็น
อุณหภูมิต่ำกว่า 70 ํฟ. หรือ 21.1 ํ ซ.)
การรักษา
ควรรับผู้ป่วยไว้รักษาที่โรงพยาบาลทุกราย
ไม่ว่าจะมีอาการหนักเบาเพียงใด
เพื่อเฝ้าสังเกตอาการ
และหาทางป้องกันและแก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น
ควรเจาะเลือดตรวจระดับแก๊สในเลือด
และตรวจหาความเข้มข้นของเกลือแร่
เอกซเรย์ดูว่า มีการ
อักเสบของปอด
หรือปอดแฟบหรือไม่
หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ
การรักษา ให้ออกซิเจน,
ต่อเครื่องช่วยหายใจ
ให้น้ำเกลือ พลาสมาหรือเลือด
ถ้ามีภาวะหัวใจวายก็จะให้ยาขับปัสสาวะและ
ยารักษาโรคหัวใจ (เช่น ลาน็อกซิน)
ถ้ามีปอดอักเสบ จะให้ยาปฏิชีวนะ
และสเตอรอยด์
ข้อแนะนำ
1.
วิธีผายปอดแก่ผู้ป่วยจมน้ำที่แนะนำในปัจจุบัน
คือ วิธีการเป่าปาก
และให้ลงมือทำให้เร็วที่สุด
อย่าเสียเวลาในการจับแบกพาดบ่าเพื่อเอาน้ำออกจากปอด
ดังที่เคยแนะนำกันในสมัยก่อน
ส่วนการผายปอดด้วยมือ เช่น
วิธีของซิลเวสเตอร์ (Silvester method )
หรือวิธีของโฮลเกอร์นีลเซน
(Holger Nielsen method) เป็นต้น ไม่แนะนำให้ทำ
เพราะได้ผลน้อย
2.
ผู้ป่วยที่จมน้ำทุกรายไม่ว่าจะหมดสติ
หรือหยุดหายใจหรือไม่ก็ตาม
ควรพักรักษาตัวใน
โรงพยาบาลอย่างน้อย 24-72 ชั่วโมง
เพื่อเฝ้าระวัง
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในเวลาต่อมา
การป้องกัน
ควรหาทางป้องกัน โดย
1.
ระวังอย่าให้เด็กเล็กเล่นน้ำหรือเล่นในบริเวณ
ใกล้กับน้ำตามลำพัง
2.
ควรส่งเสริมให้เด็กฝึกว่ายน้ำให้เป็น
3. เวลาลงเรือหรือออกทะเล
ควรเตรียมชูชีพไว้ให้พร้อมเสมอ
4. คนที่เมาเหล้า
หรือเป็นโรคลมชัก ห้ามลงเล่นน้ำ

ลักษณะทั่วไป
สัตว์กัดแมลงต่อย
เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
ในที่นี้ขอแยกกล่าวตามชนิดของสัตว์
และแมลง ที่ต้นเหตุดังนี้
สัตว์กัด
บาดแผลที่เกิดจากสัตว์กัด
อาจทำให้มีเลือดออกและติดเชื้ออักเสบได้
บางครั้งอาจติดเชื้อบาดทะยัก
ทำให้เป็นบาดทะยัก แทรกซ้อนได้
ถ้าเกิดจากสุนัข แมว สัตว์แทะ
(หนู กระรอก) หรือสัตว์ป่ากัด
ก็อาจทำให้เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
ได้
ถ้าเกิดจากสัตว์พิษ เช่น งูพิษ
ก็อาจมีอันตรายร้ายแรงจากพิษของมันได้
ผึ้ง ต่อ แตน
แมลงภู่ หมาร่า
แมลงพวกนี้จะมีเหล็กในอยู่ที่ส่วนปลายของลำตัว
เมื่อต่อยเข้าผิวหนังของคนเรา
จะปล่อยน้ำพิษ
ออกมาทำให้เกิดอาการต่าง ๆ
เห็บ
เห็บนอกจากจะเป็นพาหะนำไข้รากสาดใหญ่ชนิด
Epidemic typhus แล้ว มันยังมีพิษที่สามารถ
ทำลายระบบประสาทให้กลายเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
แมงมุม
โดยทั่วไปจะไม่มีพิษ
เมื่อถูกกัดจะเป็นเพียงแผลบวมแดงไม่ปวด
ให้ใช้ยาหม่อง
หรือครีมสเตอรอยด์
ทา แมงมุมที่มีพิษ เช่น
แมงมุมดำ (Black widow spider)
ซึ่งพบในแถบลาตินอเมริกา
(ไม่พบใน
ประเทศไทย) อาจมีพิษต่อประสาท
ทำให้อ่อนแรง เวียนศีรษะ อาเจียน
กล้ามเนื้อเกร็งและปวด อาจ
หายใจลำบาก และช็อกถึงตายได้
ต้องฉีดเซรุ่มแก้พิษ
ถ้าสงสัยถูกแมงมุมมีพิษต่อย
ให้ทำการปฐม
พยาบาล แบบเดียวกับถูกงูกัด
แมงป่อง
แมงป่อง มีเหล็กในที่หาง
ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรงตรงบริเวณที่ถูกต่อย
ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงโต
บางคนอาจปวดเป็นชั่วโมง ๆ
ให้รักษาแบบเดียวกับถูกผึ้งต่อย
ถ้าปวดมากให้ฉีดยาชาตรงบริเวณที่ถูกต่อย
แมงป่องที่มีพิษร้ายแรง
(ยังไม่พบในบ้านเรา)
จะมีพิษต่อประสาท
ทำให้กล้ามเนื้อกระตุก ชัก
อาเจียน
น้ำลายฟูมปาก หยุดหายใจ ตายได้
ต้องฉีดเซรุ่มแก้พิษ
ถ้าสงสัยถูกแมงป่องมีพิษต่อย
ให้ทำการ
ปฐมพยาบาลแบบเดียวกับถูกงูกัด
ตะขาบ
ตะขาบมักไม่มีพิษร้ายแรง
นอกจากทำให้บริเวณที่ถูกกัด
มีอาการบวมแดงและปวดเล็กน้อย
แต่บางคนอาจมีอาการปวดรุนแรงได้
น้อยรายที่อาจทำให้มีไข้
ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
ในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่ามีคนถูกตะขาบกัดตาย
แมงกะพรุน
แมงกะพรุนจะมีหนวดพิษหลายอัน
แต่ละอันประกอบด้วยเหล็กในเป็นจำนวนมาก
ซึ่งมีขนาดเล็กมาก
จนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
เมื่อหนวดพิษสัมผัสถูกผิวหนังของคนเรา
ก็จะปล่อยพิษออกมา
ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน
และผิวหนังมีผื่นแดงหรือเป็นสีแดงเข็ม
บางครั้งเหมือนรอยไหม้
บางคนอาจแพ้พิษมาก
ทำให้ผิวหนังบวมนูนขึ้นเป็นทางยาว
แล้วเกิดเป็นตุ่มน้ำใสหรือตุ่มพอง
และ
แตกเป็นแผลเรื้อรังหายยาก
ถึงแม้ตกสะเก็ดแล้วก็อาจกำเริบเป็นแผลใหม่อีก
เมื่อหายแล้วมักจะกลาย
เป็นแผลปูด
หรือคีลอยด์
ซึ่งบางครั้งอาจมีลักษณะน่าเกลียด
โดยทั่วไป แมงกะพรุนไฟ
จะมีพิษร้ายแรงกว่า
แมงกะพรุนธรรมดา
สำหรับแมงกะพรุนไฟ
นอกจากจะทำให้เป็นแผล
เรื้อรังแล้ว
ยังอาจทำให้มีอาการชาตามมือ
เท้า
กล้ามเนื้อหดเกร็ง จุกเสียด
หายใจไม่สะดวก
ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและมีไข้
อาการอาจเกิด
หลังสัมผัสถูก 30 นาที - 1 ชั่วโมง
กว่าจะทุเลากินเวลา 24 - 48 ชั่วโมง
ในรายที่มีอาการแพ้รุนแรง
อาจเกิดภาวะช็อกและอาจตายได้ใน
10-15 นาที
ภาวะแพ้พิษรุนแรงดังกล่าว
เป็นสิ่งที่พบได้น้อย
มาก
ส่วนมากจะมีเพียงอาการปวดแสบปวดร้อนหรือเป็นแผลเรื้อรังเฉพาะที่บริเวณที่สัมผัสถูก
อาการ
ผึ้ง ต่อ แตน
แมลงภู่ หมาร่า
ส่วนมากจะมีอาการเฉพาะที่เพียงเล็กน้อย
คือบริเวณที่ถูกต่อยมีอาการปวด
บวม แดง คัน แสบร้อน
อาจเป็นอยู่นานหลายชั่วโมง
ถ้าเป็นมาก
อาจมีอาการบวมลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง
และเป็นอยู่หลายวัน
(ถ้ากัดที่ลิ้นอาจทำให้
ลิ้นบวมอุดกั้นทางเดินหายใจ
ตายได้)
ถ้าเกิดอาการแพ้รุนแรง (เช่น
ถูกผึ้ง ต่อ หรือแตน ต่อย)
นอกจากอาการเฉพาะที่แล้ว
ยังอาจมีอาการ
ทั่วไปร่วมด้วย เช่น
ริมฝีปากบวม หนังตาบวมคัน
มีลมพิษขึ้นทั่วตัว คลื่นไส้
อาเจียน แน่นหน้าอก
หายใจหอบ
เนื่องจากกล่องเสียงบวม
หรือหลอดลมหดตัวคล้ายหืด
หรือเกิดภาวะช็อก
(เป็นลม ชีพจรเบาและเร็ว
ความดันตก) และอาจ ตายได้ภายใน 15-30
นาที อาการแพ้มักเกิดขึ้น
ภายใน 2-3 นาทีหลังจากถูกต่อย
หรืออาจเกิดหลังถูกต่อย แล้ว 24
ชั่วโมงก็ได้
อาการแพ้พิษอาจเกิดจากการถูกต่อยเพียงครั้งเดียว
ในผู้ที่เคยมีอาการแพ้ได้ง่าย
หรืออาจเกิดจากการ
ถูกต่อยจำนวนเป็นร้อย
ๆ ครั้งพร้อมกัน
(เคยมีรายงานว่ามีคนตายจากถูกผึ้งประมาณ 100 ตัว
ต่อย
พร้อมกัน)
นอกจากนี้บางรายยังอาจพบภาวะแทรกซ้อนตามมาในภายหลัง
เช่น บริเวณที่ถูกกัด
กลายเป็นแผล
อักเสบเป็นหนอง, โรคไตเนโฟรติก
ในกรณีถูกผึ้งต่อย เป็นต้น
เห็บ
ผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการเฉพาะที่
เป็นตุ่มคัน หายได้ภายใน 2-3 วัน
แต่อาจทำให้เกาจนเป็น
หนองได้ แต่ถ้าเอาตัวออกไม่หมด
ยังมีหัวของมัน
ฝังอยู่ในผิวหนัง
ตุ่มนี้อาจโตขึ้น
(ทำให้เข้าใจ
ผิดว่าเป็นก้อนมะเร็งได้)
บางครั้งอาจทำให้เกิดอาการอัมพาต
คล้ายโปลิโอ เมื่อเอา
หัวของมันออก ก็จะค่อยๆ หายได้
แต่ถ้าปล่อยจนกล้ามเนื้อหายใจเป็นอัมพาตก็อาจทำให้หยุด
หายใจ ตายได้
การรักษา
สัตว์กัด
1. เมื่อถูกสัตว์กัด
ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดกับสบู่ทันที
ควรฟอกล้างนานอย่างน้อย 5 นาที
แล้วใช้ผ้ากอซปิด
ไม่ควรเย็บปิดแผล
เพราะอาจติดเชื้อเป็นหนองได้ง่าย
ควรชะล้างแผลด้วย
น้ำเกลือสัก 3-4 วัน
เมื่อแผลสะอาดดีจึงค่อยเย็บปิด
2. ถ้าแผลเหวอะหวะ
และมีเลือดไหลมาก
ควรทำการห้ามเลือด
แล้วส่งโรงพยาบาลด่วน
3. ถ้าเกิดจากงูกัด
ควรทำการปฐมพยาบาลและให้การรักษาแบบงูกัด
4. ถ้าเกิดจากสุนัข แมว สัตว์แทะ
สัตว์ป่า
หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ
กัด ควรปฏิบัติเช่นเดียวกับ
สุนัขกัด
5. ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนวี ,
คล็อกซาซิลลิน หรือ
อีริโทรไมซิน
และฉีดยาป้องกันบาดทะยักทุกราย
ผึ้ง ต่อ แตน
แมลงภู่ หมาร่า
เห็บ
1.ให้ดึงเอาเห็บออกพร้อมหัว
อย่าให้มีส่วนของหัวค้างอยู่ในผิวหนัง
อาจใช้น้ำมัน หรือยาหม่องทา
หรือใช้บุหรี่ติดไฟรนใกล้ตัวเห็บ
จะช่วยให้หลุดออกง่ายขึ้น
2. ถ้าเกาจนเป็นหนอง
ให้ยาปฏิชีวนะ เช่นเพนวี ,
คล็อกซาซิลลิน
หรืออีริโทรไมซิน
3. ถ้ามีอาการอัมพาต
ควรสำรวจว่ามีหัวของเห็บ
ติดอยู่ส่วนไหน แล้วเอาออก
หรือผ่าออกเสีย และ
รีบส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที
แมงมุม
เมื่อถูกกัดจะเป็นเพียงแผลบวมแดง
ไม่ปวด ให้ใช้ยาหม่อง หรือ
ครีมสเตอรอยด์ ทา
แมงป่อง
ให้รักษาแบบเดียวกับถูกผึ้งต่อย
ได้แก่ เอาเหล็กไนออก,
ทาด้วยแอมโมเนีย
หรือครีมสเตอรอยด์,
กินยาแก้ปวด,
ถ้าปวดมากฉีดยาชาตรงบริเวณที่ถูกต่อย
ตะขาบ
1.
ทาบริเวณที่ถูกกัดด้วยแอมโมเนีย
หรือ ครีมสเตอรอยด์
2. ถ้าปวด ให้กินยาแก้ปวด และใช้น้ำแข็งประคบ
3. ถ้าปวดมาก
ใช้ยาชาฉีดตรงบริเวณที่ปวด
4. ถ้าปวดหัว มีไข้
ให้ยาแก้ปวดลดไข้
และควรให้นอนพัก
มักจะหายได้ภายใน 12 ชั่วโมง
แมงกะพรุน
1.
ถ้าหนวดพิษของแมงกะพรุนติดอยู่ตามตัว
ต้องรีบเอาผ้าเช็ดออก
และใช้แอมโมเนียหรือ
แอลกอฮอล์ทาแล้ว
จึงทาด้วยครีมสเตอรอยด์
หรือจะใช้ผักบุ้งทะเลที่ขึ้นตามชายหาด
ขยำ
หรือตำให้มีน้ำ
ใช้ทาบริเวณที่ถูกแมงกะพรุนก็ได้ผลเช่นกัน
2. ถ้าปวดให้ยาแก้ปวด
ถ้าปวดมากอาจต้องฉีดมอร์ฟีนระงับปวด
3. ให้กินสเตอรอยด์ เช่น
เพร็ดนิโซโลน วันละ40-60 มก. สัก 2-3 วัน
แล้วค่อย ๆ ลดขนาดลงที
ละน้อย จนหยุดยาภายใน 7-10 วัน
จะทำให้แผลหายเร็ว
และไม่กลับกำเริบเรื้อรัง
ยานี้ควรกิน
ภายใน 2-3 วันแรก
ถ้ากินหลังถูกแมงกะพรุน 2-3
วันไปแล้ว จะไม่ค่อยได้ผล
4.
ถ้ามีอาการกล้ามเนื้อเกร็งหรือเป็นตะคริว
ให้ฉีดแคลเซียมกลูโคเนตขนาด 10%
จำนวน 10 มล.
เข้าหลอดเลือดดำช้า ๆ
หรือฉีดไดอะซีแพม 10 มิลลิกรัม
เข้าหลอดเลือดดำ
5. ถ้ามีอาการหอบหรือช็อก
ฉีดอะดรีนาลิน
และฉีดเดกซาเมทาโซน 5-10 มิลลิกรัม
เข้ากล้ามเนื้อ
หรือหลอดเลือดดำ
ถ้าอาการไม่ดีขึ้น
ควรส่งโรงพยาบาลด่วน
และถ้ามีภาวะช็อกควรให้น้ำเกลือไป
ระหว่างทาง
ข้อแนะนำ
ผึ้ง ต่อ
แตน แมลงภู่ หมาร่า
1. เมื่อถูกแมลงที่มีเหล็กในต่อย
ควรรีบเขี่ยออกทันที
จะช่วยลดปริมาณพิษที่เข้าสู่ร่างกาย
ป้องกันมิให้
เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้
(ปกติเมื่อถูกผึ้งต่อยจะต้องกินเวลา
2-3 นาที
กว่าพิษจะถูกปล่อยออกมาหมด)
2. อย่าแหย่หรือทำลายรังของแมลง
อาจเสี่ยงต่อการถูกต่อยโดยแมลงทีละจำนวนมาก
เกิด
อาการแพ้พิษรุนแรงได้
ถ้าต้องการทำลาย รังแมลง
ควรให้ผู้ที่ได้รับการฝึกมาโดยเฉพาะ
เป็นคน
จัดการแทน
3.
สำหรับคนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการถูกแมลงต่อย
เช่น พนักงานป่าไม้ นักเดินป่า
ลูกเสือเวลา
ออกค่าย เป็นต้น
ควรมีชุดปฐมพยาบาล เช่น
สายยางทูร์นิเคต์,
ยาฉีดอะดรีนาลิน พร้อมอุปกรณ์
การฉีดยา,
ยาเม็ดคลอร์เฟนิรามีน,
ครีมสเตอรอยด์ เป็นต้น
ไว้ปฐมพยาบาลเมื่อถูกแมลงต่อย
4. ผู้ที่แพ้แมลงบ่อย ๆ
อาจลดการแพ้ด้วยการทำดีเซนซิไทเซชั่น
(desensitization) โดยการฉีดน้ำสกัด
ของแมลงพวกนี้ให้ผู้ป่วยทีละน้อย
และบ่อย ๆ
ควรทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญทางโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะ
แมงกะพรุน
1. เวลาลงเล่นน้ำในทะเล
ควรเตรียมแอมโมเนีย แอลกอฮอล์
และครีมสเตอรอยด์ไว้ที่ชายหาดให้พร้อม
ที่จะให้การปฐมพยาบาลทันที
เมื่อถูกแมงกะพรุนไฟ
เมื่อให้การปฐมพยาบาลแล้ว
ควรไปหาหมอโดยเร็ว
อาจต้องกินสเตอรอยด์เพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง
และป้องกันมิให้กลายเป็นแผลเรื้อรัง
2. เวลาลงเล่นน้ำในทะเล
ควรระมัดระวังอันตรายจากแมงกะพรุน
ถ้าเห็นแมงกะพรุนอยู่ใกล้
ควรเลิก
เล่นน้ำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะฝนตก
ลมแรง
อาจพัดพาแมงกะพรุนเข้าชายฝั่ง
จึงควรระวังตัวให้มาก
3.
อย่าใช้มือเปล่าจับแมงกะพรุนที่ถูกน้ำพัดขึ้นมาบนชายหาด
อาจแพ้พิษได้เช่นกัน


อาการหมดสติ ถือเป็นภาวะร้ายแรง ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาได้ทันท่วงที มักจะตายได้รวดเร็ว
สาเหตุ
มีสาเหตุได้มากมาย เช่น ศีรษะได้รับบาดเจ็บ
, จมน้ำ , ไฟฟ้าช็อต , กินยาพิษ , แพ้ยา, ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
,
โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย , เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
, สมองอักเสบ , มาลาเรียขึ้นสมอง
, เส้นเลือดฝอยในสมองแตก , ตับแข็ง
,
เบาหวาน , ภาวะไตวาย เป็นต้น
ผู้ป่วยมักมีประวัติได้รับอุบัติเหตุ หรือมีโรคประจำตัวเรื้อรัง ก่อนที่จะมีอาการหมดสติ
อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการหมดสติและหมดความรู้สึกทุกอย่าง ปลุกอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น
นอกจากนี้ยังอาจมีอาการหายใจไม่ปกติ (เช่น หอบ หายใจขัด) อาจมีอาการอัมพาตของแขนขา ปากเบี้ยว ตัวเกร็ง ชักระตุก
คอแข็ง หรือมีไข้สูง ถ้าเป็นรุนแรง อาจหยุดหายใจ และหัวใจหยุดเต้น
สิ่งตรวจพบ
มีอาการแน่นิ่งหมดสติ อาจมีอาการหายใจขัด ชักกระตุก มีไข้ หรือความดันโลหิตสูง
ผู้ป่วยที่หมดสติทุกราย ควรตรวจดูลูกตา ซึ่งกระทำได้โดย
1. ใช้ผ้ากอซหรือสำลีเขี่ยที่ขนตาหรือลูกตาขาว ผู้ป่วยที่หมดสติจะไม่กะพริบตา
2. ดูลักษณะและขนาดของรูม่านตาทั้ง 2 ข้าง
2.1 ถ้ารูม่านตาขนาดปกติเท่ากันทั้ง 2 ข้างและมีปฏิกิริยาต่อแสง (คือ เมื่อถูกแสงไฟส่องแล้วยังหดเล็กลงได้)
มักมีสาเหตุมาจากการเป็นลมธรรมดา, ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, หมดสติจากเบาหวาน, หมดสติจากตับวาย
2.2 ถ้ารูม่านตาขยายปกติทั้ง 2 ข้าง มักมีสาเหตุมาจากยาอะโทรพีน
, เมทานอล (แอลกอฮอล์ที่ใช้จุดไฟ)
หรือ
พบในผู้ป่วยระยะใกล้ตาย
2.3 ถ้ารูม่านตาหรี่เล็กทั้ง 2 ข้าง มักมีสาเหตุจากฝิ่นหรือมอร์ฟีน, ยาฆ่าแมลงพวกพาราไทออน (เช่น ยาหัวกระโหลกไขว้),
ยาบาร์บิทูเรต (Barbiturate), ยาหยอดตาที่มีตัวยาไพโลคาร์พีน (Pilocarpine)
หรือพบในผู้ป่วยที่มีเลือดออกในสมอง
ส่วนพอนส์ (Pontine hemorrhage)
2.4 ถ้ารูม่านตาขนาดไม่เท่ากัน มักมีสาเหตุจากมีก้อนในสมอง เช่น ก้อนเลือดที่เกิดจากเส้นเลือดแตก ฝี หรือเนื้องอก
ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดในทันที จะพบว่ารูม่านตาข้างเดียวกับสมองข้างที่มีก้อนขยายโตกว่าอีกข้างหนึ่ง
และ
จะไม่หดเล็กลงเลยเมื่อถูกแสง
โดยทั่วไปอาการหมดสติจากพิษยาต่าง ๆ นั้น รูม่านตามักจะยังมีปฏิกิริยาต่อแสง ยกเว้นยานอนหลับที่มีชื่อว่า
ดอริเดน (Doriden) รูม่านตาจะไม่หดเล็กลงเมื่อถูกแสง
ส่วนอาการหมดสติจากการมีก้อนในสมอง หรือในระยะใกล้ตาย รูม่านตามักจะไม่มีปฏิกิริยาต่อแสง
การรักษา
การปฐมพยาบาล
ก. ในกรณีที่ผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้ช่วยผายปอดด้วยการเป่าปากทันที ซึ่งสามารถกระทำได้ดังนี้
1. จับผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นแข็ง ๆ เช่น พื้นห้องหรือกระดานแข็งแล้วปลดเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้หลวม
2. ใช้นิ้วมือล้วงเอาเศษอาหาร เสมหะ ฟันปลอม สิ่งแปลกปลอมออกจากปากของผู้ป่วย
3. จับศีรษะผู้ป่วยหงายไปข้างหลัง โดยใช้มือข้างหนึ่งรองอยู่ใต้คอผู้ป่วย และยกคอขึ้น (หรือใช้หมอน
หรือผ้าห่ม
หนุนไหล่ให้สูงขึ้น แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งวางที่หน้าผากผู้ป่วย และกดลงแรง ๆ ให้คางของผู้ป่วยยกขึ้น
4. ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือข้างที่วางอยู่บนหน้าผากผู้ป่วย บีบจมูกผู้ป่วยให้แน่น สูดหายใจเข้าแรง ๆ
แล้วใช้
ปากประกบปากของผู้ป่วย (จะใช้ผ้าบาง ๆ รองหรือไม่ก็ได้) พร้อมกับเป่าลมหายใจเข้าแรง ๆ เสร็จแล้วยกปากขึ้น
สูดลมหายใจเข้าแรง ๆ แล้วเป่าปากผู้ป่วยซ้ำอีกครั้ง
ในระยะแรกให้ทำการเป่าปากผู้ป่วยติด ๆ กัน 4 ครั้ง ต่อไปเป่าประมาณ นาทีละ 12 ครั้ง (ทุก ๆ 5 วินาที)
สำหรับทารกและเด็กเล็ก อาจใช้ปากประกบคร่อมปากและจมูกเด็ก และเป่าลมให้แรงพอให้หน้าอกขยาย (อย่าแรงเกินไป)
ประมาณนาทีละ 20 ครั้ง (ทุก ๆ 3 วินาที)
ถ้าทำการเป่าปากได้ผล จะสังเกตเห็นหน้าอกของผู้ป่วยขยายขึ้น และแฟบลงตามจังหวะ
ถ้าหน้าอกผู้ป่วยไม่ขยาย หรือสงสัยลมจะไม่เข้าปอดผู้ป่วย ให้สอดนิ้วหัวแม่มือเข้าในปากของผู้ป่วย
แล้วจับขากรรไกรล่าง
ให้แน่น
พร้อมกับงัดแรง ๆ ให้ปากอ้ากว้าง แล้วทำการเป่าปากตามวิธีดังกล่าว
ให้ทำการผายปอดไปเรื่อย ๆ จนกว่าผู้ป่วยจะหายใจได้เอง หรือจนกว่าจะพาผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาล
5. ถ้าผู้ป่วยมีอาการหัวใจหยุดเต้น (คลำชีพจร หรือฟังเสียงหัวใจไม่ได้) ให้ทำการนวดหัวใจทันที ประมาณ 80-100
ครั้ง
ต่อนาที
ถ้ามีผู้ทำการช่วยเหลือเพียงคนเดียว ให้นวดหัวใจ 15 ครั้ง แล้วเป่าปาก 2 ครั้ง สลับกันไปเรื่อย ๆ
แต่ถ้ามีผู้ช่วย 2 คน ให้คนหนึ่งทำการนวดหัวใจ 5 ครั้ง สลับกับเป่าปาก 1 ครั้ง (โดยอีกคนหนึ่ง) ขณะที่เป่าอากาศเข้าปอด
ควรหยุดนวดหัวใจ
ข. ในกรณีที่ผู้ป่วยยังหายใจได้เอง ให้ทำการปฐมพยาบาล ดังนี้
1. จับผู้ป่วยนอนหงาย และจับศีรษะให้หงายขึ้นมาก ๆ และใช้นิ้วล้วงเอาอาเจียน เสมหะ ฟันปลอม
สิ่งแปลกปลอมออกจากปาก
ของผู้ป่วย
2. ปลดเสื้อผ้าเครื่องนุ่งหุ่มให้หลวม
3. ห้ามให้ผู้ป่วยกิน หรือดื่มอะไรทางปาก
4. ถ้าสงสัยผู้ป่วยมีกระดูกหัก ต้องระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าสงสัยกระดูกคอ หรือกระดูกหลังหัก
5. ถ้าแน่ใจว่าไม่มีกระดูกหัก ให้จัดท่าผู้ป่วยอยู่ในท่าฟักฟื้น (recovery position) โดยจับให้ผู้ป่วยนอนตะแคงข้าง
และให้
ศีรษะอยู่ต่ำกว่าส่วนอื่น ๆ ของร่างกายเล็กน้อย เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจสะดวก และป้องกันมิให้สำลักเอาเศษอาหาร
หรือเสมหะเข้า
ไปในปอดเป็นเหตุให้เกิดอันตรายได้
6. ใช้ผ้าห่มคลุมตัวผู้ป่วย เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น
7. นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที ถ้าผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำ ควรให้น้ำเกลือ (5% D/NSS) ไประหว่างทางด้วย
และควรติดตาม
ผู้ป่วยไปด้วย เพื่อทำการช่วยผายปอด ถ้าเกิดหยุดหายใจระหว่างทาง
ข้อแนะนำ
ผู้ป่วยที่มีอาการหมดสติ ควรนำส่งโรงพยาบาลทุกราย ยกเว้นในรายที่สงสัยจะมีสาเหตุจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เช่น
มีประวัติ
อดข้าว ดื่มเหล้าจัด หรือใช้ยาเบาหวาน อาจให้การรักษาเบื้องต้นด้วยการฉีดกลูโคสชนิด 50% จำนวน 50 มล.
เข้าทางหลอด
เลือดดำ อาจช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นคืนสติภายใน 15-30 นาที ถ้าไม่ได้ผลควรส่งโรงพยาบาลทันที



ThaiLThaiL@bOnline -
Crystal Diagnostics
Email : info@thailabonline.com
|