นักวิจัยพบว่า
อบเชย
สามารถบรรเทาโรคเบาหวานแบบที่เป็นกับ
ผู้สูงอายุให้ทุเลาลงได้
นักโภชนาการได้ทำการวิจัย
เปิดเผยข้อมูล
ว่าแม้จะยังไม่ถึงขั้นสกัดสารสำคัญจากอบเชย
แต่ก็แนะนำว่า
สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานแบบที่สอง
หรือแบบที่ยังไม่ต้องพึง
พาอินซูลิน
ให้ทานหรือเพิ่มการรับประทานอบเชยโดยการใส่อบเชย
ลงในอาหาร
เครื่องดื่ม
เช่น น้ำส้ม
กาแฟ
หรือข้าวต้ม
วันละประมาณ
1/4 ช้อน
กาแฟโดยจากการวิจัยในห้องปฏิบัติการวิจัยการเกษครกรรมในสหรัฐอเมริกา
อ้างหลักฐานว่า
อบเชยจะช่วยจุดไฟให้แก่เซลล์ไขมันจากเบาหวานแบบที่สอง
ให้กลับปฏิบัติตามอินซูลินให้เร่งเผาผลาญกลูโคสที่เกิดจากการทานอาหารได้
เพิ่มขึ้นถึง
20 เท่า
โดยในการทดลองกับหนูมีรายงายว่า
ระดับความเข้มข้นของ
กลูโคสในหนูที่เป็นเบาหวาน
ได้ลดลงมากเมื่อให้สารสกัดอบเชยกับหนูทดลอง
หนูที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ด้วยก็มีระดับความดันพลอยลดลงด้วย
โฆษกสมาคมแพทย์โรคเบาหวานของอังกฤษให้ความเห็นว่า
การค้นคว้าเรื่อง
นี้เป็นที่น่ายินดี
อังกฤษเองมีผู้ป่วยเบาหวานแบบที่สองนี้ถึงสองล้านคน
แต่ก็ขอ
เตือนว่าอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะแนะนำให้ผู้ป่วยกินอบเชย
เพื่อเยียวยาอาการ
โดยตรงที่สำคัญชาวเบาหวานทั้งหลายคงต้องรอติดตามผลการวิจัยต่อไปอยู่
ระหว่างรอเราก็มาทานอบเชยเป็นตัวเสริมกันไปก่อน
นิสัยการถ่ายอุจจาระนั้นแตกต่างกันไปของแต่ละคน ซึ่งขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง
เช่นลักษณะอาหาร
ปริมาณเครื่องดื่ม
กิจกรรมแต่ละวัน
ตลอดจนยาที่รับประทาน
เป็นประจำ พันธุกรรม
ก็มีผลต่อปัญหาท้องผูกได้ด้วย
การหมั่นสังเกตุการเปลี่ยน
แปลงอย่างผิดปกติของตัวเองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
เพราะถ้ามีปัญหาเรื่องท้อง
ผูกเป็นประจำอย่างต่อเนื่องควรได้มีการปรึกษาแพทย์
หมอกับคนไข้มักจะทะเลาะกันเรื่องปัญหาท้องผูกเป็นประจำ เพราะในความหมาย
ของหมอท้องผูกก็คือ
อาการถ่ายน้อยกว่า
3
ครั้งต่อสัปดาห์
โดยปกติแล้วส่วนใหญ่
จะถ่ายอุจจาระวันละครั้ง
แต่สำหรับคนบางคนการถ่ายสามวันครั้งอาจเป็นเรื่องปกติ
และการไม่ถ่ายเพียงวันสองวัน
จากที่เคยเป็นปกติก็ไม่ใช้เรื่องที่น่าเป็นห่วงแต่ประ
การใด
แต่ถ้าท้องผูกติดต่อกันหลายวัน
รวมทั้งมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น
ปวดท้อง
ท้องอืด
น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสาเหตุ ตัวบวม
อุจจาระแข็งมาก
หรือมีเลือดปนออกมาด้วย
ควรพบปรึกษาแพทย์ทันที
การแก้ปัญหาท้องผูก
เป็นที่ยอมรับกันว่าปัจจัยที่เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกมักเกิดจาก
นิสัยการทานอาหารที่ไม่ดี
คนที่มีปัญหาท้องผูกควรพยายามลดอาหารพวกโปรตีน
และไขมัน
อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารปรุงแต่งทั้งหลาย เช่นถ้าหากคุณรับประทาน
อาหารสำเร็จรูปที่ไม่ค่อยมีกาก เช่น
บะหมี่
ขนมที่ทำจากแป้งขัดขาว เมื่อผ่าน
ขบวนการย่อยและดูดซึมอาหารไปแล้วจะเหลือกากเพียงเล็กน้อย
เมื่อมาถึงลำไส้
ใหญ่กากที่มีปริมาณเพียงเล็กน้อย
ไม่อาจจะไปกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกอยากถ่าย
เมื่อรอให้มีการสะสมกากอาหาร
ลำไส้ใหญ่ก็มีการดูดน้ำกลับทำให้กากอาหารมี
ความแข็งมากขึ้นทำให้ขับถ่ายได้ยากขึ้น
ยิ่งมีการสะสมกากจากเนื้อสัตว์นานวันก็
จะทำให้เนื้ออุจจาระเหนียวและแข็ง
บูดเน่าเกิดแก็สทำให้เกิดอาการท้องอืดแน่น
ไม่สบายกายอีกด้วย
การแก้โดยการเริ่มต้นแก้ไขนิสัยการกินอาหารใหม่
โดยการเน้นทานผักตามธรรม
ชาติ
ผลไม้ ข้าวกล่อง
ข้าวไม่ขัดขาว
ธัญพืช
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีเส้นใยกากอาหารมาก
โดยเส้นใยอาหารจะไปช่วยเพิ่มเนื้ออุจจาระให้มากขึ้น
สามารถช่วยลดการดูดน้ำ
กลับเข้าสู่ร่างกายทำให้เนื้ออุจจาระไม่แข็งเร็วเกินไป
ช่วยกระตุ้นให้เกิดการบีบตัว
ของลำไส้ใหญ่เป็นการกระตุ้นให้มีการอยากถ่ายอุจจาระมากขึ้นแทนที่จะเป็นหลาย
ๆวันต่อครั้งอย่างเช่นในอดีต
ความเครียดก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้
เช่นเดียวกับการหมั่น
ออกกำลังกาย
เช่นการเต้นแอโรบิค
โดยการออกกำลังกายประมาณวันละ
20
นาที
จะช่วยให้การถ่ายอุจจาระง่ายขึ้นได้
การลองพยายามปรับปรุงนิสัยและพฤติกรรมการขับถ่ายอย่างเป็นธรรมชาติขั้นต้น
ก่อน
หากยังไม่ได้ผลจึงจะใช้ยาระบายช่วยเสริม
พึงระลึกไว้ว่าหากไม่เปลี่ยนหรือ
แก้ไขลักษณะการบริโภคโดยการพยายามใช้ยาระบายเพียงอย่างเดียว
เมื่อใช้ไป
ได้สักระยะก็จะเริ่มไม่ค่อยได้ผลและต้องเพิ่มปริมาณยาระบายมากขึ้นเรื่อยๆ และ
เมื่อใดที่งดยาระบายอาการท้องผูกก็จะกลับมาใหม่และอาจหนักกว่าเดิม
การพยายามดูแลรักษาตัวเองไม่ให้ท้องผูกจะสามารถช่วยลดอาการที่ไม่พึงปราถนา
อีกหลาย โรคเช่น
ริดสีดวงทวาร
เส้นเลือดขอด
อาการแน่นท้อง
ท้องอืด
การใช้เวลา
นานกว่าจะถ่ายได้ในแต่ละครั้ง เส้นใยอาหารนับเป็นหัวใจในการป้องกันท้องผูกโดย
วิธีแบบธรรมชาติ
เส้นใยอาหารหรืออาหารที่มีกากเส้นใยสูง
(Dietary fibre)
จัดเป็นกลุ่มอาหารเสริม
เพื่อสุขภาพ
ในขณะนี้ทางการแพทย์ได้ทำการวิจัยเรื่องความสำคัญของใยกากอาหาร
ในชีวิตประจำวัน ผลปรากฏว่าเส้นใยอาหารนั้นได้ช่วยบรรเทาอาการของโรคต่างๆ
ได้มากมาย
เช่น โรคท้องผูก
เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง
และมะเร็ง.ในลำไส้ใหญ่
เป็นต้น
ใยอาหารสามารถแบ่งออกเป็น
2
กลุ่มใหญๆคือ
- ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ
(Insuluble fibre)
เกิดจาก (Cellulose +
hemicellulose +
Lignin) สามารถดูดซับน้ำไว้กับตัวได้มาก ดังนั้นในกลุ่มนี้จำเป็นต้องทานน้ำตามด้วย
ในปริมาณมาก เมื่อบริโภคใยอาหารจะไปช่วยทำอิ่มเร็ว ในขณะที่กากใยอาหารจะไป
ข่วยป้องกันไม่ให้เนื้ออุจจาระแข็งเกินไป
สามารภทำให้ขับถ่ายออกมาได้อย่างรวด
เร็ว ช่วยไม่ให้มีสารพิษสกปรกสะสมตกค้างในร่างกาย
ใยอาหารประเภทนี้พบมาก
ในรำธัญพืชต่างๆ
ถั่วต่างๆโดยเฉพาะพวกถั่วเปลือกแข็ง
รำ ข้าวสาลี
เป็นตัวอย่างที่ดี
- ชนิดที่ละลายได้ในน้ำ(Soluble
fibre) เกิดจาก pectin +
gum
ความสามารถคือ
สามารถดูดซึมน้ำเหมือนกัน
แต่จะรวมตัวกับอาหารต่างๆในกระเพาะเป็นรูปของเจล
หรือหนืดแล้วเคลื่อนตัวออกจากกระเพาะไปสู่ลำไส้อย่างช้าขณะเดียวกันก็จะเคลือบ
ไปกับผนังลำไส้
ช่วยทำให้หิวช้าลง
ช่วยลดการดูดซึมสารอาหารบางอย่างเข้าสู่ร่าง
กายและควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี
ตัวอย่างได้แก่
พืชตระกูลถั่วต่างๆ
รำข้าวโอ๊ต
และ
ผลไม้
จะมีใยประเภทนี้สูง
สำหรับผู้เป็นเบาหวาน
ถั่วจะเป็นแหล่งเส้นใยได้ดีกว่า
ผลไม้เพราะมีระดับน้ำตาลน้อยกว่า
อย่างไรก็ตามจากการวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างใยอาหารกับโรคต่างๆ
ทั่งที่ยังดำเนิน
การวิจัยอยู่
เห็นได้ชัดเจนว่าโรคท้องผูกและโรคที่เกี่ยวเนื่องกันเช่น
ริดสีดวงทวาร
และมะเร็งในลำไส้ใหญ่ อาการต่างๆจะดีขึ้นเมื่อบริโภคอาหารที่มีเส้นใยสูง สำหรับ
ผู้ป่วยเบาหวานอาหารเส้นใยชนิดละลายในน้ำได้จะช่วยทำให้การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่
เส้นเลือดได้ช้าลงทำให้ช่วยลดการต้องการใช้อินซูลินได้
สำหรับผู้ที่มีระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดสูง
การพยายามลดอาหารพวกไขมัน
ลงและทานอาหารเส้นใยสูงพบว่าสามารถลดระดับไขมันร้ายชนิด
LDL Cholesterol
ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดการอุดตันของเส้นเลือดได้
โดยไม่ไปลดระดับของไขมันดี
ชนิด
HDL Cholesterol ปริมาณกากเส้นใยสูงที่บริโภคในแต่ละวันควรมีปริมาณพอดี
ไม่มากหรือน้อยเกินไป
สำหรับผู้ที่มีสุขภาพปกติดีควรได้รับประมาณ
30
กรัมต่อวันก็
เพียงพอไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆข้างต้นได้ เพียงแต่ควรหมั่นรับประทานเป็นประจำอย่าง
สม่ำเสมอ
ข้อควรปฏิบัติเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณเส้นใยอาหารในชีวิตประจำวัน
เช่น
1.
รับประทานผัก
ที่ทำความสะอาดแล้ว
ผลไม้สดที่ไม่ต้องปอกเปลือกให้มากขึ้น
เช่น แตงกวา
ฝรั่ง
แอปเปิ้ล
องุ่น ละมุด
2.
รับประทานอาหารประเภทถั่วเปลือกแข็ง
ผลิตภัณฑ์จากถั่วทุกชนิดให้มากขึ้น
( ยกเว้นในกลุ่มผู้มีปัญหาเกี่ยวกับกรดยูริคในเลือดสูง)
3.
รับประทานผักผลไม้แทนอาหารหวาน
หลังรับปรทานอาหาร
เช่น แคร็อท
แตง
แคนตาลูป เป็นต้น
4.
หมั่นรับประทานผักสด
หรืออย่างน้อยวันละ
1-2 ถ้วย
5.
หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ผ่านขบวนการทำลายเส้นใยอาหาร
เช่น
การขัดสี
การคั้น การเคี้ยวเอาแต่น้ำ
ฝ่ายโภขนาการ
โรงพยาบาลพระรามเก้า
| สารสกัดที่ได้จากใบแปะก๊วยช่วยรักษารักษาโรคสมองเสื่อม |
ชาวจีนได้ชื่อว่าเป็นเจ้าตำรับสมุนไพรไม่ว่าจะเป็น
โสม ตังกุย
ถั่งเฉา ล้วนเป็น
สมุนไพรจากจีนแผ่นดินใหญ่
หนึ่งในสมุนไพรจีนที่น่านำมากล่าวถึงคือ
แปะก๊วย
(Ginkgo biloba) ซึ่งชาวจีนนิยมนำเมล็ดมาต้ม
รับประทานเป็นของหวาน
โดย
เชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ
สามารถบำบัดโรคต่างๆ
ได้
จากการวิจัยของสถาบันเพื่อการวิจัยทางการแพทย์นิวยอร์ก
พบว่า
สารสกัดที่ได้จากใบแปะก๊วย
คือ
สารฟลาโวนอยด์และสารเทอปินอยด์
สามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมในวัยชราได้
ซึ่งสารทั้งสองกลุ่มมีฤทธิ์
ต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดใน
สมองและป้องกันการรวมตัวของเกล็ดเลือด
เพราะเมื่อสมองขาดเลือด
ขึ้นไปหล่อเลี้ยงย่อมเสื่อมสมรรถภาพและฝ่อในที่สุด
ส่งผลต่อการทำงาน
และประสิทธิภาพของสมองทำให้เกิดอาการหลงลืมมากขึ้นในวัยชรา
ในหลายๆ
ประเทศให้การยอมรับถึงสรรพคุณของใบแปะก๊วย
ในการรักษาโรค
สมองเสื่อมเช่นกัน
จึงมีการนำสารสกัดดังกล่าวมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริม
อาหารเพื่อบำรุงสมองและช่วยให้เลือด
ไหลเวียนสะดวก
ซึ่งปัจจุบันได้มีการ
พัฒนารูปแบบโดยการนำสารประกอบ
จากใบแปะก๊วยมารวมกับฟอสโฟไลปิดส์
ให้อยู่ในรูปของไฟโตโซม
(phytosome)
ซึ่งช่วยให้การดูดซึมที่ผนังลำไส้เล็ก
ดีขึ้น
ทำให้ร่างกายสามารถนำเอาสารสกัดจากใบแปะก๊วยนี้ไปใช้ประโยชน์ได้
มากขึ้น
ดังนั้น
เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีฤทธิ์ในการรักษา
ควรพิจารณาที่
ปริมาณสารสำคัญว่ามี สารฟลาโวนกลัยโคไซด์
กิงโกไลด์เอ บี ซี และ
เจ
และบิโลบาไลด์ ตามกำหนดในตำรับยาแผนโบราณ
ของประเทศเยอรมัน
ประกอบด้วย
ภญ.รศ.ดร.วันดี
กฤษณพันธ์
ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย ม.มหิด
|
|