BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

   

top
Aromatherapy Information
and Resources
 ประโยชน์ของการดูแลสุขภาพ
 ด้วยวิธีสุคนธศาสตร์บำบัด

Essential Oils blend 
  น้ำมันหอมระเหยสูตรผสม
  ให้คุณสมบัติที่หลากหลาย
Essential Oil and Their
 aromatherapy properties
  Database

  ฐานข้อมูลน้ำมันหอมระเหย
  คุณสมบัติและประโยชน์ที่ใช้

Uses for Essential Oils 
   ประโยชน์และการนำน้ำมัน
   มาใช้ในการดูแลสุขภาพ
Essential Oils by 
  Therapeutic Effect

   น้ำมันหอมระเหยกับการรักษา
   สุขภาพตามอาการความผิดปกติ
Essential Oil Price list
   ราคาโดยประมาณของน้ำมัน
   หอมระเหย

History of Aromatherapy 
What are Essential Oils? 
Is All the Hype True? 
Safety Information 

Tips for Beginners  
Aromatherapy Diffusers 
General Glossary 

ผลิตภัณฑ์สุคนธศาสตร์บำบัด  
   Aromatherapy products 
   click




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์



 

 

 

 


  รู้จัก Plai Oil กันเถอะ / น้ำมันไพล

อัจฉราพร ลิมป์ประเสริฐกุล
งานวิจัยมาตรฐานสมุนไพร

พล สมุนไพรใกล้ตัวที่น่าสนใจชนิดหนึ่ง   ชาวบ้านนิยมปลูกกันตามบ้านเรือนเพื่อใช้ในการ
ประกอบเป็นยาไทยแผนโบราณ ไพลจัดอยู่ในวงศ์ Zingiberaceae จำพวกเดียวกับ ขิง ข่า ขมิ้น มีชื่อ
วิทยาศาสตร์ว่า Zingiber cassumunar Roxb. และมีชื่อท้องถิ่นว่า ปูลอย ปูเลย (ภาคเหนือ) ว่านไฟ
(ภาคกลาง) มิ้นสะล่าง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)1 ไพลมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียแถบประเทศอินเดีย มาเลเซีย
อินโดนีเซีย และไทย2 ลักษณะทาง พฤกษศาสตร์ของไพลเป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นใต้ดินเรียกว่าเหง้า มี
เนื้อในสีเหลืองอมเขียวและมีกลิ่นหอมเฉพาะ ลำต้นมีสีเขียว ใบออกตรงข้ามกัน ใบมีลักษณะยาวเรียว
โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ดอกเป็นช่อแทงจากดินโดยตรง มีกลีบประดับซ้อนกันแน่น เจริญงอกงาม
ในฤดูฝน1
Picture=-----

ตามตำราแพทย์แผนโบราณมีการนำไพลมาใช้ในการรักษาโรคหลายอย่าง เช่น ใช้เหง้าไพลสด
ตำพอกบริเวณที่ปวด บวม เคล็ดขัดยอก สมานแผล น้ำคั้นจากเหง้าไพลผสมเกลือสตุรับประทานเป็น
ยาแก้บิด ขับลม ขับประจำเดือน ใช้รับประทานหลังคลอดบุตรเพื่อให้มดลูกเข้าอู่ และอาจนำเหง้าแห้ง
มาบดผสมกับสมุนไพรอื่น ๆ รับประทานแก้หืด3 เนื่องจากได้มีการนำไพลมาใช้รักษาโรคต่าง ๆ ได้
หลายอย่างจึงมีผู้ศึกษาฤทธิ์ของไพลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์อย่างกว้างขวาง
จากการศึกษาทางพฤกษเคมีพบว่า ในส่วนที่สกัดด้วยเฮกเซนสามารถแยกสารประกอบได้หลาย
ชนิด   เมื่อนำสารเหล่านี้มาศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในสัตว์ทดลองพบว่า   สาร   D   มีชื่อทางเคมีว่า
[(E)-4-(3',4'-dimethoxyphenyl) but-3-en-1-ol]   เป็นสารออกฤทธิ์ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของลำไส้
ส่วนปลายของหนูตะเภาคลายตัว สามารถต้านฤทธิ์ของฮีสตามีน อะเซททิลโคลีน นิโคทิน และเซโรโทนิน
ที่มีต่อกล้ามเนื้อนี้ นอกจากนี้สามารถต้านฤทธิ์ของฮีสตามีนที่มีต่อหลอดลมหนูตะเภาทั้ง   in vivo และ
in vitro4 นอกจากสาร D จะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาแล้ว   ยังมีอนุพันธ์ของสาร D ได้แก่ สาร D-acetate
และ D-palmitate ซึ่งสารทั้ง 3 ตัวนี้สามารถสังเคราะห์ได้ในห้องปฏิบัติการ

สูตรโครงสร้างของสาร D, D-acetate และ D-palmitate ตามลำดับ5


แต่จากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารทั้ง 3 ชนิดนี้   เปรียบเทียบกับ   reference   drugs
(isoproterenol, papaverine, verapamil และ aminophylline)     พบว่าสาร   D   และ   D-acetate
สามารถต้านฤทธิ์การหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดลมของหนูตะเภาและหนูขาว ที่เกิดจากการใช้ histamine
และ methylcholine โดยฤทธิ์จะแปรเป็นสัดส่วนกับขนาดที่ใช้ และพบว่ากลไกการออกฤทธิ์คลายกล้าม
เนื้อหลอดลมของสาร D และ D-acetate น่าจะออกฤทธิ์โดยไม่ผ่านการกระตุ้น beta-adrenergic receptor
แต่น่าจะมีกลไกการออกฤทธิ์บางอย่างคล้ายคลึงหรือร่วมกับ reference drugs ต่าง ๆ ที่ใช้ยกเว้น
isoproterenol5
จากการศึกษาทางด้านเภสัชจลนศาสตร์ของสาร   D, D-acetate   และ D-palmitate   ด้วยวิธี
intestinal loop technique ของหนูขาว พบว่า สาร D และ D-acetate ถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้ได้เร็ว
กว่าสาร D-palmitate   มากและได้มีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสาร D-acetate   ในพลาสมาและ
S-9 fraction ของหนูขาว พบว่าสาร D-acetate ถูกเปลี่ยนไปเป็นสาร D โดยแปรเป็นสัดส่วนกับเวลาที่ใช้
incubate ปริมาณสาร D และปริมาณโปรตีน โดยอัตราเร็วการเปลี่ยนแปลงที่พบใน S-9 fraction นั้นสูง
กว่าในพลาสมาถึง 10 เท่า นอกจากสาร D จะถูกดูดซึมได้เร็วและขจัดออกจากร่างกายได้เร็วแล้ว ค่าครึ่ง
ชีวิตของการขจัดออกจากร่างกายเมื่อศึกษาในหนูขาวและในลิงไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อป้อนยาลิงติดต่อกัน
นาน 28 วัน พบว่าค่าครึ่งชีวิตของการขจัดยา ออกจากร่างกายนานขึ้น และมีอัตราส่วนการสะสมยาใน
ร่างกายเท่ากับ 3.136
จากการศึกษาพิษระยะสั้นของไพลที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์และเฮกเซนมีค่า LD50 เท่ากับ 20 กรัม
และ 80 กรัม ต่อน้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม ตามลำดับ (ในขณะที่ขนาดรักษาในคนเป็น 10 - 20 mg/kg) และ
ได้มีการศึกษาพิษระยะยาว (6 เดือน) โดยใช้หนูในการทดลองทั้งหมด 112 ตัว 28 ตัวใช้สำหรับเปรียบ
เทียบ หนูที่เหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม โดยให้อาหารที่ผสมกับไพลทุกวันในขนาดร้อยละ 0.5, 3 และร้อยละ 18
ของน้ำหนักอาหาร ซึ่งจะเป็นขนาดร้อยละ 23, 150 และ 1,200 เท่าของขนาดของยาที่ใช้รักษาในคน ถ้า
ให้ในขนาดร้อยละ 18 หนูจะมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ส่วนกลุ่มอื่นอยู่ในเกณฑ์ปกติ ได้ทำการ
ตรวจปัสสาวะ เลือด ชีวเคมีของเลือด และการตรวจทางพยาธิวิทยาของสัตว์ที่ทดลองทั้งหมด ไม่พบสิ่ง
ผิดปกติที่มีความสำคัญ ฉะนั้นในขนาดที่ใช้รักษาปกติ ไพลไม่ปรากฏความเป็นพิษทั้งระยะสั้นและระยะ
ยาว7 ได้มีการศึกษาพิษระยะยาวของตำรับยาไพลซึ่งรักษาโรคหืดขนานหนึ่ง ประกอบด้วย ไพล เกลือ
ใบมะขามอย่างละ 1 ส่วน และยาดำ 1/4 ส่วน พบว่ามีพิษน้อย นอกจากใช้ในขนาดสูงมาก8 ได้มีการนำ
ยาขนานนี้ไปศึกษาเพื่อดูผลของการใช้ไพลในวัยเด็ก พร้อมทั้งอาการข้างเคียงและพิษของยาขนานนี้ พบ
ว่าหลังการให้ยาไพล ผู้ป่วยมีอาการหอบ ลดลง หน้าที่ของปอดดีขึ้น ชีพจรและความดันเลือดไม่เปลี่ยน
แปลง เมื่อใช้ในการรักษาระยะยาวผู้ป่วยมีอาการหอบน้อยลง ใช้ยาขยายหลอดลมตามความจำเป็นลดลง
ไม่ปรากฏอาการข้างเคียงหรือพิษแต่อย่างใด9 นอกจากนี้ยังมีการนำไปทดสอบฤทธิ์ของยาไพลเพื่อศึกษา
ผลการรักษาผู้ป่วยโรคหอบหืดด้วยไพลโดยใช้ยาในขนาด 500, 750 และ 1,000 มิลลิกรัมต่อวันกับผู้ป่วย
ที่มีน้ำหนักตัวระหว่าง 35-50, 50-55 และตั้งแต่ 55 กิโลกรัมขึ้นไปตามลำดับ ผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้น คิดเป็น
ร้อยละ 86.4 ระหว่างการใช้ยา ไม่พบว่ามีพิษหรือมีอาการแทรกซ้อนที่ร้ายแรง นอกจากคนไข้ 5 ราย ใน 22
รายที่มีจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระเพิ่มขึ้นแต่ไม่มาก และ 1 รายมีอาการปวดศีรษะเล็กน้อย10
จากการศึกษาทางด้านต่าง ๆ ของไพล ทำให้ทราบว่าเหง้าไพลน่าจะเป็นแหล่งสำคัญของยารักษา
โรคหืด และอาจเป็นประโยชน์ในการลดการสั่งซื้อหรือนำเข้ายาจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามยาที่ได้จาก
สมุนไพรใช่จะมีแต่ประโยชน์เพียงอย่างเดียว อาจจะเกิดโทษได้ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง จึงควรใช้ด้วยความระมัด
ระวัง และควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

หนังสืออ้างอิง
  1. มาโนช วามานนท์ และคณะ. ยาสมุนไพรสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน. พิมพ์ครั้งที่ 
      1. โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก, 2537: 120-121.
  2. สมสุข มัจฉาชีพ. พืชสมุนไพร. พิมพ์ครั้งที่ 1. โรงพิมพ์นันทชัย, 2534: 150.
  3. สมาคมโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ สำนักวัดพระเชตุพนฯ พระนคร. 
     ประมวลสรรพคุณยาไทย(ภาคสอง).
กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อำพลพิทยา, 311.
  4. นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี และคณะ. วารสารของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ : 
     การศึกษาทางเภสัชวิทยาของสารสำคัญจากไพล.
2522; 21(1): 13-24.
  5. เรณู โกยสุโข และคณะ. รายงานโครงการวิจัยย่อยที่ 8 
     การศึกษาสารบริสุทธิ์จากไพลเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคหืด.
2533: 1-2.
  6. เรณู โกยสุโข และคณะ. รายงานโครงการวิจัยย่อยที่ 4 
    การศึกษาทางเภสัชจลนศาสตร์ของพลในสัตว์ทดลอง.
2530: 1-3, 65-67.
  7. รังสรรค์ ปัญญาธัญญะ, วันทนา งามวัฒน์, ปราณี ชวลิตธำรงค์ และคณะ. การศึกษา
     ความเป็นพิษของไพลในหนู
สารศิริราช 2529; 38(6): 413 - 416.
  8. กองวิจัยทางแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 
    รายงานโครงการวิจัยความเป็นพิษของยาไทยแผนโบราณ.
2525: 26-44.
  9. มนตรี ตู้จินดา และคณะ. สารศิริราช :การใช้ไพลรักษาโรคหืดในวัยเด็ก. 2527; 
      36(6):1-5.
10. ประพาฬ ยงใจยุทธ และคณะ. สารศิริราช:ผลการรักษาผู้ป่วยโรคหอบหืดด้วยไพล.
      2528; 37(6): 435-440.
  

PLAI (Zingiber cassumunar Roxb.)

Plai has long been regarded by Thai massage therapists as one of those oils necessary to have in their kit to combat joint and muscle problems. Plai is of the same family as ginger but different properties and more intense actions.

Commercial name: PLAI (in Thailand)

Botanical Name: Zingiber cassumunar Roxb.

Family: Zingiberaceae

Plant Native to: Thailand, Indonesia, India

Part Used: Rhizome, fresh - steam distillation

Traditional Thai Massage Usage: muscle relaxant, joint pains

General Description: Essential oil of Plai is steam distilled from the rhizome and has a pale amber color. The scent is a cool, green peppery one with a touch of a bite. Active Chemicals: Sabinene (27-34%), g-Terpinene (6-8%), a-Terpinene (4-5%), Terpinen-4-ol (30-35%), and (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl)butadiene - in text as DMPBD (12-19%).

ACTIONS

Analgesic, anti-neuralgic, anti-inflammatory, antiseptic, antispasmodic, antitoxic, anti-viral, carminative, digestive, diuretic, febrifuge, laxative, rubefacient, stimulant, stomachic, tonic, vermifuge.

APPLICATIONS

Aches and pains, inflammations, joint problems, muscle spasms, sprains and strains, torn muscles and ligaments asthma, catarrh, chronic colds, colic, constipation, diarrhea, fevers, flatulence, heartburn, immune problems, influenza, nausea, respiratory problems,.

Aromatherapy

Vancouver, Canada

A.) Analgesic, anti-neuralgic, anti-inflammatory, sprains and strains, torn muscles and ligaments: On inflamed joints, applying Plai, straight on; has been found to ease off the pain for upwards of 18 hours, which is incredible since no other oil has been found to change pain levels so far. On joints that were inflamed due to injury, Plai was best combined with oils such as Black Pepper and Lemon or Neroli, Himalayan Cedar and Orange. These combinations worked to take the swelling down, calm the pain and speed up the healing time considerably. Dilutions were one bottle of 10% concentration in a vegetable gel and a small roller bottle with no dilution - blends were all oils equal parts.

Berkley, USA

B.) Post operative surgical: Plai, Nutmeg and Lemon have been used as a post operative surgical blend on a knee surgery. These were equal amounts in 10% concentration in a roller bottle and applied above and below the surgical area. Tissue inflammation and swelling was significantly lower than in an area that had had the same surgery without the use of the Plai. With the Plai blend, no normal narcotics were needed to control the post surgical pain.

Vancouver, Canada

B.) Anti-histaminic: Plai, while being of the ginger family, does not possess the classic heat that is common to the rhizomes. It has a cooling action on inflamed areas, be them joints and muscles or kidneys and lungs. Clients have found that using Plai for asthma along with Tarragon (or Rosemary) and Cypress causes the attacks to greatly diminish in intensity. There is a long term action of the Plai in the blend since everyone says that after a couple of days of usage they are not having to use their blend as much as previous with no need to use any puffer of any sort. The types of asthma being targeted, so far, have been the exercise induced asthma as well as the allergy induced kind. While the smell is a bit overwhelming at first, the clients are finding that even just smelling the blend causes the attack to back right down.

Vancouver, Canada

D.) Irritable Bowel Syndrome: With digestive upsets, Plai along with Black Pepper, Orange and Tarragon has been used to counter irritable bowel syndrome. This blend was used across the abdomen after each bowel movement or anytime there were any cramping or pain in the abdominal area. Within three applications, all problems calmed down.

Vancouver, Canada

E.) Menstrual cramping: has had the same relief from a blend with Linden Blossom, Plai, Marjoram and Orange. This was applied across the lower back and front abdomen every 15 minutes until pain subsided. It was found that after three applications all cramps ceased and blood clots diminished.

France

E.) Dr Daniel Penoel and Pierre Francome, Ph.D. in “L’aromatherapie Exactement”: Zingiber cassumunar Roxb. is anti-inflammatory, carminative, antipyretic, and a bronchodilator. They suggest that it could be useful for asthma, digestive problems, dysmenorrhoea, and inflammation of the colon.

Safety Data 

Vancouver, Canada & Berkley, USA

No side effects were recorded. LD50= 2.15 g/kg

Resource Data

 

1.) Thailand Institute of Scientific and Technological Research at Chatuchak - "...has done research on the anti-inflammatory activity of essential oil of Z. Cassumunar. The most active component DMPBD was twice potent than reference drug DICLOFENAC (VOLTAROL)…". (NB: Diclofenac (or Voltarol as it is probably better known), a phenylacetic acid derivative, is a Nonsteroidal Anti-inflammatory Drug (NSAID). It is used mainly as the sodium salt for the relief of pain and inflammation in various conditions: musculoskeletal and joint disorders such as rheumatoid arthritis, osteoarthritis, and ankylosing spondylitis; peri-articular disorders such as bursitis and tendinitis; soft-tissue disorders such as sprains and strains; and other painful conditions such as renal colic, acute gout, dysmenorrhoea, and following some surgical procedures. It has also been used in some countries for the management of fever. Diclofenac diethylamine is used topically as a gel containing the equivalent of 1% diclofenac sodium for the local symptomatic relief of pain and inflammation. Voltarol is presently one of the strongest known antiinflammatory drugs available, but several adverse effects have been reported [Wilkens, RF. Worldwide clinical safety with diclofenac. Semin. Arthritis Rheum. 1985; 15 (suppl. 1): 105-10].)

 

2.) Thai Institute in Chiang Mai: " ...Using the model of carrageen-induced hind paw oedema in rats, individual assessment of the topical anti-inflammatory activity of the five major components of the oil demonstrated that DMPBD, Terpinen-4-ol and a-Terpinene significantly inhibited oedema formation, whereas Sabinene and g-Terpinene were inactive up to 6 mg....".

 

3.) Early study, the anti-inflammatory activity of DMPBD, found in the hexane extract of Z. cassumunar, was assessed using various inflammatory models in comparison with aspirin, indometacin and prednisole. Results: anti-inflammatory effect mediated prominently on the acute phase of inflammation..."

4.) Masuda, T., A. Jitoe, et al. (1995). Isolation and structure determination of cassumunarins A, B, and C: New anti-inflammatory antioxidants from a tropical ginger, Zingiber cassumunar. Journal of the American Oil Chemists' Society 72(9): 1053-1057. {a} Faculty of Human Life Science, Osaka City Univ., Sumiyoshi, Osaka 558, Japan

5.) Jitoe, A., T. Masuda, et al. (1994). Novel antioxidants, cassumunarin A, B, and C, from Zingiber cassumunar. Tetrahedron Letters 35(7): 981-984. {a} Dep. Bot., Univ. Tex., Austin, TX 78713, USA

6.) Masuda, T. and A. Jitoe (1994). Antioxidative and antiinflammatory compounds from tropical gingers: Isolation, structure determination, and activities of cassumunins A, B, and C, new complex curcuminoids from Zingiber cassumunar. Journal of Agricultural and Food Chemistry 42(9): 1850-1856. {a} Fac. Human Life Sci., Osaka City Univ., Sumiyoshi, Osaka 558, Japan

7.) Piromrat, K., M. Tuchinda, et al. (1986). Antihistaminic effect of "Plai" (Zingiber cassumunar Roxb.) on histamine skin test in asthmatic children. Siriraj Hospital Gazette 38(4): 251-256.

8.) Chem. Pharm. Bull (Tokyo) 1991 Sep; 39(9): 2353-6
Anti-inflammatory effect of Zingiber cassumunar Roxb. and its active principles.

by Ozaki Y, Kawahara N, Harada M. Division of Pharmacognosy and Phytochemistry, National Institute of Hygienic Sciences, Tokyo, Japan.


The present study was carried out to elucidate the anti-inflammatory effect of the methanol extract obtained from the rhizomes of Zingiber cassumunar Roxb. and its active principles. The methanol extract was partitioned between ether and water, and then the ether-soluble fraction was extracted with n-hexane. Three compounds were isolated from the n-hexane-soluble fraction and the chemical structures of these compounds were identified as (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl)but-1-ene, (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl)butadiene and zerumbone. The anti-inflammatory activity of these fractions was investigated on carrageenin-induced edema in rats, as well as on acetic acid-induced vascular permeability and writhing symptoms in mice. The methanol extract (p.o.) showed both anti-inflammatory activity and analgesic activity. These activities shifted successively to ether-soluble and n-hexane-soluble fractions and to (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl)but-1-ene. These results suggest that the anti-inflammatory action and analgesic action of Zingiber cassumunar is the result of the (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl)but-1-ene that it contains.


 เลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุคนธศาสตร์บำบัด คลิก - Aromatherapy products click