BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

top
  แผลกดทับ / Bedsore,  
  Pressure ulcer 

 ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลกดทับ
 ความรุนแรงของแผลกดทับ
 การป้องกันการเกิดแผลกดทับ 
 การรักษาแผลกดทับ 
 ภาวะแทรกซ้อนจากแผลกดทับ 
 เตียงน้ำ (Water Bed) หรือ
   เตียงลม

 What are pressure
   ulcers? 

 How do they occur? 
 Causes
 What are the symptoms? 
 How are they treated?
 First aid 
 
How can I help prevent
   pressure ulcers? 

 
Prevention 




ThaiWAPHealthsite

 ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เพียงมี
 Mobile Phone สามารถ
 ติดตามข้อมูลทางสุขภาพ ที่
 tagtag.com/
 thaihealthsite

 
buzzed.co.uk /wap
 /thaihealthsite
 และที่

 โดยทีมไทยแล็ปออนไลน์

Take a look to our WAP Healthsite
เข้าสู่โลกของ โมบายเฮลท์

"Thaihealthsite"
mHerb&Healthshop

Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

 

  แผลกดทับ / Bedsore,  Pressure ulcer       


แผลกดทับ มักพบในผู้ป่วยที่ผอมหรืออ้วนมาก ๆ และพบบ่อย 
ในรายที่กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะไม่อยู่ 

การป้องกันอยู่ที่การหมั่นดูแลรักษาผิวหนังให้สะอาด อย่าให้เสียดสี 
หรือมีแรงกดทับ พลิกตัวบ่อย ๆ ให้อาหาร
เพียงพอ และให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวโดยเร็ว





แผลกดทับ 
แผลกดทับก็คือบริเวณที่มีการตายของเซลล์และเนื้อเยื่อจากการขาดเลือดอันเป็นผลจาการถูกกดทับเป็นเวลา
นาน ๆ แผลกดทับมักจะเกิดบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่เหนือปุ่มกระดูก เช่น บริเวณกระดูกก้นกบ กระดูกสะโพก 
ตาตุ่ม เป็นต้น

ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลกดทับ 
1. การกดทับ โดยมีข้อสังเกตุดังนี้
   1.1 บริเวณที่มีกล้ามเนื้อมากจะทนต่อแรงกดทับได้ดี
   1.2 มีรายงานว่า แรงกดประมาณ 70 มม.ปรอท กดทับเป็นเวลา 1 - 2 ชั่วโมง ติดต่อกันจะทำให้เกิด
          การขาดเลือดขึ้น
   1.3 แรงกดจำนวนมากแม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็ทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อได้ เท่ากับแรงกดน้อยๆ แต่
         ระยะเวลานาน
   1.4 แผลกดทับมักพบในผู้ป่วยอัมพาตแบบ flaccid มากกว่าอัมพาตแบบ spastic

2. แรงไถและความเสียดทาน ซึ่งจะทำให้เกิดการปริแตกของเนื้อเยื่อได้ง่าย และมักจะพบในผู้ป่วยอัมพาตที่นั่ง
    รถเข็น โดยเฉพาะเวลามีการเคลื่อนตัวบนรถเข็น
3. อุณหภูมิ ผลของการเพิ่มอุณหภูมิ จะทำให้มีการเพิ่มของเมตาบอลิสซึมของเซลล์ ส่งเสริมให้เนื้อเยื่อขาด
    เลือดและตายได้ง่ายขึ้น
4. ความมีอายุ 
5. ภาวะทางโภชนาการ การขาดโปรตีนจะทำให้การเสริมสร้างเนื้อเยื่อช้าลง ส่งผลให้แผลหายช้า พบว่าผู้ป่วย
    ที่มีแผลควรได้รับโปรตีน 80 - 100 กรัม/วัน นอกจกนี้ภาวะความไม่สมดุลของไนโตรเจน แคลเซียม การ
    ขาดวิตามิน เหล่านี้ทำให้แผลหายช้าลง
6. การบวมน้ำ ซึ่งจะเป็นตัวขัดขวางการส่งผ่านอาหาร และออกซิเจนจากเส้นเลือดฝอยมาเลี้ยงเซลล์ ทำให้เกิด
    แผลกดทับได้ง่ายขึ้น และหายช้าลงด้วย
7. ภาวะความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ
8. ปัจจัยอื่นๆ เช่นความชื้นจากเหงื่อ อุจจาระ ภาวะติดเชื้อเป็นต้น


ความรุนแรงของแผลกดทับ 
เกรด 1 
ลักษณะที่สำคัญและเป็นอาการเริ่มแรกสุดทคอ การอักเสบเฉียบพลันของผิวหนังและเนี้อเยื่อชั้นต่างๆ ที่อยู่เหนือ
ปุ่มกระดูกอันได้แก่ การขยายตัวของหลอดเลือดและการบวม (Edema) จากการขาดเลือด 

อาการทางคลินิกที่ตรวจพบคือ เนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะบวมแดง ร้อน และแข็งตัวขึ้นกว่าปกติ และถ้าผู้ป่วยไม่ได้
สูญเสียการรับความรู้สึกไป ก็จะรู้สึกเจ็บบริเวณนั้นด้วย ระดับที่รุนแรงที่สุดของเกรดที่ 1 คือแผลจะแฉะๆ 
มีการหลุดลอกของหนัง กำพร้าจนมองเห็นหนังแท้ 

การรู้จักสังเกตแผลกดทับมีความสำคัญมาก เพราะเกรดที่ 1 นี้ ถ้าได้ดูแลรักษาแผลให้สะอาด และหลีกเลี่ยง
การกดทับซ้ำอีกแผลจะหายเป็นปกติได้ภายใน 5-10 วัน 

เกรด 2 
ถ้าแรงกดทับยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ การอักเสบของเนื้อเยื้อจะเป็นมากขึ้นจนทำให้เกิดปฏิกิริยา fibroelastic 
ขึ้นใน เนื้อเยื่อทุกชั้น ต่อมาจะเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมกับความเปียกชื้นจากอุจจาระ ปัสสาวะ ทำให้แผล
ขยายกว้างขึ้น และกิน ลึกเลยชั้นหนังแท้ (dermis) ไปถึงรอยต่อกับขั้นไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous 
fat) 

ลักษณะที่ปรากฏให้เห็นทางคลินิกคือเป็นแผลขอบชัด เนื่องจากเริ่มมี fibrosis และ pigmentation ส่วน
รอบ ๆ จะมี ลักษณะบวมแดง ร้อน

แผลกดทับเกรดที่ 2 นี้ แม้ว่าจะกินลึกขึ้นและมีการอักเสบมากขึ้น แต่ก็ยังหายได้ถ้าดูแลรักษาแผลอย่างดี ร่วมกับ
การป้องกันและหลีกเลี่ยงการกดทับต่อไป 

เกรด 3 
เกรด 3 นี้แผลจะกินลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนังอย่างกว้างขวาง และรวดเร็วมีการติดเชื้อและการเน่าตายของ
ไขมัน(fat necrosis) ผิวหนังรอบ ๆ จะบวมแดงและเป็นขอบแข็งม้วนเข้าใน การอักเสบจะลามถึงชั้นพังผืด 
(deep fascia) ส่วนชั้นกล้ามเนื้อแม้ว่าแผลจะลามไปไม่ถึงชั้นนี้ แต่ก็มีการอักเสบบวมแดง ซึ่งอาจทำให้เกิด 
การยึดติด (contracture) ของกล้ามเนื้อ และการผิดรูปของข้ออันเป็นผลจากการเกร็งของกล้ามเนื้อได้ ส่วน
กระดูกอาจมีปฏิกริยาตอบสนองต่อการอักเสบ เช่น มี subperiosteal new bone และ local 
osteoporosis 

ลักษณะอาการทางคลินิกคือ เห็นเป็นแผลลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง มีกลิ่นเหม็นมีการอักเสบติดเชื้อ และการตาย
ของเนื้อเยื่อที่ฐานของแผล ขอบแผลจะคล้ำแยกจากผิวหนังดีได้ชัดเจน ข้อบริเวณใกล้เคียงจะเริ่มติดแข็ง ผู้ป่วย
อาจมีไข้ อาการ ขาดน้ำ ซีด และเม็ดเลือดขาวในเลือดเพิ่มขั้น จากการสูญเสียของเหลวและโปรตีนออกจาก
แผลนี้มาก ๆ เกรดนี้ถือว่าเป็น 'classical decubitus ulcer' 

การรักษาแผลกดทับเกรดนี้จึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยถึงตายได้จากการติดเชื้ออย่างรุนแรง 
และการ เสียโปรตีน และน้ำ และการรักษาต้องอาศัยการผ่าตัดร่วมด้วย

เกรด 4 
จากภาวะติดเชื้อและเน่าตายของเนื้อเยื่ออย่างมาก ทำให้แผลกินลึกผ่านชั้น deep fascia เข้าไปถึงชั้นกล้าม
เนื้อ และกระดูกอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระดูก (osteomyelitis) และข้อ (septic joint) จน
อาจทำไห้ข้ เคลื่อนหรือหลุดได้ 

ลักษณะอาการทางคลินิกคล้ายเกรดที่ 3 ต่างกันเพียงว่าเกรดนี้จะกินลึกจนเห็นกระดูกที่ฐานของแผล และถ้า
เป็นบริเวณ pelvis อาจเห็นว่าที่ฐานของแผลอาจโป่งออกมาเวลาความดันในช่องท้องสูงขึ้น ภาพทางรังสี
จะพบลักษณะของการอักเสบติดเชื้อของกระดูกและมีการเสียเนื้อกระดูกไป

การรักษาในเกรดนี้ก็เช่นเดียวกับเกรดที่ 3 คือต้องดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งในเรื่องแผล ซึ่งต้องอาศัยการผ่าตัด
ช่วยด้วย ต้องให้ยาปฏิชีวนะอย่างแรง แก้ไขภาวะความไม่สมดุลของเกลือแร่ (electrolyte imbalance) 
ให้เลือดในน้ำให้เพียงพอ 


ตำแหน่งที่แผลกดทับ 
ดังที่กล่าวแล้วว่าแผลกดทับมักเกิดบริเวณเนื้อเยื่อเหนือปุ่มกระดูก (bony prominence) สำหรับตำแหน่ง
ที่พบบ่อยขึ้นกับผู้ป่วยว่ามักอยู่ในท่าใดมาก เช่น นอนบนเตียง (นอนคว่ำหรือนอนหงาย) หรือนั่งบนรถเข็น 
ผู้ป่วยอัมพาตแบบ flaccid หรือ spastic เป็นต้น 


การป้องกันการเกิดแผลกดทับ 
แผลกดทับเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ และการป้องกันก็ทำได้ง่ายกว่าการรักษาอย่างมาก ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นว่า
การขาดเลือดของเนื้อเยื่อเพียง 30-60 นาที ก็ทำให้เกิดการบกพร่องของเมตาบอลิสม และเกิดการตายของ
เซลล์และเนื้อเยื่อได้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งบริเวณที่เป็นปุ่มกระดูก (bony prominence) ผู้ป่วยและบุคลากร
ทางการแพทย์จึงควรทราบถึงสาเหตุของการเกิดแผลกดทับ รู้ว่าผู้ป่วยกลุ่มใดมีโอกาสเกิดแผลกดทับ ได้ง่าย 
ตลอดจนรู้จักวิธีป้องกัน ดังนี้ 

1. ผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดแผลกดทับได้ง่าย กล่าวโดยกว้าง ๆ คือ ผู้ป่วยที่ไม่สามารถขยับตัว หรือช่วยเหลือ
    ตนเองได้ และผู้ป่วยที่เสียการรับรู้ความรู้สึก ได้แก่ 
  1.1 ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังเป็นอัมพาตครึ่งท่อน หรืออัมพาตทั้งตัวและที่เกิดจาก severe spina bifida
  1.2 ผู้ป่วยโรคทางสมอง ได้แก่ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก ผู้ป่วยที่ไม่รู้ตัว และผู้ป่วยสมองพิการ (cerebral 
         palsy) 
  1.3 ผู้ป่วยที่มีภาวะโภชนาการผิดปกติ คนอ้วน ขาดสารอาหาร
  1.4 ผู้ป่วยที่มีภาวะทางอายุรศาสตร์ เช่น เบาหวาน โรคข้ออักเสบ
  1.5 ผู้ป่วยทางภาวะกระดูก เช่น ผู้ป่วยใส่เฝือกไม่เหมาะสม
  1.6 ผู้ป่วยทางจิตเวช
  1.7 ผู้ป่วยทางหลอดเลือด
  1.8 ผู้ป่วยหลังผ่าตัด

2. หมั่นเปลี่ยนผ้าหรือผลิกตัวผู้ป่วยอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง ถ้าผู้ป่วยมีโรคแทรกซ้อนหรือเสี่ยงต่อการเกิดแผล 
    ต้องพลิกตัว มากกว่านั้น 

3. ถ้าผู้ป่วยนั่งรถเข็นต้องสอนให้นู้จักยกก้นหรือเอียงตัวถ่ายน้ำหนักบ่อย ๆ และหารถเข็นที่เหมาะสม
4. มีความระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วย
5. เลือกใช้อุปกรณ์เสริมที่เหมาะสม เช่น ที่นอนเบาะรองนั้น


การรักษาแผลกดทับ 
แบ่งการรักษาเป็น 2 ส่วนคือ
1. Ssytemic treatment
2. Local treatment

1. Systemic treatment คือ การแก้ไขสภาวะของผู้ป่วยที่ส่งเสริมให้เกิดแผลกดทับและทำให้แผลหาย
     ยาก ได้แก่
   1.1 การให้มีภาวะโภชนาการที่ดี ผู้ป่วยเรื้อรัง(Chronic illness) และผู้ป่วยอัมพาต มีภาวะขาดสารอาหาร
          ทำให้การเสริมสร้างเนื้อเยื่อใหม่ไม่ดีเท่าที่ควร จึงควรให้สารอาหารให้เพียงพา
   1.2 แก้ไขภาวะโลหิตจาง 
   1.3 ลดภาวะเกร็งของกล้ามเนื้อ 
2. Local Treament 
   2.1 การรักษาแผลกดทับโดยไม่ผ่าตัด 
      2.1.1 หลีกเลี่ยงการถูกกดทับอีก 
      2.1.2 ทำความสะอาดแผลโดยน้ำยาที่ใช้ทำความสะอาดแผล หรือถ้ามีแผลหลายแห่ง อาจรักษาแผลโดย
                ให้ผู้ป่วยแช่อ่างน้ำวน โดยผสมน้ำยาฆ่าเชื้อลงไป
      2.1.3 การควบคุมการติดเชื้อ ถ้ามีการอักเสบติดเชื้ออย่างรุ่นแรงจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย 
               นอกจาก นี้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด คือ อุลตราไวโอเล็ต มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคได้จึงอาจนำ
               มาช่วยในการ รักษาแผลกดทับได้โดยนำมาอบแผล 
   2.2 การรักษาแผลกดทับโดยการผ่าตัด จะใช้เมื่อแผลกดทับมีขนาดใหญ่ เกรด 3 และเกรด 4 ขึ้นไป 
         การเลือกใช้ วิธีผ่าตัดแบบไหนขึ้นอยู่กับศัลยแพทย์ จะเลือกให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย และหลัง
         ผ่าตัดจะต้องดูแล ผู้ป่วยอย่างดีด้วย

ภาวะแทรกซ้อนจากแผลกดทับ 
1. Malignant Degeneration เกิดในรายแผลกดทับเรื้อรังเป็นเวลานานๆ ส่วนมากนานกว่า 10-15 ปี
2. ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดรักษา ได้แก่ 
    2.1 Flap Necrosis 
    2.2 Hematoma พบบ่อยที่สุด 
    2.3 Seroma 
    2.4 แผลติดเชื้อ 
    2.5 แผลเย็บปลิแตก

จากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 312 กุมภาพันธ์ 2542] 


แผลกดทับ 
ชลลดา คิดประเสริฐ 
--------------------------------------------------------------------------------
แผล เป็นธรรมดาที่ทุกคนก็คงจะรู้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ คงจะได้รับกันอย่างทั่วหน้าแล้วแต่การชนหรือ
อุบัติเหตุ แต่จะมีผลอย่างหนึ่งที่เราเรียกว่า แผลกดทับ ทำไมถึงต้องเรียกอย่างนี้ เพราะว่าบริเวณที่มีการตาย
ของเซลล์และเนื้อเยื่อ จากการขาดเลือดอันเป็นผลจากการถูกกดทับเป็นเวลานานๆ แผลกดทับ ส่วนใหญ่จะ
เกิดบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่เหนือปุ่มกระดูกเช่น บริเวณก้นกบ ปุ่มกระดูกตรงบริเวณด้านข้างของสะโพก ส้นเท้า 
ตาตุ่ม (โดยเฉพาะด้านนอก) 

การที่เกิดแผลกดทับ จะเกิดขึ้นได้ในรายที่มีการบาดเจ็บสาหัส หรือในคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เช่น ในเด็ก
ที่ได้รับบาดเจ็บ ของสมอง กระดูกสันหลังบริเวณต้นคอ หรือบริเวณหลังต่ำกว่าคอ ก็จะทำให้ไม่สามารถส่ง
กระแสประสาท มาให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างปกติ หรือในรายของผู้ใหญ่ที่มีปัญหาในเรื่องสมอง หรือมี
ปัญหาในเรื่อง อัมพาตของกล้ามเนื้อ ในรายที่มีปัญหาของกระดูกหัก ที่ต้องดึงขาหรือใส่เฝือกอยู่ในท่าใด
ท่าหนึ่งนานๆ ในรายหลังผ่าตัด จะพูดอย่างเข้าใจง่ายๆ คือ จะเกิดในผู้ที่ไม่สามารถขยับตัว หรือช่วยเหลือ
ตนเองได้ หรือผู้ป่วยที่เสียการรับรู้ความรู้สึก 

มีแพทย์หลายท่านที่มีความสนใจในเรื่องของการเกิดแผลกดทับ ซึ่งการเกิดแผลกดทับสร้างความยากลำบาก
ให้แพทย์ หรือผู้ที่ดูแลผู้ป่วย มาเป็นเวลานานกว่า 400 ปี ทำให้เรารู้ได้ว่า เป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไข แล้วทำŭ