top
แผลกดทับ
/ Bedsore,
Pressure ulcer ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลกดทับ
ความรุนแรงของแผลกดทับ
การป้องกันการเกิดแผลกดทับ
การรักษาแผลกดทับ
ภาวะแทรกซ้อนจากแผลกดทับ
เตียงน้ำ (Water Bed) หรือ
เตียงลม
What are pressure
ulcers?
How do they occur?
Causes
What are the symptoms?
How are they treated?
First aid
How can I help prevent
pressure ulcers?
Prevention


สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้

Contact :
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ
ไทยแล็ปออนไลน์
|
|
|
แผลกดทับ / Bedsore, Pressure ulcer |
|
|
|
แผลกดทับ มักพบในผู้ป่วยที่ผอมหรืออ้วนมาก ๆ และพบบ่อย
ในรายที่กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะไม่อยู่
การป้องกันอยู่ที่การหมั่นดูแลรักษาผิวหนังให้สะอาด อย่าให้เสียดสี
หรือมีแรงกดทับ พลิกตัวบ่อย ๆ
ให้อาหาร
เพียงพอ และให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวโดยเร็ว
แผลกดทับ
แผลกดทับก็คือบริเวณที่มีการตายของเซลล์และเนื้อเยื่อจากการขาดเลือดอันเป็นผลจาการถูกกดทับเป็นเวลา
นาน ๆ แผลกดทับมักจะเกิดบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่เหนือปุ่มกระดูก เช่น บริเวณกระดูกก้นกบ กระดูกสะโพก
ตาตุ่ม
เป็นต้น
ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลกดทับ
1. การกดทับ โดยมีข้อสังเกตุดังนี้
1.1 บริเวณที่มีกล้ามเนื้อมากจะทนต่อแรงกดทับได้ดี
1.2 มีรายงานว่า แรงกดประมาณ 70 มม.ปรอท กดทับเป็นเวลา 1 - 2 ชั่วโมง
ติดต่อกันจะทำให้เกิด
การขาดเลือดขึ้น
1.3 แรงกดจำนวนมากแม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็ทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อได้ เท่ากับแรงกดน้อยๆ
แต่
ระยะเวลานาน
1.4 แผลกดทับมักพบในผู้ป่วยอัมพาตแบบ flaccid มากกว่าอัมพาตแบบ spastic
2. แรงไถและความเสียดทาน ซึ่งจะทำให้เกิดการปริแตกของเนื้อเยื่อได้ง่าย และมักจะพบในผู้ป่วยอัมพาตที่นั่ง
รถเข็น โดยเฉพาะเวลามีการเคลื่อนตัวบนรถเข็น
3. อุณหภูมิ ผลของการเพิ่มอุณหภูมิ จะทำให้มีการเพิ่มของเมตาบอลิสซึมของเซลล์
ส่งเสริมให้เนื้อเยื่อขาด
เลือดและตายได้ง่ายขึ้น
4. ความมีอายุ
5. ภาวะทางโภชนาการ การขาดโปรตีนจะทำให้การเสริมสร้างเนื้อเยื่อช้าลง ส่งผลให้แผลหายช้า พบว่าผู้ป่วย
ที่มีแผลควรได้รับโปรตีน 80 - 100 กรัม/วัน นอกจกนี้ภาวะความไม่สมดุลของไนโตรเจน แคลเซียม
การ
ขาดวิตามิน เหล่านี้ทำให้แผลหายช้าลง
6. การบวมน้ำ ซึ่งจะเป็นตัวขัดขวางการส่งผ่านอาหาร และออกซิเจนจากเส้นเลือดฝอยมาเลี้ยงเซลล์
ทำให้เกิด
แผลกดทับได้ง่ายขึ้น และหายช้าลงด้วย
7. ภาวะความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ
8. ปัจจัยอื่นๆ เช่นความชื้นจากเหงื่อ อุจจาระ ภาวะติดเชื้อเป็นต้น
ความรุนแรงของแผลกดทับ
เกรด 1
ลักษณะที่สำคัญและเป็นอาการเริ่มแรกสุดทคอ การอักเสบเฉียบพลันของผิวหนังและเนี้อเยื่อชั้นต่างๆ
ที่อยู่เหนือ
ปุ่มกระดูกอันได้แก่ การขยายตัวของหลอดเลือดและการบวม (Edema) จากการขาดเลือด
อาการทางคลินิกที่ตรวจพบคือ เนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะบวมแดง ร้อน และแข็งตัวขึ้นกว่าปกติ
และถ้าผู้ป่วยไม่ได้
สูญเสียการรับความรู้สึกไป ก็จะรู้สึกเจ็บบริเวณนั้นด้วย ระดับที่รุนแรงที่สุดของเกรดที่ 1 คือแผลจะแฉะๆ
มีการหลุดลอกของหนัง กำพร้าจนมองเห็นหนังแท้
การรู้จักสังเกตแผลกดทับมีความสำคัญมาก เพราะเกรดที่ 1 นี้ ถ้าได้ดูแลรักษาแผลให้สะอาด
และหลีกเลี่ยง
การกดทับซ้ำอีกแผลจะหายเป็นปกติได้ภายใน 5-10 วัน
เกรด 2
ถ้าแรงกดทับยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ การอักเสบของเนื้อเยื้อจะเป็นมากขึ้นจนทำให้เกิดปฏิกิริยา fibroelastic
ขึ้นใน เนื้อเยื่อทุกชั้น ต่อมาจะเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมกับความเปียกชื้นจากอุจจาระ ปัสสาวะ
ทำให้แผล
ขยายกว้างขึ้น และกิน
ลึกเลยชั้นหนังแท้ (dermis) ไปถึงรอยต่อกับขั้นไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous
fat)
ลักษณะที่ปรากฏให้เห็นทางคลินิกคือเป็นแผลขอบชัด เนื่องจากเริ่มมี fibrosis และ pigmentation
ส่วน
รอบ ๆ จะมี ลักษณะบวมแดง ร้อน
แผลกดทับเกรดที่ 2 นี้ แม้ว่าจะกินลึกขึ้นและมีการอักเสบมากขึ้น แต่ก็ยังหายได้ถ้าดูแลรักษาแผลอย่างดี
ร่วมกับ
การป้องกันและหลีกเลี่ยงการกดทับต่อไป
เกรด 3
เกรด 3 นี้แผลจะกินลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนังอย่างกว้างขวาง
และรวดเร็วมีการติดเชื้อและการเน่าตายของ
ไขมัน(fat necrosis) ผิวหนังรอบ ๆ จะบวมแดงและเป็นขอบแข็งม้วนเข้าใน การอักเสบจะลามถึงชั้นพังผืด
(deep fascia) ส่วนชั้นกล้ามเนื้อแม้ว่าแผลจะลามไปไม่ถึงชั้นนี้ แต่ก็มีการอักเสบบวมแดง ซึ่งอาจทำให้เกิด
การยึดติด (contracture) ของกล้ามเนื้อ และการผิดรูปของข้ออันเป็นผลจากการเกร็งของกล้ามเนื้อได้
ส่วน
กระดูกอาจมีปฏิกริยาตอบสนองต่อการอักเสบ เช่น มี subperiosteal new bone และ local
osteoporosis
ลักษณะอาการทางคลินิกคือ เห็นเป็นแผลลึกถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง มีกลิ่นเหม็นมีการอักเสบติดเชื้อ
และการตาย
ของเนื้อเยื่อที่ฐานของแผล ขอบแผลจะคล้ำแยกจากผิวหนังดีได้ชัดเจน ข้อบริเวณใกล้เคียงจะเริ่มติดแข็ง
ผู้ป่วย
อาจมีไข้ อาการ
ขาดน้ำ ซีด และเม็ดเลือดขาวในเลือดเพิ่มขั้น
จากการสูญเสียของเหลวและโปรตีนออกจาก
แผลนี้มาก ๆ เกรดนี้ถือว่าเป็น
'classical decubitus ulcer'
การรักษาแผลกดทับเกรดนี้จึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยถึงตายได้จากการติดเชื้ออย่างรุนแรง
และการ เสียโปรตีน และน้ำ และการรักษาต้องอาศัยการผ่าตัดร่วมด้วย
เกรด 4
จากภาวะติดเชื้อและเน่าตายของเนื้อเยื่ออย่างมาก ทำให้แผลกินลึกผ่านชั้น deep fascia
เข้าไปถึงชั้นกล้าม
เนื้อ และกระดูกอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระดูก (osteomyelitis) และข้อ (septic joint)
จน
อาจทำไห้ข้ เคลื่อนหรือหลุดได้
ลักษณะอาการทางคลินิกคล้ายเกรดที่ 3 ต่างกันเพียงว่าเกรดนี้จะกินลึกจนเห็นกระดูกที่ฐานของแผล
และถ้า
เป็นบริเวณ pelvis อาจเห็นว่าที่ฐานของแผลอาจโป่งออกมาเวลาความดันในช่องท้องสูงขึ้น
ภาพทางรังสี
จะพบลักษณะของการอักเสบติดเชื้อของกระดูกและมีการเสียเนื้อกระดูกไป
การรักษาในเกรดนี้ก็เช่นเดียวกับเกรดที่ 3 คือต้องดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งในเรื่องแผล
ซึ่งต้องอาศัยการผ่าตัด
ช่วยด้วย ต้องให้ยาปฏิชีวนะอย่างแรง แก้ไขภาวะความไม่สมดุลของเกลือแร่ (electrolyte imbalance)
ให้เลือดในน้ำให้เพียงพอ
ตำแหน่งที่แผลกดทับ
ดังที่กล่าวแล้วว่าแผลกดทับมักเกิดบริเวณเนื้อเยื่อเหนือปุ่มกระดูก (bony prominence)
สำหรับตำแหน่ง
ที่พบบ่อยขึ้นกับผู้ป่วยว่ามักอยู่ในท่าใดมาก เช่น นอนบนเตียง (นอนคว่ำหรือนอนหงาย) หรือนั่งบนรถเข็น
ผู้ป่วยอัมพาตแบบ flaccid หรือ spastic เป็นต้น
การป้องกันการเกิดแผลกดทับ
แผลกดทับเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ และการป้องกันก็ทำได้ง่ายกว่าการรักษาอย่างมาก
ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นว่า
การขาดเลือดของเนื้อเยื่อเพียง 30-60 นาที ก็ทำให้เกิดการบกพร่องของเมตาบอลิสม
และเกิดการตายของ
เซลล์และเนื้อเยื่อได้ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งบริเวณที่เป็นปุ่มกระดูก (bony prominence)
ผู้ป่วยและบุคลากร
ทางการแพทย์จึงควรทราบถึงสาเหตุของการเกิดแผลกดทับ รู้ว่าผู้ป่วยกลุ่มใดมีโอกาสเกิดแผลกดทับ
ได้ง่าย
ตลอดจนรู้จักวิธีป้องกัน ดังนี้
1. ผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดแผลกดทับได้ง่าย กล่าวโดยกว้าง ๆ คือ ผู้ป่วยที่ไม่สามารถขยับตัว
หรือช่วยเหลือ
ตนเองได้ และผู้ป่วยที่เสียการรับรู้ความรู้สึก ได้แก่
1.1 ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังเป็นอัมพาตครึ่งท่อน หรืออัมพาตทั้งตัวและที่เกิดจาก severe spina bifida
1.2 ผู้ป่วยโรคทางสมอง ได้แก่ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก ผู้ป่วยที่ไม่รู้ตัว และผู้ป่วยสมองพิการ (cerebral
palsy)
1.3 ผู้ป่วยที่มีภาวะโภชนาการผิดปกติ คนอ้วน ขาดสารอาหาร
1.4 ผู้ป่วยที่มีภาวะทางอายุรศาสตร์ เช่น เบาหวาน โรคข้ออักเสบ
1.5 ผู้ป่วยทางภาวะกระดูก เช่น ผู้ป่วยใส่เฝือกไม่เหมาะสม
1.6 ผู้ป่วยทางจิตเวช
1.7 ผู้ป่วยทางหลอดเลือด
1.8 ผู้ป่วยหลังผ่าตัด
2. หมั่นเปลี่ยนผ้าหรือผลิกตัวผู้ป่วยอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง ถ้าผู้ป่วยมีโรคแทรกซ้อนหรือเสี่ยงต่อการเกิดแผล
ต้องพลิกตัว มากกว่านั้น
3. ถ้าผู้ป่วยนั่งรถเข็นต้องสอนให้นู้จักยกก้นหรือเอียงตัวถ่ายน้ำหนักบ่อย ๆ และหารถเข็นที่เหมาะสม
4. มีความระมัดระวังในการเคลื่อนย้ายตัวผู้ป่วย
5. เลือกใช้อุปกรณ์เสริมที่เหมาะสม เช่น ที่นอนเบาะรองนั้น
การรักษาแผลกดทับ
แบ่งการรักษาเป็น 2 ส่วนคือ
1. Ssytemic treatment
2. Local treatment
1. Systemic treatment คือ
การแก้ไขสภาวะของผู้ป่วยที่ส่งเสริมให้เกิดแผลกดทับและทำให้แผลหาย
ยาก ได้แก่
1.1 การให้มีภาวะโภชนาการที่ดี ผู้ป่วยเรื้อรัง(Chronic illness) และผู้ป่วยอัมพาต มีภาวะขาดสารอาหาร
ทำให้การเสริมสร้างเนื้อเยื่อใหม่ไม่ดีเท่าที่ควร จึงควรให้สารอาหารให้เพียงพา
1.2 แก้ไขภาวะโลหิตจาง
1.3 ลดภาวะเกร็งของกล้ามเนื้อ
2. Local Treament
2.1 การรักษาแผลกดทับโดยไม่ผ่าตัด
2.1.1 หลีกเลี่ยงการถูกกดทับอีก
2.1.2 ทำความสะอาดแผลโดยน้ำยาที่ใช้ทำความสะอาดแผล หรือถ้ามีแผลหลายแห่ง อาจรักษาแผลโดย
ให้ผู้ป่วยแช่อ่างน้ำวน โดยผสมน้ำยาฆ่าเชื้อลงไป
2.1.3 การควบคุมการติดเชื้อ ถ้ามีการอักเสบติดเชื้ออย่างรุ่นแรงจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย
นอกจาก นี้เครื่องมือทางกายภาพบำบัด คือ อุลตราไวโอเล็ต
มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรคได้จึงอาจนำ
มาช่วยในการ รักษาแผลกดทับได้โดยนำมาอบแผล
2.2 การรักษาแผลกดทับโดยการผ่าตัด จะใช้เมื่อแผลกดทับมีขนาดใหญ่ เกรด 3 และเกรด 4 ขึ้นไป
การเลือกใช้ วิธีผ่าตัดแบบไหนขึ้นอยู่กับศัลยแพทย์ จะเลือกให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
และหลัง
ผ่าตัดจะต้องดูแล ผู้ป่วยอย่างดีด้วย
ภาวะแทรกซ้อนจากแผลกดทับ
1. Malignant Degeneration เกิดในรายแผลกดทับเรื้อรังเป็นเวลานานๆ ส่วนมากนานกว่า 10-15 ปี
2. ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดรักษา ได้แก่
2.1 Flap Necrosis
2.2 Hematoma พบบ่อยที่สุด
2.3 Seroma
2.4 แผลติดเชื้อ
2.5 แผลเย็บปลิแตก
จากนิตยสารแม่และเด็ก ปีที่ 21 ฉบับที่ 312 กุมภาพันธ์ 2542]
แผลกดทับ
ชลลดา คิดประเสริฐ
--------------------------------------------------------------------------------
แผล เป็นธรรมดาที่ทุกคนก็คงจะรู้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่
คงจะได้รับกันอย่างทั่วหน้าแล้วแต่การชนหรือ
อุบัติเหตุ แต่จะมีผลอย่างหนึ่งที่เราเรียกว่า แผลกดทับ ทำไมถึงต้องเรียกอย่างนี้
เพราะว่าบริเวณที่มีการตาย
ของเซลล์และเนื้อเยื่อ จากการขาดเลือดอันเป็นผลจากการถูกกดทับเป็นเวลานานๆ แผลกดทับ
ส่วนใหญ่จะ
เกิดบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่เหนือปุ่มกระดูกเช่น บริเวณก้นกบ ปุ่มกระดูกตรงบริเวณด้านข้างของสะโพก ส้นเท้า
ตาตุ่ม (โดยเฉพาะด้านนอก)
การที่เกิดแผลกดทับ จะเกิดขึ้นได้ในรายที่มีการบาดเจ็บสาหัส หรือในคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เช่น
ในเด็ก
ที่ได้รับบาดเจ็บ ของสมอง กระดูกสันหลังบริเวณต้นคอ หรือบริเวณหลังต่ำกว่าคอ
ก็จะทำให้ไม่สามารถส่ง
กระแสประสาท มาให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างปกติ หรือในรายของผู้ใหญ่ที่มีปัญหาในเรื่องสมอง
หรือมี
ปัญหาในเรื่อง อัมพาตของกล้ามเนื้อ ในรายที่มีปัญหาของกระดูกหัก
ที่ต้องดึงขาหรือใส่เฝือกอยู่ในท่าใด
ท่าหนึ่งนานๆ ในรายหลังผ่าตัด จะพูดอย่างเข้าใจง่ายๆ คือ จะเกิดในผู้ที่ไม่สามารถขยับตัว
หรือช่วยเหลือ
ตนเองได้ หรือผู้ป่วยที่เสียการรับรู้ความรู้สึก
มีแพทย์หลายท่านที่มีความสนใจในเรื่องของการเกิดแผลกดทับ
ซึ่งการเกิดแผลกดทับสร้างความยากลำบาก
ให้แพทย์ หรือผู้ที่ดูแลผู้ป่วย มาเป็นเวลานานกว่า 400 ปี ทำให้เรารู้ได้ว่า เป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไข
แล้วทำไม
ถึงต้องเกิดแผลกดทับด้วย
โดยปกติแล้วเส้นเลือดจะมีแรงดันของหลอดเลือดฝอย เหมือนท่อน้ำประปา
ถ้ามีอะไรพับไว้น้ำก็จะไหลได้
เพียงเล็กน้อย ลักษณะเดียวกันกับเส้นเลือดเมื่อถูกทับจนเลือดไม่สามารถ
ไหลมาเลี้ยงกล้ามเนื้อได้จะทำให้
บริเวณที่ถูกกดทับ มีการตายของเนื้อเยื่อซึ่งแรงกดมากกว่า 20 มิลลิเมตรปรอท เป็นเวลา 2-4 ชม.ทำให้เกิด
แผลกดทับ ในบริเวณที่มีกล้ามเนื้อมาก จะทนต่อแรงกดทับได้ดี กรณีของแรงกดที่มากแม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ
ก็ทำให้เกิดอันตราย ต่อเนื้อเยื่อได้เท่ากับแรงกดบ่อยๆ แต่เป็นระยะเวลานาน
ขณะที่มีการนอนบนเตียงหรือนั่งบนรถเข็น ก็จะต้องมีการ
เคลื่อนตัวของคนไข้ไม่ว่าจะเคลื่อนตัวเพื่อเปลี่ยน
ผ้าปูที่นอน หรือทำความสะอาด เมื่อมีการถ่ายออกมาไม่ว่าจะเป็น อุจจาระ ปัสสาวะ หรือแม้แต่เรื่องการอาบน้ำ
การลุกจากรถเข็นมานั่งบนเตียง เป็นธรรมดาที่จะต้องเกิดการเสียดสีกับที่นอนหรือที่นั่ง ซึ่งการเสียดสี
หรือการ
ไถไปกับพื้น (ที่นอน, รถเข็น ฯลฯ) การไถหรือถู ทำให้เกิดแรงกระทำโดยตรงต่อชั้นหนังกำพร้า จะทำให้เกิด
การปริแตกของเนื้อเยื่อได้เร็วขึ้น
ในสภาพอากาศเมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ เกือบจะมีแต่หน้าร้อนกับฝนเท่านั้น แล้วเดี๋ยวนี้
ซึ่งสภาพอากาศ
ที่ร้อนนี้จะทำให้เกิดขบวนการเมตาบอลิซึ่มของเซลล์
ทำให้เซลล์ขาดเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณนั้นจะตาย
ได้ในภาวะที่ร้อนขึ้น 1 องศาเซลเซียส คุณรู้ไหมว่าเมตาบอลิซึ่มของร่างกายเรา จะเพิ่มมากขึ้นถึง 10% ทีเดียว
รถเข็นที่คนไข้ใช้นั่งนั้น ทำให้เกิดการเพิ่มของอุณหภูมิบริเวณกระดูกที่ก้น ที่เราใช้ลงน้ำหนัก
เวลานั่งหรือ
บริเวณต้นขามีอุณหภูมิมากได้ 0-10 องศาเซลเซียส น่าตกใจไม่ใช่เล่นเลย
ถ้าบ้านของท่านมีผู้สูงอายุอยู่ในบ้าน ท่านจะพบว่า ผู้สูงอายุเหล่านั้นจะเคลื่อนไหวช้าและน้อยลง
ไม่คล่องแคล่ว
เหมือนก่อน การทานจะน้อยลง บางท่านก็มีโรคแทรกซ้อนต่างๆ ทำให้เกิด การเสริมสร้างเนื้อเยื่อได้น้อยลง
ซึ่งเราจะพบว่าผู้ที่มีวัยสูงขึ้นเรื่อยๆ เวลาเป็นแผลแล้วจะหายได้ค่อนข้างช้ามาก นอกจากนั้น
ความยืดหยุ่นของ
ผิวหนังในผู้สูงอายุก็มีน้อย ซึ่งเราจะพบว่า ในวัยที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป
จะเริ่มมีการลดลงของความยืดหยุ่น
ของผิวหนัง ถ้าอายุมากกว่า 40 ปีไปแล้ว จะมีการลดลงอย่างรวดเร็วของเลือดที่มาเลี้ยงผิวหนัง
ถ้าในรายที่มี
การกินอาหารไม่ครบตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะพวกแคลเซียม
ไนโตรเจนก็จะยิ่งทำให้การหายของ
แผลช้าลง
ส่วนรายที่มีการบวมน้ำ จะทำให้เกิดการขัดขวางทางเดินอาหาร และออกซิเจนจากเส้นเลือดฝอยมาเลี้ยงเซลล์
ทำให้เกิดแผลกดทับ ง่ายมากขึ้นไปอีก
ในคนที่เป็นโลหิตจางการขาดเลือดไปเลี้ยงแผล
เนื่องจากขาดฮีโมโกลบิน
ที่จะเป็นตัวพาออกซิเจนมาเลี้ยงเซลล์น้อยลงไปอีก แผลจะหายช้า
ในภาวะที่มีความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ
เช่น โรคเบาหวาน ไทรอยด์ ที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดแผลกดทับอีกด้วย
อาการของการเกิดแผลกดทับ คือ ผิวหนังบริเวณนั้น เป็นสีแดงขึ้น ต่อมามีการบวมอันเกิดจากสภาวะขาดเลือด
ทำให้มีการปล่อยสาร ฮีสตามีน (Hisramine) ออกมา และสารนี้ ทำให้หลอดเลือดขยายตัวมีเลือดมาคั่ง
ถ้าสังเกตให้ดีในช่วงนี้ เรายังพอรักษาให้หายขาดได้ ต่อมาจะมีการพองและการเน่าของผิวหนัง
ทำให้ผิวหนัง
เป็นสีคล้ำ
แผลกดทับที่ผิวหนังที่เราเห็นเป็นเพียงเล็กน้อย
แต่ความจริงแล้วลึกลงไปใต้ผิวหนังจะมีการทำลาย
มากกว่าที่เห็นเสมอ
เพราะผิวหนังมีความทนทานต่อการขาดเลือดได้ดีกว่าชั้นไขมันและกล้ามเนื้อ
การรู้จักสังเกตแผลกดทับมีความสำคัญมาก ถ้าเป็นในระยะแรกแล้วมีการรักษาแผลให้สะอาด
หลีกเลี่ยงการกดทับซ้ำอีก แผลจะหายเป็นปกติได้ภายใน 5-10 วัน ถ้าเป็นมากจะทำให้ถึงตายได้
จากการติดเชื้ออย่างรุนแรง และการเสียโปรตีนและน้ำจะต้องมีการใช้ยาปฏิชีวนะ
และการผ่าตัดเข้าช่วยเพื่อตัดเอาเนื้อส่วนที่ตายออก
- วิธีดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับ คือ ต้องหมั่นดูแลผู้ป่วย อย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง
- สังเกตว่ามีลักษณะของการเกิดการอักเสบหรือไม่ ถ้าในรายที่จำเป็นต้องนั่งรถเข็น
- ต้องสอนให้รู้จักยกก้นหรือเอียงตัว ให้ด้านหนึ่งพ้นจากที่นั่งบ่อยๆ เช่นยก 30 วินาทีต่อทุกครึ่งชั่วโมง
- ต้องเลือกรถเข็นที่เหมาะสมด้วย ความกว้างของที่นั่ง
- ต้องไม่แคบควรจะกว้างพอจนไม่ทำให้เกิดมีการเสียดสีกับด้านข้างของขา
- ความสูงของที่นั่งต้องสูงพอที่จะร้องรับต้นขาได้ โดยความสูงวัดจากส้นเท้าถึงข้อพับที่เข่าบวกอีก 3 นิ้วฟุต
- ความลึกของที่นั่งต้องลึกพอที่จะพยุงต้นขาได้แต่ไม่ยาวจนชนข้อพับ ที่พิงหลังสูงเพียงพอ
และเอียงทำมุม
ประมาณ 5-10 องศากับแนวดิ่ง และนอกจากนี้ต้องมีที่วางเท้า
มีผู้สนใจไม่น้อยว่าเตียงที่เป็นเตียงน้ำ (Water Bed) หรือเตียงลมมีประโยชน์แน่หรือ ?
คำตอบคือ มีประโยชน์เพราะเตียงเหล่านี้ลดการกดทับ ของแผลได้ เป็นการช่วยเฉลี่ยเวลาที่รับน้ำหนัก
แต่อะไรก็ตามไม่ดีเท่ากับการหมั่นสนใจดูแลผู้ป่วยที่ต้องนอนนานๆ หมั่นพลิกตะแคงตัวบ่อยๆ สังเกตว่า
เกิดการกดทับบริเวณที่มักจะเป็นบ่อยๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นหรือเปล่า ถ้าเกิดแผล
ต้องรู้จักวิธีทำความ
สะอาดที่ดีและถูกต้อง โดยน้ำยาที่ใช้ทำความสะอาดแผล จะใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen
Peroxide) ผสมกับน้ำเกลือในอัตรา 1:1 ถ้าในผู้ป่วยแผลใหญ่ มักจะใช้การแช่ผู้ป่วยในอ่างน้ำวน
ซึ่งผสมยา
ฆ่าเชื้อโรคลงไป ถ้ามีการติดเชื้อต้องมีการใช้ยาปฏิชีวนะ (แพทย์จะแนะนำ) ร่วมด้วย
ในด้านกายภาพบำบัด
จะใช้อุลตร้าไวโอเลต อินฟาเรด ในการช่วยฆ่าเชื้อโรค
ในกรณีที่ต้องมีการผ่าตัดตกแต่งแผล (Flap) จะต้องเอาผิวหนัง (ส่วนใหญ่บริเวณหน้าขา)
มาปิดแต่งบริเวณ
แผลที่เป็น ถ้าสุดวิสัย ที่จะรักษาได้วิธีสุดท้ายคือ การตัดอวัยวะที่เป็นแผลกดทับ ส่วนใหญ่จะเป็นแผลบริเวณขา
เคยเห็นถุงมือเป็นยางสีครีมๆ ใช้ใส่น้ำแล้วรัดปากถุงมาวางใต้ตำแหน่งที่จะเกิดการกดทับ
จะช่วยการกดทับ
โดยเฉพาะบริเวณตาตุ่ม เท่าที่ได้พูดถึง เรื่องการเกิดแผลกดทับมา คงจะพอเข้าใจได้บ้างไม่มากก็น้อย
จะได้รู้
วิธีการดูแลป้องกัน และการรักษา
็

What are pressure ulcers?
A pressure ulcer is a breakdown of skin and underlying tissue that develops when
you are bedridden or have to stay in one position for a long time. Pressure ulcers
can occur if you lie in bed or sit in a chair for long periods of time without shifting your
weight. They may also be caused by rubbing or friction on the skin.
Pressure ulcers used to be called bedsores.
How do they occur?
Pressure ulcers are caused by pressure or rubbing of weight- bearing parts of the
body. Areas where bones are close to the skin are especially prone to such ulcers.
Constant pressure on the skin squeezes the tiny blood vessels that supply the skin
with nutrients and oxygen. When skin is starved of nutrients and oxygen for too long,
the tissue dies and a pressure ulcer forms.
The following risk factors increase your chance of getting pressure ulcers:
- bed or chair confinement
- inability to move without help
- loss of bowel or bladder control (the moisture from stool or urine may
irritate the skin)
- poor nutrition, resulting in unhealthy skin
- decreased alertness, possibly from health problems, medications, or
anesthesia
- low body weight or recent weight loss resulting in a lack of fat tissue
over bony areas such as the hips, heels, and ankles.
Causes
Factors that increase the risk for pressure ulcers include:
Age -- elderly people are at higher risk
Inability to move certain parts of the body without assistance, such as with spinal or
brain injury patients, and patients with neuromuscular diseases
Malnourishment
Being bedridden or in a wheelchair
Having a chronic condition such as diabetes or artery disease that prevents areas
of the body from receiving proper blood flow and nutrition
Urinary incontinence or bowel incontinence (moisture next to the skin for long periods
of time can cause skin irritation that may lead to skin breakdown)
Fragile skin
Mental disability from conditions such as Alzheimer’s (some patients may not be
capable of taking the proper steps toward prevention and may not seek appropriate
treatment when an ulcer has formed)
What are the symptoms?
Pressure ulcers appear over bony parts of the body where there is irritation or
pressure. The symptoms develop in stages:
Stage I: A reddened or darkened area of skin appears and does not go away
within 30 minutes after you change your position to put less pressure on the area.
Stage II: The skin cracks, blisters, peels, or breaks.
Stage III: The skin opens up and may ooze or drain. The ulcer is completely
through the skin and may start to involve underlying tissues. Some yellow tissue may
be seen.
Stage IV: A deep ulcer develops. Muscle is visible. Bone may also become visible.
How are they diagnosed?
The doctor or nurse will examine your skin.
 |
If untreated, a pressure
sore can progress from
a small
irritated but
unbroken skin patch to
a potentially
life-threatening wound
involving extensive
tissue death andinfection.
Treatment of the serious
decubitus ulcer may
include drying out the
wound, debriding
(excising) the dead
tissue, and administering
systemic antibiotics. |
How are they treated?
Treatment depends on the severity of the condition. Pressure ulcers need prompt
and ongoing care in the early stages to try to avoid tissue damage and infection.
If you have any of the symptoms listed above, you should:
- Tell your doctor or nurse.
- Keep pressure off the area. For example, if the ulcer is on your back, try to lie on
your stomach or side.
- Keep the ulcer clean and protect it from urine and stool. Several products can be
used to clean and protect the skin. Your health care provider can help you.
- Do not massage the area. Massage may cause more tissue damage. Also,
do not massage any of the bony parts of your body.
- If the skin is broken, your health care provider can recommend a product that will
help the ulcer heal. It will also protect the area from infection and protect the skin
around the ulcer.
- Turn or otherwise change your position every 1 to 2 hours.
- Eat a healthy diet. Talk with your health care provider and dietician about your diet
and nutritional supplements.
- Ask your health care provider about special products that can help reduce
pressure on the skin. Ask about a mattress and chair cushion to reduce pressure.
Do not use doughnut cushions to reduce pressure; they may make the condition
worse.
- Tell your health care provider right away if you develop a fever, notice an odor or
change in the color of drainage from an ulcer, or develop redness around an ulcer.
- If you are unable to move easily, pillows may be placed under your legs from
midcalf to ankle to keep your heels off the bed. Never place pillows under your
knees.
- Exercise your body by tensing and relaxing your muscles, wiggling fingers
and toes, and rotating your wrists and ankles to keep them as flexible as possible.
If you can't do this, have someone bend and straighten your arms and legs every
day to keep you from getting stiff.
- Lightly powder your sheets or use sheepskin to reduce friction. Someone helping
you to reposition can use a sheet to lift you so you don't have to slide on the bed.
- Try not to elevate the head of your bed more than 30 degrees except at mealtimes.
How long will the effects last?
Pressure ulcers can take a long time to heal if they are completely through the skin.
The rate at which the broken skin heals depends on your general health, diet, and
home care. It is best to try to prevent pressure ulcers.
First aid
Once a pressure ulcer is identified, there are some basic steps that need to take
place immediately. These include:
Relieve the pressure to that area. Use pillows, special foam cushions, and
sheepskin to help reduce the pressure.
Treat the sore. Treatment will be based on the stage of the ulcer. Your health care
provider will give you specific treatment and care instructions.
Avoid further trauma or friction. Powdering the sheets lightly can help decrease the
friction. (There are many items made specifically for this purpose -- check a medical
supplies store.)
Focus on improving nutrition and other underlying problems that may impact on the
healing process.
If the pressure ulcer is at Stage II or worse, your healthcare provider will give you
specific instructions on how to clean and care for open ulcers, as it is very important
to prevent an infection.
Keep the area clean and free of dead tissue. Your healthcare provider will give you
specific care directions. Generally, pressure ulcers are rinsed with a salt-water rinse
that removes the loose dead tissue. The sore should be covered with special gauze
dressing made for pressure ulcers.
How can I help prevent pressure ulcers?
To prevent a pressure ulcer or keep one from getting worse or infected, follow these
guidelines:
- Call your doctor or nurse as soon as you notice the redness, change in skin color,
or break in the skin.
- Change your position frequently (at least every 1 to 2 hours) and check your skin
every day. If you can move yourself in a chair, shift your weight every 15 minutes.
- Use soft pillows or sheepskin to keep parts of your body from rubbing together.
- Try to keep the weight of sheets and blankets off the area with ulcers.
- Have someone help you gently clean with soap and water the areas where ulcers
can develop, especially if the bed has become soiled with sweat, urine, or stool.
- Creams are available to protect the skin from urine and stool.
- Keep the sheets and bedclothes dry, clean, and free of wrinkles.
- Developed by Clinical Reference Systems.
Prevention
Education of at-risk patients and their families is the most productive way to prevent
pressure ulcers. Steps toward prevention include:
- Identify individuals at high risk for pressure ulcers.
- Ensure that immobile patients change their position at least every two hours to
relieve pressure.
- Use items that can help reduce pressure caused by bedsheets and wheelchairs
(e.g., use pillows, sheepskin, foam padding, and powder to relieve pressure).
- Make sure patients eat healthy, well-balanced meals.
- Encourage daily exercise, including range-of-motion exercises for immobile
patients.
- Follow good skin care, including inspecting the skin every day and keeping skin
clean and dry. Incontinent people need to take extra steps to limit areas of moisture.

 |
|
|