BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top
Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat

มะเร็งต่อมไทรอยด์  
    Thyroid Cancer


โรคชีแฮน  
    Sheehan's Syndrome
โรคแอดดิสัน  
    Addison's Disease
คอพอกเป็นพิษ
   
   Hyperthyroidism


ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย
     Hypothyroidism
ต่อมไทรอยด์อักเสบ
     
Thyroiditis

    

Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์




 

 



มะเร็งต่อมไทรอยด์ - Thyroid Cancer


คอพอกที่เป็นก้อนแข็ง ผิวขรุขระ หรือมีเสียงแหบร่วมด้วย อาจเป็นมะเร็งต่อม
ไทรอยด์

อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการคอพอก (คอโต) แต่มักจะเป็นก้อนแข็ง ๆ ซึ่งอาจเป็นก้อนเดี่ยว 
ๆ หรือหลายก้อนก็ได้ ผิวไม่ค่อยเรียบ และมักจะติดแน่นกับเนื้อเยื่อโดยรอบ 
ขยับไปมาไม่ค่อยได้ มักจะไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างไร (ยกเว้นในรายที่มี
เลือดออกเข้าไปในก้อนมะเร็ง อาจทำให้มีอาการปวด คล้ายต่อมไทรอยด์
อักเสบได้)  บางคนอาจมีอาการเสียงแหบ
ในรายที่ก้อนโตเร็ว อาจโตกดหลอดลม หรือหลอดอาหาร ทำให้หายใจ หรือกลืน
ลำบาก  ต่อมไทรอยด์ของผู้ป่วยส่วนมาก จะยังทำงานได้เป็นปกติ

สิ่งตรวจพบ
ต่อมไทรอยด์โตเป็นก้อนแข็ง, ต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคออาจโตร่วมด้วย

การรักษา
หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องตรวจเลือด ทำสะแกนไทรอยด์ อาจต้อง
ใช้เข็มเจาะเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ (fine needle aspiration/FNA)       หรือตรวจ
พิเศษอื่น ๆ ถ้าพบว่าเป็นมะเร็งจริง ส่วนใหญ่จะรักษาด้วยการผ่าตัด(บางชนิด
อาจต้องฉายรังสีเพิ่มเติม) และให้ผู้ป่วยกินฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนไปจน
ตลอดชีวิต
ผลการรักษาขึ้นกับชนิดของมะเร็งและระยะของโรค ถ้าเป็นชนิดแพพิลลารี 
(Papillary) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด (ประมาณ 70% ของมะเร็งไทรอยด์) 
และพบมากในคนอายุ 20-40 ปีกับในวัยสูงอายุ ก้อนมะเร็งจะโตช้าและมีความ
รุนแรงน้อย หลังการรักษาด้วยการผ่าตัด จะมีโอกาสมีชีวิตยืนยาวหรือหายขาด 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าก้อนมะเร็งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางต่ำกว่า 2 ซม. ถ้าเป็น
ชนิดฟอลลิคูลาร์ (Follicular) ซึ่งพบในผู้สูงอายุ จะมีความรุนแรงตั้งแต่เล็กน้อย
จนถึงมาก ถ้าเป็นชนิดรุนแรงมาก อาจลุกลามไปยังปอด กระดูก และสมอง 
และบางครั้งทำให้เกิดภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน พบได้ประมาณ 15% 
ของมะเร็งต่อมไทรอยด์

ส่วนอีก 2 ชนิด ซึ่งพบได้ค่อนข้างน้อย ได้แก่ ชนิดเมดุลลารี (Medullary) 
และชนิดอะนาพลาสติก (Anaplastic) จะมีความรุนแรงสูง ก้อนมะเร็งจะโต
เร็วและแพร่กระจายง่าย พบมากในผู้สูงอายุ ชนิดเมดุลลารี อาจมีประวัติว่ามี
คนในครอบครัวเป็นด้วย

ข้อแนะนำ
1. ถ้าพบคอพอกมีลักษณะเป็นก้อนแข็งผิวขรุขระ เสียงแหบหรือมีต่อมน้ำเหลือง
ที่ข้างคอโตร่วมด้วย ควรสงสัยว่าเป็นมะเร็งของต่อมไทรอยด์ และควรส่งผู้ป่วย
ไปโรงพยาบาลโดยเร็ว
2. อาการต่อมไทรอยด์โตเป็นก้อนเฉพาะแห่ง (โดยส่วนอื่น ๆ ของต่อมไทรอยด์
เป็นปกติ) ส่วนมากจะมีสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง เช่น เป็นถุงน้ำของไทรอยด์ (Thyroid cyst)
ซึ่งจะมีลักษณะค่อนข้างนุ่ม, หรืออาจเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา 
(Thyroid adenoma) ซึ่งมีลักษณะไม่แข็งมาก บางชนิดอาจทำให้เกิดภาวะ
ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินร่วมด้วย มีเพียงส่วนน้อยที่อาจเป็นมะเร็ง
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีก้อนที่คอ ควรแนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์ทุกรายและ
เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าไม่ใช่มะเร็ง ก็ขอให้สบายใจได้ 
การรักษาก้อนของไทรอยด์ที่ไม่ใช่มะเร็ง ถ้าก้อนขนาดเล็ก อาจไม่ต้องทำอะไร 
แต่ถ้าก้อนโตมาก อาจต้องผ่าตัด

รายละเอียด
คอพอกที่เป็นก้อนแข็ง ผิวขรุขระ หรือมีเสียงแหบร่วมด้วย อาจเป็นมะเร็งต่อม
ไทรอยด์



 

 

 

 

Effects of Thyroid Disease
Thyroid disease can affect the body's metabolism, growth, weight, temperature 
and energy level. Here's more information 
on the different types of thyroid disease 
and how they affect the body. 

                  Effects of Thyroid Disease

What Causes Thyroid Disease? 
Thyroglobulin protein is found in the thyroid gland. Thyroglobulin protein binds to iodine to form hormones. A thyroid condition occurs when too much or too little thyroglobulin protein in the thyroid binds to iodine.
                  What Causes Thyroid Disease?

โรคชีแฮน - Sheehan's Syndrome

โรคชีแฮน เป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก พบในผู้หญิงที่มีประวัติตกเลือดรุนแรง 
หรือเป็นลมขณะคลอดบุตร ทำให้ต่อมใต้สมอง* ขาดเลือด เซลล์บางส่วนตายไป 
เกิดภาวะต่อมใต้สมองทำงานน้อย (hypopituitarism)พลอยทำให้ต่อมไทรอยด์ 
ต่อมหมวกไต และรังไข่ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของต่อมนี้ไม่ทำงานไปด้วย 
ทำให้มีอาการของต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย   ร่วมกับอาการของโรคแอดดิสัน  
ขาดประจำเดือน และเป็นหมัน

*ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) 
เป็นต่อมไร้ท่อที่มีความสำคัญที่สุดของร่างกาย อยู่ตรงบริเวณใต้สมอง มีหน้าที่
สร้างฮอร์โมนเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย และควบคุมการทำงานของ
ต่อมไร้ท่ออื่น ๆ ได้แก่ ต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต รังไข่ (ในผู้หญิง)และอัณฑะ
(ในผู้ชาย)

อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เฉื่อยเนือย ทำงานเชื่องช้า คิดช้า ขี้หนาว หน้าตาดู
แก่เกินวัย วิงเวียน ประจำเดือนไม่มา เป็นหมัน บางคนอาจมีอาการเบื่ออาหาร
ซูบผอม

สิ่งตรวจพบ
ซูบผอม ซีด ความดันเลือดต่ำ ขนรักแร้ และขนในบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ร่วง 
ผิวหนังหยาบแห้ง

อาการแทรกซ้อน
ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะต่อมหมวกไตไม่ทำงานเฉียบพลัน 
เป็นอันตรายได้

การรักษา
หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องตรวจเลือด เอกซเรย์  หรือตรวจพิเศษอื่น 
ๆ การรักษา ให้ฮอร์โมนไทรอยด์ (เช่น ยาสกัดไทรอยด์ หรือเอลทร็อกซิน) และ 
ไฮโดรคอร์ติโซน โดยต้องกินยาไปจนตลอดชีวิต ในรายที่ยังต้องการมีบุตร อาจ
ต้องฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้รังไข่ทำงาน

ข้อแนะนำ
1. ภาวะต่อมใต้สมองทำงานน้อย นอกจากเกิดจาก การตกเลือดหลังคลอดแล้ว 
ยังอาจมีสาเหตุจากเนื้องอกของต่อมใต้สมอง ศีรษะได้รับบาดเจ็บรุนแรง และ
อื่น ๆ บางคนอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุก็ได้
2. โรคนี้มีทางรักษาให้เป็นปกติสุขได้ แต่ต้องกินยาเป็นประจำทุกวันอย่าได้ขาด

เสริมรายละเอียด
ผู้ป่วยโรคชีแฮน ต้องกินยาตลอดชีวิต



 

 

 

โรคแอดดิสัน - Addison's Disease

โรคแอดดิสัน เป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก พบมากในคนอายุ 30-50 ปี เป็นโรค
ที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

สาเหตุ
เกิดจากต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนสเตอรอยด์ได้น้อยกว่าปกติ ตรงกันข้ามกับ
โรคคุชชิงที่สร้างฮอร์โมนมากกว่าปกติ
สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากต่อมหมวกไตชั้นนอกถูกทำลายหรือฝ่อเนื่องมาจาก
ปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อตัวเอง หรือ ออโตอิมมูน อาจพบร่วมกับต่อมไทรอยด์อักเสบ, 
ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานน้อย, เบาหวาน, ผมร่วงเป็นหย่อมไม่ทราบสาเหตุ 
เป็นต้น
ส่วนน้อยอาจเกิดจากเป็นวัณโรคของต่อมหมวกไต หรือมะเร็งที่แพร่กระจายมา
จากที่อื่น (เช่น ปอด, เต้านม) โรคติดเชื้อราของต่อมหมวกไต เป็นต้น

อาการ
มักจะค่อย ๆ เกิดขึ้นช้า ๆ ด้วยอาการเบื่ออาหารน้ำหนักลด (ผอมลง) อ่อนเพลีย 
เหนื่อยง่าย    อาจมีอาการท้องเสียบ่อย ท้องอืดเฟ้อ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน 
ในผู้หญิงอาจมีอาการขาดประจำเดือน  บางคนผิวหนังอาจมีรอยด่างขาวร่วม
ด้วย
ผู้ป่วยมักมีความดันโลหิตต่ำ ทำให้มีอาการหน้ามืด วิงเวียนเวลาลุกขึ้นเร็ว ๆ 
ผู้ป่วยอาจมีอารมณ์อ่อนไหว ซึมเศร้า หรือมีอาการของโรคจิต

สิ่งตรวจพบ
ผิวหนังจะมีสีดำคล้ำที่บริเวณที่มีรอยถูไถ เช่น ข้อเข่า ข้อพับ ข้อศอก ที่หน้า 
หัวนม ลายมือ รอยแผลผ่าตัด เป็นต้น และบริเวณเยื่อเมือกในช่องปาก (เหงือก 
ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้น) อาจมีรอยตกกระดำ ๆ, อาจพบภาวะซีด, ความดัน
โลหิตต่ำ, ขนรักแร้และขนในบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ร่วง ซึ่งจะเห็นชัดในผู้หญิง

อาการแทรกซ้อน
ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (118) ถ้าเป็นรุนแรง อาจ
เกิด ภาวะต่อมหมวกไตไม่ทำงานเฉียบพลัน (acute adrenal failure) ซึ่งอาจ
พบขณะเป็นโรคติดเชื้อ ได้รับบาดเจ็บ ขณะผ่าตัด หรือมีภาวะเครียดทาง
ร่างกาย ทำให้มีไข้สูง ซึม ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ความดันตก ช็อก ซึ่งอาจ
เป็นอันตรายถึงตายได้

การรักษา
หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาลเพื่อวินิจฉัยโดยการตรวจเลือด (พบระดับคอร์ติ
ซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนสเตอรอยด์ต่ำ ระดับโซเดียมในเลือดต่ำ ระดับโพแทสเซียม
ในเลือดสูง ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ) เอกซเรย์ปอดและตรวจพิเศษอื่น ๆ 
การรักษา ให้กินสเตอรอยด์ เช่น ไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone)    วันละ 
15-25 มิลลิกรัม แบ่งให้วันละ 2-3 ครั้ง ซึ่งควรกินเป็นประจำทุกวันไปจนตลอด
ชีวิต

ข้อแนะนำ
1. ผู้ป่วยควรกินอาหารให้เค็มจัด เพราะต้องการเกลือโซเดียมมากขึ้น และควร
กินอาหารพวกโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต (แป้งและน้ำตาล) ให้มาก ๆ ควรกิน
บ่อยมื้อกว่าปกติ 
2. โรคนี้มีทางรักษาให้มีชีวิตยืนยาวเช่นคนปกติ แต่ต้องกินยาทุกวัน อย่าได้ขาด
3. ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคติดเชื้อหรือมีอาการไม่สบายอื่น ๆ ควรรีบหาหมอ อาจต้อง
เพิ่มขนาดของยาไฮโดรคอร์ติโซน ในช่วงที่ไม่สบาย เพื่อป้องกันการเกิดภาวะ
ต่อมหมวกไตไม่ทำงานเฉียบพลัน
4. ผู้ป่วยควรพกสมุดหรือบัตรติดตัวเป็นประจำ เขียนบอกถึงโรคที่เป็น และยาที่
ใช้รักษา  หากเกิดภาวะต่อมหมวกไตไม่ทำงานเฉียบพลันในเวลาใดเวลาหนึ่ง 
ผู้พบเห็นและแพทย์จะได้ให้ความช่วยเหลือได้ถูกต้อง โดยให้น้ำเกลือและฉีด
ไฮโดรคอร์ติโซน ขนาด 100 มิลลิกรัม เข้าทางหลอดเลือดดำทันที

เสริมรายละเอียด
ผู้ป่วยโรคแอดดิสัน ควรพกบัตรประจำตัว ที่บ่งบอกรายละเอียดของโรคที่เป็น



 

 

 

คอพอกเป็นพิษ-Hyperthyroidism

คอพอกเป็นพิษ (ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน) เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้าง
บ่อย พบได้ทุกวัย แต่จะพบบ่อยที่สุดในช่วงอายุระหว่าง 20-40 ปี พบในผู้หญิง
มากกว่าผู้ชาย ประมาณ 5 เท่า 
โรคนี้มักมีอาการเรื้อรังนานเป็นปี ๆ บางคนอาจหายได้เองแต่ก็อาจกำเริบได้อีก 
ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา อาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้ บางรายอาจพบว่ามีญาติ
พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย

สาเหตุ
ปกติ ต่อมไทรอยด์จะสร้างฮอร์โมนภายใต้การควบคุมของต่อมใต้สมองกล่าวคือ
ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานได้น้อย     ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนออกมากระตุ้นให้
ต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้น แต่ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานได้มากเกินไปต่อมใต้
สมองก็จะลดการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ ทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงาน
น้อยลง (สู่ระดับปกติ) 
ในคนที่เป็นโรคคอพอกเป็นพิษ จะพบว่าต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินโดยอยู่
นอกเหนือการควบคุมของต่อมใต้สมอง ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ (ไท
ร็อกซีน) ออกมาในกระแสเลือดเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลล์ต่าง ๆ 
ของร่างกายทำงานมากผิดปกติ เกิดอาการไม่สบายต่าง ๆ 

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ต่อมไทรอยด์เสียสมดุลในการทำงานนั้น ยังไม่ทราบแน่ชัด 
เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อตัวเอง หรือ ออโตอิมมูน (autoimmune) 
กล่าวคือมีการสร้างแอนติบอดีต่อต่อมไทรอยด์ เรียกชื่อเฉพาะว่า "โรคเกรฟส์" 
(Graves' disease)  โรคนี้พบว่ามีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางเพศ  (ผู้หญิงเป็น
มากกว่าผู้ชาย ) ทางกรรมพันธุ์ (พบมีญาติพี่น้องเป็นร่วมด้วย) และ ความเครียด
ทางจิตใจ

อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ มือสั่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เวลาทำงานละเอียด เช่น เขียนหนังสือ งานฝีมือ) ใจหวิวใจสั่น มักจะมีความรู้สึก
ขี้ร้อน คือ ชอบอากาศเย็นมากกว่าอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย (ฝ่ามือจะมีเหงื่อ
ชุ่มตลอดเวลา) น้ำหนักตัวจะลดลงรวดเร็ว โดยที่ผู้ป่วยกินได้ปกติ หรืออาจกินจุ
ขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะร่างกายมีการเผาผลาญอาหารมาก   ผู้ป่วยมักมี
ลักษณะอยู่ไม่สุข ชอบทำโน่นทำนี่ บางทีดูเป็นคนขี้ตื่น หรือท่าทางหลุกหลิก หรือ
อาจมีอาการหงุดหงิด โมโหง่ายบางคนอาจมีอาการถ่ายเหลวบ่อยคล้ายท้องเดิน 
หรืออาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน บางคนอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง แขนขา
ไม่มีแรง กลืนลำบาก หรือมีภาวะอัมพาตครั้งคราวจากโพแทสเซียมในเลือดต่ำ 
 ผู้หญิงบางคนอาจมีประจำเดือนน้อย หรือไม่สม่ำเสมอ หรือขาดประจำเดือน

สิ่งตรวจพบ
ผู้ป่วยมักจะมีอาการคอพอก คลำดูมีลักษณะหยุ่น ๆ เมื่อใช้เครื่องฟังที่ต่อม
ไทรอยด์ อาจได้ยินเสียงฟู่ (bruit) บางรายอาจไม่เห็นอาการคอโตชัดเจนก็ได้
ชีพจรมักจะเต้นเร็ว ประมาณ 100-130 ครั้งต่อนาที และอาจเต้นไม่สม่ำเสมอ
ความดันช่วงบน มักจะสูงกว่าปกติ อาจมีอาการมือสั่น (ตรวจโดยบอกให้ผู้ป่วย
เหยียดแขนไปข้างหน้า ให้ขนานกับพื้น และกางนิ้วมือออก ถ้าเห็นไม่ชัด ให้ใช้
แผ่นกระดาษบาง ๆ วางไว้บนมือ ดูว่ากระดาษสั่นหรือไม่)
ผิวหนังมักมีลักษณะเรียบนุ่ม และมีเหงื่อชุ่ม  บางคนอาจมีลักษณะตาโปน หรือ
หนังตาบนหดรั้งขึ้นไป   ทำให้เห็นตาขาวข้างบนชัด  (ดูคล้ายกับกำลังจ้องตาดู
อะไร หรือตาดุ) บางคนอาจมีอาการฝ่ามือแดง

อาการแทรกซ้อน
ถ้าไม่ได้รับการรักษา  อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย , โรคหัวใจขาดเลือด ,โรค
หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือมีภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็งอยู่ก่อน    บางคนอาจมีอาการของอัมพาต
ครั้งคราว ในรายที่ตาโปนมาก ๆ อาจทำให้กระจกตาดำเป็นแผลและตาบอดได้

ในรายที่เป็นรุนแรง อาจเกิดภาวะวิกฤตจากต่อมไทรอยด์ (Thyroid crisis) 
มีอาการไข้สูง หัวใจเต้นเร็วมาก อาเจียน ท้องเดิน มีภาวะขาดน้ำ และอาจเกิด
ภาวะช็อก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะเป็นอันตรายถึงตายได้ 
มักเกิดเมื่อมีภาวะเครียด เป็นโรคติดเชื้อ หรือขณะผ่าตัดฉุกเฉิน

การรักษา
หากสงสัยควรส่งโรงพยาบาลภายใน 1 สัปดาห์ ทำการวินิจฉัยด้วยการเจาะเลือด 
ตรวจหาระดับของฮอร์โมนไทร็อกซีน (จะพบค่า T4 และ free T4 สูงกว่าปกติ) 
และอาจทำสะแกนต่อมไทรอยด์ (thyroid scan)    บางครั้งอาจต้องตรวจคลื่น
หัวใจ เอกซเรย์ปอด หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ
การรักษา ให้ยาต้านไทรอยด์ (Antithyroid drug) ซึ่งจะกดการทำงานของต่อม
ไทรอยด์ ที่ใช้บ่อยมีอยู่ 2 ตัว (ให้เลือกใช้เพียงตัวเดียว) คือ เมทิมาโซล (Meth
imazole) ขนาดเม็ด 5 มิลลิกรัม หรือ โพรพิลไทโอยูราซิล (Propylthiouracil)
ขนาดเม็ดละ 50 มิลลิกรัม ยาทั้ง 2 ตัวนี้มีผลดี และผลเสียไม่ต่างกัน และมีวิธีใช้
เหมือนกัน คือ เริ่มต้นให้ผู้ป่วยกินวันละ 6 เม็ด (2 เม็ด 3 เวลาหลังอาหาร)   จน
กว่าอาการจะดีขึ้น (น้ำหนักกลับขึ้นเป็นปกติ เหนื่อยน้อยลง ชีพจรเต้นช้าลง) จึง
ค่อย ๆ ลดยาลงทีละ 1-2 เม็ดจนกว่าจะเหลือวันละ 1-3 เม็ด แล้วให้กินขนาดนี้
ไปเรื่อย ๆ นานประมาณ 18-24 เดือน แล้วลองหยุดยา หญิงตั้งครรภ์ ห้ามใช้
เมทิมาโซล แต่ให้ใช้โพรพิลไทโอยูราซิลแทนเพราะยาชนิดหลังนี้ผ่านรกได้น้อย 
จึงมีผลต่อทารกในครรภ์น้อยกว่ายาชนิดแรก และไม่มีข้อห้ามในการใช้สำหรับ
มารดาที่ให้นมบุตร     แต่ควรทำการทดสอบการทำงานของต่อมไทรอยด์ของ
ทารกเป็นระยะ ๆ
ระหว่างการรักษาควรเจาะเลือดตรวจดูระดับของฮอร์โมนไทร็อกซีนเป็นระยะ ๆ
ผลการรักษา ส่วนมากมักจะหายขาด แต่ส่วนน้อยอาจมีอาการกำเริบใหม่ ก็ควร
จะให้ยารักษาใหม่อีก บางคนอาจกินยาวันละเม็ดควบคุมอาการไปเรื่อยๆ  นอก
จากยาต้านไทรอยด์แล้ว อาจต้องให้ไดอะซีแพม, ยาปิดกั้นบีตา เช่น โพรพรา
โนลอล (Propranolol) วันละ 40-120 มก. แบ่งให้วันละ 2-4 ครั้ง, และวิตามินบี
รวม ร่วมด้วยส่วนยาต้านไทรอยด์ อาจมีผลเสีย ดังนี้
1. กดการสร้างเม็ดเลือดขาว ทำให้มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (agranulocytosis) 
ซึ่งทำให้ร่างกายเป็นโรคติดเชื้อง่าย (มีอาการไข้ เจ็บคอ หรือปากเปื่อยบ่อย ๆ) 
และอาจติดเชื้อรุนแรงเป็นอันตรายได้   พบได้ประมาณร้อยละ 0.5 (1 ใน 200) 
ของผู้ที่กินยานี้     มักจะเกิดในระยะ 2 เดือนแรกหลังจากเริ่มกินยานี้ ดังนั้นจึง
ควรตรวจเลือดสัปดาห์ละครั้ง เป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ถ้ามีภาวะดังกล่าวเกิด
ขึ้นควรหยุดยาทันที แล้วเม็ดเลือดขาวจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นปกติได้เอง(พบใน
การใช้ยาโพรพิลไทโอยูราซิล มากกว่าเมทิมาโซล)
2. ทำให้เกิดอาการแพ้ มีผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง อาจแก้ด้วยการให้ยาแก้แพ้ ควบ
ด้วย หรือเปลี่ยนไปใช้ยาตัวใหม่
3. ถ้ากินมากไปอาจทำให้ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนได้น้อยเกินความต้องการ
ของร่างกาย กลายเป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย   วิธีแก้ ให้ลดยาลง หรืออาจ
ให้ยาสกัดไทรอยด์ หรือเอลทร็อกซินกินควบด้วย  บางคนแพทย์อาจพิจารณาให้
การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ หรือให้กินน้ำแร่ (ซึ่งมีสารกัมมันตรังสี 
ทำลายเนื้อเยื่อของต่อมไทรอยด์บางส่วน)

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้อาจมีอาการแสดงได้ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางครั้งอาจมีอาการ
คล้ายโรคกังวล  ดังนั้นถ้าพบผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด 
ใจสั่น มือสั่น หงุดหงิด  นอนไม่หลับ   ควรตรวจดูให้แน่ใจเสียก่อนว่า มีสาเหตุ
จากโรคนี้หรือไม่
2. โรคนี้มีทางรักษาได้ แต่อาจต้องกินยาเป็นปี ๆ ผู้ป่วยจึงควรติดต่อรักษากับ
แพทย์อย่าได้ขาด
3. ถ้ารักษาด้วยยาไม่ได้ผลหรือมีความไม่สะดวกแพทย์อาจรักษาดัวยการผ่าตัด 
หรือ ให้กินน้ำแร่
4. ผู้ป่วยไม่ว่าจะรักษาด้วยยา น้ำแร่ หรือการผ่าตัด อาจมีโอกาสกลายเป็นโรค
ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย เหมือน ๆ กันดังนั้นถ้ามีอาการสงสัยว่าจะกลายเป็น
โรคดังกล่าว ก็ควรจะกลับไปปรึกษาแพทย์ที่รักษาอยู่เดิม
5. ผู้ป่วยที่รักษาด้วยการผ่าตัด อาจมีโอกาสกลายเป็นโรคต่อมพาราไทรอยด์
ทำงานน้อย  หรืออาจตัดถูกเส้นประสาทกล่องเสียง (Laryngeal nerve) ทำให้
เสียงแหบได้ ถ้าสงสัยควรกลับไปปรึกษาแพทย์ที่รักษาอยู่เดิม
6. ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน ส่วนใหญ่จะมีสาเหตุจาโรคเกรฟส์ 
(Graves' disease) ส่วนน้อยอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ปุ่มเนื้องอกไทรอยด์
เป็นพิษ (Toxic multinodular goiter) ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ, ต่อมไทรอยด์
อักเสบ , ครรภ์ไข่ปลาอุก  ที่มีการสร้างฮอร์โมนเอชซีจี ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นต่อม
ไทรอยด์อย่างอ่อน, มะเร็งต่อมไทรอยด์, การกินฮอร์โมนไทรอยด์มากเกิน เป็นต้น จึงควรตรวจหาสาเหตุเหล่านี้ด้วย



 

 



















 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.