BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

Google
Search WWW Search thailabonline.com
top


     ริดสีดวงตา
    Trachoma

แผลที่กระจกตา
     Corneal Ulcer 

 เยื่อตาขาวอักเสบ
    
จากการแพ้

     Allergic    
    Conjunctivitis

เยื่อตาขาวอักเสบ
   
จากเชื้อไวรัส

     Viral
    Conjunctivitis

เยื่อตาขาวอักเสบ
   
 จากเชื้อแบคทีเรีย

     Bacterial
    Conjunctivitis
โรคตาแดง
  
Pink Eye (Conjunctivitis)


ประสาทตาเรตินา เสื่อม
    
Vitamin A deficiency
ม่านตาอักเสบ  
     Anterior Uveitis
ต้อหิน 
    
Glaucoma

ต้อกระจก
    
Cataract
กลุ่มอาการโรคตาแดง 
   Conjunctivitis

เลนส์สัมผัส
   (Contact Lens)




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้




Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

 

ริดสีดวงตา-Trachoma
ริดสีดวงตา เป็นโรคตาอักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยในบ้านเรา พบมาก
ทางภาคอีสาน และในที่ ๆ แห้งแล้ง กันดารมีฝุ่นมาก และมีแมลงหวี่ 
แมลงวันชุกชุม พบได้ในคนทุกวัย แต่จะพบมากในเด็กวัยก่อนเรียน
ที่พ่อแม่ปล่อยให้เล่นสกปรกทั้งวัน  การอักเสบจะเป็นเรื้อรังเป็นแรม
เดือนแรมปี และอาจติดเชื้ออักเสบซ้ำ ๆ หลายครั้ง เนื่องจากภูมิต้าน
ทานต่อโรคนี้มักมีอยู่เพียงชั่วคราว
โรคนี้ในบ้านเราถือเป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้คนตาบอด

สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อริดสีดวงตาที่มีชื่อว่า คลามีเดีย ทราโคมาติส 
(Chlamydia trachomatis) ซึ่งเป็นเชื้อที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างไวรัสกับ
แบคทีเรีย ติดต่อโดยการสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง ทำให้เชื้อจากคนที่
เป็นโรคแพร่ไปเข้าตาของอีกคนหนึ่ง บางครั้งอาจติดต่อผ่านทางผ้า
เช็ดตัว เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ใช้ร่วมกัน หรือผ่านทางแมลงหวี่แมลงวัน
ที่มาตอมตา นำเชื้อจากคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่ง การติดต่อมักจะต้อง
อยู่ใกล้ชิดกันนานๆ จึงมักพบเป็นพร้อมกันหลายคนในครอบครัวเดียว
กัน  เชื้อนี้จะเข้าไปทำให้เกิดการอักเสบที่เยื่อบุตาขาวและกระจกตา 
(ตาดำ) ระยะฟักตัว 5-12 วัน

อาการ
แบ่งออกเป็น 4 ระยะได้แก่
1. ระยะแรกเริ่ม มี อาการเคืองตา คันตา น้ำตาไหลตาแดงเล็กน้อย
และอาจมีขี้ตา ซึ่งมักจะเป็นที่ตาทั้งสองข้าง อาการจะคล้ายกับเยื่อ
บุตาอักเสบจากเชื้ออื่น ๆ จนบางครั้งแยกกันไม่ออก แต่อย่างไรก็
ตาม ถ้าพบว่ามีอาการเรื้อรังนาน 1-2 เดือน และอยู่ในท้องถิ่นที่มี
โรคนี้ชุกชุม หรือมีคนในบ้านเป็นโรคนี้อยู่ก่อน ก็อาจให้การรักษา
แบบโรคริดสีดวงตาไปเลย ถึงแม้ไม่ได้รักษาในระยะนี้บางคนอาจ
หายได้เองแต่บางคนอาจเข้าสู่ระยะที่ 2
2. ระยะที่เป็นริดสีดวงแน่นอนแล้ว การอักเสบจะลดน้อยลง ผู้ป่วยจะ
มีอาการต่าง ๆ ลดลงกว่าระยะที่ 1 แต่ถ้าพลิกเปลือกตาดูจะพบเยื่อบุ
ตาหนาขึ้น และเห็นเป็นตุ่มเล็กๆ ที่เยื่อบุตาบน (ด้านในของผนังตา
บน) นอกจากนี้จะพบว่ามีแผ่นเยื่อบางๆ ออกสีเทา ๆ ที่ส่วนบนสุดของ
ตาดำ (กระจกตา) ซึ่งจะมีเส้นเลือดฝอยวิ่งเข้าไปในตาดำ แผ่นเยื่อสี
เทาซึ่งมีเส้นเลือดฝอยอยู่ด้วยนี้ เรียกว่า แพนนัส (pannus) ซึ่งเป็น
ลักษณะเฉพาะของโรคนี้ (เยื่อตาขาวอักเสบจากการแพ้ อาจมีตุ่มเล็ก ๆ 
ที่เยื่อบุเปลือกตา แต่จะไม่มีแพนนัสที่ตาดำ) ระยะนี้อาจเป็นอยู่
นานเป็นเดือน ๆ หรือปี ๆ
3. ระยะเริ่มแผลเป็น ระยะนี้อาการเคืองตาลดน้อยลง จนแทบไม่มี
อาการอะไรเลย ตุ่มเล็กๆ ที่เยื่อบุเปลือกตาบนเริ่มค่อย ๆ ยุบหายไป 
แต่จะมีพังผืดแทนที่กลายเป็นแผลเป็น ส่วนแพนนัสที่ตาดำยังคง
ปรากฏให้เห็นระยะนี้อาจกินเวลเป็นปี ๆ เช่นกัน การใช้ยารักษาใน
ระยะนี้ไม่ค่อยได้ผล
4.ระยะของการหายและเป็นแผลเป็น ระยะนี้เชื้อจะหมดไปเองแม้จะ
ไม่ได้รับการรักษา แพนนัสจะค่อยๆ หายไป แต่จะมีภาวะแทรกซ้อน
เกิดขึ้น ที่พบได้คือ แผลเป็นที่เปลือกตา ทำให้ขนตาเกเข้าไปตำถูก
ตาดำ เกิดเป็นแผลทำให้สายตามืดมัว และแผลเป็น อาจอุดกั้นท่อ
น้ำตา ทำให้น้ำตาไหลตลอดเวลา หรือไม่อาจทำให้ต่อมน้ำตาไม่ทำ
งาน ทำให้ตาแห้ง นอกจากนี้ อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ตาดำ
เป็นแผลเป็นมากขึ้น จนในที่สุด ทำให้ตาบอด
แต่อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นรุนแรงทุกคน บางคนเป็น
แล้ว อาจหายได้เองในระยะแรก ๆ ส่วนคนที่มีภาวะแทรกซ้อน มักจะ
มีการติดเชื้ออักเสบบ่อย ๆ ประกอบกับมีปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่น การติด
เชื้อ แบคทีเรียซ้ำเติม ขาดอาหาร ขาดวิตามิน เป็นต้น

การรักษา
1. หากสงสัยเป็นริดสีดวงตา ให้กินเตตราไซคลีน  หรืออีริโทรไมซิน 
และใช้ยาป้ายตาเตตราไซคลีน (ย25.9) วันละ 4 ครั้ง นาน 14 วันถ้า
ไม่ดีขึ้นควรส่งโรงพยาบาล
2. ถ้าดีขึ้น อาจให้การรักษาแบบใดแบบหนึ่ง ดังนี้
2.1 ใช้ยาป้ายตาเตตราไซคลีน วันละ 4 ครั้งติดต่อกันทุกวันไปจน
ครบ 6 สัปดาห์ หรือ
2.2 ใช้ยาป้ายตา โดยเว้นช่วงเป็นพัก ๆ กล่าวคือ ป้ายตาทุก ๆ เดือน 
เดือนละ 5 วันติดต่อกัน วันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น แล้วเว้นไปจนครบรอบ 
1 เดือน จึงป้ายใหม่ เช่น ถ้าเดือนแรกป้ายตาวันที่ 6 ถึงวันที่ 10  ต่อ
ไปทุก ๆ เดือน ก็ป้ายตาในที่ 6 ถึง 10 เป็นต้น ทำเป็น เวลา 6 เดือน
3. ถ้ามีภาวะแทรกซ้อน ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องผ่าตัดแก้ไข
เปลือกตาที่เป็นแผลเป็น อันเป็นต้นเหตุของภาวะแทรกซ้อนในราย
ที่เป็นแผลเป็นที่กระจกตา (cornea) อาจต้องผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้ควรแยกออกจาก เยื่อตาขาวอักเสบชนิดอื่น ควรสงสัยเป็น
ริดสีดวงตา เมื่อมีการอักเสบเรื้อรังเป็นเดือน ๆ และอยู่ในท้องถิ่นที่
มีโรคนี้ชุกชุม
2. คำว่าริดสีดวงตา ชาวบ้านหมายถึง อาการเคืองตา คันตาเรื้อรัง ซึ่ง
อาจมีสาเหตุจากการแพ้ หรือจากการติดเชื้อริดสีดวงตา
(Trachoma) ก็ได้ ทั้ง 2 โรคนี้มีสาเหตุอาการ ภาวะแทรกซ้อนและ
การรักษาต่างกัน
3. การรักษาริดสีดวงตา ต้องลงมือรักษาตั้งแต่ในระยะที่ 1 และ 2 ซึ่ง
เป็นระยะที่มีการติดเชื้อรุนแรง การใช้ยาปฏิชีวนะจะสามารถทำลาย
เชื้อ และป้องกันมิให้เกิดภาวะแทรกซ้อน แต่ในระยะที่ 3 และ 4 เป็น
ระยะที่การติดเชื้อเบาบางลงแล้ว และเปลือกตาเริ่มเป็นแผลเป็น การใช้ยา
ปฏิชีวนะในระยะนี้ จึงไม่ค่อยได้ประโยชน์ คือไม่สามารถ
ลดหรือป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ ควรรักษาผู้ป่วยที่มีอยู่ในบ้าน
พร้อมกันทุกคน
4. อาการขนตาเก (ตาน้ำ ก็เรียก) นอกจากมีสาเหตุจากริดสีดวงตา
แล้ว ยังอาจพบในคนสูงอายุ เนื่องจากหนังตาล่างหย่อนยาน ทำให้
กล้ามเนื้อมีการหดตัวมากกว่าปกติ ดึงเอาขอบตาม้วนเข้าใน เรียกว่า 
อาการเปลือกตาหันเข้าใน (Entropion) ทำให้มีขนตาทิ่มตำถูกตา
ขาวและตาดำ มีอาการเคืองตา น้ำตาไหล เยื่อบุตาอักเสบ ถ้าปล่อย
ไว้ อาจทำให้มีแผลที่กระจาตาดำ สายตามืดมัวหรือตาบอดได้

การรักษา ถ้ามีขนตาเกเพียงไม่กี่เส้น ก็อาจใช้วิธีถอนขนตา แต่ถ้ามี
หลายเส้น ควรแนะนำไปผ่าตัดที่โรงพยาบาล

การป้องกัน
การป้องกันริดสีดวงตา สามารถทำได้ดังนี้
1. ไม่ปล่อยให้เด็กเล่นฝุ่นละออง หรือให้แมลงหวี่ แมลงวันตอมตา
2. ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วย หรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย
3. หมั่นล้างมือล้างหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ
4. กำจัดขยะมูลฝอยในบริเวณบ้านด้วยวิธีเผา หรือฝังเพื่อป้องกันมิให้ 
เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ แมลงและเชื้อโรค 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

แผลที่กระจกตา -Corneal ulcer

แผลที่กระจกตา (แผลที่ตาดำ) พบได้ในคนทุกวัยเป็นภาวะที่ร้ายแรง
 หากรักษาไม่ทัน อาจทำให้ตาบอดได้

สาเหตุ
มักเกิดจากการติดเชื้อต่าง ๆ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส (ที่
พบบ่อย คือ เริม และงูสวัด) โดยอาจมีประวัติได้รับการกระทบกระ
เทือน ทิ่มแทง หรือเสียดสีถูกกระจกตา หรือมีสารเคมี หรือสิ่งแปลก
ปลอมเข้าตา แล้วเชื้อโรคเข้าไปแบ่งตัวในเนื้อของกระจกตาเกิดการ
อักเสบเป็นแผลขึ้น
หรือไม่อาจเป็นเพราะกระจกตามีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคต่ำ เช่น การ
ใช้ยาหยอดตาสเตอรอยด์นาน ๆ, โรคขาดวิตามินเอ, หนังตาหลับไม่
มิด เนื่องจากเป็นอัมพาตปากเบี้ยว ทำให้ผิวของกระจกตาดำแห้งติด
เชื้อง่ายนอกจากนี้    อาจพบเป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคริดสีดวงตา 
หรือโรคขนตาเก , เยื่อตาขาวอักเสบ

อาการ
ในระยะที่ติดเชื้ออักเสบใหม่ ๆ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตา เคืองตา กลัว
แสง น้ำตาไหล ตาแดง ตาพร่ามัว  อาจมีขี้ตาสีเหลืองเขียว   ในรายที่
การอักเสบทุเลาลงแล้ว และเหลือแต่แผลเป็นที่กระจกตาดำจะทำให้
ผู้ป่วยมีอาการตามัว หรือฝ้าฟางจะตรวจพบแผลเป็นขุ่นขาวที่กระจก
ตาดำ เรียกว่า ต้อลำไย ซึ่งจะบดบังแสงไม่ให้เข้าตา ทำให้มีอาการ
ตาบอดได้ ส่วนมากมักเป็นที่ตาเพียงข้างเดียว

สิ่งตรวจพบ
ตาแดง มีขี้ตาสีเหลืองเขียวและตรวจพบแผลที่กระจกตา เห็นเป็น
รอยฝ้าสีเทา ๆ หรือสีขาว ในระยะการอักเสบทุเลาแล้ว จะพบแผล
เป็นขุ่นขาว (ต้อลำไย)

อาการแทรกซ้อน
ในระยะที่มีการติดเชื้ออักเสบ เชื้อโรค อาจกินทะลุชั้นของกระจกตา
เข้าไป ทำให้เกิดการอักเสบภายในลูกตา อาจกลายเป็นม่านตา
อักเสบ, มีหนองขังอยู่ในช่องลูกตาหน้า (hypopyon), ลูกตาอักเสบ
ทั่วไป (panophthalmitis) จนตาเสียได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิด
จากเชื้อรา มักจะมีความรุนแรงมาก
ในรายที่กลายเป็นแผลเป็นที่กระจกตา (ต้อลำไย) ทำให้ตามองเห็น
ไม่ถนัด ถ้าแผลเป็นมีขนาดใหญ่และอยู่ตรงกลางตาดำก็จะทำให้ตา
มองไม่เห็น

การรักษา
หากสงสัยควรส่งโรงพยาบาลด่วน ควรให้ขี้ผึ้งป้ายตาเจนตาไมซิน
แล้วปิดตาด้วยผ้ากอซ ควรตรวจหาสาเหตุ และให้การรักษาตาม
สาเหตุพร้อมกับให้ยาหยอดตาอะโทรพีน ขนาด 1% เช่นเดียวกับการ
รักษาโรคม่านตาอักเสบ 
ถ้าเป็นแผลที่กระจกตา และประสาทตายังเป็นปกติ อาจต้องทำการ
ผ่าตัดปลูกถ่าย (หรือเปลี่ยน) กระจกตา (corneal transplantation) 
โดยตัดเอาส่วนที่เป็นแผลเป็นออกไป แล้วเอากระจกตาที่ปกติของ
ผู้เสียชีวิตใหม่ ๆ มาใส่แทน จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับเห็นเหมือนปกติได้ 
(การผ่าตัดเปลี่ยนตา ก็หมายถึง การผ่าตัดชนิดนี้ ไม่ใช่หมายถึง
เปลี่ยนลูกตาทั้งลูก ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้)

ข้อแนะนำ
โรคนี้ถือว่าเป็นภาวะร้ายแรง ถ้าพบขณะที่มีอาการอักเสบรุนแรงควร
ส่งโรงพยาบาลด่วน หากปล่อยไว้อาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

การป้องกัน
ควรหาทางป้องกัน ด้วยการระวังอย่าให้สิ่งแปลกปลอมเข้าตา (ถ้าทำ
งานในโรงงานที่เสี่ยงต่อปัญหานี้ควรสวมหน้ากากหรือแว่นตาป้องกัน
โดยเฉพาะ)   หลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดตาที่เข้าสเตอรอยด์โดยไม่จำ
เป็น และพยายามรักษาโรคตาต่าง ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุ ของโรคนี้

รายละเอียด
ห้ามใช้ยาหยอดตาสเตอรอยด์นาน ๆ อาจทำให้เป็นแผลที่กระจก
ตาดำ และต้อหินได้

 

   


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.