 |
|
|
top
ประสาทตาเรตินา เสื่อม
Vitamin A deficiency
ม่านตาอักเสบ
Anterior Uveitis
ต้อหิน





สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้

Contact :
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ
ไทยแล็ปออนไลน์
|
|
โรคขาดวิตามินเอ ยังพบได้ในท้องที่ชนบทบางแห่ง (พบบ่อยทางภาค
อีสาน) และในเด็กที่ยากจน
ภาวะขาดวิตามินเอ
ทำให้ประสาทตาส่วนที่เรียกว่าจอตา
หรือเรตินา
(retina) เสื่อม ทำให้เยื่อบุตาแห้งและต่อมน้ำตาไม่ทำงาน จึงอาจทำให้
เด็กที่เป็นโรคนี้ตาบอดได้ ดังที่ชาวบ้านรู้จักกันดีว่าเป็น โรคเกล็ดกระดี่
ขึ้นตา
สาเหตุ
มักจะพบในเด็กวัยแรกเกิดถึงอายุ 5 ปี
เกิดจากการกินอาหารที่มีวิตามิน
เอ น้อยไป เช่น กินแต่นมข้นหวาน กล้วยบด
และข้าวโดยไม่ได้อาหาร
เสริมอื่น ๆ โรคนี้มักจะพบร่วมกันไปกับโรคขาดอาหาร
บางคนอาจเป็น
หลังจากเป็นโรคติดเชื้อ (เช่น หัด ปอดอักเสบ ) หรือท้องเดินเรื้อรัง
ในผู้ใหญ่พบได้น้อย ถ้าพบมักมีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ เช่น โรคตับเรื้อรัง
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เป็นต้น มีผลทำให้การดูดซึมวิตามินเอน้อยลง
อาการ
เริ่มแรกจะมีอาการตาฟาง หรือมองไม่เห็นเฉพาะตอนกลางคืน
หรือใน
ที่มืด ๆ (แต่มองเห็นเป็นปกติในเวลากลางวัน และในที่สว่าง ๆ)
เนื่องจาก
จอตาเริ่มเสื่อม ต่อมาเยื่อตาขาวแห้ง
เมื่อเป็นมากขึ้นเยื่อตาขาวจะย่น
อยู่รอบ ๆ กระจกตาดำดูคล้ายเกล็ดปลา
และกระจกตาดำซึ่งปกติสะท้อน
แสงวาววับ จะแห้งและไม่มีประกาย ตาขาวจะเปลี่ยนเป็นสีเทาหรือสีเงิน
เห็นเป็นจุดใหญ่ทางด้านหางตา เรียกว่า "จุดบิทอตส์ (ฺBitot's spot)"
หรือ "เกล็ดกระดี่" อาจเป็นที่ตาทั้ง 2 ข้าง ถ้ารักษาในระยะนี้จะแก้ได้ทัน
แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้กระจกตาจะเกิดการอ่อนตัว เป็นแผล
และเกิดรูทะลุมี
เชื้อโรคเข้าไปในลูกตา ทำให้เกิดการอักเสบภายในลูกตา ตาบอดได้
ถ้า
เป็นในระยะนี้ โอกาสหายก็มีน้อย
ในเด็กเล็กมักตรวจพบเมื่อมีการอ่อนตัวของกระจกตาดำแล้ว
จะพบหนัง
ตาบวม ปิดตาแน่น ไม่ยอมลืมตา
การรักษา
1. เมื่อเริ่มมีอาการตาบอดกลางคืน หรือเริ่มมีเกล็ดกระดี่ขึ้นตา
ให้กิน
วิตามินเอชนิดแคปซูล (ขนาด 25,000 ยูนิต) วันละ 2 ครั้ง ๆ ละ 1-2
แคปซูล เป็นเวลา 3-5 วัน (ในเด็กเล็กควรฉีกแคปซูลให้กิน)
พร้อมกับ
ให้ วิตามินรวมชนิดน้ำเชื่อม 1 ช้อนชา วันละ 3 ครั้ง
ถ้ามีวิตามินเอชนิด
ฉีดให้ขนาด 1 แสนยูนิต ฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่สะโพกครั้งเดียว
เพิ่มเติม
จากยากินดังกล่าวหรือถ้าไม่มียาวิตามินเอชนิดแคปซูลหรือชนิดฉีด
ให้
กินวิตามินรวมชนิดน้ำเชื่อม 1 ช้อนชาวันละ 3 ครั้งหรือน้ำมันตับปลา
(1,000 ยูนิต) วันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 2-5 เม็ด ร่วมกับกินอาหารที่มีวิตามินเอ
นาน 2-3 เดือน
2. ถ้าไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์
หรือมีอาการอ่อนตัวของกระจกตาดำให้ส่ง
โรงพยาบาล
3. ถ้ามีการติดเชื้ออักเสบ ให้ส่งโรงพยาบาลทันทีระหว่างที่เดินทาง
อาจ
ให้กินวิตามินเอชนิดแคปซูล หรือฉีดวิตามินเอดังในข้อ 1
ร่วมกับให้กิน
ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนวี, อะม็อกซีซิลลิน, อีริโทรไมซิน ถ้าเด็กปิดตาแน่น
อย่าพยายามเปิดตาเด็ก เพราะอาจทำให้กระจกตาดำแตกทะลุได้
การป้องกัน
โรคนี้เป็นแล้วทำให้ตาบอดได้
แต่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการ
กินอาหารที่มีวิตามินเอสูง เช่น
เนื้อ ตับ ไข่ นม ฟักทอง
มะเขือเทศ
มะละกอสุก ผักใบเขียว (ผักบุ้ง,ใบตำลึง,ใบมันสำปะหลัง)
พริกที่เผ็ด ๆ
จึงควรแนะนำให้เด็ก ๆ กินอาหารเหล่านี้ให้มากเป็นประจำ
ข้อแนะนำ
ฟักทอง มะละกอสุก ผักบุ้ง ใบตำลึงสามารถป้องกันโรคเกล็ดกระดี่ขึ้น
ตาได้
|
 |
|
ม่านตาอักเสบ เป็นโรคที่พบมากในวัยหนุ่มสาว
และอาจมีภาวะแทรก
ซ้อนร้ายแรงได้
สาเหตุ
อาจมีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือพยาธิ
หรืออาจ
เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ หรือออโตอิมมูน (autoimmune)
สาเหตุอาจมี
ได้หลายอย่าง เช่น
อาจเกิดจากการลุกลามของโรคติดเชื้อภายนอกลูก
ตา เช่น แผลที่กระจกตา กระจกตาอักเสบ เยื่อตาขาวอักเสบ
เนื่องจาก
การกระทบกระเทือน เช่น ถูกแรงกระแทกที่บริเวณกระบอกตา
อาจพบ
ร่วมกับโรคอื่น ๆ เช่น วัณโรค ซิฟิลิส โรคเรื้อน สมองอักเสบ ไซนัสอักเสบ
ปวดข้อรูมาตอยด์
บางครั้งอาจไม่พบสาเหตุชัดเจนก็ได้
อาการ
มีอาการปวดตา เคืองตา น้ำตาไหล ตามัว
ซึ่งอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย
จนถึงปานกลาง อาการอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หรือค่อยเป็นค่อยไปก็ได้
โดยมากมักจะเป็นเพียงข้างเดียว
บางคนอาจรู้สึกปวดมากเมื่ออยู่ที่แจ้ง
แต่จะดีขึ้นเมื่ออยู่ในที่ร่ม
บางคนอาจมีอาการเพียงเล็กน้อยจนไม่รู้สึกว่ามี
อาการเลยก็ได้อาการอาจเป็นอยู่เพียงไม่กี่วันถึงหลายสัปดาห์ เมื่อหายแล้ว
อาจกำเริบได้ใหม่
ในรายที่เป็นเรื้อรัง อาจเป็นอยู่นานเป็นแรมเดือนแรมปี
สิ่งตรวจพบ
การตรวจตาจะพบว่าบริเวณตาขาวที่อยู่ใกล้กับตาดำมีลักษณะแดงเรื่อ ๆ
(โดยไม่มีขี้ตา) รูม่านตาอาจมีขนาดเล็กกว่าข้างปกติ หรือขอบไม่เรียบ
กระจกตาอาจมีลักษณะขุ่นเล็กน้อย
อาการแทรกซ้อน
ในรายที่เป็นรุนแรง ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้มีเม็ดเลือดขาว
(หนอง) ที่เกิดจากการอักเสบไปอุดกั้นทางระบายของน้ำเลี้ยงลูกตา
ทำ
ให้กลายเป็นต้อหินได้ หรือไม่อาจมีการยึดติดกันของม่านตากับแก้วตา
ทำให้เกิดต้อหินได้เช่นกัน
ในรายที่เป็นนาน ๆ อาจทำให้เป็นต้อกระจก
การรักษา
หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจหาสาเหตุ
ุและให้การรักษาตาม
สาเหตุที่พบ และให้ยาหยอดตาที่ทำให้รูม่านตาขยาย เช่น
ยาหยอดตา
อะโทรพีน (Atropine eye drop) ชนิด 1%
เพื่อให้ม่านตาได้พักบรรเทา
อาการปวด
และป้องกันไม่ให้ม่านตาที่อักเสบไปยึดติดกับแก้วตาที่อยู่
ข้างหลัง ยานี้อาจทำให้ตาพร่ามัวได้ ซึ่งจะหายหลังหยุดยาประมาณ 1-2
สัปดาห์ ยานี้ห้ามใช้ในคนที่เป็นต้อหิน
หรือมีความดันลูกตาสูง
จึงควรใช้
กับผู้ป่วยเฉพาะตัวตามแพทย์สั่งเท่านั้น อย่านำไปใช้กับคนอื่นๆ
นอกจาก
นี้ อาจให้สเตอรอยด์ ชนิดเป็นยาหยอดตา เพื่อลดการอักเสบ
ถ้าเป็นมาก
อาจให้ชนิดกินในรายที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
ควรให้ยาปฏิชีวนะ
ร่วมด้วยอาจต้องใช้เวลารักษาเป็นสัปดาห์
หรือเป็นเดือนจนกว่าอาการจะ
ทุเลาดีแล้ว โรคนี้ถ้าเป็นเพียงเล็กน้อย มักจะค่อย ๆ หายไปได้เอง
ถึงแม้
ไม่ได้รับการรักษา แต่ถ้ามีการอักเสบรุนแรง การรักษาแต่เนิ่น ๆ
จะช่วย
ให้ป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้
บางคนอาจเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง
แต่
ในที่สุดมักจะหายขาดได้เป็นส่วนใหญ่
ข้อแนะนำ
อาการปวดตาและตาแดง อาจมีสาเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น
เยื่อตาขาวอัก
เสบ หรืออาจมีสาเหตุที่รุนแรง เช่น ต้อหิน,
แผลที่กระจกตา, ม่านตา
อักเสบ
เราอาจวินิจฉัยแยกกลุ่มโรคที่รุนแรงออกจากกลุ่มที่ไม่รุนแรง
ได้ โดยการตรวจพบว่า กลุ่มโรคที่รุนแรงจะมีอาการปวดตามาก ตามัว
รูม่านตาสองข้างไม่เท่ากัน หรือกระจกตาขุ่น
หรือเป็นฝ้าขาว หากพบ
อาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าว ควรส่งโรงพยาบาลด่วน
รายละเอียด
ถ้ามีอาการปวดตา ตาแดง ร่วมกับตามัว รูม่านตาไม่เท่ากัน
หรือกระจก
ตาขุ่นควรปรึกษาแพทย์ด่วน
|
 |
|

ต้อหิน หมายถึง
ภาวะความดันภาย
ในลูกตาสูงกว่าปกติ
ทำให้ประสาท
ตาเสื่อม เกิดอาการตามัวตาบอดได้
ปกติภายในลูกตาจะมีการสร้าง
ของเหลวหลายอย่าง
ของเหลวที่
สำคัญอันหนึ่ง
อยู่ตรงช่องว่างระหว่าง
กระจกตากับแก้วตา เรียกว่า "ช่องลูกตาหน้า
(anterior chamber)"
ของเหลวชนิดนี้มีลักษณะใส เรียกว่า "น้ำเลี้ยงลูกตา (aqueous humor)"
ซึ่งจะไหล
เวียนจากด้านหลังของม่านตา (iris) ผ่านรูม่านตา (pupil)
เข้า
ไปในช่องลูกตาหน้า แล้วระบายออกนอกลูกตาโดยผ่านมุมแคบ ๆ
ระหว่างม่านตากับกระจกตาดำ เข้าไปในตะแกรงระบายเล็ก ๆ
ที่มีชื่อ
ว่า ท่อชเลมส์ (Schlemm's canal) เข้าสู่หลอดเลือดดำที่อยู่นอกลูกตา
ถ้าหากการระบายของน้ำเลี้ยงลูกตาดังกล่าว
เกิดจากติดขัดด้วยสาเหตุ
ใดก็ตาม ก็จะทำให้มีการคั่งของน้ำเลี้ยงลูกตา
และทำให้ความดันภาย
ในลูกตาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดจะทำลายประสาทตา
เป็นผลให้
เกิดโรคต้อหิน
ต้อหินเป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อย
และถือว่าเป็นโรคตาที่ร้ายแรงชนิด
หนึ่ง พบมากในคนสูงอายุ แต่จะพบได้ตั้งอายุ 40 ปีขึ้นไป
สาเหตุ
ต้อหินสามารถแบ่งออกเป็นหลายชนิด ขึ้นกับสาเหตุที่พบ
ในที่นี้จะกล่าว
ถึงชนิดที่พบได้บ่อย ได้แก่
1. ต้อหินชนิดเฉียบพลัน (Acute angle-closure glaucoma)
เกิดเนื่อง
จากโครงสร้างของลูกตาผิดแปลกไปจากคนปกติ คือ
มีช่องลูกตาหน้า
แคบและตื้น จึงมีมุมระบายน้ำเลี้ยงลูกตา (มุมระหว่างกล้ามเนื้อม่านตา
กับกระจกตา) แคบกว่าปกติ เมื่อมีสาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อม่านตาหดตัว
(รูม่านตาขยายตัว) เช่น อยู่ในที่มืด หรือโรงภาพยนตร์
มีอารมณ์โกรธ
ตกใจ เสียใจ ใช้ยาหยอดตาที่เข้ากลุ่มยาอะโทรพีน
ซึ่งทำให้รูม่านตา
ขยาย ใช้ยาแอนติสปาสโมดิก
เป็นต้น
ก็จะทำให้มุมระบายน้ำเลี้ยงลูก
ตาถูกปิดกั้น น้ำเลี้ยงลูกตาเกิดคั่งอยู่ในลูกตา
ทำให้เกิดความดันในลูกตา
สูงขึ้นฉับพลัน เป็นผลให้เกิดอาการต้อหินเฉียบพลัน
ต้อหินชนิดนี้เกิดมาก
ในคนที่สายตายาว เพราะมีกระบอกตาสั้น และช่องลูกตาหน้าแคบ
และ
เกิดในคนสูงอายุเป็นส่วนมาก เพราะแก้วตาจะหนาตัวขึ้นตามอายุ
ทำให้
ช่องลูกตาหน้าที่แคบอยู่แล้ว ยิ่งแคบมากขึ้นไปอีก
จึงมีโอกาสเกิดต้อหิน
มากขึ้น พบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ต้อหินชนิดนี้สามารถถ่ายทอด
ทางกรรมพันธุ์ จึงมักพบมีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ร่วมด้วย
2. ต้อหินชนิดเรื้อรัง (Chronic open-angle glaucoma) พบได้ประมาณ
1% ของคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี
คนที่เป็นโรคนี้จะมีช่องลูกตาหน้าและ
มุมระบายน้ำเลี้ยงตากว้างตามปกติ
แต่ท่อชเลมส์ซึ่งเป็นตะแกรงระบาย
น้ำเลี้ยงลูกตาเกิดการอุดกั้น ซึ่งค่อยๆ
เกิดขึ้นเป็นเวลาแรมปีโดยไม่ทราบ
สาเหตุ ทำให้น้ำเลี้ยงลูกตาคั่ง
และความดันในลูกตาสูงขึ้น
เชื่อว่ามีส่วน
เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ คือมักจะพบว่ามีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย
นอก
จากนี้ยังพบในคนที่สายตาสั้นมาก ๆ หรือคนที่เป็นเบาหวาน
3. เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคตาอื่น ๆ เช่น ม่านตาอักเสบ, ต้อกระจก
,
เนื้องอกในลูกตา, เลือดออกในลูกตา, ตาถูกกระแทกแรง ๆ เป็นต้น
4. เกิดจากการใช้ยาหยอดตาที่เข้าสเตอรอยด์
นานๆ ยานี้จะทำให้ความ
ดันในลูกตาสูง ถ้าคนที่มีความดันในลูกตาสูงอยู่ก่อนแล้ว
หากใช้ยานี้ก็
จะเกิดโรคต้อหินได้ โดยมากจะเกิดอาการหลังหยอดยานาน 6-8 สัปดาห์
หลังหยุดยาความดันในลูกตาจะลดลงสู่ระดับเดิม
อาการ
ในรายที่เป็นต้อหินชนิดเฉียบพลัน
จะมีอาการปวดลูกตาและศีรษะข้าง
หนึ่งอย่างฉับพลันรุนแรงและนานเป็นวัน ๆ ร่วมกับอาการตาพร่ามัว
มอง
เห็นแสงสีรุ้ง และคลื่นไส้อาเจียน
บางคนอาจมีอาการปวดตา ตาแดง
ตาพร่า เห็นแสงสีรุ้งเป็นพัก ๆ นำมาก่อนเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน
ซึ่งมัก
จะเป็นตอนหัวค่ำ (เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืด) หรือขณะมีอารมณ์หงุดหงิดกังวล โกรธ
เพราะจะมีเลือดไปคั่งที่ม่านตา
มุมระบายน้ำเลี้ยงลูกตาที่แคบอยู่
แล้ว ยิ่งแคบลงไปอีก พอนอนพัก หรือเป็นอยู่นาน 1-2 ชั่วโมง
ก็บรรเทาได้เอง
ผู้ป่วยมักจะมีอาการเพียงข้างเดียว แต่ตาอีกข้างหนึ่ง
ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อ
การเป็นต้อหินชนิดเฉียบพลันเช่นกัน
ในรายที่เป็นต้อหินชนิดเรื้อรัง จะมีอาการตามัวลงทีละน้อย ๆ เป็นแรมปี
โดยในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่รู้สึกมีอาการผิดปกติแต่อย่างไร
บางคน
อาจรู้สึกมึนศีรษะเล็กน้อย อาจรู้สึกอ่านหนังสือแล้วปวดเมื่อยตาเล็กน้อย
หรือเพลียตา และตาพร่าเร็วกว่าธรรมดา ส่วนใหญ่แพทย์
อาจตรวจพบ
โดยบังเอิญขณะที่ไปตรวจรักษาด้วยโรคอื่นต่อมา
ผู้ป่วยจะมีลานสายตา
แคบลงกว่าเดิมมาก คือ มองได้อาณาบริเวณไม่กว้าง อาจขับรถลำบาก
เพราะมองไม่เห็นรถที่อยู่ทางซ้ายและขวา หรือรถแซงรถสวน
หรือเวลา
เดินอยู่ในบ้าน อาจชนถูกขอบโต๊ะ ขอบเตียง
บางคนอาจรู้สึกว่าตามัว
ลงเรื่อย ๆ ต้องคอยเปลี่ยนแว่นอยู่บ่อยๆ ก็ไม่รู้สึกดีขึ้น
ในระยะสุดท้าย
ผู้ป่วยมีอาการตามัวอย่างมาก และอาจมีอาการปวดตาร่วมด้วย
ซึ่งเมื่อ
ถึงระยะนี้ ประสาทตาก็มักจะเสียจนแก้ไขไม่ได้
ผู้ป่วยมักจะมีอาการที่
ตาทั้งสองข้างพร้อมกัน
สิ่งตรวจพบ
ในรายที่เป็นต้อหินชนิดเฉียบพลัน จะพบมีอาการตาแดงเรื่อ ๆ
ที่บริเวณ
รอบ ๆ ตาดำมากกว่าบริเวณที่อยู่ห่างจากตาดำออกไป
กระจกตามี
ลักษณะขุ่นมัวไม่ใสเช่นปกติ รูม่านตาข้างที่ปวดจะโตกว่าข้างปกติ
และ
เมื่อใช้ไฟฉายส่องจะไม่หดลงเมื่อใช้นิ้วกดลูกตา โดยให้ผู้ป่วยมองต่ำ
ใช้
นิ้วชี้ทั้งสองข้างกดลงบนเปลือกตาบน
จะรู้สึกว่าตาข้างที่ปวดมีความแข็ง
มากกว่าข้างที่ไม่ปวด
ในรายที่เป็นเรื้อรัง
อาจมีความผิดปกติที่สังเกต
จากภายนอกไม่ชัดเจน
การรักษา
ในรายที่เป็นเฉียบพลัน ควรส่งโรงพยาบาลด่วน เพื่อทำการตรวจตา
และ
วัดความดันลูกตา ซึ่งจะพบว่าสูงกว่าปกติ
(ค่าปกติ ประมาณ 15-20
มิลลิเมตร
ปรอท)
การรักษา ควรให้ยาลดความดันในลูกตา เช่น ให้กิน อะเซตาโซลาไมด์
(Acetazolamide) มีชื่อทางการค้า เช่น ไดอาม็อก (Diamox) ผู้ใหญ่ 1
กรัมต่อวัน แบ่งให้วันละ 2-4 ครั้ง หรือหยอดตาที่มีตัวยาปิดกั้นบีตา เช่น
ไทโมลอล (Timolol) วันละ 2 ครั้ง ยาทั้ง 2
ชนิดออกฤทธิ์ในการลดการ
สร้างน้ำเลี้ยงลูกตา และหยอดตาด้วยยาหยอดตาไพโลคาร์พีน
(Pilocar
pine) ชนิด 4% ทุก 15-20 นาที เพื่อให้รูม่านตาหดตัว (กล้ามเนื้อม่านตา
คลายตัว) เมื่ออาการดีขึ้นอาจให้ห่างขึ้น
โดยทั่วไป
การรักษาดังกล่าวจะช่วยลดความดันลูกตาเป็นปกติภายในไม่
กี่ชั่วโมง และอีก 1-2 วันต่อมาจึงจะทำการผ่าตัด
เพื่อเปิดทางระบายน้ำ
เลี้ยงตา
การผ่าตัด ถ้าสามารถทำใน 12-48 ชั่วโมง
หลังมีอาการก็จะมีโอกาส
หายขาดได้ แต่ถ้าไม่ได้รักษา ประสาทตาจะเสีย และตาบอดได้ภายใน
2-5 วัน หลังมีอาการ นอกจากนี้ ควรจะทำผ่าตัดเปิดทางระบายน้ำเลี้ยง
ตา
ที่ตาข้างที่ปกติให้ด้วย เพราะปล่อยไว้
มีโอกาสกลายเป็นต้อหินเฉียบ
พลันในภายหลังได้
ในปัจจุบันมีวิธีผ่าตัดแบบใหม่ โดยการใช้แสงเลเซอร์
ซึ่งได้ผลดีในการ
ลดความดันลูกตา วิธีทำไม่ทำให้เจ็บปวด
และมีภาวะแทรกซ้อนน้อย
ในรายที่เป็นเรื้อรัง หากสงสัย เช่น
มีประวัติว่ามีคนในครอบครัวเป็นต้อหิน
เรื้อรัง หรือมีอาการตามัวลงเรื่อย ๆ จนต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย
ควรส่งโรง
พยาบาล เพื่อทำการตรวจวัดความดันลูกตา ถ้าพบว่าเป็นต้อหินเรื้อรังจริง
ควรให้ยาหยอดตาไพโลคาร์พีน และให้กินไดอาม็อก 1/2-1 เม็ด วันละ 4
ครั้ง เพื่อลดความดันในลูกตา ถ้าได้ผลอาจต้องกินยา
และคอยตรวจวัด
ความดันลูกตาไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าไม่ได้ผล มักต้องรักษาด้วยการผ่าตัด หรือ
รักษาด้วยแสงเลเซอร์
ข้อแนะนำ
1. ต้อหินแม้ว่าจะเป็นโรคที่ร้ายแรง แต่ถ้าได้รับการรักษาเสียแต่เนิ่น ๆ
ก็มีทางรักษาให้หายขาดได้
ดังนั้น ถ้าพบคนที่มีอาการปวดตา ตามัว
สงสัยว่าจะเป็นต้อหินควรส่งปรึกษาจักษุแพทย์โดยเร็ว
2. คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ควรตรวจวัดความดันลูกตาเป็นประจำทุกปี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีประวัติว่ามีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้มาก่อน
3. ผู้ป่วยที่เป็นต้อหิน ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้รูม่านตาขยายตัว
เช่น อะโทรพีน และกลุ่มยาแอนติสปาสโมดิก
4. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดตาที่เข้าสเตอรอยด์
นานๆ หรือ ยาหยอด
ตาที่เข้าอะโทรพีน หรือยาที่ทำให้รูม่านตาขยายตัว
เพราะอาจกระตุ้นให้
เกิดอาการต้อหิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีความดันลูกตาสูง
(โดยไม่รู้ตัว)
อยู่ก่อนแล้ว
ข้อแนะนำ
ต้อหินเป็นโรคร้ายแรง แต่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ถ้าตรวจพบแต่เนิ่นๆ
|
| |


We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation
|