เมื่อไรเราควรจะนึกถึงการตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ
เอช ไอ วี

จากประสบการณ์การทำงาน
ผู้ที่จะคิดถึงการตรวจเลือดเพื่อดูว่าเราติดเชื้อไวรัส
HIV หรือไม่นั้น
มักจะเกิดต่อเมื่อไปมีความเสี่ยงเกิดขึ้น
ทั้งแบบด้วยความมึนเมา
ด้วยการถูกชักชวน
หรือแม้นว่า
สถานการณ์พาไป
พอกลับมานั่งนึกที่หลังก็จะเริ่มรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมา
ว่าที่เราไปมีพฤติกรรมเสี่ยง
มานั้นเราจะได้รับเชื้อมาด้วยหรือไม่
มาถึงตอนนี้ก็เริ่มจะกังวลมากขึ้น
อาจเริ่มกินไม่ได้
นอนไม่หลับ
มีการย้ำคิดย้ำถามตัวเองตลอดเวลา
อาการจะเ็ป็้นอย่างไรบ้างนะ
อาการแบบนี้จะใช่หรือเปล่า
คนที่เป็นจะมีลักษณะเริ่มต้นอย่างไร
สารพัดคำถามที่เกิดขึ้นในความคิดของท่านที่ไปเกิดพฤติกรรมเสี่ยงมา
เราค่อยๆมาทำความเข้าใจ
เกี่ยวเรื่องนี้กันดูครับ
ผู้ส่งสัยว่าจะติดเชื้อ
HIV ที่ไปพบแพทย์มีกี่รูปแบบ
- ผู้ป่วยที่สัมผัสโรคแล้วไปพบแพทย์ทันที
เช่นถูกเข็มตำ ร่วมเพศกับคนที่ไม่ทราบว่าติดเชื้อหรือไม่หรือร่วมเพศกับคนที่ติดเชื้อ
HIV
การมีเพศสัมพันธ์ เกิดขึ้นได้ทั้งการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน และกับเพศตรงข้าม
- ผู้ที่มีอาการติดเชื้อ
HIV ครั้งแรก
primary HIV infection โดยจะมีอาการไข้สูงปวดตามตัว
อ่อนเพลีย เจ็บคอ
น้ำหนักลด ครั้นเนื้อ
ครั้นตัว คลื่นไส้
ต่อมน้ำเหลืองโต
มีผื่นตามลำตัว
- ผู้ที่รู้ว่าติดเชื้อ
HIV มานานแต่ยังไม่พร้อมที่จะปรึกษาแพทย์
และเปลี่ยนการตัดสินใจเพื่อรักษา
- ผู้ที่มาด้วยอาการของโรคเอดส์
การติดเชื้อ เอดส์ หรือ เอชไอวี
(HIV) เริ่มด้วย การรับเชื้อปริมาณที่พอเพียงเข้าสู่ร่างกาย
เชื้อจะพบได้จากไหนบ้าง
ในผู้ที่ติดเชื้อ เอช ไอ วี
นั้น
จะพบเชื้อได้ตามสารคัดหลั่งต่างของร่างกายอาจจะมีปริมาณเชื้อที่แตกต่างกันบ้าง
สารคัดหลั่งได้แก่อะไรบ้าง เลือด น้ำเหลือง
น้ำลาย น้ำหล่อลื่น
น้ำอสุจิ เป็นต้น
ซึ่งเชื้อจะผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางหลักๆ
1. เชื้อเข้ากระแสเลือดโดยตรง เช่น
การฉีดยาเข้าเส้นเลือดโดยใช้เข็มร่วมกันเมื่อผู้ป่วยใช้เข็มฉีดยาเลือดของผู้ป่วยจะติดอยู่ตามเข็มเมื่อผู้เสพ
นำเข้มนั้น มาแทงใส่ตัวเองก็เป็นช่องทางให้เชื้อที่เข็มเข้าสู่ร่างได้
อุบัติเหตุเข็มตำ
การรับเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อในปัจจุบันนี้เลือดบริจาคจาก
สภากาชาดจะมีการ ตรวจคัดกรองเลือดเป็นอย่างดีก่อนนำไปใช้ิ
2. เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีรอยฉีกขาดหรือแผลเปิดหรือเยื่อบุช่องปาก ช่องทวาร อวัยวะเพศ โดยเชื้อปนเปื้อนกับของเหลวจากร่างกาย
เช่นการมีสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ติดเชื้อ บุคลากรสัมผัสกับน้ำคัดหลั่งที่มีเชื้อของผู้ป่วย
การติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน
อย่า
ใช้แค่ความรู้สึกเท่านั้น
คิดว่ามีการศึกษาดี
คิดว่าเป็นคนฐานะดี
คิดว่าดูเป็นคนนิสัยเรียบร้อย
คิดว่าแต่งกายดี
ไม่น่าจะเป็นคนติดเชื้อมาก่อนได้
แค่นี้คงไม่เพียงพอครับ
เสียใจกันมานักต่อนักแล้ว
ควรใช้สมองในการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยของตัวเราเองด้วย
การไม่เปลี่ยนคู่ หากไม่
แน่ใจอย่าเสี่ยงเป็นอันขาด
หรือให้นึกถึงถุงยางอนามัยไว้
เป็นการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงบ่อย
ก็ควรหาโอกาสตรวจเลือด
เป็นระยะๆด้วย
3. การถ่ายทอดจากแม่ที่ติดเชื้อไปสู่ทารกระหว่างตั้งครรภ์ ขณะคลอด หรือ การดื่มนมแม่
ในปัจจุบันก็จะมีการให้ยาต้านกับทารกแรกคลอดที่มี
แม่ป่วยติดเชื้อ เอช ไอ วี
อยู่
ซึ่งสามารถช่วยให้ทารกมีโอกาสไม่ติดเชื้อในระหว่างคลอได้ในอัตราที่สูงขึ้น
ช่วงระยะเวลาจากรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนเชื้อไวรัสออกสู่กระแสเลือด ใช้ระยะเวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์
เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว
ระบบภูมิคุ้มกัน
จะเริ่มตรวจจับเชื้อ ไวรัส เอช ไอ
วี
และจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ในช่วง
3 - 6 สัปดาห์ขึ้นไป
ซึ่งปริมาณของแอนติบอดีย์ที่สร้างขึ้นจะขึ้นอยู่
กับประสิทธิภาพและการตอบสนองต่อเชื้อในแต่ละคน
ในช่วงที่ร่างกายมีตัวเชื้อแต่ระบบร่างกายยังสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีย์ไม่สูงพอที่ชุด
ทดสอบจะตรวจวัดได้นั้นเราเรียกช่วงนี้ว่า
Window period ช่วงนี้ถ้าจะตรวจหาว่ามีเชื้อเอดส์หรือไม่ก็สามารถตรวจได้โดยตรวจ แอนติเจน
( ตัวเชื้อ ) กว่าร่างกายจะสร้างแอนติเจนบอดี ( ภูมิคุ้มกัน )
ให้สูงพอตรวจได้จะใช้เวลาประมาณ 2- 3 เดือนขึ้นไป
(ทาง WHO แนะนำให้ตรวจ
หลังจากมีความเสี่ยงไปแล้วประมาณ
3 เดือน
เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดผลลบปลอมจากช่วง Window period นั้นเอง ) และผู้ป่วยทุกรายที่ติดเชื้อ
( 99%) จะใช้เวลาไม่เกิน 6 เดือน
ต้องตรวจพบแอนติบอดีได้แน่นอน
( ดูคริป วิดีโอ
ประกอบจะช่วยให้เข้าใจได้ดีมากยิ่งขึ้น)
ในกรณีที่ไม่แน่ใจในเรื่องระยะของความเสี่ยงที่แน่นอนก็จะใช้วิธีีการตรวจ
2
ครั้งแทนโดยจะทำการตรวจครั้งแรกที่มาพบแพทย์
และจะนัดมา
ตรวจครั้งที่สองอีกครั้งในช่วง
2-3 เดือนถัดไป (การตรวจครั้งแรกจะช่วยบอกผลย้อนหลังว่ายังไม่ได้มีการติดเชื้อหรืออาจติดเชื้อแล้วอยู่ในช่วง
window period
ในระหว่างการรอตรวจในครั้งที่สองจะต้องอยุ่ในภาวะที่ไม่มีการเสี่ยงเพิ่มเติมเป็นอันขาด
หากผลการตรวจในครั้งที่สอง
ให้ผลเป็นลบ
ก็หมายความว่าปลอดการติดเชื้อจากความเสี่ยงในครั้งสุดท้ายที่ผ่านมา
|

|

|

|
HIV Symptoms : Important HIV/Aids Info You Must Know
ลักษณะอาการของผู้ติดเชื้อไวรัส
HIV |
It is a very excellent animation which explains the hiv replication very clearly. |
เผลอเป็นพลาด(ประมาทเป็นเอดส์)
สารคดีรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์ เวอร์ชั่น ภาคเหนือ |
AIDS เอดส์
ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว
นำมาซึ่ง.....สาเหตุจากสุรา |
การตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีการติดเชื้อไวรัส
HIV มีกี่รูปแบบอะไรบ้าง
ส่วนใหญ่เรา่มักจะมีความเข้าใจว่าเมื่อต้องการจะทดสอบว่าเราติดเชื้อไวรัส
HIV แล้วหรือยัง
ก็ไปเจาะเลือด
เพื่อตรวจแต่ไม่ทราบว่าเอา
ไปตรวจอย่างไร
เราจะมาดูรายละเอียดเพิ่มเติมว่าในปัจจุบันเลือดที่เจาะเราไปนั้น
เขาไปตรวจวิธีไหน
อย่างไรกันบ้าง
มาพูดถึงตัวอย่าง
ที่ใช้ในการตรวจก่อน
ปัจจุบันมีการพัฒนาชุดทดสอบเพื่อเพิ่มความสดวกในการทดสอบ
โดยประสิทธิภาพไม่แตกต่าง
จากวิธีีมาตราฐาน
ตัวอย่างตรวจปัจจุบันได้แก่
น้ำเหลือง (ซีรั่ม) /
เลือดครบส่วน (เลือดจากปลายนิ้ว)
/ น้ำลาย เป็นต้น
รูปแบบการตรวจ
ในปัจจุบันจะเป็นการตรวจหาแอนติบอดีย์ต่อเชื่อ
HIV / การตรวจหาชิ้นส่วนหรือตัวเชื้อของไวรัส
HIV
นับตั้งแต่ได้มีการพัฒนาชุดตรวจหาแอนติบอดีย์ต่อเชื้อ
HIV ขึ้นในปี คศ 1985 ได้มีการผลิตชุดทดสอบหาแอนติบอดีย์
ออกมาหลายรูปแบบ
หนึ่งในนั้นก็คือ
Emzyme linked
immunosorbant assays (ELISA) และ Rapid
screening
HIV tests ชุดน้ำยาที่ผลิตออกในในยุคแรก
( first generation) ตัวแอนติเจนที่ใช้ในการทดสอบนั้นยังทำจากตัวเชื้อ
HIV จริง
(Viral lysate) ซึ่งยังมีอันตรายต่อผู้ทำการทดสอบได้อยู่
และผลบวกที่ได้นั้นจะต้องนำไปทดสอบยืนยันด้วยวิธี
Western Blot
technology ซึ่งเป็นวิธีที่มีขั้นตอนการทดสอบที่ซับซ้อน
ต้องใช้เวลานาน
และราคาทดสอบที่ค่อนข้างสูง
ถัดมาได้มีการพัฒนาชุดทดสอบหาแอนติบอดีย์ต่อเชื้อไวรัส
HIV ต่อมาเป็นรุ่นที่สอง
( Second generation) และรุ่นที่สาม
( Third generation ) ตามลำดับ
โดยเป็นการพัฒนาแอนติเจนที่ใช้ในการทดสอบจากการใช้จากเชื้อไวรัสจริงมาใช้หลักการ
recombinant proteins and synthetic peptides
นอกจากจะทำให้ผู้ทำการทดสอบมีความปลอดภัยมากขึ้นแล้ว
ยังเพิ่ม
ความไว(sensitivity)
และ ความจำเพาะ (specificity) ของการทดสอบให้สูงมากขึ้นอีกด้วย
ทำให้เวลาที่ใช้ในการทำการทดสอบ
สั้นลง (แบบ rapid test ใช้เวลาแค่
15-20 นาที)
และทำให้เวลาของ window period สั่นลงอีกด้วย
(ปัจจุบัน window period
ลดลงมาเหลือที่ไม่เกิน 3
เดือน บางผลิตภัณฑ์
สามารถตรวจได้ในช่วง 2
เดือนขึ้นไป
แต่ตามมาตรฐานของ WHO กำหนดให้เริ่มตรวจ
ครั้งแรกหลังจากเกิดความเสี่ยงมาแล้ว
3 เดือนขึ้นไป
หากผลยังไม่ชัดเจนให้ตรวจซ้ำต่อไปที่ช่วง
6 เดือนและหรือที่ 12เดือนในบาง
กรณีต่อไป
ล่าสุดได้มีการพัฒนาชุดทดสอบไปเป็นรุ่นที่
4 ( forth generation) ซึ่งในรุ่นนี้ได้มีการพัฒนาการตรวจหาแอนติเจนและแอนติบอดีย์
ไปพร้อมกันในรูปแบบ rapid
screening test สำหรับการตรวจหาแอนติเจนจะเน้นการตรวจหา
p 24 เป็นหลัก
สามารถลดระยะ
window period ลงมาอยู่ที่
30 -45 วันเท่านั้น
ชุดตรวจกรองขั้นต้นใน 4th
generation
นี้เริ่มมีการใช้ในต่างประเทศที่เจริญแล้ว
สำหรับบ้านเราต้องรอการตรวจสอบรับรองจากทาง
อย.
ก่อนจึ่งจะสามารถนำมาใช้ได้
เนื่องจากการทดสอบด้วยวิธี
Elisa นั้นมีข้อจำกัดบางประการคือ
ผลที่ได้นั้นจะมีความถูกต้องแม่นยำสุงมากน้อยแค่ไหนนั้นขึ่นอยุ่กับ
ประสบการณ์ของผู้ทำการทดสอบแล้ว
ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นอีกเช่น
เครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบมีวัสดุสิ้นเปลืองที่เกิดขึ้นและต้องกำจัด
ทิ้งแบบปลอดเชื้อ
ต้องมีการเตรียมน้ำยาก่อนการใช้งาน
ต้องมีกระแสไฟฟ้าที่คงที่
ต้องใช้ตู้เย็นในการเก็บรักษาน้ำยา
และต้องใช้น้ำกลั่น
ที่บริสุทธิ์ในการทำการทดสอบ
การทดสอบที่ต้องใช้เวลาในการทำการทดสอบประมาณ
60 90 นาที
และต้องรอจำนวนการทดสอบ
ให้มีจำนวนระดับหนึ่งให้เหมาะสมกับการเริ่มต้นทำการทดสอบ
นั้นคือการทดสอบแบบ ELISA
จะเหมาะกับการตรวจที่มีตัวอย่างรอการตรวจเป็นจำนวนมากเช่นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐที่มี
อุปกรณ์
บุคลากรและตัวอย่างการทดสอบที่มีจำนวนมากพอ
ส่วนสถานที่ตรวจที่ต้องการความเร่งด่วนในผลการตรวจหรือมีการขอตรวจ
มาเป็นระยะ
หรือไม่สามารถที่จะใช้เครื่องมือระดับ
ELISA ได้
ก็จะใช้ชุดตรวจคัดกรองขั้นต้นซึ่ง
ในการพัฒนาชุดทดสอบในปัจจุบัน
แทบจะไม่มีความแตกต่างทั้งด้าน
sensitivity และ specificity โดยปกติแล้วชุดตรวจแบบคัดกรองขั้นต้น
CICA (color immuno
chromatographic assay) จะให้ sensitivity ที่ดีกว่าส่วนวิธี
ELISA จะให้ด้าน specificity
ที่ดีกว่า
ดังนั้นการจะเลือกใช้วิธี
Elisa หริอวิธี Rapid immuno
screening test pattern ในการตรวจเพื่อป้องกันการผิดพลาดในรูปแบบที่
เหมือนกัน
1. การตรวจหาแอนติเจนบอดี
( ภูมิคุ้มกัน )ต่อเอชไอวี
(HIV)
(Anti-เอดส์
หรือ เอชไอวี (HIV)
antibody)
1.1 CICA Screening test ( Color Immuno Chromatographic Assay)
เป็นชุดตรวจคัดกรองขั้นต้น
ที่นิยมใช้กันแพร่
หลายเนื่องจาก ทำได้ง่าย
ไม่แพง
ไม่ต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือเสริม
ใช้เวลาในการทดสอบเพียง 15-20
นาที มีความไวมาก
ความแม่นยำเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
สามารถตรวจได้ที่จุดตรวจได้ทันที
ถ้าตรวจแล้วให้ผลบวกสองครั้ง
จากน้ำยาของต่างบริษัท
ก็ค่อนข้างมั่นใจได้ ส่วนสถานที่ตรวจที่ต้องการความเร่งด่วนในผลการตรวจหรือมีการขอตรวจมาเป็นระยะ
หรือไม่สามารถที่จะ
ใช้เครื่องมือระดับ ELISA ได้
ก็จะใช้ชุดตรวจคัดกรองขั้นต้น
( membrane EIA, Lateral flow chromatographic,
Particle agglutination เป้นต้น)
1.2 ELISA : เป็นการ
"ตรวจคัดกรอง"
(screening
test) ที่เริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ยุดเริ่มต้นมีการตรวจ
ได้มีการพัฒนามาจนถึงรุ่นที่สาม
เหมาะกับการตรวจที่มีตัวอย่างรอการตรวจเป็นจำนวนมากเช่นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐที่มีอุปกรณ์
มีบุคลากรและตัวอย่างการ
ทดสอบที่มีจำนวนมากพอไม่แพง
มีความไวมาก
ความแม่นยำเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่ไม่เหมาะในกรณีต้องการผลแบบด่วน
หรือลักษณะงานที่มีการตรวจเป็นระยะๆในจำนวนที่ไม่มาก
ดังนั้นการจะเลือกใช้วิธี Elisa
หริอวิธี Rapid immuno screening
test ก็ขึ้นกับความพร้อม
ความเหมาะสมของรูปแบบของ
งาน
เพราะทั้งสองรูปแบบก็มี pattern
ในการตรวจเพื่อป้องกันการผิดพลาดในรูปแบบที่
เหมือนกัน
1.3 Western blot assay : เป็นการ
"ตรวจยืนยัน"
การติดเชื้อ เอดส์ หรือ เอชไอวี
(HIV)
ที่นิยมมากที่สุดในช่วงยุดต้นๆ
เพราะ
มีความไว
และความแม่นยำสูงกว่าวิธี ELISA
ในยุดแรกๆ
แต่ราคาแพงกว่า
ใช้เวลามากกว่า
ขั้นตอนในการทำตรวจยากกว่า
1.4 Indirect immunofluorescent assay (IFA) : คล้าย
Western
blot มีความไวและความแม่นยำพอๆกัน
1.5 Radioimmunoprecipitation assay (RIPA) :ให้ผลไวกว่า
Western
blot แต่ทำยากมักใช้ในงานวิจัยเท่านั้น
2. การตรวจหาแอนติเจน(ตัวเชื้อ)
ส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจหา
p24
antigen ในเลือดด้วยวิธี
ELISA
สามารถตรวจ
หาตัวเชื้อในช่วงที่แอนติเจนบอดี
( ภูมิคุ้มกัน
)ยังไม่ขึ้น
( window
period ) แต่ก็มีข้อเสียคือความไวยังน้อย
ปัจจุบันมีการพัฒนาชุดทดสอบไปเป็นรุ่นที่
4 ( forth generation) ซึ่งในรุ่นนี้ได้มีการพัฒนาการตรวจหาแอนติเจนและ
แอนติบอดีย์ไปพร้อมกันในรูปแบบ rapid
screening test สำหรับการตรวจหาแอนติเจนจะเน้นการตรวจหา
p 24 เป็นหลัก
สามารถลดระยะ window period ลงมาอยู่ที่
30 -45 วันเท่านั้น
3. การเพาะเชื้อไวรัส
ทำยาก
ราคาแพง ความไวน้อย
แต่ถ้าให้ผลบวก
ก็ถือว่าแม่นยำที่สุด
(ความจำเพาะสูง)
4. การตรวจหา
DNA
ของไวรัส
วิธีนี้คือการหาโดยอาศัยการเพิ่มปริมาณ
DNA
เรียกว่า
PCR
(Polymerase chain
reaction) ตรวจได้แม้จะมีปริมาณ
DNA
เพียงน้อยนิด
(มีความไวสูง)
ถือเป็นวิธีการ
"ตรวจยืนยัน"
ที่แน่นอนที่สุด
แผนผังแนวทางการใช้ชุด
ตรวจคัดกรองขั้นต้นในการดำเนินการทดสอบหาแอนติบอดีย์ต่อไวรัส
HIV จากตัวอย่างเลือดครบส่วน
หรือน้ำเหลืองโดยก่อนเริ่มการทดสอบ
ควรจะมีการแนะนำ
ให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจและเรื่องของการติดเชื้อไวรัส
HIV ให้กับผู้ที่
ต้องการจะตรวจก่อน
การเลือกใช้ชุดทดสอบตัวที่สองในการทดสอบ
ควรเป็นชุด
ทดสอบที่มีบางส่วนของแอนติเจนที่แตกต่างจากชุดแรก
หรือควรมีผลการทดสอบ
Sensitivity และ Specificity
ที่คนละระดับกันด้วย
|
RAPID HIV TESTS:
Guidelines for use in HIV testing and counselling services in resource-constrained setting
WHO (Would Health Organization |
การตรวจในบ้านเราส่วนใหญ่จะใช้รูปแบบ
Serial testing
เป็นรูปแบบในการทำการทดสอบ
โดยชุดทดสอบทั้งสองชนิด
ควรมีแอนติเจนบางส่วนที่แตกต่างกันเช่น
ชุดตรวจหา HIV type I
ชุดแรกจะมีแอนติเจนเป็น gp41
กับ p120 อีกชุดหนึ่ง
ก็อาจจะเป็น gp41 กับ p24 ( gp41
เป็นแอนติเจนลักษณะจำเพาะของ
HIV type I )

จาก pattern ข้างต้นจาก WHO
จากการใช้ชุดตรวจคัดกรองขั้นต้น
2 ชนิดมาใช้ดำเนิกการในการตรวจ
กรอง
ในกรณีที่ผลการตรวจของทั้งสองวิธีให้ผลที่แตกต่างกัน
ก็จะออกผลว่า " Inconclusive "
ก็นัด
ให้อีกช่วง 6
สัปดาห์มาตรวจซ้ำใหม่ (
เพื่อดูว่าปัญหาเกิดจาก Window
period หรือไม่) หากยังให้ผล
ที่แตกต่างกันเหมือนเดิม
ก็จะส่งตรวจในระดับเพื่อยืนยัน
(Confirm test ) ต่อไป
แนวทางใหม่เกี่ยวกับการตรวจโรคเอดส์
01/06/2007
ในการเสนอการแนะแนวทางใหม่เกี่ยวกับการตรวจโรคเอดส์ โครงการโรคเอดส์ของสหประชาชาติ หรือ UNAIDS
และ
องค์การอนามัยโลก
กล่าวว่าคนที่ติดเชื้อไวรัส HIV ราว 80% ไม่ทราบว่าตนติดเชื้อ
ตามรายงานนั้นผู้ที่ติดเชื้อไวรัส HIV
ทั่วโลกมีเป็นจำนวนราว 40 ล้านคน และมากกว่า 60%
อยู่ในทวีปเอฟริกา ผู้อำนวยการโครงการ HIV AIDS
ขององค์การ
อนามัยโลกกล่าวว่าการแนะแนวมีความสำคัญอย่างยิ่ง ขนาดที่ทั่วโลกกำลังพยายามต่อสู้โรคร้ายนี้ ส่วนเจ้าหน้าที่ UNAIDS
กล่าวว่า
แทนที่จะรอให้ผู้ป่วยมาของรับการตรวจตามคลีนิค และโรงพยาบาล
ข้อเสนอแนะแนวทางฉบับใหม่ขอให้เจ้าหน้าที่
บริบาลสุขภาพเสนอให้การตรวจ HIV เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพที่ทำเป็นกิจวัตร
พอล ดีเลย์ แห่ง UNAIDS กล่าวว่าแนวทางใหม่นี้ส่งเสริมให้ผู้ให้บริการบริบาลสุขภาพเสนอแนะให้ผู้ที่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย
หรือผู้ที่อยู่ในข่ายได้ข่ายได้ประโยชน์ด้านสุขภาพรับการตรวจ HIV อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่กล่าวว่าไม่ควรบีบบังคับ
หรือโน้ม
น้าวให้ทำตามโดยไม่สมัครใจ
ขณะเดียวกันผู้ที่ตรวจพบว่าติดเชื้อควรได้รับการปรึกษาแนะนำ
ต่อหลังจากนั้น
เจ้าหน้าที่องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า นอกจากจะได้รับการบำบัดรักษาที่มักจะไม่ได้รับหากไม่ได้การตรวจพบว่าติดเชื้อแล้ว
คนที่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อจะระวังไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น
เควิน เจคอบ ผู้อำนวยการโครงการ
HIV/AIDS ขององค์การอนามัยโลกกล่าวว่า มีข้อมูลจากสหรัฐแสดงให้เห็นว่า
ในทันที
ที่คนทราบว่าตัวเองติดเชื้อไวรัส HIV คนเหล่านั้นมักมีพฤติกรรมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
และผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ต้องการทำทุกอย่าง
ที่ทำได้ เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อให้ผู้อื่น ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ไม่แน่ชัดว่าข้อให้นำให้มีการเสนอการตรวจเชื้อไวรัส HIV
ดังกล่าวจะมีผลอย่างไรในประเทศยากจน
โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าระบบบริบาลสุขภาพในหลาย
ประเทศไม่ค่อยเป็นระเบียบ
คนติดเชื้อไวรัส HIV จำนวนมากไม่แสวงหาการบำบัดรักษาจนกระทั่งป่วยหนักและเสียชีวิตเร็ว
กว่าที่ควรจะเ็ป็น
แต่หากได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องในการระวังรักษาสุขภาพตนเอง
การป้องกันไม่ให้ผู้อื่นได้รับเชื้อจากตน
มีการทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง
รูจักดูแลสุขภาพและหลีกเลี่ยงสิ่งที่บันทอนสุขภาพ
มีจิตใจที่สงบและเบิกบาน
เราจะ
สามารถอยู่ร่วมอย่างปกติในสังคมได้อย่างยาวนานเลยทีเดียว
ติดตามต่อในหน้าถัดไป Click next
page
ผลิตภัณฑ์ชุดทดสอบการติดเชื้อ
HIV
สามารถตรวจได้หลังเกิดการเสี่ยงแล้ว
2-3 เดือนขึ้นไป
วิชัย อัศวิษณุ MT CMU แปล
รวบรวมและเรียบเรียง
รวมถึงประสบการณ์
จากการทำงาน
|