BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

สอบถามปัญหาแบบออนไลน
Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat

top


Healthcare Natural Supplement News  
ข่าวความก้าวหน้าของ
การ
ตรวจวินิจฉัยโรคทางแล็ป
เรื่องไวรัส HIV

ยารักษา โรคเอดส์ 
AIDS Treatment

 

Skin and Acne 
    ศึกษาเรื่องของสิว


Skin and Acne 
    ศึกษาเรื่องของผิวหนัง

   

1. AHA (Alpha hydroxy
    acid) 
    Glycolic acid


2. BHA (Beta hydroxy 
    acid)
    Salicylic acid

3. Derma&Skin Roller
   
ลูกกลิ้งเข็มเพื่อใช้ในการ
    กระตุ้นและปรับสภาพผิว


4. Copper peptide 
    คอปเปอร์ เปปไทด์

5. Skin needling & 
    Facial Mesotherapy
    การใช้เทคนิค ลดริ้วรอย
    หน้าหมองคล้ำ จุดด่างดำ
    ลดปัญหาแผลหลุมสิว
    ด้วยตนเองที่บ้าน


Vitamin - วิตามิน
สารอินทรีย์ที่จำเป้นต่อ
การเจริญเติบโต สุขภาพ
สมบูรณ์



L- Glutathione
แอล-กลุตาไธโอน

skin whitening
ผลิตภัณฑ์ช่วยเสริมผิวขาว
อย่างธรรมชาติ

L- Carnitine
แอล คาร์นิทีน
ผลิตภัณฑ์ช่วยลดน้ำหนัก
อย่างธรรมชาติ

  Coemzyme Q10
โคเอ็มไซม์ คิวเท็น

ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต
หัวใจ ความดันโลหิต
ช่วยลดริ้วรอยคืนความ
อ่อนเยาวืให้กับผิวหนัง

Minerals
เกลือแร่

สารอาหารที่มีความจำเป็น
ต่อการเจริญเติบโต สุขภาพ
แข็งแรง เป็นปกติ
  

 

 

 

Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

 

 
Custom Search

   ยารักษา โรคเอดส์ - AIDS Treatment
From Wikipedia, the free encyclopedia
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภก.วิรัตน์ ทองรอด มูลนิธิหมอชาวบ้าน

วัตถุประสงค์ ช่วยถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับไวรัส 
HIV และโรคเอดส์ สามารถแนะนำเพิ่มเติม หรือเผยแพร่ความรู้ต่อได้
                       
วิชัย อัศวิษณุ (Med Tech)  แปล รวบรวม เรียบเรียง

   ยารักษา โรคเอดส์
   คำถาม ปัจจุบัน ยารักษาโรคเอดส์ ให้หายได้ไหม?
   โรคเอดส์เป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งมีสาเหตุจากเชื้อ ไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งมีชื่อเต็มๆ ว่า human 
   immuno-  deficiency virus หรือแปลความหมายเป็นไทยว่า ไวรัสที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของ
   มนุษย์บกพร่องผิดปกติ ไม่สมบูรณ์  ทั้งนี้เพราะไวรัสเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือด ขาวชนิดทีลิมโฟไซต์ 
   (T-lymphocyte) หรือเม็ดเลือด ขาวซีดี4 ทำให้มีปริมาณลดลงเรื่อยๆ ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย
   ลดน้อยลง จนไม่สามารถปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อได้ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย (โรคติดเชื้อ ฉวย
   โอกาส๑) เกิดภาวะแทรกซ้อน และถึงแก่ชีวิตในที่สุด

   ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้กว่า ๔๐ ล้านคน หรือประมาณร้อยละ ๑ ของประชากรโลก 
   ประเทศไทยมีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุขว่าปี พ.ศ.๒๕๔๙ มีคนไทยติดเชื้อไวรัสเอชไอวีประมาณ 
   ๓ แสนคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ ๒ หมื่นรายต่อปี และเสียชีวิตจากโรคนี้ปีละประมาณ 
   ๕,๐๐๐ ราย
   ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามรณรงค์เพื่อลดการเกิดผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ให้ลดน้อยลงกว่าในอดีต 
   พร้อมทั้งได้บรรจุการรักษาผู้ป่วยโรคนี้ในโครงการประกัน สุขภาพแห่งชาติ ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยได้
   รับยาต้านเชื้อไวรัส เอชไอวีมากขึ้น ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดอัตราการตายก่อนเวลาอันควร
   ลงได้เป็นอันมาก แต่เนื่องจากปริมาณผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในประเทศไทยมีจำนวนมาก   
   จึงเป็นปัญหาสุขภาพและสาธารณะหนึ่งที่สำคัญและมีระดับความรุนแรงอย่างมากต่อผู้ป่วย ครอบครัว 
   ชุมชน สังคม และประเทศ ทั้งด้านการดูแลรักษาพยาบาล ค่าใช้จ่าย เศรษฐกิจ จิตใจ และคุณภาพ ชีวิต
   ของสังคมไทยทั้งประเทศ

   ยารักษาโรคเอดส์ (หรือยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี)
   ไวรัสเอชไอวีเป็นเชื้อที่ทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย  
   โดยเชื้อชนิดนี้จะมีความจำเพาะกับเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ชื่อทีลิมโฟไซต์ ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาว
   ที่ทำหน้าที่คุ้มกันป้องกันและทำลายการติดเชื้อโรคหรือสิ่ง แปลกปลอมชนิดต่างๆ เซลล์เม็ดเลือดขาว
   ชนิดนี้ที่เยื่อหุ้มเซลล์จะมีส่วนประกอบที่เรียกว่าซีดี4 ซึ่งเป็นตำแหน่ง สำคัญที่จำเพาะต่อการเกาะตัว
   ของอนุภาคของไวรัสเอชไอวี ดังนั้นจึงอาจเรียกทีลิมโฟไซต์ว่าเม็ดเลือดขาว ชนิดซีดี4

   เมื่อเริ่มติดเชื้อใหม่ๆ จำนวนเชื้อไวรัสยังมีไม่มาก ก็ จะค่อยๆ เพิ่มจำนวนในร่างกายมากขึ้นๆ ด้วยการ
   ทำลาย ทีลิมโฟไซต์ชนิดนี้ไปเรื่อยๆ ถ้ายิ่งร่างกายอ่อนแอและภูมิต้านทานไม่ดี  
   การเพิ่มจำนวนของไวรัสด้วยการทำลายเซลล์ทีลิมโฟไซต์ ก็จะยิ่งมีมากขึ้นและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง 
   ทำให้จำนวนไวรัสมากขึ้น ดังนั้น การตรวจหาระดับความรุนแรงของโรคเอดส์ จึงสามารถตรวจด้วย
   การตรวจหาปริมาณทีลิมโฟไซต์ หรือเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี4 (CD4 + T-cell) ที่เรียกว่า   
  "ระดับเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี4"
ซึ่งถ้ามีการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีรุนแรงมากขึ้น ระดับเม็ดเลือดขาว
   ชนิดซีดี4 ก็จะมีปริมาณลดต่ำลงเรื่อยๆ

   ในทางตรงกันข้ามอาจตรวจวัดระดับความรุนแรงของโรคเอดส์ได้จากปริมาณไวรัส ซึ่งเรียกว่า   
   ¯การตรวจหาปริมาณไวรัสในกระแสเลือด˛ (viral load) ซึ่งถ้ามีการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีรุนแรงมากขึ้น 
   ปริมาณไวรัสชนิดนี้ในกระแสเลือดก็จะมีปริมาณมากขึ้น ซึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับระดับเม็ดเลือด
   ขาวชนิดซีดี4 เสมอ ยาที่มีการวิจัยและค้นพบเพื่อนำมาใช้ต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีชนิดแรกคือ เอแซดที (AZT 
   หรือ Zidovudine หรือ ZDV) ซึ่งเริ่มใช้ปี พ.ศ.๒๕๓๐ และมียาชนิดใหม่ๆ ตามมาอีกเป็นจำนวนมาก
   ที่นำมาใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยโรค เอดส์ เช่น Stavudine (d4T) Didanosine (ddI) Lamivudine  
   (3TC) Abacavir (ABC) Tenofovir (TDF) Nevirapine (NVP) Efavirenz (EFV) 
   Lopinavir (LPV) Ritonavir (RTV) Saquinavir (SQV) Indinavir (IDV) เป็นต้น
        
   ยาออกฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีได้อย่างไร
   ปกติเชื้อไวรัสเอชไอวีเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะตรงไปที่เซลล์ทีลิมโฟไซต์เพื่อเริ่มกระบวนการติดเชื้อและทำลาย 
   เซลล์ ด้วยการแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ พร้อมทั้งสั่งให้เซลล์สร้างองค์ประกอบของไวรัส ไม่ว่าจะเป็น RNA 
   โปรตีน หรือเยื่อหุ้ม ฯลฯ เมื่อสร้างองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้เรียบร้อย ก็นำส่วนต่างๆ มาประกอบกันเป็น
   อนุภาคเป็นตัวของไวรัสเอชไอวีจำนวนมหาศาล และ    ซึมออกนอกเซลล์ ไปติดเชื้อเซลล์อื่นต่อไป     
   เซลล์ทีลิม-โฟไซต์ ที่ถูกติดเชื้อแล้วก็จะตายไป

   ขั้นตอนการสร้างองค์ประกอบของไวรัสภายในเซลล์ มีขั้นตอนที่สำคัญต่อการออกฤทธิ์ของยาคือขั้นตอน
   การสร้างสายพันธุกรรม RNA ที่ต้องอาศัยเอนไซม์ reverse transcriptase และขั้นตอนการตัด
   ย่อยสายโปรตีนให้มีขนาดเหมาะสมซึ่งต้องอาศัยเอนไซม์โพรเทส (protease) เอนไซม์ทั้ง ๒ ชนิดนี้เป็น
   จุดสำคัญที่ยาออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเอชไอวี

   ยาที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีจึงแบ่งได้เป็น   ๒ กลุ่มคือ ยาที่ยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase 
   และยาที่ยับยั้งเอนไซม์โพรเทส
   ตัวอย่างยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ reverse transcrip-tase ได้แก่ Stavudine (d4T) Didanosine 
   (ddI) Lamivudine (3TC) Abacavir (ABC) Tenofovir (TDF) Nevirapine (NVP)
   Efavirenz (EFV) เป็นต้น

   ตัวอย่างยาอีกกลุ่มหนึ่งที่มีฤทธิ์ต่อเอนไซม์โพรเทส ได้แก่ Lopinavir (LPV) Ritonavir (RTV) 
   Saquinavir (SQV) Indinavir (IDV) เป็นต้น
   นอกจากยาทั้ง ๒ กลุ่มนี้แล้วปัจจุบันยังมียาใหม่อีกชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการเกาะติดของไวรัสที่เยื่อหุ้ม
   เซลล์ของทีลิมโฟไซต์คือ ยา Enfuvirtide ซึ่งมีใน     รูปแบบของยาฉีด และจะใช้เป็นตัวเลือกสุดท้าย 
   กรณีที่มีการดื้อยาชนิดอื่นๆ แล้วเท่านั้น

   ในห้องวิจัยและพัฒนายาหลายแห่งทั่วโลกกำลังมุ่งพัฒนายาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีชนิดใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือก
   และความหวังในการรักษาโรคเอดส์ และคาดว่าอนาคตอันใกล้นี้อาจมียาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีชนิดใหม่ๆ 
   ที่มีกลไกการออกฤทธิ์ใหม่ๆ มีประสิทธิภาพที่ดี ปลอดภัย และมีผลข้างเคียงน้อย ดีกว่ายาเดิม มาใช้กับ
   ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีเพิ่มขึ้น 

   หลักการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดี
   เนื่องจากยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีมีผลลดจำนวนเชื้อไวรัสให้น้อยลง พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวซีดี4   
   เพิ่มมากขึ้น ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น โอกาสที่จะ ติดเชื้อโรคฉวยโอกาสก็จะลดลง 
   และสามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มียาที่ทำให้หายขาด ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี
   ที่เริ่มใช้ยาจึงต้องใช้ยาติดต่อกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อยับยั้งเชื้อ ควบคุมไม่ให้เชื้อ เพิ่มจำนวนมากขึ้น 
   และจะต้องใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี อย่างน้อย ๓ ชนิด เพื่อให้เกิดผลดี ทั้งยังต้องกินยาตรง 
   เวลาสม่ำเสมอทุกวัน มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาการดื้อยาได้ง่าย เพราะถ้าเกิดการดื้อยาแล้ว 
   ผู้ป่วยจะต้องเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่นๆ ที่ให้ผลการรักษาเท่าเทียมกันหรือด้อยกว่า 
   แต่จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงกว่ากันมาก ทั้งยังอาจมีอาการอันไม่พึงประสงค์ 
   หรือผลข้างเคียงจากยาที่พบได้บ่อยกว่าและ/หรือมีอาการข้างเคียงที่รุนแรงกว่าด้วย

   ดังนั้น ก่อนเริ่มใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี ผู้ป่วยควรได้มีความรู้และความเข้าใจเรื่องการใช้ยากลุ่มนี้ 
   อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวิธีใช้ จำนวนและขนาดของเม็ดยา เวลาที่ใช้ยา ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ 
   และมีความพร้อมในการปฏิบัติตามการใช้ยาอย่างถูกต้อง  ตรงเวลา และสม่ำเสมอ 
   พร้อมทั้งจะต้องไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อให้ยาได้ผลดี ประหยัด และปลอดภัยต่อผู้ติดเชื้อ ซึ่งสรุปได้เป็นข้อๆ 
   ดังนี้
   ๑. การเริ่มใช้ยาต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
   ๒. ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ต้องมีค่าระดับเม็ดเลือดขาวซีดี4 ต่ำกว่า ๒๐๐ หรือเมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการอื่นๆ 
        ผิดปกติ อันใดอันหนึ่งของโรคติดเชื้อฉวยโอกาส
   ๓. ผู้ใช้ยาควรมีความรู้และความเข้าใจเรื่องการใช้ยากลุ่มนี้อย่างชัดเจน และมีความพร้อมปฏิบัติตาม
        การใช้ยาอย่างถูกต้อง ตรงเวลา สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง
   ๔. ต้องใช้ยาอย่างน้อย ๓ ชนิดร่วมกัน ตามคำแนะนำของแพทย์
   ๕. ผู้ใช้ยาควรมีความรู้ถึงผลดีของการรักษา และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อเฝ้าระวัง สังเกต 
       และดูแลตนเองขณะใช้ยา หรือไปพบแพทย์เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้น
      
   การตรงต่อเวลาในการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี
   จากการศึกษาพบว่า ถ้าผู้ป่วยใช้ยากลุ่มนี้ไม่ตรง ตามเวลาตั้งแต่ร้อยละ ๕ ขึ้นไปก็อาจทำให้เกิดการดื้อยา
   ขึ้นได้    
   ดังนั้นจึงควรใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีอย่าง สม่ำเสมอและตรงเวลา เพื่อคงประสิทธิภาพที่ดีของยาต่อไป  
   ไม่เกิดการดื้อยา
   ตัวอย่างเช่น การใช้ยาวันละ ๒ ครั้ง โดยให้ห่าง กัน ๑๒ ชั่วโมง ถ้าใช้ยามื้อเช้ามื้อแรกเวลา ๐๘.๐๐ น. 
   (แปดโมงเช้า) มื้อที่ ๒ ก็ควรใช้เวลา ๒๐.๐๐ น. (๒ ทุ่ม) เป็นต้น 
        
   รู้ได้อย่างไรว่าใช้แล้วได้ผลหรือไม่?
   เมื่อเริ่มใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีอย่างถูกต้องและ เหมาะสมไปแล้วสักระยะหนึ่ง จะสังเกตว่ายาเริ่มเห็นผล    
   ได้จากน้ำหนักตัวที่เริ่มเพิ่มขึ้น โรคฉวยโอกาสที่เคยเป็นจะมีอาการดีขึ้นและลดความรุนแรงลงหรือไม่มี 
   ระดับเม็ดเลือดขาวซีดี4 มีปริมาณเพิ่มขึ้น ปริมาณไวรัสในเลือด ลดน้อยลง และคุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น 
   ซึ่งมีรายงานว่า มีผู้ป่วยที่ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและมีอายุยืนยาว จนถึงปัจจุบันก็เกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว และยัง
   สามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ 
      
   ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย
   อาการข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้สูง ผื่นลมพิษ เยื่อบุตาอักเสบ เยื่อบุปากอักเสบ หายใจขัดหรือหอบ เป็นต้น 
   ซึ่งยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีที่พบอาการข้างเคียงได้บ่อยที่สุดคือ เนวิราพิน (Nevirapine, NVP) 
   ซึ่งแก้ไขด้วยการเริ่มใช้ยาชนิดนี้ขนาดครึ่งหนึ่งของขนาดปกติเป็นระยะเวลา ๒ สัปดาห์ ถ้าไม่เกิดปัญหาใดๆ 
   ก็จะเพิ่ม ขนาดของยาให้เป็นขนาดปกติ

   นอกจากนี้ อาจพบอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น     ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องอืด นอน  ไม่หลับ 
   ฝันร้าย เป็นต้น อาการเหล่านี้มักเป็นในช่วงแรกของการใช้ยา และอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน ๒ เดือน 
   แต่ถ้ามีอาการซีด ตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ชาปลายมือปลายเท้า นิ่วในไต น้ำตาลในเลือดสูง 
   ไขมันกระจายตัวผิดปกติ (ลงพุง ไขมันพอกที่ต้นคอ หน้าอก แต่หน้าตอบและแขนขาลีบ) 
   โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อที่เริ่มยาต้านฯ เมื่อซีดี4 ต่ำมาก ก็ควรกลับไปปรึกษาแพทย์
        
   วัคซีนรักษาโรคเอดส์ 
วัคซีนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคเอดส์ ซึ่งมีข่าวความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับ
    ต่างประเทศ เมื่อหลายปีที่ผ่านมามีการพัฒนาวัคซีนชนิดนี้ขึ้นเพื่อประโยชน์ของชาวโลก  ข้อมูล
    ปัจจุบันพบว่า การทดลองใช้วัคซีนโรคเอดส์ ยังไม่ค่อยได้ผลดีในระดับที่น่าพอใจนัก คงต้องรอ
    คอยเวลาให้กับนักวิจัยและพัฒนาวัคซีนต่อไปในอนาคต
        
   การใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร 
   อีกเรื่องหนึ่งที่สาธารณชนให้ความสนใจคือ การใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร (Compulsory  
   Licensing-LC) ซึ่งรัฐบาลไทยได้ใช้กับยา ๓ ชนิด คือ Efavirenz, Lopinavir/Ritonavir และ 
   Clopidogrel ด้วยวัตถุประสงค์ต้องการให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยา แต่จัดหายาไม่ได้   
   ซึ่งอาจเกิดจากปัญหาเรื่องราคาค่าใช้จ่ายของยาต่าง-ประเทศที่มีราคาสูง ผู้ป่วยไม่มีเงินเพียงพอในการ
   จัดหา ยา ซึ่งทางรัฐบาลจึงประกาศใช้สิทธินี้เพื่อลดค่าใช้จ่าย ทำให้ยามีราคาย่อมเยา 
   รัฐสามารถจัดหามาบริการแก่ผู้ป่วยเหล่านี้ โดยไม่กระทบต่อผู้ป่วยที่มีฐานะเพียงพอในการใช้ยาราคา
   แพงๆ จากต่างประเทศ

   จำนวนยาทั้ง ๓ ชนิดนี้ มีเพียงชนิดเดียวที่เป็น    ยารักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ ยาชนิดที่ ๓    
   Clopidogrel ส่วนที่เหลืออีก ๒ ชนิด เป็นยาต้านเชื้อไวรัส เอชไอวีทั้งสิ้น ทั้ง Efavirenz และ 
   Lopinavir/Ritonavir เป็นยาสำคัญสำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีที่ดื้อต่อยาสูตรพื้นฐาน ซึ่งมีผู้ป่วย
   เอดส์กว่า ๑ แสนคนที่จำเป็นต้องใช้ Efavirenz แต่ติดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย

   ขณะที่ยังมีผู้ติดเชื้ออีกกว่า ๑ แสนคนที่จำเป็นต้องใช้แต่ไม่สามารถใช้ยา Lopinavir/Ritonavir ได้ จึง
   เป็นเหตุผลทางมนุษยธรรมของประเทศและเป็นสิทธิขั้น    พื้นฐานของประชาชนชาวไทยในการที่จะได้รับ
   การรักษาที่ดีจากรัฐ เพื่อลดการเจ็บป่วย ทุกข์ทรมาน และถึงแก่ชีวิต 

   ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีเป็นยาที่ดี มีประโยชน์ แก่ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี
   ซึ่งจะต้องได้รับคำปรึกษาเรื่องการเริ่มใช้ยา การใช้ยาที่ดี และการติดตามการใช้ยากับแพทย์ บนพื้นฐาน
   ของความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมของผู้ป่วยในการใช้ยาอย่าง ถูกต้อง ตรงเวลา เหมาะสม และ
   อย่างต่อเนื่องสม่ำ-เสมอ เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดี ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาส สามารถ
   ดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เป็นกำลังของชาติสืบไป 

   

   การรักษา

   เมื่อ 5 ปีก่อนผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV ส่วนใหญ่จะเสียชีวิต แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนารักษาไวรัส รวมทั้งมีการใช้ยา
   ร่วมกันทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยาวขึ้น และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าก่อน ดังนั้นผู้ที่ติดเชื้อ
HIV ควรจะปรึกษาแพทย์
   เสียแต่เนินเพื่อวางแผนการรักษา เชื้อ
HIV จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันโดยการทำลายเซลล์ CD4 เมื่อภูมิคุ้มกัน
   อ่อนแอก็จะเกิดการติดเชื้อฉวยโอกาส    
   การรักษาโดยการให้ยาต้านไวรัสเป็นเพียงหยุดหรือทำให้เชื้อไวรัสแบ่งตัวลดลง ทำให้โรคไม่ลุกลามจนกลาย
   เป็นเอดส์ ข้อมูลที่จะนำเสนอเป็นข้อมูลสำหรับผู้ป่วยเพื่อวางแผนการรักษา

   เลือกแพทย์และโรงพยาบาลที่รักษา
  
ปัจจัยข้อหนึ่งที่ทำให้การรักษาประสบผลสำเร็จคือแพทย์ผู้รักษาและโรงพยาบาล ทีมงานทางการแพทย์
   ต้องมีคุณภาพ ต้องเข้าใจปัญหาที่ผู้ป่วยต้องประสบอยู่ทุกวัน ต้องวางแผนการรักษา ให้ความรู้  
   การป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ การป้องกันผู้อื่นมิให้ได้รับเชื้อจากตัวผู้ป่วย
 

   ผู้ที่ติดเชื้อมักจะมีปัญหาร่วมด้วย เช่นปัญหาทางด้านจิตใจ ปัญหาเรื่องยาเสพติด ปัญหาสุขภาพจิต  
   และปัญหาสังคม ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถปรึกษากับทีมงานที่รักษา แจะต้องไว้ใจซึ่งกันและกัน

   เข้าใจหลักการรักษา

   ผู้ป่วยโรคเอดส์มีปัญหาคือเชื้อ HIV ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งสร้างโดย CD4 Cell     
   เมื่อเชื้อมีปริมาณมาก เซลล์
CD4 Cell ก็จะต่ำ ควรเริ่มการรักษาก่อนที่ภูมิจะถูกทำลาย นอกจากดูจำนวน 
   CD4 Cell  แล้วยังต้องดู viral load คือดูปริมาณเชื้อที่อยู่ในกระแสเลือดนั้นเอง viral load 
   มากเชื้อในร่างกายก็จะมากอวัยวะก็ถูกทำลายมากและเร็วและยังเกิดการกลายพันธ์ทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ง่าย 
   ดังนั้นเป้าหมายการรักษาจะต้องให้ปริมาณเชื้อในร่างกายมีน้อยที่สุด (
viral load น้อยที่สุด)

   การรักษาจะใช้ยาร่วมกันหลายชนิดเพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา    
   โปรดจำไว้ว่าหากเกิดผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาอย่าหยุดยาชนิดใดชนิดหนึ่งโดยลำพังให้ปรึกษาแพทย์
   เปลี่ยนยาเพราะอาจจะทำให้เชื้อดื้อยา

   การเลือกใช้ยารักษา
  
การจะเลือกใช้ยารักษาขึ้นกับปัจจัยดังต่อไปนี้

  • ปริมาณเซลล์ CD4 และปริมาณเชื้อHIV ( viral load )
  • ประวัติการรักษาโรคติดเชื้อ HIV
  • ปริมาณยาที่ใช้และราคายา
  • ผลข้างเคียงของยา
  • การออกฤทธิ์ต้านกันของยา

   เมื่อไรจะเริ่มรักษา
  ผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นเหมือนกันว่าจะเริ่มรักษาโรคเมื่อ ผู้ป่วยมีอาการของโรคเอดส์ เซลล์ CD4 ลดลง   
   มีปริมาณเชื้อมาก(
viral load) การรักษาผู้ป่วยจะแยกเป็นกรณี

  1. การรักษาหลังสัมผัสโรคติดเชื้อ HIV ( Post-Exposure Prophylaxis ) ผู้ที่ได้รับสัมผัสเชื้อภายใน 72 ชั่วโมง เช่นการที่เจ้าหน้าที่ถูกเข็มตำขณะทำงานโดยที่เข็มนั้นเปลื้อนเลือดผู้ป่วยHIV การเจาะเลือดหา viral load หรือ antigen  หรือ antibodyหลังสัมผัสเชื้อHIV จะยังไม่พบ การให้ยาแก่คนที่สัมผัสโรคสามารถป้องกันการติดเชื้อ HIV  สำหรับผู้ที่ร่วมเพศกับผู้ที่ไม่ทราบว่าติดเชื้อ HIV หรือไม่ ยังไม่มีรายงานว่ามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากแค่ไหน ผู้ที่สัมผัสโรคต้องปรึกษากับแพทย์ว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ให้ยา และจะให้ยานานแค่ไหน ผลข้างเคียงของยามีอะไรบ้าง
  2. Primary Infection หมายถึงภาวะตั้งแต่เริ่มได้รับเชื้อจนกระทั้งภูมิต่อเชื้อ HIV เพิ่มจนสามารถตรวจพบได้ ระยะนี้มีเวลาประมาณ 12-20 สัปดาห์ หากพบผู้ป่วยระยะนี้ต้องรีบให้การรักษาโดยเร็ว แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำว่าให้รับประทานตลอดชีวิต แต่บางท่านแนะนำให้รับประทานยา 24 เดือนแล้วลองหยุดยา
  3. ผู้ที่ติดเชื้อ HIV โดยที่ไม่มีอาการ (Asymptomatic Patients with Established Infection ) การรักษาผู้ที่ติดเชื้อซึ่งไม่มีอาการยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ แต่ก็มีคำแนะนำในการรักษาตามตารางข้างล่าง

ระยะของโรค

ปริมาณเซลล์CD4+ T-Cell 

 ปริมาณHIV RNA

คำแนะนำ

 

มีอาการของโรคเอดส์
(เชื้อราในปาก ไข้เรื้อรัง)เป็นโรคเอดส์

ไม่ต้องดูค่า

ไม่ต้องดูค่า

ให้การรักษา

 

เป็นโรคเอดส์ แต่ไม่มีอาการ

CD4+ T cells <200/mm3

ไม่ต้องดูค่า

ให้การรักษา

 

ไม่มีอาการ

CD4+ T cells >200 
แต่
<350 /mm3

 

ไม่ต้องดูค่า

ควรให้การรักษา

 

ไม่มีอาการ

CD4+ T cells >350/mm3  

HIV RNA (bDNA) >30,000 copies/ml  or(RT-PCR) >55,000 copies/ml 

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้
รักษาเนื่องจากผู้ป่วย
จะกลายเป็นเอดส์ร้อยละ
30 ในเวลา 3 ปี:แต่ถ้า
ปริมาณ
HIV RNA ไม่สูงมากก็แนะนำว่ายัง
ไม่ต้องรักษาแต่ต้องตรวจ
เลือดถี่ขึ้น

 

ไม่มีอาการ

CD4+ T cells >350/mm3  

HIV RNA (bDNA) <30,000 copies/ml  or (RT-PCR) <55,000 copies/ml 

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำยัง
ไม่ต้องให้การรักษา
เพราะจะกลายเป็น
โรคเอดส์ร้อยละ
<15 ในระยะเวลา 3 ปี

 

   การรักษา
  ก่อนการรักษาผู้ป่วยต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อในหลายๆแง่มุม รวมทั้งการดำเนินของโรค การดื้อยา 
   ผลข้างเคียงของยา ราคายา การติดเชื้อฉวยโอกาส 
   และเมื่อตัดสินใจรักษาแล้วแพทย์จะจ่ายยาที่คิดว่าดีที่สุดเพื่อป้องกันการดื้อยา   
   ผู้ป่วยต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักษาเพราะการขาดยาแม้เพียงมื้อใดมื้อหนึ่งก็จะทำให้ระดับยาในเลือด
   ลดลงซึ่งทำให้เชื้อดื้อยาได้ ผู้ป่วยต้องปรึกษากับแพทย์ถึงราคายาเนื่องจากขณะนี้ราคายังแพงอยู่

   เป้าหมายในการรักษา
  เชื้อ HIV เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ การยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อ HIV จะทำให้หยุดหรือชะลอ
   การดำเนินของโรคเอดส์โดยมีเป้าหมายการรักษาดังนี้

  • เพื่อยืดอายุและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นในระยะยาว
  • หยุดการแบ่งตัวของไวรัสให้เหลือน้อยที่สุด(น้อยกว่า 50) และนานที่สุด
  • สามารถใช้ยาได้อย่างมีประสิทธิภาพให้นานที่สุด
  • ลดผลข้างเคียงของยา 

   ข้อสำคัญผู้ที่ติดเชื้อ HIV สามารถมีชีวิตอยู่ได้ระยะยาวโดยที่ไม่ได้รักษาโดยที่ไม่เกิดอาการ 
   ดังนั้นผู้ป่วยบางรายยังไม่จำเป็นต้องรีบรักษา ควรปรึกษาแพทย์

   ยาที่ใช้รักษา
  ยาที่ใช้รักษาโรคติดเชื้อ HIV แบ่งอกเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 3 กลุ่มคือ

  1. Nucleoside reverse transcriptase inhibitors (NRTIs) ได้แก่ยา ZDV, D4T, DDC, DDI, 3TC
  2. Protease inhibitors (PIs) ได้แก่ยา  nelfinavir, saquinavir, ritonavir, nelfinavir
  3. Non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors (NNRTIs)ได้แก่ยา nevirapine, delavirdine

   สูตรยาที่นิยมใช้คือยาในกลุ่ม NRTIs 2ชนิดร่วมกับยาในกลุ่ม PIs   
   หนึ่งชนิดเนื่องจากสูตรนี้จะทำให้เชื้อแบ่งตัวลดลง และดื้อต่อยาลดลง การกินยาควรจะกินยาวันเดียวกัน 
   สูตรยาที่นิยมใช้กันในการรักษาครั้งแรก(ผู้ป่วยไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสเอดส์)โดยเลือกยาตัวตัวหนึ่งใน
   แต่ละ
column

Column A

Column B

  • Indinavir
  •  Nelfinavir 
  • Ritonavir 
  • Saquinavir-SGC (soft gel capsule) 
  • Ritonavir + Saquinavir SGC or HGC (hard gel capsule) 
  • Efavirenz
  • ZDV + ddI
  • d4T + ddI
  • ZDV + ddC 
  • ZDV + 3TC
  •  d4T + 3TC

   ยาที่ไม่ควรใช้รักษาโรค HIV

  • ยาชนิดเดียว
  • ยาผสม d4T + ZDV
  • ddC +ddI
  • ddC +d4T
  • ddC + 3TC

   การติดตามการรักษา

  • ก่อนการรักษาแพทย์จะตรวจจำนวน CD4-T และ viral load (HIV RNA testing) 
    2 ครั้งเพื่อเป็นค่าไว้สำหรับเปรียบเทียบ
  • หลังการรักษา 4-8 สัปดาห์แพทย์จะเจาะเลือดอีก
  • ถ้าได้ผลดีและอาการผู้ป่วยคงที่ก็จะเจาะเลือดทุก 2-4 เดือน
  • แต่ถ้ามีการลดลงของ CD-T แพทย์ก็จะเจาะเลือดบ่อยขึ้น

   เมื่อไรจึงจะบอกว่ารักษาไม่ได้ผลต้องเปลี่ยนสูตรการรักษา
   ดัชนีชี้วัดว่าการรักษาไม่ได้ผลต้องเปลี่ยนสูตรการรักษามีดังนี้

  1. หลังรักษา 4-8 สัปดาห์แล้วปริมาณ viral load ไม่ลด
  2. หลังรักษา 4-6 เดือนยังตรวจพบ viral load แต่ต้องคำนึงถึงปริมาณเชื้อที่ตรวจพบก่อนรักษาด้วย หากเริ่มรักษาปริมาณเชื้อสูง หลังรักษาเชื้อน้อยลงมากก็อาจจะไม่ต้องเปลี่ยนยา
  3. ตรวจพบเชื้อใหม่หลังจากที่ตรวจไม่พบ แสดงว่าเชื้อดื้อยา
  4. ปริมาณ HIV RNA เพิ่มขึ้น 3 เท่าโดยที่ไม่มีการฉีดวัคซีนหรือการติดเชื้อ
  5. ปริมาณ CD4-T ลดลงอย่างต่อเนื่องสองครั้งติดต่อกัน
  6.  อาการของผู้ป่วยแย่ลง เช่นผู้ป่วยที่กำลังรักษาด้วยยาและกลายเป็นโรคเอดส์

   การติดตามการรักษา
  หลังการรักษาด้วยยาต้านไวรัส HIV เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้นแพทย์อาจจะนัดตรวจทุก 3-6 เดือน   
   แพทย์จะนัดตรวจเพื่อประเมินสิ่งต่อไปนี้

  • ดูประสิทธิผลของยา หากได้ผลดี CD4-T และ viral load ควรจะอยู่ในเกณฑ์ดี
  • ผลข้างเคียงของยา และปัญหาเกี่ยวกับผู้ป่วย
  • ดูการดำเนินของโรคว่าเป็นไปเป็นโรคเอดส์หรือยัง
  • ดูว่ามีโรคฉวยโอกาสเกิดขึ้นหรือยัง
  • ดูแลสุขภาพทั่วไป

 

ติดตามต่อในหน้าถัดไป Click next page

   เมื่อจะตรวจเลือดต้องเตรียมตัวอย่างไร

False Positive ผล บวกปลอม
False Negative ผล ลบปลอม
เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าร่างกายเราเริ่ม
ติดเชื้อแล้ว
 มีเซ็กซ์อย่างสะอาดและฉลาดกันเถอะ
ไม่มีใครรับผิดชอบตัวเราได้ดีเท่ากับ
ตัวเราเอง รู้จักปฎิเสธเพื่อตัวของเราเอง
ตัวอย่าง pattern การตรวจหาการ
ติดเชื้อไวรัส HIVของโรงพยาบาล
รัฐขนาดใหญ่
ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ใหม่
สามารถมีชีวิตยืนยาวเหมือนคนป
กติ
หากดูแลสุขภาพและทานยาเป็นประจำ
การตรวจเลือดเพื่อดูค่า CD4 หรือ T Helper และ HIV Viral load
เพื่อใช้
พยากรณ์การดำเนินไปของโรค
การป้องกันการติดเชื้อ HIV
หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง
ะสามารถลดการเกิดอัตราติดเชื้อ
ความหมายของเอดส์ - AIDS
กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม (Acquired 
Immune Deficiency Syndrome
ยารักษา โรคเอดส์ - AIDS Treatment
ผู้ป่วยให้มีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนนานขึ้น
การป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากการ
มีเพศสัมพันธ์

โรคแทรกซ้อน
โรคฉวยโอกาส

   

ผลิตภัณฑ์ชุดทดสอบการติดเชื้อ HIV สามารถตรวจได้หลังเกิดการเสี่ยงแล้ว 2-3 เดือนขึ้นไป

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.