BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

สอบถามปัญหาแบบออนไลน
Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat

top

Healthcare Natural Supplement News  
ข่าวความก้าวหน้าของ
การ
ตรวจวินิจฉัยโรคทางแล็ป
เรื่องไวรัส HIV

สามารถป้องกันโรคเอดส์
ได้อย่างไร? 

 

 

Skin and Acne 
    ศึกษาเรื่องของสิว


Skin and Acne 
    ศึกษาเรื่องของผิวหนัง

   

1. AHA (Alpha hydroxy
    acid) 
    Glycolic acid


2. BHA (Beta hydroxy 
    acid)
    Salicylic acid

3. Derma&Skin Roller
   
ลูกกลิ้งเข็มเพื่อใช้ในการ
    กระตุ้นและปรับสภาพผิว


4. Copper peptide 
    คอปเปอร์ เปปไทด์

5. Skin needling & 
    Facial Mesotherapy
    การใช้เทคนิค ลดริ้วรอย
    หน้าหมองคล้ำ จุดด่างดำ
    ลดปัญหาแผลหลุมสิว
    ด้วยตนเองที่บ้าน


Vitamin - วิตามิน
สารอินทรีย์ที่จำเป้นต่อ
การเจริญเติบโต สุขภาพ
สมบูรณ์



L- Glutathione
แอล-กลุตาไธโอน

skin whitening
ผลิตภัณฑ์ช่วยเสริมผิวขาว
อย่างธรรมชาติ

L- Carnitine
แอล คาร์นิทีน
ผลิตภัณฑ์ช่วยลดน้ำหนัก
อย่างธรรมชาติ

  Coemzyme Q10
โคเอ็มไซม์ คิวเท็น

ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต
หัวใจ ความดันโลหิต
ช่วยลดริ้วรอยคืนความ
อ่อนเยาวืให้กับผิวหนัง

Minerals
เกลือแร่

สารอาหารที่มีความจำเป็น
ต่อการเจริญเติบโต สุขภาพ
แข็งแรง เป็นปกติ
  

 

 

 

Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

 

 
Custom Search

   สามารถป้องกันโรคเอดส์ได้อย่างไร? 
From Wikipedia, the free encyclopedia
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วัตถุประสงค์ ช่วยถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับไวรัส 
HIV และโรคเอดส์ สามารถแนะนำเพิ่มเติม หรือเผยแพร่ความรู้ต่อได้
                       
วิชัย อัศวิษณุ (Med Tech)  แปล รวบรวม เรียบเรียง

   สามารถป้องกันโรคเอดส์ได้อย่างไร? 
    เพราะโรคเอดส์แพร่เชื้อด้วยเพศสัมพันธ์ ยูเอ็นเอดส์(UNAIDS) มีข้อเสนอแนะเพื่อความปลอดภัยในการ
    ป้องกัน คือ ข้อเสนอปฏิบัติ ABCD ดังนี้
     A (Abstain) การมีเพศสัมพันธ์ที่มีการควบคุมและไม่สำส่อน 
    B (Be faithful) การมีเพศสัมพันธ์กับคู่ร่วมสัมพันธ์ที่เชื่อใจได้ 
    C (Condom Use) การใช้ถุงยางอนามัย 

   ประโยชน์ของการใช้ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ    
   และความไม่พร้อมในการตั้งครรภ์ได้ การใช้ถุงยางอนามัยจึงเป็นวิธีการป้องกันที่ง่ายและได้ผล
   ประโยชน์ของการใช้ และวิธีการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคเอดส์
     1. พยายามอย่าให้เล็บจิกโดนถุงยางอนามัย 
     2. จับและดึงตรงปลายสุดของถุงยางอนามัย 
     3. ใส่ถุงยางอนามัยในขณะที่อวัยวะเพศกำลังแข็งตัว จากนั้นดึงให้สุด 
     4. หลังจากเสร็จกิจจากการมีเพศสัมพันธ์แล้วกรุณาถอดถุงยางอนามัยอย่างระมัดระวัง 
     5. ถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว กรุณามัดแล้วห่อด้วยกระดาษชำระก่อนทิ้งทุกครั้ง 
    D (Do Pre-test) การได้รับการตรวจเอดส์
   ในกรณีที่มีความวิตกกังวลหลังจากที่ได้มีเพศสัมพันธ์ที่น่าสงสัยว่าอาจจะติดเชื้อเอดส์   จะต้องเข้ารับ
   การตรวจเอดส์หลังจากที่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยงนี้แล้วประมาณ 12 สัปดาห์(ประมาณ 3 เดือน) จึงจะได้
   ผลตรวจที่แน่นอนและชัดเจน คุณสามารถเข้ารับการตรวจเอดส์ฟรี โดยไม่เปิดเผยรายชื่อได้ที่คิวซี(KHAP)  
   หรือสถานีอนามัย

   หากได้รับเชื้อโรคเอดส์แล้วสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่? 
   โรคเอดส์ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  
    แต่หากได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีแล้วก็จะทำให้มีสุขภาพที่ดีและมีชีวิตอยู่ได้นาน!!!
   ในขณะเดียวกันเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของเชื้อเอชไอวีต้องใช้ยาหลายๆ ตัว และนอกจากนี้แล้วสิ่งที่ดีที่สุด 
   คือการทำจิตใจให้สบาย และไม่ทำงานหนักจนเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอ 
   ออกกำลังกายอย่างถูกต้องและการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
     • ต้องใช้ยาหลายๆ ชนิด ในเวลาเดียวกัน 
     • รับประทานอานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ 
     • ออกกำลังกายอย่างถูกต้องและพักผ่อนให้เพียงพอ 
     • ทำจิตใจให้สบาย 


   การให้การอบรมเพื่อการป้องกันโรคเอดส์คืออะไร? 
   โครงการให้การอบรม คือ การอบรมผู้เข้าร่วมรณรงค์เพื่อการป้องกันโรคเอดส์ด้วยการคัดเลือกแกนนำขึ้นมา   
   หลังจากที่ได้รับการฝึกฝนที่จำเป็นถึงการป้องกันโรคเอดส์ก็จะออกไปทำกิจกรรมเกี่ยวกับการให้คำแนะนำ 
   และให้การอบรมแก่เพื่อนๆ และคนที่รู้จัก

   แกนนำไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็จริง แต่ก็มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการให้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับวิธีการป้องกัน
   โรคเอดส์ต่อผู้เข้าร่วมรณรงค์ อีกทั้งให้คำแนะนำต่อหน่วยงานในกรณีที่มีความยากลำบากต่อการให้คำแนะนำ
   หรือการแก้ไขปัญหาส่วนตัว และการช่วยในการตัดสินใจของแพทย์ 
   คนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้นำกลุ่มผู้เข้าร่วมรณรงค์จะต้องมีความชัดเจนในการให้ข่าวสาร และต้องให้ความ
   สำคัญต่อการที่จะช่วยให้ผู้อื่นได้รับแรงบันดาลใจ ด้วยเหตุผลข้างต้น บทบาทของแกนนำจึงมีความสำคัญยิ่ง   
   เพราะจากการทำวิจัยโดยผ่านหลายวิธีได้พบว่าหากผู้นำกลุ่มนั้นมีอายุหรือมีวัฒนธรรมที่เหมือนกันกับผู้เข้าร่วม
   รณรงค์ก็จะทำให้ผลของการอบรมนั้นได้ผลดีมากยิ่งขึ้น

   การป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากการมีเพศสัมพันธ์

   โรคเอดส์ยังเป็นปัญหาสำหรับประเทศไทย การติดเชื้อเปลี่ยนจากคนที่ติดยาเสพติดมาเป็นคนวัยรุ่น:ซึ่งเกิด
   จากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และไม่รู้จักป้องกันตัวเอง บทความนี้จะเน้นเรื่องการป้องกันการติดเชื้อ
  โรคเอดส์

   หลักฐานว่าการใช้ยาสามารถป้องกันโรคเอดส์

  • จากการทดลองในสัตว์พบว่าหากให้ยาต้านไวรัสหลังจากการฉีดเชื้อเอดส์เข้าไป 4 ชั่วโมงและให้ยานาน 28 วัน ผลไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อแต่ลดปริมาณเชื้อต้องเน้นว่าเป็นการฉีดเชื้อเข้าไป
  • เมื่อทดลองใหม่โดยการนำเชื้อไปป้ายที่เยื่อบุช่องคลอด และเริ่มให้ยาที่ 12 ,36, ผลพบว่า 3/4 รายที่ให้
    ยาหลังจากสัมผัสเชื้อ
    72 ชม.ไม่ติดเชื้อ ส่วนอีกรายหนึ่งพบว่าติดเชื้อแต่ได้รับเชื้อไปน้อย(การที่ป้ายเชื้อที่เยื่อบุช่องคลอดเปรียบเสมือนการมี
    เพศสัมพันธ์ตามปกติโดยที่ไม่เกิดแผลจากการทดลองพบว่าจะพบเชื้อในกระแสน้ำเหลือง
    2 วันหลัง
    จากได้รับเชื้อ พบเชื้อในกระแสเลือดหลังจากได้รับเชื้อ
    5 วัน ซึ่งจากการทดลองทำให้ทราบว่าการให้ยาป้องกันในช่วงเวลาที่เหมาะสมสามารถป้องกันการติดเชื้อได้
  • จากผลการให้ยาต้านไวรัสสำหรับเด็กที่มีแม่เป็นโรคเอดส์ พบว่าเมื่อให้ยาแก่เด็กที่เกิดมาใน 72 ชั่วโมง
    จะลดอัตราการเกิดโรคได้ร้อยละ
    50 หากให้เกิน 72 ชั่วโมงผลจะไม่ดี
  • จากการศึกษาในประเทศบราซิลโดยจะให้ยา 2 ชนิดหากตรวจช่องคลอดแล้วไม่พบแผล ให้ยา 3 ชนิด
    หากช่องคลอดมีแผล จะให้ยาเมื่อมาใน
    72 ชั่วโมงหลังสัมผัสโรค ผลพบว่าผู้ที่ได้รับยา 180 คน
    สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด ผู้ป่วย
    145 คนที่ไม่ได้รับยา(มาเกิน 72 ชั่วโมง) มีอัตราการ
    ติดเชื้อร้อยละ
    2.7
  • ยังมีการศึกษาอีกหลายอันที่บ่งว่าการให้ยาป้องกันสามารถลดอัตราการติดเชื้อโรคเอดส์

   ผลเสียของการให้ยาป้องโรคเอดส์หลังสัมผัสโรค

  • เมื่อประชาชนรู้ว่ามียาที่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคเอดส์ได้ ประชาชนจะมีพฤติกรรมที่เสี่ยงมากขึ้น พบว่ามีประชาชนร้อยละ 14 จะมีพฤติกรรมที่เสี่ยงเพิ่มขึ้น และร้อยละ 17 ต้องมารับยาป้องกันเป็น
    ครั้งที่
    2
  • ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสเช่น คลื่นไส้อาเจียน(57%) อ่อนเพลีย(38%) ผลเลือดผิดปกติ(8%) ผลข้างเคียงมากจนต้องหยุดยา(1.3%)
  • เกิดการดื้อยาของเชื้อโรค เนื่องจากยาไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด เชื้อที่เร็ดรอดไปก็
    อาจจะดื้อยาได้

   การป้องกันคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนหรือไม่

   ความคุ้มค่าหมายเงินที่ลงทุนไปว่จะให้ผลดีคุ้มค่ากับเงินที่ลงไปหรือไม่ มีการศึกษาที่แสดงว่าคุ้มค่าดังนี้

  • การมีเพศสัมพันธ์กับคนเป็นโรคเอดส์
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก(ฝ่ายถูกกระทำ)จากผู้ที่ไม่ทราบว่าเป็นโรคเอดส์หรือไม่

   เมื่อคุณมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกัน คุณจะทำอย่างไร

   เมื่อท่านมีเพศสัมพันธ์กันคนที่เป็นโรคเอดส์ หรือกับคนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์ หรือท่านไม่ทราบว่าเขา
   เป็นโรคหรือไม่ ให้ท่านทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • เจาะเลือดตรวจ เนื่องจากคนที่เป็นโรคส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ ดังนั้นจะต้องเจาะเลือดว่า
    ติดเชื้อหรือไม่ หากท่านไม่ติดก็อาจจะต้องให้ยาป้องกันการติดเชื้อ เมื่อเงื่อนไขครบ
  • เมื่อไรจึงให้ยา เนื่องจากการให้ยาจะได้ผลเมื่อให้ใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส และการให้ยาจะมีผลข้างเคียง ดังนั้นจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่สงสัยว่าจะได้รับเชื้อนั้นนานๆครั้ง แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้แก้เรื่องพฤติกรรมและได้รับเชื้อนั้นเป็นประจำ เช่นผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือผู้ที่มีสามีหรือภรรยาเป็นโรคและไม่ได้มีการป้องกัน กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เหมาะที่จะได้รับยา
    เพื่อป้องกัน
  • เจาะเลือดคนที่ให้เชื้อ การสัมผัสกับสารคัดหลั่งเชื่อน้ำเชื้อ เลือดของผู้ที่เป็นโรคเอดส์จะเสี่ยงต่อการเกิดโรค การให้ยาป้องกันภายใน 72 ชั่วโมงสามารถป้องกัน
    การติดเชื้อได้ระดับหนึ่ง ดังนั้ควรจะนำคนที่ท่านสัมผัสมาเจาะเลือดตรวจและซักประวัติ 
    หากเพิ่งจะติดเชื้อโรคเอดส์ในร่างกายเขาจะมีเชื่อจำนวนมากเพราะแนั้นโอกาศที่จะติดเชื้อก็มาก 
    แต่หากไม่สามารถนำมาเจาะเลือด และพิจารณาว่าเขาจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น พวกติดยา พวกรัก
    ร่วมเพศ พวกสำส่อนทางเพศ ก็อาจจะให้ยาเพื่อป้องกันไปก่อนและนำผู้ต้องสงสัยมาเจาะเลือด 
    หากไม่เป็นก็หยุดยาได้ทันที
  • วิธีการได้รับเชื้อ จากตารางข้างล่างจะแสดงอัตราการติดเชื้อ พบว่าการได้รับเลือดจากคนที่เป็น
    โรคจะมีอัตราการติดเชื้อสูงสุด รองลงมาได้แก่การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การถูกเข็มตำ การมีเพศ
    สัมพันธ์ทางทวารหนัก ส่วนที่มีความเสี่ยงต่ำได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก(ฝ่ายกระทำ) 
    การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก

   นอกจากโรคเอดส์แล้วยังต้องตรวจโรคอย่างอื่นหรือไม่

  • การป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี
  • การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • การป้องกันการตั้งครรภ์

   คำแนะนำสำหรับการให้ยาป้องกัน

  • เมื่อท่านสัมผัสกับสารคัดหลั่งเช่น เลือด น้ำเชื้อ หรือสารคัดหลั่งอื่นของผู้ที่เป็นโรคเอดส์ และให้
    พบแพทย์ให้เร็วที่สุดก่อน
    72 ชั่วโมงควรจะได้รับยาป้องกันการติดเชื้อตามแนวทางแนะนำและ
    ควรจะให้ยานาน
    28 วัน
  • ยังไม่มีหลักฐานว่าการใช้ยาตัวไหนดีที่สุด แต่จากประสบการณ์สูตรเหล่านี้ให้ผลดี เช่น efavirenz 
    และ
    lamivudine หรือ emtricitabine และ zidovudine หรือ tenofovir (as a 
    nonnucleoside-based regimen) และ lopinavir/ritonavir (coformulated in one 
    tablet as Kaletra ? ) และ zidovudine ร่วมกับ lamivudine หรือ emtricitabine
  • ยังไม่มีหลักฐานว่าการใช้ยา 3 ชนิดจะดีกว่า 2 ชนิด แพทย์และผู้ป่วยต้องปรึกษาว่าถึงผลดีผลเสียของการใช้ยา 3 ชนิด
  • หากได้ประวัติจากผู้ให้เชื้อ ต้องซักประวัติว่าเคยได้ยาต้านไวรัสมาก่อนหรือไม่ เจาะดูปริมาณเชื้อ
    เมื่อใด ดื้อต่อยาชนิดไหนเพื่อที่จะได้ปรับการให้ยาป้องกัน
  • สำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่นมีเพศสัมพันธ์ หรือสัมผัสสารคัดหลังเช่นเลือด และพบแพทย์ภายใน 
    72 ชั่วโมงแต่ไม่ทราบว่าคนที่ให้เป็นโรคหรือไม่ แพทย์จะไม่แนะนำหรือต่อต้านการให้ยาป้องกัน 
    แต่จะพิจารณาถึงผลดีผลเสียของการให้และไม่ให้ยาป้องกัน
  • ถ้าไม่ทราบว่าผู้ที่เราสัมผัสติดเชื้อหรือไม่ การสัมผัสไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ การให้ยาป้องกันอาจจะ
    เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
  • หากวิธีการได้รับเชื้อ เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ หรือพบแพทย์เกิน 72 ชั่วโมงหลังการสัมผัสไม่แนะนำ
    ให้รับยาป้องกันเพราะไม่ได้ผล

   ผู้ที่ได้รับยาป้องกันต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง

  • ยาที่ได้ช่วงแรกไม่เกิน 3-5 วันเพื่อดูว่ามีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง ผลเลือดที่ตรวจเป็นอย่างไร 
    และได้รับคำปรึกษาเกี่ยวการใช้ยาหรือโรค
  • หากแพทย์ไม่คุ้นกับการใช้ยา ควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สำหรับรายที่คิดว่าเชื้อจะดื้อยา เด็ก 
    คนท้องต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ที่ได้รับยาไม่ควรจะหยุดยาเอง หากมีอาการจากยาให้ปรึกษาแพทย์
  • ผู้ที่สัมผัสโรคควรจะได้รับการตรวจหาภูมิต่อเชื้อไวรัส HIV ที่ 4-6 สัปดาห์ 3และ6 เดือนหลังจาก
    สัมผัสเพื่อดูว่าได้รับเชื้อไปหรือเปล่า นอกจากนั้นยังต้องตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ซี การตั้งครรภ์
  • ผู้ที่สัมผัสโรคควรจะรู้เกี่ยวกับอาการแสดงของการติดเชื้อ HIV
  • ผู้ที่สัมผัสโรคต้องป้องกันการติดเชื้อไปสู่คนอื่นโดยการงดหรือสวมถุงยางหากมีเพศสัมพันธ์ 
    จนกระทั่งพิสูจญ์ว่าไม่ได้รับเชื้อจากคนป่วย
  • สำหรับผู้ที่นำเชื้อมาแพร่ก็ควรที่จะได้รับการรักษาและคำแนะนำเพื่อป้องกันมิให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

   ตารางแสดงอัตราการติดเชื้อโรคเอดส์

วิธีการได้รับเชื้อ

อัตราการติดเชื้อต่อ 10000 สัมผัส

การได้รับเลือดจากคนที่ติดเชื้อโรคเอดส์

9000

การใช้เข็มร่วมกันของผู้ที่ติดยาเสพติด

67

การมีเพศสัมพันธ์ทางทวาร(ผู้ถูกกระทำ)

50

ถูกเข็มตำ

30

การร่วมเพศทางช่องคลอด(ผู้ถูกกระทำ)

10

การมีเพศสัมพันธ์ทางทวาร(ผู้กระทำ)

6.5

การร่วมเพศทางช่องคลอด(ผู้กระทำ)

5

การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก(ผู้ถูกกระทำ)

1

การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก(ผู้กระทำ)

.5

   อาการของผู้ได้รับเชื้อ

อาการและอาการแสดง

ร้อยละ

ไข้

96

ต่อมน้ำเหลืองโต

74

เจ็บคอ

70

ผื่น ตามลำตัว หน้า ปากเป็นแผล หลอดอาหารอักเสบ

70

ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดข้อ

54

ท้องร่วง

32

ปวดศรีษะ

32

คลื่นไส้อาเจียน

27

ตับม้ามโต

24

น้ำหนักลด

13

ผื่นในปาก

12

อาการทางระบบประสาท

12

  สรุปแนวทางปฏิบัติเมื่อคุณมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ เช่นร่วมเพศกับคนอื่น

  1. เจาะเลือดตัวคุณเองก่อนเพื่อดูว่าตัวคุณเองเคยได้รับเชื้อมาก่อนหรือไม่
  2. หากไม่ทราบว่าคนที่คุณยุ่งเกี่ยวด้วยติดเชื้อหรือไม่ ก็ให้นำคนนั้นมาเจาะเลือดเช็คอย่างรีบด่วน
  3. หากทราบว่าเป็นโรคเอดส์หรือผลเลือดบอกว่าเป็นโรคนี้ และคุณพบแพทย์ก่อน 72 ชั่วโมงก็พิจารณาให้ยาป้องกัน หากคุณพบแพทย์หลังสัมผัสโรคเกิน 72 ชั่วโมงก็ไม่ต้องให้
  4. หากคุณมีพฤติกรรมเสี่ยงบ่อยๆ การให้ยาอาจจะให้ผลไม่ดี  

   ติดตามต่อในหน้าถัดไป Click next page

   เมื่อจะตรวจเลือดต้องเตรียมตัวอย่างไร

False Positive ผล บวกปลอม
False Negative ผล ลบปลอม
เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าร่างกายเราเริ่ม
ติดเชื้อแล้ว
 มีเซ็กซ์อย่างสะอาดและฉลาดกันเถอะ
ไม่มีใครรับผิดชอบตัวเราได้ดีเท่ากับ
ตัวเราเอง รู้จักปฎิเสธเพื่อตัวของเราเอง
ตัวอย่าง pattern การตรวจหาการ
ติดเชื้อไวรัส HIVของโรงพยาบาล
รัฐขนาดใหญ่
ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ใหม่
สามารถมีชีวิตยืนยาวเหมือนคนป
กติ
หากดูแลสุขภาพและทานยาเป็นประจำ
การตรวจเลือดเพื่อดูค่า CD4 หรือ T Helper และ HIV Viral load
เพื่อใช้
พยากรณ์การดำเนินไปของโรค
การป้องกันการติดเชื้อ HIV
หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง
ะสามารถลดการเกิดอัตราติดเชื้อ
ความหมายของเอดส์ - AIDS
กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม (Acquired 
Immune Deficiency Syndrome
ยารักษา โรคเอดส์ - AIDS Treatment
ผู้ป่วยให้มีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนนานขึ้น
การป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากการ
มีเพศสัมพันธ์

โรคแทรกซ้อน
โรคฉวยโอกาส

   

ผลิตภัณฑ์ชุดทดสอบการติดเชื้อ HIV สามารถตรวจได้หลังเกิดการเสี่ยงแล้ว 2-3 เดือนขึ้นไป

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.