BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

สอบถามปัญหาแบบออนไลน
Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat

top

Healthcare Natural Supplement News  
ข่าวความก้าวหน้าของ
การ
ตรวจวินิจฉัยโรคทางแล็ป
เรื่องไวรัส HIV

ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ใหม่ ควรปฏิบัติตัวอย่างไร
จะีชีวิตยืนยาวเหมือนคนป
กติ

 

Skin and Acne 
    ศึกษาเรื่องของสิว


Skin and Acne 
    ศึกษาเรื่องของผิวหนัง

   

1. AHA (Alpha hydroxy
    acid) 
    Glycolic acid


2. BHA (Beta hydroxy 
    acid)
    Salicylic acid

3. Derma&Skin Roller
   
ลูกกลิ้งเข็มเพื่อใช้ในการ
    กระตุ้นและปรับสภาพผิว


4. Copper peptide 
    คอปเปอร์ เปปไทด์

5. Skin needling & 
    Facial Mesotherapy
    การใช้เทคนิค ลดริ้วรอย
    หน้าหมองคล้ำ จุดด่างดำ
    ลดปัญหาแผลหลุมสิว
    ด้วยตนเองที่บ้าน


Vitamin - วิตามิน
สารอินทรีย์ที่จำเป้นต่อ
การเจริญเติบโต สุขภาพ
สมบูรณ์



L- Glutathione
แอล-กลุตาไธโอน

skin whitening
ผลิตภัณฑ์ช่วยเสริมผิวขาว
อย่างธรรมชาติ

L- Carnitine
แอล คาร์นิทีน
ผลิตภัณฑ์ช่วยลดน้ำหนัก
อย่างธรรมชาติ

  Coemzyme Q10
โคเอ็มไซม์ คิวเท็น

ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต
หัวใจ ความดันโลหิต
ช่วยลดริ้วรอยคืนความ
อ่อนเยาวืให้กับผิวหนัง

Minerals
เกลือแร่

สารอาหารที่มีความจำเป็น
ต่อการเจริญเติบโต สุขภาพ
แข็งแรง เป็นปกติ
  

 

 

 

Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

 

 
Custom Search

 ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ใหม่ ควรปฏิบัติตัวอย่างไรจะีชีวิตยืนยาวเหมือนคนปกติ
From Wikipedia, the free encyclopedia
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วัตถุประสงค์ ช่วยถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับไวรัส 
HIV และโรคเอดส์ สามารถแนะนำเพิ่มเติม หรือเผยแพร่ความรู้ต่อได้
                       
วิชัย อัศวิษณุ (Med Tech)  แปล รวบรวม เรียบเรียง

   "ติดเชื้อ" หมายถึงรับเชื้อมาแล้ว มีเชื้อในร่างกาย ตรวจเลือดเอดส์ก็ให้ผลบวก แต่ยังไม่มีอาการ    
   
บางคนกินยายับยั้งเชื้อเอดส์และรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ก็มีชีวิตเหมือนคนปกติ (ดูหน้าตาก็ไม่รู้) 
   เพียงแต่มีเลือดเอดส์เป็นบวกเท่านั้น


   หลังรับเชื้อมาแล้ว…. 
    เวลาผ่านไป
1 - 2 ปี มีไม่ถึง 5 % ที่เป็นเอดส์ 
    เวลาผ่านไป 
      3 ปี ที่กลายเป็นเอดส์ มี 20 %
    เวลาผ่านไป        6 ปี ที่กลายเป็นเอดส์ มี 50 % 
    เวลาผ่านไป 
     16 ปี ที่กลายเป็นเอดส์ มี 25 %

   เฉลี่ย นับจากรับเชื้อจนเป็นเอดส์ ประมาณ 7 - 11 ปี

   อัตราเฉลี่ยของประเทศไทยตั้งแต่รับเชื้อจนเริ่มป่วยใช้เวลา 7-10 ปีในช่วงที่เรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายแต่
   ไม่ป่วยเพราะเรายังมีภูมิคุ้มกันที่ยังควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ เรียกว่า เป็นผู้ติดเชื้อ และ
   เมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายเหลือจำนวนน้อย จนไม่สามารถควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ทำให้เรา
   ป่วยด้วยเชื้อโรคนั้น ๆ เรียกว่าเราเริ่มมี ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นผู้ป่วยเอดส์ โรคที่เราป่วยเนื่องจากภาวะ
   ภูมิบกพร่อง เรียกว่า โรคฉวยโอกาส

   ากข้อมูลข้างต้น เมื่อเราทราบแน่นอนแล้วว่า เมื่อพบเชื้อไวรัส HIV ในร่างกายเรา คงไม่ใช่เวลาที่จะมาเสียอก
   เสียใจหรือหมดอาลัยตายอยาก หรือโทษใครแล้วครับ เป็นเพียงข้อจำกัดอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิตใหม่ของ
   เราเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือทำการศึกษา ทำความเข้าใจ กับเจ้าไวรัส HIV นี้ซึ่งจะอยู่กับเรากันต่อไป
   ความเข้าใจ การทำใจยอมรับ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จะช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขต่อไป
   หากต้องการแหล่งปรึกษา ให้ความรู้และควรจะต้องทำอย่างไรต่อได้

   ศูนย์ปรึกษาคุณภาพชีวิต
   ที่อยู่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเพศศาสตร์ศึกษา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย    
   อาคารสถาบัน 2 ห้อง 420 ซอยจุฬาฯ62 (ตรงข้ามมาบุญครอง) ถนนพญาไท กรุงเทพ 10330
   -ให้บริการปรึกษาทางเพศทางโทรศัพท์ ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 9.00-15.30 โทร 218-8434-5
   -ปรึกษารายบุคคลด้วยตนเอง ทุกวันจันทร์และวันพุธ 13.00-15.00

   คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย
   ที่อยู่ ในบริเวณสถานเสาวภา ถนนพระรามที่4 กรุงเทพ โทร 256-4109
   เปิดวันจันทร์-ศุกร์ 12.00-19.00
   วันเสาร์ 9.00-12.00
   (หยุดวันอาทิตย์และวันสำคัญอื่นๆ)
   ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคเอดส์ทางโทรศัพท์ โทร 253-7575 หรือสายด่วน 1663 ทุกวันจันทร์-ศุกร์    
   10.00-19.00
    ให้คำปรึกษาและตรวจโรคเอดส์ ไวรัสตับอักเสบ บี และกามโรค

   BAN PHA People living with HIV / AIDS
   เป็นเสมือนบ้านของผู้ที่มีเชื้อ HIV มารวมกันให้ข้อมูล ให้ประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง
   เป็นแหล่งพึ่งพิง ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

แนวทางการดูแลผู้ติดเชื้อ / ผู้ป่วยเอดส์ ที่สำคัญในปัจจุบัน
   มีอยู่สองแนวทาง ที่ต้องให้การดูแลควบคู่กันไปคือ
   1. การป้องกันและรักษาโรคฉวยโอกาส ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือป่วยด้วยโรคฉวย
       โอกาส(ที่สำคัญคือ หลายโรคป้องกันได้ และทุกโรครักษาได้) 
   2. การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวี เพื่อลดปริมาณไวรัสในเลือดให้น้อยที่สุดและควบคุมปริมาณไวรัสให้อยู่
       ในระดับต่ำนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งจะส่งผลให้ระดับภูมิคุ้มกันสูงขึ้นลดโอกาสที่จะป่วยเป็นโรค
       ฉวยโอกาส 

   ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ใหม่

   หลังจากตัดสินใจทำการตรวจเลือดแล้ว ผลเลือดทดสอบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ HIV ให้ผลบวก หลังจากตั้งหลักได้
   แล้ว มันไม่ใช่สิ่งสิ้นหวังเหมือนสมัยก่อน ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถดำเนินชีวิต มีชีวิตยืนยาวเหมือนคนปกติ   
   การที่ผลเลือดบวกจะเป็นข้อมูลทีสำคัญที่จะช่วยให้ท่านมีชีวิตที่ยืนยาว สำหรับท่านที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการ
   ติดเชื้อ
HIV (รักร่วมเพศ ฉีดยาเสพติดเข้าเส้น มีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกัน)

   ท่านหากไม่รีบตรวจเลือดเสียตั้งแต่วันนี้ ต่อไปเมื่อโรคดำเนินมีการทำลายระบบภูมิคุ้มกันจนกระทั่งเกิดโรค
   เอดส์ เมื่อนั้นท่านก็ปิดใครไม่ได้และยังสูญเสียโอกาสที่จะรักษาด้วย การรักษาการติดเชื้อ
HIV ปัจจุบันเหมือน
   กับการรักษาโรคเบาหวานคือเป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย เพียงแต่ต้องทานยาและควบคุมดูแลสุขภาพตนเอง    
   หากไม่รักษาจะมีโรคแทรกซ้อนหรือบางครั้งรักษาดีก็เกิดโรคแทรกซ้อนได้บทความนี้จะเป็นแนวทางเรียนรู้ที่
   จะมีชีวิตกับโรคติดเชื้อ
HIV ท่านจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรค HIV และปฏิบัติโดยเคร่งครัดจึงจะมีสุขภาพที่
   แข็งแรง ณ.ขณะนี้เมื่อท่านติดเชื้อ
HIV ท่านจะติดเชื้อตลอดชีวิต    
   การรักษาในขณะนี้ก้าวหน้าไปมากสามารถคุมโรค
HIV มิให้กลายเป็นโรค AIDS 

   เมื่อผลเลือดท่านให้ผลบวกต่อเชื้อ HIV 

   แสดงว่าท่านได้รับเชื้อไวรัส HIV ในกระแสเลือดแล้ว การที่เลือดให้ผลบวกมิได้หมายความว่าท่านเป็น
   โรคเอดส์ ผู้ที่ได้รับเชื้อ
HIV โดยทั่วไปใช้เวลา 8-10 ปีจึงจะกลายเป็นโรคเอดส์ เมื่อท่านมีเชื้อไวรัสใน
   เลือดสิ่งที่ท่านต้องทำคือ

  1. ไม่แพร่เชื้อสู่ผู้อื่น เชื้อ HIV จะอยู่ในเลือด น้ำเหลือง น้ำนม น้ำหล่อลื่นของผู้ชายและผู้หญิง ท่านสามารถป้องการแพร่เชื้อโดย
    • เมื่อท่านมีเชื้อ HIV, ท่านต้องป้องกันผู้อื่นได้รับเชื้อจากท่าน เช่นเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว คู่ที่มีเพศสัมพันธ์ ท่านต้องเรียนรู้การมีเพศสัมพันธ์ที่ลดการติดเชื้อ กิจกรรมทางเพศชนิดใดที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง กิจกรรมใดที่มีความเสี่ยงต่ำ ให้สวมถุงยางคุมกำเนิดเมื่อจะร่วมเพศทั้งทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
    • ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากท่านอาจจะแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นแล้ว ท่านอาจจะได้รับเชื้อตัวใหม่ทำให้อาการของท่านแย่ลง
    • การกอดหรือจูบโดยที่ไม่มีแผล การสัมผัสจะไม่แพร่เชื้อ
    • ไม่ใช้แปรงสีฟัน มีดโกนหนวด ที่ตัดเล็บร่วมกัน
    • อย่าเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง
    • ไม่บริจาคเลือดให้แก่ผู้อื่น
    • การใช้โถส้วม การใช้แก้ ชาม ร่วมกัน ไม่ทำให้ติดเชื้อสู่ผู้อื่น 

      2.      การดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 

ขั้นที่1เลือกแพทย์และพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

   เพื่อแพทย์จะได้พิจารณาให้ความรู้และการรักษา    
   แพทย์จะเจาะเลือดท่านเพื่อตรวจดูระยะของโรคโดยจะเจาะหา
CD4-T cell และ viral load 
   น้อยจากนั้นแพทย์จะตรวจหาการติดเชื้อฉวยโอกาสเพราะผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันลดลงมีโอกาสติดเชื้อฉวยโอกาส 
   เช่นวัณโรค และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวัคซีนที่ต้องฉีด

ขั้นที่2 ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีการรักษาใหม่ๆ

  1. ปัจจุบันมียาต้านไวรัส HIV ซึ่งสามารถชะลอการเกิดโรคเอดส์ยาบางชนิดยับยังการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสทำให้ท่านมีสุขภาพสบาย
    ขึ้น
  • ปรึกษาแพทย์ว่าท่านควรจะไดรับยาอะไร
  • ท่านจะต้องเรียนรู้โรค HIV  การรักษา ท่านต้องรู้จักT cells, ระบบภูมิคุ้มกัน(the immune system) และปริมาณเชื้อไวรัส( viral load)เพื่อพิจารณาให้การรักษา
  • เมื่อไรจะเริ่มรักษาเมื่อสมัยก่อนเมื่อเจอเลือดให้ผลบวกก็จะให้ยาหลายขนาน แต่ปัจจุบันการพิจารณาว่าจะเริ่มให้ยาเมื่อไรจะพิจารณาจากปริมาณCD4 และปริมาณเชื้อในเลือด(viral load or HIV PCR RNA or HIV bDNA) 
  • การเลือกวิธีการรักษา เมื่อผลเลือดบ่งว่ายังไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยา ท่านต้องเจาะเลือดทุก 3 เดือนเพื่อติดตามโรคโดยใกล้ชิดหากผลเลือดของท่านมีเซลล์ CD 4ต่ำจำเป็นต้องรักษาขณะนี้มียา 14 ชนิดสำหรับรักษาโดยใช้ยาหลายชนิดรวมกัน(cocktail) เมื่อท่านตัดสินใจรักษาท่านต้องจำไว้ว่าต้องรับประทานยาสม่ำเสมอมิฉะนั้นเชื้อจะดื้อยาซึ่งจะเป็นผล
    เสียต่อท่าน
  • เรียนรู้ผลข้างเคียงของยา ยาแต่ละชนิดในแต่ละกลุ่มจะมีผลข้างเคียงของยาไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่มักจะเป็นระยะสั้นโดยมากไม่เกินสัปดาห์ แพทย์จะสอนวิธีจัดการกับผลข้างเคียงของยา ยาบางชนิดอาจจะมีผลข้างเคียงมากและอันตรายท่านต้องเฝ้าติดตาม หากมีอาการผลข้างเคียงท่านต้องรีบปรึกษาแพทย์

ขั้นที่3 เตรียมข้อมูลก่อนพบแพทย์

  1. ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ต้องเตรียมข้อมูลก่อนไปพบแพทย์อะไรบ้าง

   ในการวางแผนการรักษาแพทย์ต้องทราบรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยเพื่อที่จะทำการรักษาได้
   เหมาะสม

  • โรคประจำตัวที่เป็นอยู่
  • อาการของโรคที่เกิดใหม่
  • วันที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ HIV ระยะเวลาที่เป็นโรค HIV ปกติผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV จะกลายเป็นโรคเอดส์ใช้เวลา 9-11 ปี
  • ปัจจุบันรับประทานยาอะไร
  • ประวัติการป่วยเป็นวัณโรค โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตับอักเสบ การได้รับเลือด ผู้ที่เคยเป็นวัณโรคหากไม่ได้รับยาป้องกัน อาจจะทำให้เป็นวัณโรคซ้ำ
  • เคยได้รับการรักษาโรคเอดส์มาก่อนหรือไม่ ชื่อยาอะไร รักษาเมื่อไร นานแค่ไหน มีผลข้างเคียงอะไร
  • ประวัติการฉีดวัคซีน เช่นป้องกันตับอักเสบ วัคซีนป้องกันโรคปอดบวม
  • ประวัติการแพ้ยา
  • ประวัติพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่นการใช้ยาเสพติด การมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกัน
  • การทำงาน ฐานะ

ขั้นที่4 การเฝ้ามองสุขภาพ

   โรคเอดส์ก็เหมือนกับโรคทั่วๆไปคือจะมีอาการเตือน    
   ถ้าหากท่านมีอาการดังต่อไปนี้โปรดไปปรึกษาแพทย์เพื่อรักษา อาการดังกล่าวอาจจะไม่ใช่อาการของเอดส์   
   แต่จำเป็นต้องรักษา

  • มีก้อนที่คอ รักแร้ ขาหนีบ
  • ฝ้าขาวในปากหรือลิ้น
  • รอยช้ำเขียวที่ผิวหนัง
  • ไข้และท้องร่วง
  • น้ำหนักลด
  • ไอและหายใจหอบ
  • เหงื่อออกกลางคืน
  • ปวดศีรษะอย่างแรง
  • ตกขาวไม่หาย

ขั้นที่ 5 ดูแลสุขภาพตัวเอง 

  • รับอาหารที่มีคุณภาพ ปรึกษาแพทย์ว่าอาหารที่ควรและไม่ควรรับประทาน
  • ผักผ่อนให้เต็มที่
  • งดสุราและบุหรี่เพราะจะทำให้ท่านมีภูมิคุ้มกันที่แย่ลง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ให้ทำจิตใจให้ผ่องใส หางานทำตลอดเวลาให้ดูยุ่งๆเขาไว้ถ้าเป็นไปได้นะครับ

   สิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV
   ที่มา : http://www.gpo.or.th/rdi/html/aids15th.html
   สิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV
   คือการดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอทั้งกายและใจ อาหารที่รับประทานมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
   ที่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น นอกเหนือไปจากการทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการป้องกันการ
   แพร่ของโรค การรับเชื้อเพิ่ม การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์อย่างถูกต้องเมื่อถึงเวลาที่จำเป็นต้องเริ่มได้รับยา


   การประชุมวิชาการเรื่องโรคเอดส์ครั้งที่ 15 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จัดเป็นการประชุมวิชาการที่หัว
   ข้อการนำเสนอผลงานมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก เพราะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องของการรักษา 
   การติดตามผลทางคลินิก แต่ยังมีการเสนอผลงานในด้านการทำงานชุมชนและสังคมด้วย

   ผลงานนำเสนอทางด้านโภชนาการมักเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการดำเนินนโยบาย
   ให้ผู้ป่วยเอดส์ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีทรัพยากรจำกัดโดยเฉพาะประเทศในทวีปอาฟริกา ให้มีอาหารเพียงพอ
   กับความต้องการ ซึ่งจะเป็นส่วนเสริมให้สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยดีขึ้น รวมถึงการจัดการด้านการรักษา
   พยาบาลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดงบประมาณการรักษามากขึ้น ซึ่งจะขอยกตัวอย่าง
   ผลงานนำเสนอที่เกี่ยวข้องกับอาหารที่น่าสนใจดังนี้

- Muzoora และคณะ ได้ศึกษาผลของโครงการบริการอาหารพวกถั่วและน้ำมันพืชให้แก่ครอบครัว
   ผู้ป่วยเอดส์
9,000 กว่ารายเป็นประจำ ร่วมกับการให้ความรู้เรื่องการปรุงอาหารและ โภชนาการที่ดี 
   พบว่า อัตราการตายของผู้ป่วยลดลง และผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะใช้ยาต้านไวรัส
HIV ได้ต่อเนื่องมาก
   ขึ้น พร้อมทั้งได้เสนอว่านโยบายด้านอาหารและโภชนาการเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับการสนับสนุนนอก
   เหนือไปจากการรักษาด้วยยาต้านไวรัส
HIV

- Nwankwo เสนอว่า การจัดการด้านโภชนาการควรเริ่มตั้งแต่ทราบว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อเพื่อผลใน
  ระยะยาวซึ่งจะช่วยให้ประหยัดงบประมาณโดยรวม เพราะสามารถยืดระยะเวลาการแสดงอาการ
  เอดส์ลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องอยู่ในโรงพยาบาลและค่ารักษาพยาบาล อีกทั้งยังทำให้ผู้ป่วยทนผล
  ข้างเคียงต่อการใช้ยาได้ดี


- Laar และคณะ ศึกษาประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 341 คนในประเทศกาน่า พบว่าผู้ติดเชื้อ HIV 
  ที่ยังไม่ได้เป็นเอดส์ เริ่มมีภาวะขาดสารอาหารแล้ว
26 % และตัวเลขสูงถึง 100 % ในผู้ป่วยเอดส์

- Nabiryo และคณะ ศึกษาผู้ป่วยเอดส์กลุ่มย่อย 70 คน พบว่ามีน้ำหนักตัว ปริมาณน้ำ ไขมัน และ 
  กล้ามเนื้อต่ำกว่าเกณฑ์ และมีภาวะโลหิตจาง ซึ่งอาจเป็นผลจากการขาดสารอาหาร


- Agbaje พบว่าการให้อาหารกลุ่มถั่วเหลืองแก่กลุ่มผู้ป่วยที่มีฐานะยากจนในพื้นที่ที่มีทรัพยากรจำกัด
  เป็นเวลา
9 เดือน ทำให้ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 70%

- Abiodun พบว่าการให้อาหารชนิดถั่วเหลืองผงผสมกับธัญพืชท้องถิ่นทำให้ผู้ป่วยเอดส์ไนจีเรีย มี  
  น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น


- Fakande รายงานว่าผู้ป่วยในประเทศไนจีเรีย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับยาต้านไวรัส HIVแต่ได้
  รับการจัดกลุ่มดูแลผู้ป่วยด้วยการให้สุขศึกษา การรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาส และการให้
aspirin,
  Vitamin B รวม, C, A, E และ Folic acid รวมทั้งการให้อาหารที่มีประโยชน์แก่ผู้ป่วยและการ
  แนะนำให้ผู้ป่วยเพิ่มน้ำหนักตัวให้ได้ในช่วง
7 สัปดาห์แรกของการดูแล ทำให้อัตราการตายลดลงอย่าง
  มากในช่วง
7 ปีที่ผ่านมา

- Mills และคณะ พบว่าสมุนไพร Milk-thistles ทำให้ระดับยา Indinavir ในเลือดลดลง ซึ่งอาจส่ง
   ผลต่อการรักษาได้ใน
R&D Newsletter ฉบับต่อไปจะได้นำเสนอบทความที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ
   ด้านโภชนาการในผู้ป่วยติดเชื้อ
HIV เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรงพร้อมต่อสู้กับภาวะความอ่อนแอของ
   ร่างกายได้

   "รักตัวเอง" ให้มากๆ เพราะชีวิตเป็นของเราเอง เริ่มต้น "รักตัวเอง" + "เข้าใจในตัวเอง"    
    ว่าอะไรที่เราทำแล้วมีความสุขก็ทำไป...ถ้าความสุขนั้นมันไม่ได้ไปทำร้ายใครก่อน


    และเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างมี "ความสุขจากตัวเราเองก่อน" เพราะต่อให้ไม่มีใครเดินเข้ามา
    ในชีวิตเรา...เราก็อยู่อย่างมี "ความสุข"
ได้เหมือนกัน

    ดังนั้นก่อนที่คุณจะรอใครสักคนมารัก....จงเริ่มหันมา "รักตัวเอง" ก่อน

  การดูแลผู้ที่ติดเชื้อ HIV

   เมื่อสมัยก่อนใครที่มีญาติเป็นโรคเอดส์จะต้องปิดข้อมูลมิให้ใครรู้เพราะสังคมรังเกียจ ญาติใกล้ชิดก็รังเกียจ
   กลัวติดโรคทำให้ผู้ป่วยหมดที่พึ่ง เป็นโรคก็น่าเห็นใจแล้วแต่สังคมยังรังเกียจทำให้ผู้ป่วยหมดกำลังใจ 
   ปัจจุบันสังคมยอมรับมากขึ้นทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจที่จะมีชีวิตประกอบกับความรู้เกี่ยวกับโรคนี้มีเพิ่ม 
   การค้นพบยาต้านไวรัสเอดส์ใหม่ๆทำให้ผู้ป่วยมีอายุนานขึ้น หากท่านมีญาติหรือคนรู้จักติดเชื้อ
HIV 
   ท่านต้องอ่านเพื่อที่จะไปดูแลผู้ป่วยให้มีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนนานขึ้นการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อ
HIV 
   เป็นความเครียดทั้งผู้ที่เป็นและผู้ดูแล ท่านต้องเข้าใจผู้ป่วยและท่านต้องติดตามความรู้เกี่ยวกับโรคนี้
   เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการรักษาและการดูแล

   สิ่งที่ผู้ดูแลต้องรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์
  ท่านจะต้องรู้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์รายละเอียด

   การดูแลผู้ป่วย
  ผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์หรือติดเชื้อ HIV ต้องการเพิ่งตัวเองท่านต้องให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด
   เท่าที่จะเป็นไปได้ ผู้ป่วยสามารถกำหนดตารางการทำงาน การรับประทานอาหาร การออกกำลังกายจะทำ
   ให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ การผักผ่อน   
   หากผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้อย่างเคร่งคัดก็จะสามารถมีสุขภาพที่ดี ต้องให้ผู้ป่วยหยุดสุรา บุหรี่ และ
   ยาเสพติด

  • ต้องให้ผู้ป่วยอยู่อย่างส่วนตัว
  • พยายามให้ผู้ป่วยช่วยตัวเองให้มากที่สุดโดยเฉพาะการอาบน้ำ การรับประทานอาหาร
  • ห้องที่อยู่ควรจะสะอาด แสงเข้าถึง
  • ห้องที่อยู่ควรอยู่ใกล้ห้องน้ำ
  • จัดทิสชู่ ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้าไว้ใกล้กับผู้ป่วยเมื่อจะหยิบใช้
  • หากผู้ป่วยไม่เดินให้พยายามพลิกตัวผู้ป่วยทุกสองชั่วโมง

   แผลกดทับ
  ผู้ป่วยที่นอนอยู่กับที่จะเกิดแผลกดทับโดยมากมักจะเกิดบริเวณก้น ส้นเท้า สะบัก หรือบริเวณที่กดทับ
   นานเกินสองชั่วโมง วิธีป้องกันอาจจะใช้เตียงลมหรือเตียงน้ำ เตียงลมจะมีมอเตอร์เป่าลมเข้าไปและจะ
   เลื่อนตำแหน่งที่กดทับ อาจจะใช้แผ่น
gel หรือ form รองบริเวณที่กดทับ ผ้าปูเตียงต้องแห้งไม่มีรอยย่น 
   ต้องมั่นนวดบริเวณที่กดทับเช่น ก้น สะโพก ข้อศอก ส้นเท้า หากพบว่าผิวหนังเริ่มมีรอยแดงหรือมีแผล
   ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ

   การออกกำลังกาย
  แม้ว่าผู้ป่วยที่นอนบนเตียงก็สามารถออกกำลังกายได้ โดยการที่ผู้ดูแลขยับแขน ขา ข้อทุกข้อให้ขยับ
   ให้มากที่สุดเพื่อป้องกันข้อติด และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังเนื้อเยื่อป้องกันแผลกดทับ

   การหายใจ
  หากผู้ป่วยหายใจลำบากก็ให้ผู้ป่วยนั่งเอาหมอนพิงหลัง(เตียงแบบของโรงพยาบาล) และหากมีเสมหะ
   ซึ่งไม่สามารถไอออกมาก็ช่วยโดยการเคาะปอดและดูดเสมหะ

   การป้องกันการติดเชื้อ
  เนื่องจากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรงติดเชื้อได้ง่าย ผู้ดูแลจำเป็นต้องป้องกันผู้ป่วยมิให้รับเชื้อโรค
   ซึ่งมีวิธีการดังนี้

  1. การล้างมือ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำลายเชื้อโรคให้ล้างมือบ่อยๆ ล้างมือหลังจากเข้าห้องน้ำ ล้างมือก่อนทำอาหาร ก่อนป้อนอาหาร ก่อนอาบน้ำให้ผู้ป่วย ต้องล้างมือทุกครั้งเมื่อจามหรือไอ หรือเอามือจับจมูก ปาก อวัยวะเพศ เมื่อคนดูแลเปลื้อนเลือด น้ำเหลือง น้ำอสุจิจะต้องล้างมือทันที วิธีการล้างให้ล้างด้วยน้ำอุ่นและสบู่ 15 วินาที
  2. ปิดแผลของท่าน ถ้าท่านมีแผลหรือตุ่มน้ำที่ผิวหนังหรือการอักเสบที่ผิวหนังต้องระวังเป็นพิเศษ
    ที่จะนำเชื้อไปติดผู้ป่วยและอาจจะติดเชื้อจากผู้ป่วย
    ท่านมีแผลต้องใช้พลาสเตอร์ปิดแผลสวมถุงมือ
  3. แยกคนไม่สบายออกจากผู้ที่ติดเชื้อ หากมีสมาชิกในครอบครัวปวดเป็นไข้หวัดหรือโรคอื่นต้องแยกจากผู้ที่ติดเชื้อ HIV หากเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องสวมหน้ากากปิดปากและจมูก
  4. ห้ามคนไข้สุกใสเข้าใกล้ผู้ป่วย ไข้สุกใสอาจจะทำให้ผู้ป่วย HIV เสียชีวิตได้ดังนั้นผู้ที่เป็นไข้สุกใสต้องไม่อยู่ห้องเดียวกับผู้ป่วยจนกระทั่งผื่นแห้ง สำหรับผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยที่เป็นไข้สุกใสหากจะไปเยี่ยมผู้ที่ติดเชื้อ HIV ต้องหลัง 3 สัปดาห์ ผู้ที่เป็นงูสวัดก็ไม่ควรเยี่ยมผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และถ้าท่านอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคไข้สุกใสและท่านต้องดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ท่านต้องสวมหน้ากากปิดปากปิดจมูก ล้างมือก่อนที่จะไปช่วยเหลือคนไข้ และอยู่ในห้องคนไข้ให้น้อยที่สุด ถ้าหากผู้ที่ติดเชื้อ HIV สัมผัสผู้ป่วยไข้สุกใสหรือโรคงูสวัดต้องแจ้งแพทย์ทราบทันที
  5.  สมาชิกของผู้ที่ติดเชื้อ HIV ควรจะได้รับการฉีดวัคซีนให้ครบเพื่อป้องกันโรคติดต่อไป
    ยังผู้ป่วยและเพื่อให้แน่ใจอาจจะต้องฉีดกระตุ้นอีกครั้ง
    วัคซีนที่ต้องฉีดคือ หัด หัดเยอรมัน 
    คางทูม
    สำหรับวัคซีนป้องกันโปลิโอต้องใช้ชนิดที่เชื้อตายแล้วเท่านั้น
  6. ระวังสัตว์เลี้ยงและการทำสวน แม้ว่าการเลี้ยงสัตว์จะให้ความสุขกับผู้ป่วยแต่สัตว์ก็สามารถนำเชื้อไปสู่ผู้ป่วยได้ ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ไม่ควรจะสัมผัสกับกรง กระบะอาหาร อุจาระของสัตว์ น้ำสำหรับเลี้ยงปลา หากผู้ป่วยต้องสัมผัสสัตว์ต้องล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง สำหรับผู้ที่ทำความสะอาดกรงหรือกระบะอาหารควรจะสวมถุงมือทุกครั้งและล้างมือทันที สัตว์ที่เลี้ยงก็ต้องหมั่นฉีดวัคซีนและตรวจสุขภาพเป็นประจำ เชื้อโรคสามารถพบได้ในดินดังนั้นต้องสวมถุงมือทุกครั้งที่ทำสวน
  7. การซักรีด เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอนสามารถซักร่วมกับคนปกติได้โดยใช้ผงซักฟอกธรรมดา แต่ผ้าที่เปื้อนเลือด อุจาระ ปัสสาวะ น้ำอสุจิ ให้ใช้ถุงมือจับใส่ถุงพลาสติกแยกไว้ต่างหากและล้างด้วยน้ำธรรมดาเพื่อ
    ล้างเลือดออกก่อนจึงค่อยซักธรรมดาไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ
    HIV เพราะการซักธรรมดาก็ฆ่าเชื้อได้ สำหรับเครื่องเรือนที่เปื้อนเลือดให้สวมถุงมือแล้วใช้น้ำสบู่ล้างออก
  8. การทำความสะอาดบ้าน ทำความสะอาดอ่างล้างหน้า ฝักบัว บ่อยๆโดยใช้น้ำยาล้างห้องน้ำ พื้นบ้านต้องล้างอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โถส้วมให้ล้างบ่อยๆโดยใช้น้ำยาธรรมดาล้างทำความสะอาด
  9. อาหาร ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV สามารถรับประทานอาหารทุกชนิดยิ่งมากยิ่งดี และควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย แต่ก็มีข้อที่ต้องระวังคือ
  • ห้ามดื่มนมที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ
  • ห้ามรับประทานไข่ดิบ เช่น mayonnaise, hollandaise sauce, ice cream, fruit drinks
  • เนื้อสัตว์ต้องทำให้สุกโดยไม่พบเนื้อแดงในอาหาร
  • ไม่รับประทานปลาหรือหอยสุกๆดิบๆ
  • สำหรับคนเตรียมอาหารให้ล้างมือก่อนเตรียมอาหารทุกครั้งและล้างทุกครั้งเมื่อทำอาหารชนิดใหม่
  • อุปกรณ์ที่ใช้เตรียมอาหารต้องล้างให้สะอาดก่อนนำมาปรุงอาหารใหม่
  • ห้ามใช้ช้อนที่ชิมอาหารคนอาหาร
  • อย่าให้อาหารที่เตรียมไว้ปนเลือดวัวหรือเลือดหมู
  • ให้ล้างเขียงทุกครั้งที่จะทำอาหารชนิดใหม่
  • ให้ล้างผักสดให้สะอาดและทำให้สุก
  • ไม่ต้องแยกช้อน จาน ให้ทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่ก็พอ
  • ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไม่ควรเลียน้ำหรือจานระหว่างปรุงอาหาร
  • อาหารร้อนต้องรับประทานขณะร้อน อาหารเย็นต้องรับประทานขณะเย็น

   การป้องกันตัวเอง
  ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV อาจจะนำเชื้อโรคมาติดผู้ดูแลได้ ท่านจะต้องรู้จักป้องกันตัวเอง ตัวอย่างเช่นหาก
   ผู้ป่วยติดเชื้อ
HIV มีอาการท้องร่วงผู้ดูแลต้องสวมถุงมือขณะทำความสะอาดและให้ล้างมือเมื่อทำ
   ความสะอาดเสร็จ ถุงมือใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ผู้ที่ติดเชื้อ
HIV หากมีอาการไอเกินกว่า 1 สัปดาห์ต้องไป
   พบแพทย์เพราะอาจจะเป็นวัณโรค    
   หากผู้ป่วยเป็นวัณโรคสมาชิกในครอบครัวควรได้รับการตรวจว่าเป็นวัณโรคหรือไม่แม้ว่าจะไม่มีอาการไอ 
   ผู้ป่วยที่มีตัวเหลืองตาเหลืองต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจว่าเป็นตับอักเสบหรือไม่ 
   หากเป็นตับอักเสบผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ผู้ทีอยู่ในบ้านเดียวกันควรจะได้รับวัคซีน

   ถุงมือ.
  เนื่องจากเชื้อ HIV มีอยู่ในเลือด น้ำเหลือง ปัสสาวะและอุจาระของผู้ป่วยผู้ดูแลต้องระวังการสัมผัส
   กับสิ่งเหล่านี้โดยเฉพาะผู้ที่มีแผล การดูแลสิ่งเหล่านี้ต้องสวมถุงมือทุกครั้ง ถุงมือที่ใช้มีสองชนิดคือ 
   ถุงมือที่ใช้ทางการแพทย์ใช้ในกรณีต้องสัมผัสกับสิ่งที่มีเชื้ออยู่ ใช้แล้วทิ้งเลย อีกชนิดหนึ่งคือถุงมือ
   ที่ใช้ตามบ้านไว้ใส่สำหรับทำความสะอาดบ้าน

   การจัดการของเสีย
  ของเสียของผู้ติดเชื้อ HIV ได้แก่ เลือด น้ำเหลือง ปัสสาวะ อุจาระ อาเจียนควรจะเททิ้งในโถส้วมและ
    กดล้างออกให้หมด แต่ต้องระวังอย่าให้มีการกระเด็นเข้าตาหรือปาก สำหรับผ้าอ้อม ผ้าอนามัย ผ้าทำ
    แผล ควรจะใส่ถุงพลาสติกและปิดให้สนิทแล้วทิ้งในช่องขยะมีพิษอย่าลืมสวมถุงมือ

   เมื่อผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะสุดท้าย
  เมื่อโรคดำเนินมาถึงระยะสุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นการเสียชีวิต ผู้ดูแลสามารถสังเกตสิ่งที่จะเกิดต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยจะนอนทั้งวันปลุกไม่ค่อยตื่น ให้พยายามพูดคุยหรือดูแลขณะที่ตื่น
  • ผู้ป่วยจะจำตัวเองไม่ได้ ไม่รู้วันเดือน สถานที่ ให้บอกผู้ป่วยถึงวัน เวลา และบุคคล
  • ผู้ป่วยจะควบคุมปัสสาวะและอุจาระไม่ได้ ต้องทำความสะอาดโดยใส่ถุงมือ โรยแป้ง
  • ผิวจะเย็นและมีสีคล้ำขึ้นเนื่องจากการไหลเวียนของเลือดลดลง ต้องห่มผ้าให้อบอุ่น
  • ผู้ป่วยจะมีปัญหาเรื่องการได้ยินและการมองเห็น
  • ผู้ป่วยจะกระสับกระส่าย ดึงผ้าคลุมเตียง ต้องพูดปลอบและให้ความมั่นใจว่ามีคนอยู่ด้วยตลอดเวลา
  • ผู้ป่วยจะไม่ดื่มน้ำและรับประทานอาหาร ต้องให้ใช้ผ้าเช็ดริมฝีปากเพื่อให้ปากชื้น
  • ผู้ป่วยอาจจะไม่ปัสสาวะ
  • หายใจเสียงดัง เนื่องจากมีเสมหะอยู่ในคอ การดูแลต้องให้ผู้ป่วยนอนหัวสูง หรือนอนตะแคง ถ้าผู้ป่วยพอกลืนได้ให้น้ำแข็งชิ้นเล็กๆ

ติดตามต่อในหน้าถัดไป Click next page

   เมื่อจะตรวจเลือดต้องเตรียมตัวอย่างไร

False Positive ผล บวกปลอม
False Negative ผล ลบปลอม
เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าร่างกายเราเริ่ม
ติดเชื้อแล้ว
 มีเซ็กซ์อย่างสะอาดและฉลาดกันเถอะ
ไม่มีใครรับผิดชอบตัวเราได้ดีเท่ากับ
ตัวเราเอง รู้จักปฎิเสธเพื่อตัวของเราเอง
ตัวอย่าง pattern การตรวจหาการ
ติดเชื้อไวรัส HIVของโรงพยาบาล
รัฐขนาดใหญ่
ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ใหม่
สามารถมีชีวิตยืนยาวเหมือนคนป
กติ
หากดูแลสุขภาพและทานยาเป็นประจำ
การตรวจเลือดเพื่อดูค่า CD4 หรือ T Helper และ HIV Viral load
เพื่อใช้
พยากรณ์การดำเนินไปของโรค
การป้องกันการติดเชื้อ HIV
หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง
ะสามารถลดการเกิดอัตราติดเชื้อ
ความหมายของเอดส์ - AIDS
กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม (Acquired 
Immune Deficiency Syndrome
ยารักษา โรคเอดส์ - AIDS Treatment
ผู้ป่วยให้มีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนนานขึ้น
การป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากการ
มีเพศสัมพันธ์

โรคแทรกซ้อน
โรคฉวยโอกาส

   

ผลิตภัณฑ์ชุดทดสอบการติดเชื้อ HIV สามารถตรวจได้หลังเกิดการเสี่ยงแล้ว 2-3 เดือนขึ้นไป

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.