สมัครสมาชิก

 

Healthcare and Lab
Diagnostic Newsletter

สาระข่าวสารความรู้เรื่องสุขภาพ
การตรวจวินิจฉัยโรคทางแล็ป

ไขมันในเลือด Cholesterol ,
   Triglyceride , HDL , LDL 

What Do My Cholesterol 
   Levels Mean?
   การแปรผลของระดับไขมันเรา

ชนิดของไขมันในร่างกาย
ชนิดของไลโปโปรตีน
โคเลสเตอรอลในเลือดมีกี่ชนิด
ไขมันในเลือดผิดปกติมีผล
  อย่างไรต่อสุขภาพของเรา
ภาวะไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ 
  (Hyperilipidemia) กับโรค
  ที่พบได้บ่อย

การรักษาไขมันในเลือดผิดปกติ

ภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติ   
  (dyslipidemia)}

ไขมันในอาหาร และ กรดไขมัน
Cholesterol and Fatty Acid


Test strip แถบตรวจ กลูโคส 
  / โคเลสเตอรอล/ ไตรกลีเซอไรด์ 
  จากเลือดปลายนิ้ว
Cholesterol management

Understanding Cholesterol
ความรู้และเข้าใจเรื่องโคเลสเตอรอล

  
 
 วิธีทดสอบ/วินิจฉัยทางแล็ป
 
     ( ห้องปฏิบัติการชันสูตร ) 
   
Reference test procedure
 
โรคและกลุ่มอาการที่สนใจ
     และสอบถามรายละเอียดมาก

    - โรคของนักธุรกิจ
    - โรคที่ไม่ติดต่อ
    - โรคของผู้สูงอายุ
    - การดูแลเมื่อเข้าสู่วัยทอง
ิ    - ปัญหาและการเปลี่ยนไต
   อื่นๆอีกมากมาย ที่น่าติดตาม    
  


 

ข่าวสาร /เทคโนโลยี่ใหม่ๆ
ด้านสุขภาพจากต่างประเทศ
ยาใหม่ๆ  รายงานการค้นคว้า

 

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้


 Contact : ติดต่อ
 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 


We subscribe to the
HONcode principle of 
the Health on the
Net Foundation

  ไขมันในเลือด Cholesterol , triglyceride , HDL , LDL       


ไขมันในเลือดที่ตรวจได้มีหลายชนิด ที่นิยมตรวจกันมี โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ เอชดีแอล และ
แอลดีแอล เป็นต้น 
ชนิดของไขมัน ไขมันในร่างกายแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 
1. ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) จัดเป็นไขมันที่เป็นกลางซึ่งเกิดจากกลีเซอรอลถูก esterify 
    ด้วยกรดไขมัน1-3 โมเลกุล ระดับไขมันในเลือดที่เรียกว่า fasting triglycerides 
    ในคนปกติจะอยู่ระหว่าง 40-150 mg/dl  ถ้าสูงขึ้นผิดปกติมักจะพบบ่อยในโรคเบาหวาน 
โรค
    หลอดเลือดหัวใจ

   
เป็นไขมันอีกประเภทหนึ่งในกระแสเลือด เปรียบเสมือน "ผู้ช่วยผู้ร้าย" คนที่มีระดับ
    ไตรกลีเซอไรด์สูง พร้อมกับระดับเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลต่ำ หรือ แอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง 
    ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

2. ฟอสฟอลิปิด (Phospholipid) มีหลายชนิด เช่น เลซิทิน หรือ phosphatidylinositol 
    ส่วนใหญ่ฟอสฟอลิปิดจะเป็นองค์ประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลต่างๆ
3.โคเลสเตอรอล (Cholesterol) ในเลือดจะพบได้ 2 รูปแบบคือ โคเลสเตอรอลและโคเลสเตอรอล 
    เอสเตอร์ (Cholesterol ester) เป็นสารตั้งต้นที่สำคัญในการผลิตฮอร์โมนต่างๆ รวมทั้ง
    น้ำดีและวิตามินดีด้วย
   
โคเลสเตอรอล คือ สารไขมันคล้ายขี้ผึ้งที่ปรากฏอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย โคเลสเตอรอลบางชนิด
    จำเป็นต่อการทำงานของร่างกายโดยทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบ ของผนังเซลล์ในร่างกาย และเป็น
    ส่วนประกอบสำคัญของฮอร์โมนบางชนิดที่จำเป็นของร่างกาย

4. กรดไขมันอิสระ Free Fatty Acid

* ไขมัน 3 ชนิดแรก จะเกาะกับโปรตีน เพื่อให้ละลายตัวอยู่ในเลือดได้ เรียกว่า "ไลโปโปรตีน" ส่วนกรดไขมันอิสระจะรวมกับอัลบูมิน

การลำเลียงไขมันในร่างกาย
อาหารไขมันซึ่งถูกดูดซึมจากลำไส้รวมทั้งไขมันที่สะสมในเนื้อเยื่อไขมัน (adipose tissue) ล้วนมี
คุณสมบัติไม่ละลายน้ำแต่จะถูกขนส่งไปส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานและทำหน้าที่ต่างๆ
ได้ โดยอาศัยไปกับกระแสเลือดซึ่งเป็น aqueous solution ดังนั้นจึงต้องมีพาหะช่วยลำเลียงได้แก่ 
โปรตีนต่างๆในเลือด คือ อัลบูมิน(albumin) และ ไลโปโปรตีน(lipoprotein) 
  - โดยอัลบูมินช่วยลำเลียงกรดไขมันอิสระ 
  - ส่วนไลโปโปรตีนมีหลายชนิดช่วยลำเลียงไตรกลีเซอไรด์และไขมันชนิดอื่นๆระหว่างตับและ
    เนื้อเยื่อต่างๆ

ชนิดของไลโปโปรตีน
ไลโปโปรตีนที่ทำหน้าที่ขนส่งไขมันชนิดต่างๆ จะมีลักษณะพิเศษกล่าวคือ แกนกลางของไลโปโปรตีน
จะเป็นไขมันชนิดที่ไม่มีขั้ว( nonpolar lipid) เช่น ไตรกลีเซอไรด์ โคเลสเตอรอลเอสเตอร์ เป็นต้น 
และล้อมรอบด้วยไขมันชนิดที่สามารถละลายน้ำได้บางส่วน (amphipatic lipid) เช่น ฟอสโฟลิปิด 
โคเลสเตอรอล เป็นต้น และมีโปรตีนบางชนิดที่เรียกว่า อะโปโปรตีน (apoprotein) แทรกอยู่ในชั้น
ของไขมันเหล่านี้โดยทำหน้าที่เป็นตัวรับ-ส่งสัญญาน (recepter) ไลโปโปรตีนจะแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ 
ตามระดับชั้นเมื่อนำไปปั่นเหวี่ยงด้วยเครื่องปั่นเหวี่ยงกำลังสูง (Ultracentrifuge) โดยจะแบ่งเป็น 
4 กลุ่มดังนี้ 
1 ไคโลไมครอน (Chylomicrons) ทำหน้าที่หลักในการขนส่ง ไตรกลีเซอร์ไรด์ จากลำไส้เล็ก
   ไปยังตับ 
2 วีแอลดีแอล (Very low density lipoprotein, VLDV) ทำหน้าที่ขนส่งไตรกลีเซอร์ไรด์ จากตับ
   ไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ
3 แอลดีแอล (Low density lipoprotein, LDL) ประกอบด้วยโคเลสเตอรอล เป็นองค์ประกอบหลัก 
   ซึ่งจะขนส่งโคเลสเตอรอลเหล่านี้ไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ
4 เอชดีแอล (High density lipoprotein, HDL) ประกอบด้วยฟอสโฟลิปิดมากที่สุด และมี
   โคเลสเตอรอลรองลงมา จะทำหน้าที่ในการขนส่งไขมันเหล่านี้จากเนื้อเยื่อต่างๆไปกำจัดที่ตับ


การทำงานของไลโปโปรตีน
ไขมันชนิดต่างๆจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายที่ลำไส้เล็ก โดยกายย่อยให้เป็นกรดไขมันก่อนที่จะดูดซึม 
กรดไขมันต่างๆที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ผนังลำไส้เล็กจะรวมตัวกันอีกครั้งในรูปของไตรกลีเซอไรด์
ส่วนโคเลสเตอรอลสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เลยโดยไม่ต้องย่อยก่อน 

ไตรกลีเซอไรด์จะรวมตัวกับโคเลสเตอรอลและไขมันชนิดอื่นในอัตราส่วนหนึ่งเป็นไลโปโปรตีนที่เรียกว่า 
ไคโลไมครอน เข้าสู่ระบบน้ำเหลืองเพื่อไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น หัวใจ กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อไขมัน เป็นต้น 
ที่เนื้อเยื่อเหล่านี้จะมีเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยไตรกลีเซอร์ไรด์ให้เป็น กลีเซอรอลและกรดไขมันอยู่ คือ 
ไลโปโปรตีนไลเปส (lipoprotein lipase) ทำให้ไตรกลีเซอร์ไรด์ที่ขนส่งมาโดยไคโลไมครอน 80 % 
ถูกย่อยสลายที่เนื้อเยื่อเหล่านี้เพื่อไปใช้เผาผลาญเป็นพลังงานหรือสะสมไว้ที่เนื้อเยื่อไขมัน 

ไคโลไมครอนที่ถูกย่อยเอาไตรกลีเซอร์ไรด์ออกไปจะถูกเรียกว่า ไคโลไมครอนเรมเนนท์ (chylomicron 
remnant) เข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปย่อยสลายต่อที่ตับ 

ไตรกลีเซอไรด์และโคเลสเตอรอลรวมทั้งไขมันชนิดอื่นๆ จะถูกย่อยสลายและนำไปผ่านกระบวนการผลิต
สารชนิดใหม่ (hydrolysis and metabolism) เช่นการย่อยไตรกลีเซอร์ไรด์จนได้กรดไขมันเพื่อนำ
ไปย่อยสลายต่อจนได้ อะเซติลโคเอ (acetyl coA) สร้างพลังงานให้กับร่างกาย หรือ สร้างน้ำดีจาก
โคเลสเตอร์รอล เป็นต้น นอกจากตับจะย่อยสลายสารต่างๆแล้วตับเองก็ยังเป็นแหล่งสร้างไตรกลีเซอร์ไรด์ โคเลสเตอร์รอล และ
ไขมันชนิดอื่นๆ ด้วยเช่นกันไขมันเหล่านี้จะรวมกับโปรตีนที่สร้างขึ้นในเซลล์ตับเป็นไลโปโปรตีนชนิดที่
เรียกว่า วีแอลดีแอล เพื่อนำไขมันเหล่านี้ที่สร้างจากตับไปยั้งเนื้อเยื่อต่างๆ เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงาน 
เช่นเดียวกับไคโลไมครอน วีแอลดีแอลที่ถูกย่อยด้วยเอนไซม์ไลโปโปรตีนไลเปสเพื่อเอาไตรกลีเซอร์ออกไปจะมีโคเลสเตอร์รอลสูงขึ้น
มากถึง 58% รวมทั้งมีการย่อยเอาอะโปโปรตีนบางตัวออกไปด้วย ทำให้มีความหนาแน่นสูงขึ้น เรียกว่า 
แอลดีแอล ทำหน้าที่ขนส่งโคเลสเตอรอลเหล่านี้ไปตามกระแสเลือด โดยปริมาณโคเลสเตอรอล 30 %
ถูกส่งไปยังเนื้อเยื่อต่างๆที่ต้องการโคเลสเตอรอล ส่วนอีก 70% ที่เหลือจะนำกลับไปยังตับ แอลดีแอลที่ขนส่งโคเลสเตอรอลไปตามกระแสเลือดสามารถที่จะจับกับเซลล์ของกล้ามเนื้อหลอดเลือดแดง
ได้เนื่องจากที่หลอดเลือดเหล่านี้มีตัวรับ(recepter) อะโปโปรตีนที่อยู่บนแอลดีแอล ทำให้เป็นสาเหตุ
ของการสะสมโคเลสเตอรอลในเส้นเลือดมากขึ้นอันเกิดเนื่องจากการขนส่งของแอลดีแอลไลโปรตีนที่สำคัญ
ตัวหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นที่ตับและลำไส้เล็กเช่นกัน คือเอชดีแอลจะทำหน้าที่หลักในการขนส่งอะโปโปรตีน
ไปให้กับไคโลไมครอนและวีแอลดีแอลเพื่อใช้ในกระบวนการmetabolismของไลโปโปรตีนทั้งสองและ
รับโคเลสเตอรอลจากเนื้อเยื่อต่างๆกลับไปย่อยสลายที่ตับ หนังสื่อต่างๆ มักเรียกไลโปโปรตีนตัวนี้ว่าเป็น 
ไขมันดี


US Task Force แนะนำให้ตรวจเฉพาะโคเลสเตอรอล ในผู้ชายอายุ 35-65 และหญิงอายุ 45-65 ปี 
( ประเภท B ) ผู้ที่อยู่ในวัยต่ำหรือสูงกว่านี้อยู่ประเภท C 
สำหรับ ไตรกลีเซอไรด์ และเอชดีแอล คำแนะนำอยู่ในประเภท C ( ไม่มีหลักฐานพอ) 

ที่แนะนำคือ ถ้าระดับโคเลสเตอรอลสูง หรือมีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจก่อนวัยอันควร จึงควร
ตรวจไขมันให้ครบทุกชนิด เพื่อใช้เตรียมการรักษาที่เหมาะสมต่อไป 

หมายเหตุ การมีไขมันในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งในหลายๆอย่างของ โรคหัวใจขาดเลือด 
ถ้าสนใจอย่าลืมปัจจัยอื่นด้วยได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อ้วนไป ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ 
และมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นก่อนวัยอันควร โปรดสังเกตว่า 
แม้บางปัจจัยจะแก้ไม่ได้ หรือแก้ยาก แต่ก็มีปัจจัยที่แก้ง่ายๆอยู่หลายอย่าง 
* ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ จัดการตรวจเฉพาะโคเลสเตอรอล ไว้ในกลุ่ม ข = " น่าทำ" สำหรับผู้ที่อายุเกินกว่า 35 ปี ถ้าปกติให้ตรวจทุก 3 ปี 
แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มมีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดแข็ง แนะนำไว้ในกลุ่ม ก = "ควรทำ" และให้ทำทั้ง โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และ เอชดีแอล 


โคเลสเตอรอลในเลือดมีกี่ชนิด
     เมื่อท่านไปรับการตรวจเลือดเพื่อดูระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ค่าโคเลสเตอรอลที่ตรวจวัดได้ จะเป็นผลรวมของ
โคเลสเตอรอลที่ได้มาจาก
แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล LDL, 
เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล HDL และ 
วี แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล VLDL (คือ ค่าไตรกลีเซอไรด์ หารด้วย 5)

     ในคนที่มีระดับไขมันในเลือดปกติร้อยละ 70 ของโคเลสเตอรอลที่วัดได้มาจากแอล ดี แอลและ ร้อยละ 17 มาจาก 
เอช ดี แอล ดังนั้นส่วนใหญ่ของผู้ที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงจะเกิดจากการที่มีแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง 
อย่างไรก็ตามผู้ที่มีระดับเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงมากก็สามารถทำให้ระดับโคเลสเตอรอลรวมสูงได้เช่นกัน

Cholesterol (md/dl) (LDL-C)  +  (HDL-C ) +  (VLDL-C)
โคเลสเตอรอล (แอลดีแอล  +  เอชดีแอล  +  วีแอลดีแอล)  โคเลสเตอรอล

ดังนั้นค่าที่ได้สามารถนำมาคำนวนหา

LDL-C  =  Total Cholesterol - ( HDL-C)  -  Trigleceride/5

     แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล สูง เป็นไขมันที่เป็นต้นเหตุและ เป็นตัวการที่สำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดแดงตีบตัน 
ระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลในเลือดสูงมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันและ 
หลอดเลือดสมองตีบตัน

     เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล เป็นไขมันที่มีหน้าที่ป้องกันและต่อต้านการเกิดโรคหลอดเลือดแข็ง ระดับเอช ดี แอล 
โคเลสเตอรอลที่ต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

     นอกจากนี้ ไขมันไตรกลีเซอไรด์ที่สูงก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งเช่นเดียวกัน

อะไรทำให้โคเลสเตอรอลสูง?
1. พฤติกรรมการบริโภค
2. ขาดการออกกำลังกาย
3. กรรมพันธุ์
4. โรคเบาหวาน

 

โรคเบาหวานมีผลต่อระดับไขมันในเลือดอย่างไรบ้าง
     โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลจากการที่ร่างกายสร้างฮอร์โมนอินสุลินลดลง 
หรือร่างกายตอบสนองต่อฤทธิ์ของฮอร์โมนอินสุลินลดลง ฮอร์โมนอินสุลินนอกจากจะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว 
ยังมีผลต่อการเผาผลาญไขมันในร่างกายด้วย โดยมีฤทธิ์ยับยั้งการสลายไขมันในร่างกาย ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานจึงพบ
ความผิดปกติของไขมันในเลือดได้บ่อยกว่าคนทั่วไป กล่าวคือ ผู้ป่วยเบาหวานมักจะพบความผิดปกติของระดับ
ไตรกลีเซอไรด์ที่สูงขึ้นและ ระดับเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลที่ลดลง ส่วนระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลมักจะไม่
แตกต่างจากคนที่ไม่เป็นเบาหวาน

     ไขมันในเลือดที่ผิดปกติในผู้ป่วยเบาหวานนอกจากจะเกิดจากโรคเบาหวานเองแล้ว ยังอาจเกิดจากยาต่างๆ ที่ใช้ร่วม
ด้วย เช่น ยาลดความดันโลหิตสูงบางชนิด นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากโรคแทรกซ้อนของโรคเบาหวานเอง ได้แก่ 
โรคแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวาน หรือโรคเบาหวานลงไต ซึ่งจะมีผลทำให้ระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอล
ในเลือดสูงขึ้น หรืออาจจะเกิดจากโรคไทรอยด์ที่ทำงานผิดปกติเป็นต้น

ไขมันในเลือดผิดปกติมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน
     ไขมันที่ผิดปกติจะทำให้หลอดเลือดแดงใหญ่เกิดการตีบตัน ซึ่งพบได้ทั้งในผู้ป่วยที่เป็นและไม่เป็นเบาหวาน แต่
ผู้ป่วยเบาหวานจะมีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงมากกว่าและ เกิดได้ในคนที่อายุน้อยกว่า

     นอกจากนี้ ยังพบว่าระดับไขมันที่ผิดปกติยังสัมพันธ์กับการเกิดพยาธิสภาพของหลอดเลือดฝอยและ มีผลต่อการ
ควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวานอีกด้วย

ผลต่อหลอดเลือดแดงใหญ่
     ทำให้หลอดเลือดแดงตีบตัน เป็นผลให้อวัยวะสำคัญต่างๆ ของร่างกายมีเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ เช่น ถ้าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน จะทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นผลให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก หรือ เสียชีวิตโดยเฉียบพลันได้

     ถ้าเกิดที่หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองตีบตัน จะทำให้เกิดโรคอัมพาต โดยจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือ ชาครึ่งซีก นอกจากนี้ถ้าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงขาตีบตัน ก็จะทำให้เกิดอาการปวดบริเวณต้นขา หรือ น่องเวลาเดินไกลๆและ ถ้าหลอดเลือดตีบมากๆ อาจจะทำให้เกิดแผลที่เท้าได้และเป็นสาเหตุให้แผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานหายได้ยากและช้ากว่าปกติ

ผลต่อหลอดเลือดแดงฝอย
     ระดับไขมันในเลือดที่สูง จะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคแทรกซ้อน ที่หลอดเลือดฝอยของตาและไตในผู้ป่วยเบาหวาน หรือที่เรียกกันว่า เบาหวานขึ้นตาและลงไต เป็นผลให้การมองเห็นของสายตาลดลงและ การทำงานของไตเสื่อม หรือไตวาย

ผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

     ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดที่สูง จะมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานสูงขึ้นได้ ซึ่งอธิบายได้จากกรดไขมันอิสระที่สูง กรดไขมันอิสระที่สูงจากภาวะที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงจะมีผลยับยั้งขบวนการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสในเซลล์และ ยังทำให้มีการสร้างและปล่อยน้ำตาลกลูโคสจากตับเพิ่มขึ้นและ ในทางกลับกันภาวะน้ำตาลในเลือดที่สูงซึ่งเป็นผลจากการที่ร่างกายมีฮอร์โมนอินสุลินไม่เพียงพอ หรือการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนอินสุลินลดลง ตับจึงสร้างไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นและมีผลทำให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงขึ้นได้

ผู้ป่วยเบาหวานควรจะมีระดับไขมันในเลือดเท่าไร

ระดับไขมันในเลือดเหมาะสมในผู้ป่วยเบาหวานคือ

แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล น้อยกว่า 100 มก./ดล.
เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล มากกว่า 45 มก./ดล.
ไตรกลีเซอไรด์ น้อยกว่า 150 มก./ดล.

การรักษาไขมันในเลือดผิดปกติในผู้ป่วยเบาหวานทำได้อย่างไรบ้าง
 การรักษาประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 อย่าง คือ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกายและ การใช้ยา
 - การควบคุมอาหาร มีหลักดังต่อไปนี้
1. รับประทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อที่จะทำให้น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่อ้วน หรือผอมเกินไป
2. รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ได้แก่ แป้ง โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่และ ใยอาหาร
3. หลีกเลี่ยง หรือ ลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและอาหารที่มีปริมาณโคเลสเตอรอลสูง  
    ไขมันอิ่มตัวจะพบในไขมันสัตว์ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าวและ กะทิ สำหรับโคเลสเตอรอลนั้นจะพบใน เนื้อสัตว์ 
    เครื่องใน ไข่แดงและ นมเนยต่างๆ
4. หลีกเลี่ยงอาหารพวกไข่แดง เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ส่วนที่ติดมันทุกชนิด สมองสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด เช่น 
    หอยนางรม ปลาหมึก 
5. หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน อาหารทอด เจียว ควรใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันสัตว์ เช่น เนย หรือ น้ำมันหมู 
    น้ำมันพืชที่สกัดจากเมล็ดพืชจะมีกรดไลโนเลอิก (Linoleic acid) ที่เป็นตัวนำ Cholesterol ไปเผาผลาญได้ดี 
6. ควรหลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันมะพร้าว หรือ กะทิ 
7. ควรดื่มนมพร่องมันเนยแทนนมที่มีไขมันเต็มส่วน 
8. พยายามเปลี่ยนแปลงการปรุงอาหารเป็น นึ่ง ต้ม ย่าง อบ แทนการทอด หรือผัด 
9. พยายามลดน้ำหนักตัวในกรณีที่มีน้ำหนักเกิน 
10. ควรเพิ่มอาหารพวกผักใบต่างๆ และผลไม้บางชนิดที่มีกากใย เช่น ผักคะน้า ผักกาด ฝรั่ง ส้ม ซึ่งจะช่วยให้
     ร่างกายดูดซึมไขมันน้อยลง 

- การออกกำลังกาย
  การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะและ สม่ำเสมอ นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดระดับแอล ดี แอล 
โคเลสเตอรอลและ ทำให้ เอช ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงขึ้นด้วย
1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง 
2. ออกกำลังกายชนิดต่อเนื่อง ไม่วิ่งๆ หยุดๆ จะเป็นผลดีต่อหัวใจมากกว่า เช่น เต้นแอโรบิค, ว่ายน้ำ, ขี่จักรยาน ฯลฯ 
3. ออกกำลังกายแต่ละครั้งให้นานพอ และหนักพอ แต่อย่าหักโหมเกินกำลัง 

 - การใช้ยา
ถ้าควบคุมอาหารและการออกกำลังกายแล้วไม่สามารถลดระดับไขมันในเลือดถึงระดับที่ต้องการแล้ว จำเป็นต้องพิจารณา
การใช้ยาลดระดับไขมันในเลือดร่วมด้วย

     ผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับไขมัน แอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงอย่างเดียว หรือมีไขมันแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง
ร่วมกับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงควรพิจารณาใช้ยาในกลุ่ม statin เป็นยากลุ่มแรก 
ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงอย่างเดียว ยาที่เหมาะสมคือ ยาในกลุ่ม fibrate

     ยาลดระดับไขมันในเลือด ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันพบว่ามีผลข้างเคียงน้อยและมีความปลอดภัยสูง 
นอกจากนี้ยังพบว่าสามารถลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบตันและ โรคหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยเบาหวานได้

แค่ไหนถึงจัดว่าโคเลสเตอรอลสูง?
วิธีดูว่าใครมีโคเลสเตอรอลสูง ทางการแพทย์จะเทียบกับค่าระดับ แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล ที่พึงปรารถนา 
ซึ่งค่าดังกล่าวขึ้นกับว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเป็นโรคเบาหวาน หรือไม่ ถ้ายังไม่เป็นโรคดังกล่าว 
ปัจจัยเสื่ยงที่ต้องคำนึงในการจัดระดับแอล ดี แอล โคเลสเตอรอลที่พึงปรารถนามีอยู่ 5 ประการ
1. อายุ : ชายเกิน 45 ปี, หญิงเกิน 55 ปี
2. มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ก่อนวัยอันควร(ชายก่อนอายุ 55 ปี, หญิงก่อนอายุ 65 ปี)
3. เป็นความดันโลหิตสูง
4. สูบบุหรี่
5. ค่าเอช ดี แอล โคเลสเตอรอล น้อยกว่า 40 มก./ดล.

ตารางแสดงค่าปัจจัยเสี่ยง

ชื่อ ค่าของแอล ดี แอล
แอล ดี แอล    
- เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเป็นโรคเบาหวาน ควรน้อยกว่า 100 มก./ดล.
- ไม่เป็นหลอดเลือดโรคหัวใจและโรคเบาหวาน
  แต่มีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป
ควรน้อยกว่า 130 มก./ดล.
- ไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเบาหวานและ
  มีปัจจัยเสี่ยงน้อยกว่า 2 ข้อ
ควรน้อยกว่า 160 มก./ดล.

ไตรกลีเซอไรด์

ควรน้อยกว่า 150 มก./ดล.
เอช ดี แอล ควรมากกว่า 40 มก./ดล.

หากสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลรวมลงได้ 1% จะสามารถลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลงได้ 2%

โคเลสเตอรอลสูงรักษาหายขาด หรือไม่?
โคเลสเตอรอลสูงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ควบคุมได้ ระดับโคเลสเตอรอลจะค่อยๆ กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีก
หากหยุดการบำบัด

ภาวะไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ (Hyperilipidemia) เป็นตัวอย่างอันหนึ่งของการได้รับอาหารบางอย่างมากเกินไป  และ
ไม่ถูกสัดส่วน  ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาทางโภชนาการที่ถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis)  
ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด
ภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis)
เป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงเสื่อม  ในหน้าที่   โดยหลอดเลือดแดงขาดลักษณะความอ่อนนุ่มและการยืดหยุ่นตัว
ความผิดปกติดังกล่าวนี้   เกิดขึ้นเนื่องจากการมีการคั่งของไขมันในผนังหลอดเลือดแดงขนาดกลางและขนาดใหญ่ 
ไขมันที่คั่งนี้ส่วนใหญ่เป็น Cholesterol ส่วนน้อยเป็น Phospholipids และ Triglycerides ภาวะหลอดเลือดแข็ง
นี้ เป็นสาเหตุที่สำคัญของการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด    และโรคหลอดเลือดของสมอง (Cerebrovascular Disease)

โรคหัวใจขาดเลือด  (Ischemic Heart  Disease, Coronary Heart  Disease, Arteriosclerotic Heart Disease)

เป็นกลุ่มอาการของโรคหัวใจ เกิดขึ้นเนื้องจากหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery)  นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
ไม่พอ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เกิดขึ้นจากภาวะหลอดเลือดแข็ง
กลุ่มอาการของโรคหัวใจขาดเลือด แบ่งออกเป็น 3 พวก คือ
1. Myocardial Infarction
เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจตาย  เนื่องจากได้รับเลือดจากหลอดเลือดหัวใจไม่พอ  ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดอ๊อกซิเจน 
ผู้ป่วยพวกนี้อาจตายได้ทันทีเมื่อเกิดเป็นโรคนี้ ครั้งแรกเลย ในพวกที่รอดตายก็จะเกิดแผลเป็นที่หัวใจ ผู้ป่วยอาจไม่
สามารถกลับไปทำงานได้ตามปรกติ ก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้เป็นครั้งที่สอง
2. Angina Pectoris
เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาเลี้ยง (กล้ามเนื้อยังไม่ตาย) ในเวลาที่ออกกำลังกาย  หรือเวลาที่มีการตื่นเต้นทาง
ด้านจิตใจ   ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ  ผู้ป่วยเหล่านี้เสี่ยงต่อการเกิดMyocardial Unfarcition 
หรือตายทันทีได้
3. Sudden Death
ผู้ป่วยจำนวนมากในพวกที่หนึ่งและสองที่ตายทันที เมื่อมีการครั้งแรกและมาไม่ถึงโรงพยาบาล


 

  

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.