BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top
ภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติ   
(dyslipidemia)

คณะสามไขมัน (lipid triad)
   โคเลสเตอรอล /ไตรกลีเซอไรด์ /
    HDL-C

สาเหตุของภาวะระดับไขมัน
   ในเลือดผิดปกติ

เป้าหมายของการรักษาภาวะ
  ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ

การรักษาระดับไขมันในเลือด
  ผิดปกติด้วยอาหาร

การออกกำลังกาย
การใช้ยาเพื่อลดระดับไขมัน
  ในเลือ


Hypercholesterolemia
 
Cholesterol Control Alternatives
 
การดูแลระดับไขมันในเลือดตาม
 แนวธรรมชาติบำบัด


Cholesterol management
 
Understanding Cholesterol
  ความรู้และเข้าใจเรื่องโคเลสเตอรอล

ไขมันในเลือด Cholesterol ,
  Triglyceride , HDL , LDL

    



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์




 
 ภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (dyslipidemia)      

นิยามของภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (dyslipidemia)
            Dyslipidemia เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับไขมันในเลือดต่างไปจากเกณฑ์ปกติ เป็นผลให้เสี่ยงต่อผลการเกิดภาวะในหลอดเลือดแดงแข็ง (aterosclerosis) ซึ่งก่อให้เกิดโรคได้ 3 ชนิด คือ
โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดแดงรอบนอก (Peripheral arterial disease)
ภาวะความผิดปกติของระดับไขมันในเลือดดังกล่าวนี้ได้แก่ 
            ภาวะโคเลสเตอรอลรวม (total cholesterol : TC) ในเลือดสูง ภาวะนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการมี
ระดับ low density lipoprotein – cholesterol (LDL – C) ในเลือดสูง ซึ่งจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ
ของการเกิด ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
            ภาวะ high density lipoprotein cholesterol (HDL-C) ในเลือดต่ำ เป็นปัจจัยเสี่ยงอิสระที่ก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
ภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์ (triglyceride : TG) ในเลือดสูง ภาวะดังกล่าวนี้อาจเกิดจากระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ใน 
very low density liporotein – TG (VlDL – TG) ในเลือดสูง และ / หรือ ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ใน 
chylomicron ในเลือดสูง เฉพาะ VLDLTG ในเลือดสูงที่ก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งส่วน 
Chylomicron –TG ในเลือดสูง ก่อให้เกิดตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
            ภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงควบคู่กับภาวะ HDL – C ในเลือดต่ำ ผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงควบคู่กับระดับ HDL – C ในเลือดต่ำ มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
ขาดเลือดเพิ่มขึ้น


             คณะสามไขมัน (lipid triad) อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มสูงขึ้นมากในผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอรไรด์ในเลือดสูงและ 
HDL – C ในเลือดต่ำร่วมกับ TC หรือ LDL-C ในเลือดสูงหรือผู้ที่มีอัตราส่วน C/HDL-C สูง ร่วมกับ
ภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
         เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติ
                การศึกษาทางวิทยาการระบาดพบว่าผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดน้อยนั้น ควรมีระดับไขมันในเลือดดังนี้ TC < 200 มก./ดล. HDL- C> มก./ดล. และ TG < 150มก./ดล. 
นอกจากนี้ควรมีอัตราส่วน TC/HDL-C < 4.5 และ LDL-C/HDL-C < 3.0 ตารางที่ 1 แสดงถึงเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติ และความรุนแรงของความผิดปกติกำหนดโดย 
International Lipid Information Bureau (ILB)1 ซึ่งได้คำนึงถึงระดับไขมันในเลือดเพื่อป้องกัน
โรคหลอดเลือดแดงแข็งปฐมภูมิและทุติยภูมิ
        ควรตรวจระดับไขมันในเลือดในผู้ใดบ้าง
            1. ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้แก่
                ก. โรคความดันโลหิตสูง
                ข. โรคเบาหวาน
                ค. ประวัติสูบบุหรี่ 
                ง. ชายอายุมากกว่า 45 ปี, หญิงอายุมากกว่า 55 ปี
                จ. โรคอ้วน
                ฉ. โรคหัวใจขาดเลือด
                ช. ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจขาดเลือด, อัมพาต อัมพฤกษ์ หรือระดับไขมันในเลือดสูง
                ซ. เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง 
            2. ผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
            3. ผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่มีอายุมากกว่า 35 ปี
          ควรตรวจระดับไขมันอะไรบ้าง (3,4)
            1. ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง และผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ควรตรวจระดับ TC, TG และ 
                      HDL – C 
            2. ในผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจระดับ TC อย่างเดียว ถ้าระดับ 
                    TC > 240 มก./ดล. จึงตรวจ TC, TG และ HDL- C             
                     ถ้าระดับไขมันอยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรตรวจซ้ำอีกอย่างน้อยทุก 5 ปี 
        การเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด
            1. งดอาหารประมาณ 12 ชั่วโมง โดยให้ดื่มน้ำเปล่าได้ 
            2. รับประทานอาหารที่เคยรับประทานระยะ 3 สัปดาห์ก่อนเจาะเลือด
            3. ผู้ที่ตั้งครรภ์, ผู้ที่ป่วยหนักเช่นได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรง, ผู้ป่วยหลังผ่าตัด, ผู้ป่วยที่มีการ
ติดเชื้อ การตรวจไขมันในเลือดอาจได้ผลที่คลาดเคลื่อน ควรต้องตรวจเมื่อภาวะดังกล่าวหายไปแล้ว 12 
สัปดาห์ หรืออย่างน้อย 3 สัปดาห์ ในผู้ที่เจ็บป่วยเล็กน้อย 
            4.ผู้ป่วยที่มีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างเฉียบพลัน (acute myocardial infarction) 
ควรเจาะภายใน 12 ชั่วโมงแรก หรือ 6 สัปดาห์หลัง acute myocardial infarction จึงจะได้ค่าที่ถูกต้อง 
อย่างไรก็ตามผลที่เจาะได้ในระยะเฉียบพลันนั้น หากพ้นระยะ 12 ชั่วโมง อาจมีประโยชน์ถ้าหากระดับไขมันสูงกว่ามาตรฐานแสดงว่าผู้ป่วยเป็นไขมันในเลือดสูงจริง สามารถให้การรักษาได้โดยไม่ต้องรอเป็นระยะเวลาถึง 6 สัปดาห์
        เทคนิคการเจาะเลือดเพื่อตรวจไขมัน
            1.ควรให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านั่งอย่างน้อย 5 นาทีก่อนเจาะ เพราะการเปลี่ยนท่าจะทำให้ plasma 
volume เปลี่ยนแปลง และผลที่ได้จะคลาดเคลื่อน
            2. ควรใช้สายรัด (tourniquet) เท่าที่จำเป็นอย่ารัดนานเกินไป 
            3. ควรเก็บเลือดที่ได้ในหลอดที่ไม่สามารถป้องกันการแข็งตัวของเลือด เพื่อที่จะให้ได้เป็น serum
lipid แต่หากจำเป็นก็อาจใช้หลอดที่มี EDTA ได้ ค่าที่ได้จะเป็น plasma lipid ซึ่งจะต่ำกว่าใน serum 
ประมาณ 3%
            4.เครื่องมือและมาตรฐานของการตรวจ (quality assurance) ควรส่งเลือดไปตรวจในห้องปฏิบัติการมาตรฐานที่เชื่อถือได้ และมี quality control ตรวจสอบมาตรฐานใน
หลายๆ ระดับโดยเฉพาะในระดับ cholestesterol ตั้งแต่ 100 มก./ดล.ถึง 350 มก./ดล. โดยใช้วิธี
เอนไซมาติก

 


        สาเหตุของภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (5,6) 
            ภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติอาจเกิดจากสาเหตุ 3 ประการ คือ 
            1. ภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติปฐมภูมิ (Primary dyslipidemia)
            2. ภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติทุติยภูมิ (secondary dyslipidemia)
            3. ภาวะความปกติของระดับไขมันในเลือดจากอาหาร (dietary dyslipidemia)

        Primary dyslipidemia
            ภาวะนี้เป็นความผิดปกติจากสาเหตุทางพันธุกรรม โรคที่พบบ่อยในกลุ่มนี้คือ 
Polygenichypercholesterolemia, familial combined hyper lipidemia (FH)

        Secondary dyslipidemia
            ภาวะนี้เกิดจากโรงทางกายหรือยาบางชนิดที่มีผลต่อกระบวนการสร้างและสลาย lipoprotein ทำให้ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ สาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้ cholesterol ในเลือดสูง ได้แก่ hypothyroid-
ism, cholestasis, nephritic syndrome, ยา progestogen บางชนิด และ thiazide เป็นต้น 
สาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้ triglyceride ในเลือดสูงได้แก่ โรคเบาหวาน, โรคอ้วน, ไตวาย, การดื่มสุรา 
การตั้งครรภ์ ยา beta blocker, thiazide, gluco-corticoid, istretinoin และ estrogen เป็นต้น 
สาเหตุที่ทำให้ HDL – C ในเลือดต่ำ ได้แก่ โรคอ้วน การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน การไม่ออกกำลังกาย และยา 
anabolic steroid, testosterone, progestogen บางชนิด และ beta blocker เป็นต้น

        Dietary dyslipidemia
            การบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดภาวะ LDL-C ในเลือดสูง คือ อาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก ได้แก่ 
กะทิ, หมู 3 ชั้น, เนยเหลว, เนยเทียมแข็ง, เนื้อสัตว์ที่มีมันมาก, หนังสัตว์, ไส้กรอก เป็นต้น และ / หรือ รับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง ได้แก่ ไข่แดงเครื่องในสัตว์ อาหารที่ให้พลังงานเกินความต้องการของ
ร่างกาย การรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮ-เดรตโดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโทสและซูโครสมาก การดื่มสุรา 
เป็นต้น
         แนวทางการค้นหาสาเหตุของภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติ
                การซักประวัติ ภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติในครอบครัว, โรคเบาหวาน, โรคไต, โรคตับ,
 โรคธัยรอยด์ ชนิดของอาหารที่รับประทาน การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การออกกำลังกาย การใช้ยาต่างๆ 
การตรวจร่างกาย บันทึกน้ำหนักตัวและความสูง เพื่อคำนวณหา BMI ตรวจหา tendon xanthoma, 
การหนาตัวของ Archilles’ tendon, xanthelasma, arcus cornealis, อาการแสดงของต่อม
ธัยรอยด์ทำงานต่ำ (รวมถึงการตรวจ reflex), ภาวะ edema
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพิ่มเติมตามความเหมาะสม ได้แก่ : fasting plasma glucose, T4, TSH,
 alkaline phosphatase, creatinine และ urine protein
        เป้าหมายของการรักษาภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (1,3)
                ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจโคโรนารี หรือมีโรคหลอดเลือดแดงแข็งแล้ว การรักษาจัดเป็นการป้องกันทุติยภูมิระดับของไขมันเป้าหมายในเลือดคือ LDL – C น้อยกว่า 100 มก./ดล. 
ระดับ TG น้อยกว่า 150 มก./ดล. ระดับ HDL-C > 40 มก./ดล. และควรมีอัตราส่วน LDL – C น้อยกว่า
 2.5 หรือ TC/HDL-C น้อยกว่า 3.5
ในผู้ป่วยที่ยังไม่เป็นโรคหัวใจโคโรนารี หรือโรคหลอดเลือดแข็งชนิดอื่นๆ ระดับของไขมันที่ต้องการคือ TC 
น้อยกว่า 200 มก./ดล. LDL – C น้อยกว่า 130 มก./ดล. TG น้อยกว่า 150 มก./ดล. HDL- C > 40 
มก./ดล. ควรมีอัตราส่วนของ LDL –C/HDL-C < 3 และควรมีอัตราส่วน TC/HDL –C <4.5
                ในการป้องกันทุติยภูมิเพื่อควบคุมให้ได้ระดบไขมันอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการ การควบคุมมักจำเป็นต้องใช้ทั้งอาหารและยาลดไขมัน แต่ถ้าเป็นการป้องกัน ปฐมภูมิที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วยการรักษาควรเน้นหนักไปที่การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายถ้าระดับไขมันเกินเป้าหมายไป
เพียงเล็กน้อย อาจไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ยาลดไขมันเสมอไป ยกเว้นในกรณี primary prevention ที่มีปัจจัย
เสี่ยงอื่นๆ ร่วมอยู่ก็ควรพิจารณาใช้ยาลดไขมันเพื่อให้ระดับไขมันต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการ ทั้งนี้เพื่อลดการ
เกิดโรค acute myocardial infarction หรือ stroke หรือ peripheral vascular disease ซึ่งล้วนแต่เป็นโรคที่มีความรุนแรงทำให้ทุพลภาพ หรือสิ้นเปลืองเงินทองในการรักษาพยาบาลเป็นอย่างมาก 
        การรักษาระดับไขมันในเลือดผิดปกติด้วยอาหา
                การรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการเป็นรากฐานสำคัญของการป้องกันและรักษาภาวะ
ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ ดังนั้นทุกคนต้องทำความเข้าใจถึงแนวทางการบริโภคอาหารที่ควบคุบ  ระดับ
ไขมันในเลือดอย่างถูกต้อง และมีความสำนึกรับผิดชอบนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน 
        การรักษาโคเลสเตอรอลในเลือดสูงด้วยอาหาร 1,5,7,8 
            ประกอบด้วยหลักการ 7 ประการ คือ 
            1.รับประทานอาหารที่ให้พลังงานแต่พอควร
            การรับประทานอาหารที่ให้พลังงานมากกว่าร่างกายนำไปใช้ได้เป็นประจำจะก่อให้เกิดโรคอ้วน
ในที่สุด ซึ่งมีผลให้ VLDL –TG ในเลือดสูง และ HDL-C ในเลือดต่ำ ตลอดจนอาจทำให้ LDL-C ในเลือด
สูงด้วยผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปแล้ว สามารถประเมินตนเองได้ว่าร่างกายมีสมดุลของพลังงานหรือ 
ไปจากดัชนีความหนาของร่างกายและอัตราส่วนเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบวงสะโพก โดยผู้ใหญ่ปกติตั้งแต่อายุ 
20 ปีขึ้นไป ไม่ว่าหญิงหรือชายควรมีดัชนีความหนาของร่างกาย 20.0 –24.99 ก.ก./ม2 ผู้ใหญ่ชายและหญิงควรมีเส้นรอบวงเอววัดที่ระดับสะดือต่อเส้นรอบวงสะโพกน้อยกว่า 1.0 และ 0.8 
ตามลำดับ
            2.รับประทานไขมันทั้งหมดไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานได้รับ
            3. รับประทานไขมันที่มีสัดส่วนของกรดไขมันอย่างเหมาะสม ดังนี้ 
                3.1 รับประทานกรดไขมันอิ่มตัวให้น้อยกว่า ร้อยละ 10 ของพลังงานได้รับ เพราะกรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่เพิ่มระดับ LDL-C ในเลือด 
                3.2 รับประทานกรดไลโนอิก (linoleic acid; 18 : n –6) ร้อยละ 7 – 10 ของพลังงาน
ที่ได้รับ โดยมีเหตุผลที่สำคัญ 2 ประการคือ ป้องกันการขาดกรด ไลโนเลอิกซึ่งต้องการเพียงร้อยละ 2 ของ
พลังงานที่ได้รับ และลดระดับ LDL –C ในเลือดเพราะการเปลี่ยนโคเลสเตอรอลอิสระเป็นโคเลสเตอรอล
ไลโนเลเอทเพิ่มขึ้นทำให้ activity ของ LDL receptor ที่ตับเพิ่มขึ้น 
                3.3 รับประทานกรดแอลฟา – ไลโนเลนิก 
                (ต - linolenic acid ; 18 :3n – 3) ร้อยละ 0.5 – 1.0 ของ พลังงานทั้งหมด กรดแอลฟา
 – ไลโนนิก เป็นกรดไขมันจำเป็นเช่นเดียวกันกรดไลโนเลอิก และเป็นต้นกำเนิดของกรดไอโคซาเพ็นตะอีโนอิก (eicosapentaenoic acid ; EPA : 20 : 5 – n) และกรดโดโคซาเฮซะอีโนอิก (docosa – 
hexaenoic acidd ; DHA ; 22 : 6 n – 3) EPA เป็นต้นกำเนิดของไอโคซานอยด์ (eicosanoid) 
อนุกรม 3 และลิวโคไตรอีน (leukotriene) อนุกรม 5 ส่วน DHA จำเป็นต่อการมองเห็นภาพของเด็กคลอด
ก่อนกำหนด ถึงแม้ว่ากรดแอลฟาไลโนเลนิก ไม่ลดระดับ LDL-C ในเลือด แต่ก็ต้องรับประทานกรดไขมันจำเป็นชนิดนี้ให้เพียงพอเพื่อป้องกันการขาดกรดแอลฟา-ไลโนเลนิก และรักษา
ระดับ EPA และ DHA ในเนื้อเยื่อให้เพียงพอ 
                3.4 รับประทานกรดโอเลอิก (oleic acid ; 18 : 1 n – 9) ร้อยละ 10 – 15 ของพลังงาน
ทั้งหมด กรดโอเลอิกมีประสิทธิภาพลดระดับ LDL –C ในเลือดได้เกือบท่ากรดไลโนอิกก ดังนั้นจึงควรบริโภคกรดโอเลอิกเป็นพลังงานส่วนที่เหลือของไขมัน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 10 – 15 ของ
พลังงานทั้งหมด
การรับประทานไขมันที่มีสัดส่วนของกรดไขมันอย่างเหมาะสม ในทางปฏิบัติกระทำได้โดยการบริโภค
น้ำมันถั่วเหลืองวันละ 1.5 – 2.5 ช้อนโต๊ะ และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมากได้แก่
 อาหารที่ปรุงด้วยกะทิ หมู 3 ชั้น เนยเหลว เนยเทียมแข็ง นม ครีม ไอศกรีม เนื้อสัตว์ต่างๆที่มีมันมาก 
ไส้กรอกและขนมที่ทำจากแป้งกรอบและอาหารทอดกรอบต่างๆ นอกบ้าน เช่น ปาท่องโก๋, กล้วยแขก, ทอดมัน 
                4. รับประทานโคเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 300 มก. โคเลสเตอรอลมีเฉพาะในอาหารที่มีต้นตอ
จากสัตว์ เท่านั้น และมีมากในสมองสัตว์ (> 2000 มก./100 กรัม) เครื่องในสัตว์ชนิดต่างๆ (350 – 750 
มก/100 กรัม) และไขแดงทุกชนิด (1480 มก./100 กรัม ไข่แดงจากไขไก่) จึงควรหลีกเลี่ยงรับประทาน
อาหารเหล่านี้ แม้ว่าหนังสัตว์มีโคเลสเตอรอลเพียง 100 มก./100 กรัม แต่ถ้ารับประทานมากก็ก่อให้เกิด
ระดับ LDL – ในเลือดสูงได้ เนื้อสัตว์ ชนิดต่างๆ มีโคเลสเตอรอลเพียง 50 – 150 มก./100 กรัม จึงรับ
ประทานได้พอสมควร 
                5. รับประทานโปรตีนร้อยละ 15 – 20 ของพลังงานที่ได้รับ โดยเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ที
ไม่มีไขมันมาก ได้แก่เนื้อไก่ เนื้อปลา นมและผลิตภัณฑ์นมที่ระบุว่ามีไขมันต่ำ ควรรับประทานถั่วเหลืองและ
ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เพราะเป็นแหล่งให้โปรตีนที่ดีและไม่มีโคเลสเตอรอล ควรรับประทานไข่ไม่เกินวันละ
 1 ฟอง เพราะแม้ไข่เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีแต่มีโคเลสเตอรอลมาก เช่น ไข่ไก่หนัก 50 กรัม มี โปรตีน 7 กรัม
 และโคเลสเตอรอล 240 มก. นอกจากนี้ควรรับประทานไข่ในสภาพไข่ดาวหรือไข่เจียวทอดด้วยน้ำมัน
ถั่วเหลือง ส่วนไข่ขาวรับประทานได้ไม่จำกัด เพราะไม่มีโคเลสเตอรอล
                6. รับประทานคาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 55 – 60 ของพลังงานที่ได้รับ ประเภทของคาร์โบไฮเดรตที่ควรรับประทานคือ คาร์โบไฮเดรตเชิงก้อน (Complex carbohydrate) 
ได้แก่ ข้าวเป็นหลัก ส่วนน้ำตาลรับประทานแต่พอควร
                7.รับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ควรรับประทานผักและผลไม้ในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ไม่ควรรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจัดมาก ผักและผลไม้นอกจากเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินและเกลื่อแร่แล้ว
ยังให้ใยอาหาร (dietary fiber) การได้รับใยอาหารประเภทละลายในน้ำวันละ 15 – 30 กรัม จะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่รับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวต่ำ 
        การรักษาไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงด้วยอาหาร (2,5,6)
            ประกอบด้วยอาหารหลัก 4 ประการคือ
            1. จำกัดปริมาณพลังงานที่ได้รับประทานร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลักการที่ผู้เป็น
โรคอ้วนทั้งตัวและ / หรือโรคอ้วนลงพุงต้องนำไปปฏิบัติให้ได้ การลดน้ำหนักตัวสัปดาห์ละ 0.25 - 0.5 กก.
 จัดว่าปลอดภัย
            2. ลดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องลดปริมาณน้ำตาลที่รับประทาน ถ้าปฏิบัติไม่ได้ให้ใช้แอสปาร์เทม (aspartame) แทนน้ำตาม
            3. หยุดดื่มสุราเด็ดขาด
            4. หลักการต่างๆ ที่กล่าวไว้แล้วในเรื่องโคเลสเตอรอลในเลือดสูง 

        การรักษาระดับ HDL – C ในเลือดต่ำ ด้วยอาหาร (1,6,8) 
            ภาวะ HDL-C ในเลือดต่ำมักพบร่วมกับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูง ดังนั้นแนวทางการควบคุมภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงจึงนำมาประยุกต์ใช้ได้ในผู้ที่มีระดับ HDL – C 
ในเลือดต่ำ สิ่งที่ต้องเน้นเพิ่มเติมคือผู้ที่สูบบุหรี่ต้องหยุดสูบบุหรี่ สำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่ต้องหลีกเลี่ยงการรับ
ควันบุหรี่ 
        การออกกำลังกาย
            มีผลดีโดยทำให้ระดับ HDL – C สูงขึ้น และเพิ่ม fibrinolytic activity เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะป้องกันการเกิดโรคหัวใจและเพิ่มคุณภาพชีวิต 
ข้อแนะนำการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ครั้งละ 20 – 30 นาที สัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้งและเลือกการออกกำลัง
กายชนิด dynamic หรือ แอโรบิค ได้แก่ เดินเร็วๆ, วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ, กระโดดเชือก, ถีบจักรยาน หรือ เต้นแอโรบิคฃสามารถประเมินการออกกำลังกายว่าถึงระดับเป้าหมายที่กำหนดหรือไม่ โดยไม่ตรวจอัตรา
การเต้นของหัวใจ หลักการออกกำลังกายทันทีแนะนำให้ผู้ป่วยจับชีพจรเอง ให้ตรงกับเป้าที่กำหนด 
(target rate)

อายุ (ปี)

Target rate / นาที

20 –29

30 – 39

40 - 49

50 - 59

60 – 69

115 – 145

110 – 140

105 – 130

100 -  125

95  -  115

 

        หมายเหตุ
            ในผู้ป่วยโรคหัวใจแนะนำให้เดินบนสายพานก่อนเพื่อดูระดับความสามารถว่าจะออกกำลังกายได้เท่าใด


     

   การหยุดสูบบุหรี่
            การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด เมื่อหยุดสูบบุหรี่ เป็นผลให้ปัจจัยเสี่ยงต่อสภาวะหลอดเลือดแดงแข็งกลับมาปกติ เช่น DHL- C กลับสู่ระดับปกติ, 
fibrinogen ลดระดับลง, ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดและเกร็ดเลือดกลับมาปกติ ปัจจัยเสี่ยงต่อ
การเกิด myocordial infarction ลดลงภายในเวลา 6 เดือน
            วิธีการหยุดสูบบุหรี่ควรจะมีการแนะนำ ชี้ให้เห็นอันตรายจากการสูบบุหรี่ต่อสุขภาพโดยแพทย์หรือผู้ช่วยแพทย์และเอกสารอ่านประกอบ พยายามให้ผู้สูบบุหรี่ต้องการหยุดสูบบุหรี่อย่างจริงจัง โดยถามถึงจำนวนบุหรี่ที่สูบ บันทึกการสูบบุหรี่ อาจให้ผู้ช่วยแพทย์โทรศัพท์ไปเตือนทุก 2 – 3 วัน สัปดาห์ หลังจากที่ตกลงว่าจะเลิกสูบบุหรี่ อาจให้ 
nicotine ทดแทนชั่วคราวเป็น transdermal nicotine หรือ nicotine chewing gum 
(แต่ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจโคโรนารี 


        การใช้ยาเพื่อลดระดับไขมันในเลือด (9,11)
เมื่อควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว ไม่สามารถทำให้ระดับไขมันในเลือดลดลงถึงระดับเป้าหมายจำเป็น
ต้องใช้ยาร่วมด้วย ต้องเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับความผิดปกติของไขมันของผู้ป่วยแต่ละราย ยาลดไขมันมี
หลายกลุ่ม ยาที่สามารถลดทั้งระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอด์คือ hydroxymethylglutaryl 
coenzyme A reductase (HMGCoAR) in hibitors หรือ statins, fibric acids derivatives, 
nicotinic acid และ analogue โดยที่ statins สามารถลดระดับโคเลสเตอรอลได้ดีกว่า ส่วน fibric acid
derivative และ nicotinic acid ad analogue ลดไตรกลีเซอร์ได้ดีกว่า (ตารางที่ 1) ยาที่ลดระดับ
โคเลสเตอรอลอย่างเดียวคือ bile acid sequestrants และ probucol หลักการให้ยานอกจากติดตามการลดลงของระดับไขมันแล้วจำเป็นต้องดูว่ามีผลข้างเคียงจากยาเกิดขึ้นหรือไม่

        Nicotinic acid and analogue ขนาดของ nicotinic acid ที่ใช้คือ 500 – 1000 มก. 
วันละ 3 ครั้ง สำหรับ analogue คือ acipimox ให้ 250 มก. วันละ 2 – 3 ครั้ง 
        Bile acid sequestrants หรือ resin ในประเทศไทยมียาชนิดเดียวคือ cholestyramine 
ให้ขนาด 4- 8 กรัม วันละ 2 – 3 ครั้ง พร้อมการเริ่มรับประทานอาหาร ยาอยู่ในรูปผงต้องผสมกับน้ำและดื่ม
ทำให้ไม่สะดวก 
        Probucol ขนาดที่ใช้คือ 250 – 500 มก. วันละ 2 ครั้ง 
            การใช้ยาร่วมกัน (combination therapy) เมื่อให้ยาตัวใดตัวหนึ่งแล้วการลดระดับไขมันยัง
ไม่ถึงระดับเป้าหมาย สามารถเสริมยาตัวที่สอง ซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับยาตัวแรกได้ โดยเฉพาะใน
            กรณีที่ต้องการลดระดับโคเลสเตอรอลอย่างจริงจัง เมื่อให้ยา statin ถึงขนาดปานกลาง (half 
maximum does) คือ 20 มก./วันแล้ว อาจพิจารณาเสริมยาตัวที่สองแทนการเพิ่มขนาด          เนื่องจากอัตราการลดของโคเลสเตอรอลจากยาขนาดปานกลางถึงขนาดสูงจะไม่มากนักและโอกาสเกิดผล
ข้างเคียงจะสูงขึ้น statin สามารถใช้ร่วมกับยากลุ่มอื่นได้ทุกกลุ่ม แต่ต้องระวังการเกิดผลข้างเคียงต่อตับ และ
 mypathy การให้ statin ร่วมกับ bilc acid sequestrant จะปลอดภัยกว่าหากผู้ป่วยยอมรับได้ 
และระดับไตรกลีเซอไรด์ไม่สูง

            ผลข้างเคียงของยาลดไขมันโดยทั่วไป ได้แก่ อาการแน่นท้อง, ท้องเสียหรือท้องผูก ผลต่อตับ 
ทำให้ระดับทรานสอะมิเนส (SGOT, SGPT) เพิ่มขึ้นยากลุ่ม HMGCoAR inhibitor และ fibric acid 
derivative อาจทำให้ระดับ CPK เพิ่มขึ้น ในรายรุนแรงอาจเกิด myopathy, myoglobinuria และ
ไตวาย   ดังนั้นแนะนำให้เจาะ CPK, SGOT, SGPT ทุก 3 เดือนในปีแรก พร้อมกับการเจาะตรวจระดับ
ไขมัน
ยา nicotinic acid อาจทำให้การทนต่อน้ำตาลหรือเบาหวานเลวลง cholestyramine ทำให้การดูดซึม
วิตามิน แร่ธาตุและยาบางอย่างลดลงได้ 


        เอกสารอ้างอิง
      
  1. Gotto AM Jr, Assmann G, Carmena R, Davington J, Fernandez-Cruz A. Pauleff R. in : 
The ILIB lipid handbook for clinical practice : blood lipid and coronary hert disease : Houston : 
International Lipid Information Bureau, 1995
        2. Tanphaichitr V. Sritara P, Pakpeakitvatana R. et al. Dyslipidemia – mediated risk for coronary 
mortality in officials of the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT) : a 12 – year follow up
Abstract of 30th Annual Scientific Meeting of the Heart Association of Thailand. Bangkok : the Heart
 Association of Thailand, 1998 : 28
        3. National Cholesterol Education Program (NCEP). Second Report of the Export Panel on 
Detection, Evaluation and Treatment of High Blood Cholesterol in Adult (Adult Treatment Panel II) 
Circulation 1994 ; 89 : 1329 – 80
        4. European Atherosclerosis Scociety (EAS). A desktop guide to the management of risk 
factors for coronary heart disease. Current Medical Literature Ltd. 1992
        5. วิชัย ตันไพจิตร, การวินิจฉัยและการบำบัด ภาวะความผิดปกติของระดับไขมันในเลือด 
โภชนศาสตร์คลินิก 2540 ; 1 : - 22
        6. Ginsberg HN. Goldberg IJ. Disorders of lipoprotein metabolism, in : Faucias, Martin JB, 
Braunwald E, et al, eds, Harrison’s principle of internal medicine, 14th ec, New York, Mc Graw –
Hill, 1998, 2138 – 49
        7. Tanphaichitr V. Pakpeankitvatana R, Leelahagul P. influence of polyunsaturated fatty acids 
on lipoprotein metabolism In : Shepherd J. Packard CJ. Brownle SM. Eds. Cardiovascular disease: 
current perspectives on the Asian—Pacific region. Macclesfield : Gardiner – Caldwell 
Communication Ltd. 1994, 217 – 21 
        8. วิชัย ตันไพจิตร, โรคหัวใจและภาวะโภชนาการ : ภาวะไขมันสูงในเลือด ใน : สมชาติ โลจายะ, 
บุญชอบ พงษ์พาณิชย์, พันธ์พิษณุ์ สาครพันธ์ บรรณาธิการ, ตำราโรคหัวใจและหลอดเลือด, กรุงเทพฯ : สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย, 2536; 66 –84
        9. Larsen ML, Illingwort DR. Drung treatment of dylipoproteinemia. Med Clin Nort Am 1994 : 
78 : 225 – 45 
        10. Dujovne CA. New lipid lowering drugs and new effects of old drugs. Curr Opin Lipidol 
1997; 8 : 362 –8
        11. Haffner Sm. Management of dyslipidemia in adults with diabetes. Diabetes Care, 1998, 
21 : 160 – 78