BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top 

Browser คุณไม่ support Java / your browser does not support JAVA
จึงไม่สามารถแสดงผลได้

 





สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

 โรคไข้กาฬหลังแอ่นMeningococcal Meningitis


โรคไข้กาฬหลังแอ่น มีชื่อภาษาอังกฤษที่รู้จักกันทั่วไป คือ Meningococcal Meningitis 
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ส่วนชื่ออื่นที่อาจจะพบในตำราหรือเอกสาร
ทางวิชาการต่างประเทศ ได้แก่ Cerebrospinal Fever, Cerebrospinal Meningitis, 
Meningococcal infection, Meningococcemia โรคนี้เป็นโรคเยื่อหุ้มสมอง อักเสบที่มี
สาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ความสำคัญทางด้านสาธารณสุขของประเทศ คือ เป็นโรคประจำถิ่น
ชนิดหนึ่งที่พบได้ประปรายในประเทศไทยและเป็นโรคติดต่ออันตรายถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการ รักษา
อย่างทันท่วงที 
ในประเทศไทยอุบัติการณ์ของโรคไข้กาฬหลังแอ่นค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับโรคติดต่ออื่น ๆ 
โดยมีอัตราป่วยอยู่ระหว่าง 0.03-0.19 ต่อแสนประชากร และมีอัตราป่วย ตาย (Case Fatality Rate) 
ประมาณร้อยละ 15-20 โดยมีประเด็นที่น่าสนใจต่อการศึกษาโรคนี้ 4 ประการ คือ
1. เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่ทำให้ผู้ป่วยตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยเด็ก
2. แนวโน้มการรายงานโรคมีมากขึ้น โดยพิจารณาจากสถิติการรายงานย้อนหลัง 12 ปี
3. เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคนี้มีอัตราดื้อต่อยารักษาในกลุ่มซัลฟาค่อนข้างสูง
4. เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ความสนใจต่อการเกิดและการกระจายของโรคนี้น้อย อาจเนื่องมาจาก
    จำนวนที่รับรายงานมีน้อยและโรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน


การวินิจฉัย :
โดยเพาะเชื้ได้ในเลือด, น้ำไขสันหลัง หรือจากตำแหน่งที่มีการติดเชื้อ

การรักษา 
โดยให้ยาปฏิชีวนะ Penicillin ฉีดเข้าทางหลอดเลือด 7 - 10 วัน การป้องกัน สำหรับผู้ที่อยู่ใน
ครอบครัวเดียวกับผู้ป่วย โดยให้กินยา Rifampicin (สำหรับผู้ที่จะกินยาป้องกันให้ปรึกษาแพทย์ ) 
วัคซีน ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันแล้วแต่ใช้ ไม่ได้ผลในเด็กไทยเพราะเชื้อเป็นคนละชนิดกับวัคซีน
ซึ่งผลิตมาจากต่างประเทศ วัคซีนนี้ใช้ฉีด เฉพาะนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีโรคนี้ 
ชุกชุมมีปัญหาสุขภาพ

อาการของโรค ผู้ป่วยจะมีอาการ
ปวดศรีษะ เจ็บคอ และไอนำมาก่อน ตามด้วยไข้สูง หนาวสั่น ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ
โดยเฉพาะที่ขาและหลัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจุดแดงทั่วตัว 
ต่อมาเปลี่ยนเป็นจุดสีคล้ำจนกลายเป็นสะเก็ดสีดำ บางรายมีอาการรุนแรง
ช็อคถึงตายได้ในเวลา ไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการ


สถานการณ์ของโรค

อุบัติการณ์ของโรคตามพื้นที่
โรคนี้มีรายงานทั่วโลก 
ไม่จำกัดตามลักษณะภูมิประเทศโดยมีรายงานทั้งเขตอบอุ่นและเขต ร้อน 
การระบาดของโรคมักจะเกิดในเขตที่มีอาการร้อนแห้ง ส่วนการเกิดโรคในเขตเมืองพบได้ 
บ่อยกว่าในพื้นที่อื่น

อุบัติการณ์ของโรคในคน
การเกิดโรคในคนพบได้ทุกกลุ่มอายุ ในประเทศไทยจากรายงานเฝ้าระวังโรคของกองระ 
บาดวิทยาพบว่า ผู้ป่วยโรคนี้มีรายงานทุกกลุ่มอายุ ตั้งแต่แรกเกิดเป็นต้นไป 
กลุ่มอายุที่มีรายงาน การป่วยมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ คือ กลุ่มอายุ 15-24 ปี และ 
25-34 ปี และพบว่ากลุ่มบุคคลที่ทำงานหรือ 
อาศัยอยู่รวมกันอย่างแออัดมีโอกาสเกิดโรคมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ เช่น 
กลุ่มของทหารที่อยู่ในค่ายเด็ก ในโรงเลี้ยงเด็ก หรือในโรงเรียน เป็นต้น

อุบัติการณ์ของโรคตามเวลา
โรคนี้เป็นทั้งโรคประจำถิ่นและอาจมีการระบาดเป็นช่วง ๆ มีรูปแบบการกระจายของโรค 
ไม่แน่นอน ในประเทศทางตะวันตกพบผู้ป่วยมากในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ 
แต่ในประเทศ ไทยมีรายงานจำนวนผู้ป่วยประปรายตลอดปีและมีมากขึ้นในฤดูฝน


การเกิดและการกระจายของโรค
ประเด็นที่ควรนำมาพิจารณามีอยู่ 3 ประการ คือ 
เกี่ยวกับตัวเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ การติดต่อของโรคและสภาพภูมิคุ้มกันของคน
เชื้อที่เป็นสาเหตุ

เป็นจุลินทรีย์พวกแบคทีเรียในกลุ่ม Neisseria Meningitidis เชื้อนี้มีคุณลักษณะสำคัญ
ที่ควร ทราบดังนี้

คุณลักษณะทั่วไป
ปัจจุบันเชื้อโรคนี้แบ่งออกตามลักษณะทาง Serology ได้เป็น 9 Serogroups ได้แก่ 
Serogroups A, B, C, D, X, Y, Z, 29-E และ W-135 
แต่ที่พบว่าเป็นสาเหตุของการเกิดโรคทั่วไป มักจะพบเพียง 3 Serogroups คือ A, B 
และ C เท่านั้น

รูปร่างลักษณะของเชื้อ
เป็นแบคทีเรียที่มีรูปทรงกลมอยู่กันเป็นกลุ่ม (diplococcus) ย้อมติดสีกรัมลบ 
(gram negative) อาศัยอยู่ในเซลล์ (intracellular) ไม่เคลื่อนไหว (non-motile) 
และไม่สร้างสปอร์ (nonspore3-forming) สามารถสร้างพิษในตัวเอง (endotoxin) 
จะปล่อยพิษออกมาเมื่อตัวเชื้อ ถูกทำลาย

ระยะฟักตัวของโรค อยู่ระหว่าง 2-10 วัน ส่วนมากจะประมาณ 3-4 วัน

รังโรค คือ คน ผู้ป่วยและผู้ที่เป็นพาหนะ เป็นรังโรคที่สำคัญ 
โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพาหนะที่ มีลักษณะทั่วไปเหมือนคนปกติ (Healthy carriers) 
เป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญมาก ประมาณการว่า อัตราของผู้ที่เป็นพาหนะ 
อาจพบได้ตั้งแต่ร้อยละ 1 ถึง 90 คนเหล่านี้อาจพบมีเชื้ออยู่ในร่างกายได้ นานถึง 
6 เดือนโดยไม่มีอาการของโรค

วิธีการติดต่อโรค คือ การติดต่อโดยตรง (direct transmission) จากการหายใจรดกัน
ในระยะ ใกล้ชิด จากการไอหรือจาม 
นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อโดยตรงจากสิ่งขับจากจมูกหรือลำคอของ ผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหะ เช่น
 น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ และน้ำกลั้วคอ เป็นนิด จำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรค เชื้อโรคเหล่านี้ได้แก่
1. Hemolytic streptococci และ streptococci ชนิดอื่น ๆ
2. Haemophilus influenzae
3. Staphyllococcus aureus
4. Escherrichia coli

การติดต่อโดยทางอ้อม ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนชัดเจน 
เชื้อมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลง ของอุณหภูมิ และทนต่อสภาพอากาศแห้งไม่ได้นาน

ระยะเวลาการติดต่อของโรค 
โรคนี้สามารถติดต่อได้ตลอดเวลาที่พบเชื้อในจมูกหรือลำคอ 
ของผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหนะหรือผู้สัมผัสใกล้ชิด

สภาพภูมิคุ้มกันในคน เชื้อโรคนี้สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ 
และมีการ ค้นพบวัคซีนหลายชนิดสำหรับป้องกันและควบคุมโรคนี้ได้ เช่น bivalent 
A-C, quadivalent A, C, Y และ W-135

จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่าอัตราการเกิดโรคระยะที่สอง (Secondary attack 
rate) ของผู้สัมผัสใกล้ชิด (โดยเฉพาะในครัวเรือนเดียวกัน) มีประมาณร้อยละ 1-6 
และอาจมีความ สัมพันธ์กับกลุ่มอายุด้วย คือ กลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี มีโอกาสติดเชื้อและป่วยสูง
ถึงร้อยละ 10 
กลุ่มอายุ 5-17 ปี มีโอกาสติดโรคต่ำกว่าร้อยละ 10 กลุ่มอายุ 18 ปีขึ้นไปมีโอกาสติดโรคต่ำกว่า
ร้อยละ 1


การป้องกันและควบคุมโรค
ควรดำเนินการควบคุมและป้องกันโรคใน 2 ระยะ คือ
การดำเนินการขณะที่โรคสงบ
การที่โรคสงบ ในที่นี้หมายถึง 
ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในพื้นที่ซึ่งอาจยังไม่มีการติดเชื้อหรือ 
อาจมีการติดเชื้อเกิดขึ้นแล้ว 
แต่ยังไม่แสดงอาการของโรคไข้กาฬหลังแอ่นอัตราผู้ติดเชื้อแต่ไม่ แสดงอาการ 
อาจสูงถึงร้อยละ 60 ป้องกันโรคในระยะนี้มีวิธีการหลักอยู่ 3 ประการ คือ

1. การรณรงค์สร้างเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย
โดยไม่จำเพาะเจาะจงต่อโรค นั่นคือ การดำเนินการใด ๆ 
ในชุมชนที่มีเป้าหมายเปลี่ยน 
แปลงพฤติกรรมของบุคคลและชุมชนในการรักษาสุขวิทยาส่วนบุคคลและชุมชนอย่างต่อเนื่อง 
เช่น การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้อย่างสม่ำเสมอ 
โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการนำเด็กเข้าไปใน สถานที่แออัด เช่น ในโรงมหรสพ 
โรงพยาบาล เป็นต้น นอกจากนี้ในช่วงปลายฤดูร้อน ประมาณ เดือนเมษายน 
ซึ่งเป็นช่วงที่มีรายงานผู้ป่วยมีจำนวนมากขึ้น ควรมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ 
อย่างกว้างขวางและครอบคลุม ประชากรกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นกลุ่มอายุระหว่าง 
15-34 ปี โดยเน้นการหลีกเลี่ยงการติดต่อโรค โดยการสัมผัสทางตรง

2. การให้วัคซีน
ปัจจุบันมีวัคซีนหลายชนิดทีสามารถป้องกันและควบคุมโรคนี้ได้ 
แต่ยังไม่มีการให้บริการ ในช่วงสถานการณ์โรคสงบ 
แต่มีข้อเสนอแนะขององค์การอนามัยโลกต่อกระทรวงสาธารณสุข ของไทยว่า 
การให้วัคซีนถือเป็นข้อปฏิบัติที่สำคัญ ในการควบการระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่น 
เมื่อมีการระบาดของโรคเกิดขึ้นและตรวจพบเชื้อควรเร่งระดมให้วัคซีนโดยเร็วที่สุด

3. การเฝ้าระวังโรค
โรคไข้กาฬหลังแอ่น เป็นโรคติดต่ออันตรายที่ต้องแจ้งความ ตามความในพระราชบัญญัติ 
โรคติดต่อพุทธศักราช 2523 และมีปรากฏในบัตรรายงานโรค แบบ รง. 506 
ในข่ายงานเฝ้าระวัง โรค ของกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข
องค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อเสนอเกี่ยวกับการเฝ้าระวังโรคไว้ 3 ประการ คือ
ก. โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบเชื้อแบคทีเรีย 
ควรจัดให้เป็นโรคที่อยู่ในข่ายที่จะต้องรายงาน 
แยกตามเชื้อที่เป็นสาเหตุเท่าที่จะทำได้
ข. เมื่อพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น 
จะต้องรายงานให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบทันที
ค. ควรเจาะน้ำไขสันหลัง 
ส่งตรวจเพื่อวินิจฉัยเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุและทดสอบ 
ความไวของยาต้านจุลชีพด้วย

การเฝ้าระวังโรคตามวิธีการสำคัญ 2 วิธี คือ การเฝ้าระวังเชิงรุก (active 
surveillance) และการเฝ้าระวังเชิงรับ (passive surveillance) นั้น 
มีข้อควรพิจารณาดังนี้
1. การเฝ้าระวังเชิงรุก ยังไม่จำเป็นต้องดำเนินการขณะที่โรคสงบ 
เนื่องจากอัตราป่วยด้วย 
โรคนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับโรคติดต่อชนิดอื่น 
แต่อาจศึกษาภาวะการติดเชื้อในหมู่ ประชากรเป็นระยะ ในรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ 
ซึ่งจะทำให้ทราบลักษณะทางระบาดวิทยาของ โรคได้ 
โดยเฉพาะในจังหวัดที่เคยมีการรายงานโรคค่อนข้างสูง
2. การเฝ้าระวังเชิงรับ เป็นวิธีการที่จะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว 
โดยควรให้ความสำคัญด้านความ ครบถ้วนของข้อมูลทั้งด้านจำนวนและคุณภาพกล่าวคือ 
เมื่อมีผู้ป่วยที่มีอาการไข้มารับการตรวจ รักษาที่สถานบริการ 
ควรซักประวัติอาการทุกราย และกรอกรายละเอียดตามแบบฟอร์มรายงาน ให้ครบถ้วนชัดเจน 
นอกจากนี้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบควรวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ป่วยไข้ไม่ทราบ 
สาเหตุรวมทั้งผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ถ้ามี) 
เพื่อวินิจฉัยแยกโรคตามเกณฑ์การวินิจฉัย โรคนี้
ประเด็นสำคัญของการเฝ้าระวังโรคประการหนึ่งคือ 
การที่จะระบุว่าโรคนั้นเกิดขึ้นแล้ว หรือยัง 
ซึ่งจำเป็นต้องมีเกณฑ์การวินิจฉัยโรคที่เป็นมาตรฐาน 
การวินิจฉัยโรคนี้จะต้องมีข้อมูล สนับสนุน ทั้งด้านอาการ อาการแสดง 
และจากการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ

ด้านอาการทางคลินิกนั้นพบว่า โรคนี้เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียชนิดเฉียบพลัน 
มีอาการสำคัญคือ มีไข้ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง มีผื่นเลือดออกใต้ผิวหนัง 
(petechial rash) อาการทางสมองที่สำคัญคือ คอแข็ง เพ้อคลั่ง อาเจียน หมดสติ



การตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ
1. การเพาะเชื้อ โดยเก็บวัตถุตัวอย่างไขสันหลัง เลือด หรือสิ่งขับจากจมูกและลำคอ 
    นำมาเพาะเลี้ยงในอาหารพิเศษ
2. การย้อมสีกรัม เนื่องจากคุณสมบัติของเชื้อกลุ่มนี้จะย้อมติดสีกรัมลบ (gram negative) 
    ตรวจโดยนำเลือดที่สะกิดจากผื่นมาป้ายสไลด์ย้อมสีกรัมแล้วส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์

สรุปแล้ว การวินิจฉัยโรคไข้กาฬหลังแอ่นนั้น โดยการพิจารณาจากอาการทางผิวหนัง คือ 
จุดเลือดออก (กาฬแดง) จ้ำเลือดคล้ำ (กาฬม่วง) 
พร้อมกับการยืนยันโดยกาย้อมสีกรัม หรือการ ตรวจน้ำไขสันหลังโดยวิธี counter 
immunoelectrophoresis

เนื่องจากโรคนี้ก่อพยาธิสภาพที่เยื่อหุ้มสมอง 
โรคที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกันและพบได้ บ่อยมีอีกหลายชนิด


นอกจากนี้ยังมีเชื้อโรคอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการใกล้เคียง แต่พบได้ไม่บ่อย เช่น
1. เชื้อในกลุ่ม colon aerogenes-proteus group
2. Salmonella
3. Pseudomonas aerugenosa รวมทั้งเชื้อราบางชนิด


การดำเนินการเมื่อเกิดโรค
เมื่อมีรายงานพบผู้ป่วยด้วยโรคไข้กาฬหลังแอ่น หรือสงสัยจากอาการ หรือแยกเชื้อที่เป็น สาเหตุ
ได้จากเสมหะ หรือได้รับคำบอกเล่าจากครู ผู้ปกครอง หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 
จากสถานพยาบาลต่าง ๆ 
จะต้องมีการควบคุมโรคโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะค้นหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ 
แหล่งโรควิธี การติดต่อ และกลุ่มบุคคลที่เสี่ยงต่อโรค 
เพื่อกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการควบคุมการแพร่ กระจายของโรคในชุมชนต่อไป 
โดยดำเนินการดังนี้ คือ

1. ยืนยันการการวินิจฉัย เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก 
ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบยืนยันโดย แพทย์ จากลักษณะอาการทางคลินิก 
และยืนยันผลการย้อมสีและเพาะเลี้ยงเชื้อจากสิ่งส่งตรวจ

2. ให้การรักษาผู้ป่วยทันที เพื่อเป็นการกำจัดแหล่งโรค 
องค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อเสนอ แนะในการรักษาไว้ดังนี้
ผู้ป่วยทุกกลุ่มอายุที่ป่วยด้วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ Neisseria 
ควรรักษาด้วย การฉีด Oily chloramphenicol เข็มเดียว 
(ห้ามใช้ยานี้รักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อ Streptococcus 
pneumonia หรือ Haemophilus influenzae)
ผู้สัมผัสโรคใกล้ชิด จะต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่นชนิด A และ C 
แต่ถ้าไม่ทราบ serogroup ให้ใช้วัคซีนชนิด A, 7Y และ W-135
ถ้ามีข้อบ่งชี้ว่าเชื้อโรคไข้กาฬหลังแอ่นนั้นไวต่อยา Sulfonamide 
จะต้องให้ยานี้แก่ ผู้สัมผัสโรคใกล้ชิด เป็นเวลา 2 วัน
ไม่ควรใช้ยา Rifampicin และ Spiramycin เพราะจะทำให้เชื้อหลายสายพันธุ์ของ 
Mycobacterium tuberculosis (เชื้อวัณโรค) และ Mycobacterium leprae 
(เชื้อโรคเรื้อน) ดื้อยา Rifampicin
การให้การรักษาอย่างทันท่วงที 
เป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยรุ่นที่ สอง จะเกิดโรคภายใน 5 
วัน หลังจากพบผู้ป่วยรายแรก (index case) จึงควรเริ่มให้การรักษาไป 
ก่อนโดยไม่ต้องรอผลการทดสอบความไวต่อยาของเชื้อ

3. การค้นหาผู้สัมผัส ในทางปฏิบัติขั้นตอนนี้จะต้องทำไปพร้อมกับขั้นตอนที่ 2 
การค้นหา ผู้สัมผัสมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ คือ
ป้องกันการเกิดผู้ป่วยรุ่นที่สอง
ลดอัตราการตาย โดยการวินิจฉัยและทำการรักษาอย่างฉับไว ในระยะเริ่มแรก
การค้นหาผู้สัมผัสหรือกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงในการติดโรคจะต้องค้นหาให้เร็วที่สุด 
คนกลุ่มนี้ ได้แก่
ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดในครัวเรือนเดียวกัน
เด็กวัยก่อนเรียน ที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กที่มีผู้ป่วย
ทุกคนที่สัมผัสกับเสมหะ หรือน้ำมูก หรือน้ำลายของผู้ป่วย
ในการค้นหาผู้สัมผัส อาจเก็บตัวอย่างเชื้อจากการป้ายคอ เสมหะ เพื่อส่งเพาะเชื้อ 
พร้อมทั้งบันทึกประวัติอาการและอาการแสดงตามแบบการสอบสวนโรคให้ครบถ้วนสมบูรณ์ 
แต่ถ้าผู้สัมผัสได้รับยาปฏิชีวนะแล้วมักตรวจเพาะเชื้อไม่พบ

4. การทำลายเชื้อ ในการทำลายเชื้อโรคที่อยู่ภายนอกร่างกาย 
จะต้องทำทันทีโดยใช้น้ำยา ไลโซล ขนาดความเข้มข้นร้อยละ 0.5 ราดหรือแช่ 
สิ่งขับถ่ายจากร่างกาย เช่น อาเจียน น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ เลือด 
น้ำหนองหรือแช่ผ้าเปื้อน สิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย 
นอกจากนี้เมื่อผู้ป่วยได้ย้ายออก จากสถานพยาบาลแล้ว ควรทำลายเชื้อบนที่นอน 
เครื่องใช้ต่าง ๆ ด้วย

5. สรุปและประเมินผลการควบคุมโรค ข้อมูลการควบคุมโรคควรได้รับการบันทึกรวมทั้ง 
ข้อสรุปต่าง ๆ 
ปัญหาที่พบและการแก้ไขที่ได้ดำเนินการไปแล้วเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเตรียม 
การเฝ้าระวังในช่วงที่โรคสงบ และใช้เป็นข้อมูลการค้นคว้าของเจ้าหน้าที่อื่น 
และจัดทำรายงาน เพื่อเผยแพร่ต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอแนะ การป้องกันและควบคุมโรค


1. พื้นที่ที่มีการรายงานผู้ป่วยสูงกว่าอัตราป่วยโดยเฉลี่ยในปีที่ผ่านมา 
ควรมีการสำรวจหา 
ความชุกชุมของโรคในประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะในเขตที่มีอัตราการป่วยสูง 
เพื่อข้อมูลทาง ระบาดวิทยาในการกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมโรค
2. ควรกำหนดเกณฑ์การวินิจฉัยตามอาการทางคลินิก สำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 
ผู้ปฏิบัติงานเฝ้าระวังโรค สอบสวนโรค และควบคุมโรค 
เพื่อเพิ่มความถูกต้องของข้อมูลการเฝ้า ระวังโรค
3. พิจารณาเพิ่มศักยภาพของห้องปฏิบัติการระดับโรงพยาบาลชุมชน 
ในเขตที่มีการรายงาน ผู้ป่วยสูง 
เพื่อให้สามารถตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการสำหรับเชื้อ N. meningitidis ได้ 
ซึ่งจะช่วยสนับสนุนในการตรวจวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องและทำให้การดำเนินการสอบสวน 
และควบคุมโรคมีประสิทธิผลดียิ่งขึ้น


สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปประเทศ ซาอุดิอาระเบีย ควรฉีดวัคซีนป้องกัน 
โรคไข้กาฬหลังแอ่น และ โรคอหิวาตกโรค เนื่องจากซาอุดิอาระเบียออกกฏให้ผู้ 
ที่เดินทางเข้าประเทศแสดงใบรับรอง การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น 
ที่ได้รับการฉีดมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 วัน และไม่เกิน 2 ปี 
และการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคอหิวาตกโรค ก่อนขอวีซ่าเข้าประเทศ 
โดยเฉพาะในแต่ละปีที่มีการแสวงบุญที่เมกกะ


แหล่งอ้างอิง
ชูชิน ชาตา และ นิรมล เมืองโสม. "โรคไข้กาฬหลังแอ่น." วารสารโรคติดต่อ. 15 
(มกราคม-มีนาคม): 101-110.




 

  EPIDEMIC MENINGOCOCCAL DISEASE

Meningococcal meningitis occurs globally. The disease is endemic in 
temperate climates causing a steady number of sporadic cases or small 
clusters with a seasonal increase in winter and spring. A different pattern, 
with epidemics flaring for two to three consecutive years, has been observed 
in countries in sub-Saharan Africa. This area has experienced epidemic 
cycles every eight to 12 years in the past, and the intervals between major 
epidemics have become shorter and more irregular since the beginning of the 
1980s.

The most recent meningococcal meningitis pandemic, which began in 1996, has 
so far resulted in approximately 300,000 cases being reported to the World 
Health Organization. The most affected countries have been Nigeria, Burkina 
Faso, Mali and Niger. In 1998, the outbreaks occurring in Chad and Cameroon 
accounted for about 30% of the total cases reported this year.

In the last four years only Mongolia has reported a large group A 
meningococcal meningitis epidemic outside of Africa (1994/95), however local 
outbreaks due to group C meningococcus were reported in Canada and the 
U.S.A. (1992/93) and in Spain (1995-97) and more recently a serogroup B 
outbreak has been occurring in New Zealand.

Epidemiology: Apart from epidemics, at least 1.2 million cases of bacterial 
meningitis are estimated to occur every year;135,000 of them are fatal. 
Approximately 500,000 of these cases and 50,000 of the deaths are due to 
meningococcus. Meningococcal meningitis is the only form of bacterial 
meningitis which causes epidemics. The largest epidemics of meningococcal 
meningitis are experienced by sub-Saharan African countries within the so 
called "meningitis belt" which extends from Ethiopia in the east to Senegal 
in the west. Epidemics occur in the dry season in this area. While the 
highest disease rates are found in young children, during epidemics older 
children, teenagers and young adults are also affected.

A large widespread epidemic can follow on from a localised outbreak the 
previous year and incidence rates remain elevated during the following 1-2 
years unless the appropriate control measures including mass immunisation 
are instituted.

Etiological (i.e., causal) agent: Neisseria meningitidis, a Gram-negative 
bacterium. Serogroup A and C meningococci are the main causes of epidemic 
meningitis. Serogroup B, generally associated with sporadic disease, may 
cause some upsurges or outbreaks.

Transmission: Transmission is by direct contact, including respiratory 
droplets from nose and throat of infected persons. Most infections are 
subclinical and many infected people become symptomless carriers. Waning 
immunity among the population against a particular strain favours epidemics, 
as do overcrowding and climatic conditions such as dry season or prolonged 
drought and dust storms. Upper respiratory tract infections may also 
contribute to the development of epidemics.

Incubation period: Two to 10 days, often three to four days.

Clinical picture: Meningococcal meningitis is characterized by sudden onset 
of intense headache, fever, nausea, vomiting, photophobia, and stiff neck. 
Neurological signs include lethargy, delirium, coma and/or convulsions. 
Infants may have illness without sudden onset and stiff neck. Even when the 
disease is diagnosed early and adequate therapy instituted, the case 
fatality rate is between 5% and 10% and may exceed 50% in the absence of 
treatment. In addition to the mortality associated with meningococcal 
meningitis 15% and 20% of those who survive will suffer with neurological 
sequelae (e.g. deafness, mental retardation) as a result of their illness. A 
less common but more severe (often fatal) form of meningococcal disease is 
meningococcal septicaemia which is characterised by rapid circulatory 
collapse and a haemorrhagic rash.

Diagnosis: Laboratory examination of the cerebrospinal fluid will usually 
confirm the presence of a bacterial meningitis. More specialized laboratory 
tests, which may include culture of cerebrospinal fluid and blood specimens, 
are needed for identification of Neisseria meningitidis and the serogroup as 
well as its susceptibility to antibiotics.

Therapy: Meningococcal disease is potentially fatal and should always be 
viewed as a medical emergency. Admission to a hospital or health centre is 
necessary. Antimicrobial therapy must be instituted as soon as possible 
after the lumbar puncture has been carried out. However, isolation of the 
patient is not necessary. A range of drugs may be used depending on 
antibiotic susceptibility: penicillin G, ampicillin; chloramphenicol, 
ceftriaxone. Oily chloramphenicol may be the drug of choice in areas with 
limited health facilities because a single dose of the long-acting form has 
been shown to be effective.

Control: Epidemics usually spread rapidly to a peak within weeks but may 
last for several months in the absence of vaccination. Polysaccharide 
vaccines are available against serogroups A, C, Y, W135. A mass immunisation 
campaign that reaches at least 80% of the entire population with serogroup A 
& C vaccine can halt an epidemic due to meningococcae of these serogroups.

Prevention: Chemoprophylaxis can be considered for people in close contact 
with patients in the endemic situation. It is not an effective means of 
interrupting transmission during an epidemic. Potential antimicrobials for 
chemoprophylaxis are rifampicin, mynocycline, spiramycin, ciprofloxacin and 
ceftriaxone. In some countries, vaccination is used for close contacts of 
patients with meningococcal disease due to A,C,Y, or W135 serogroups to 
prevent secondary cases.

Advice for travellers: Travellers to areas affected by meningococcal 
outbreaks are advised to be vaccinated. (Ref: WHO International Travel and 
Health. Vaccination requirements and Health Advice).

The number of cases of cerebrospinal meningitis (the majority of which will 
be meningococcal disease) reported from selected countries in the "African 
meningitis belt" is shown for years since 1977 in Figure 1. The periodic 
nature of the epidemics is demonstrated and the shortened inter-epidemic 
interval observed in recent decades is seen in the case of Niger. Both Sudan 
and Ethiopia have experienced large epidemics in previous decades but have 
yet to see an increase in cases in the 1990s, this emphasises the need for 
national health authorities in such countries to be on the alert and make 
preparations for the effective management of large outbreaks in the future.

Figure1. Numbers of cases of meningococcal meningitis reported to WHO from 
selected countries of "African Meningitis Belt" 1997 to 1998


--------------------------------------------------------------------------------

For further information, journalists can contact :
WHO Press Spokesperson and Coordinator, Spokesperson's Office,
WHO HQ, Geneva, Switzerland / Tel +41 22 791 4458/2599 / Fax +41 22 791 4858 
/ e-Mail: inf@who.int



The condition
1. Which organism(s) are associated with the current cases of meningococcal 
disease?

Neisseria meningitidis (often referred to as meningococcus) has been 
implicated in all cases of meningococcal disease. These cases have been 
caused by various serotypes.1 The common causes of bacterial meningitis are 
N. meningitidis, Streptococcus pneumoniae, Listeria monocytogenes and 
Haemophilus influenzae type b (Hib).2 Since the use of routine immunisation 
against Hib, and immunisation of at-risk populations against S. pneumoniae, 
N. meningitidis is now the most common cause of bacterial meningitis in 
Australia.3

2. What are the typical presentations of meningococcal disease?
The typical presentations are:
meningitis
sepsis with rash
sepsis without rash
bacteraemia without sepsis (uncommon)
Any of the first three presentations are common, and sepsis without rash 
in particular is difficult to diagnose clinically.

Key manifestations of meningococcal infection include:

abrupt onset
very rapid progression
haemorrhagic rash, which may be petechial only

3. How long are `close contacts' at risk of developing meningococcal 
disease?

The greatest risk is in the first week following the onset of disease in the 
index case.4 It is important that all `close contacts' are identified 
immediately and prophylactic treatment commenced.

4. Is there a vaccine available in Australia for meningococcal disease?
There are two vaccines available: Mencevax ACWY and Menomune. Both are 
non-PBS items. Routine vaccination is not recommended as these vaccines have 
several limitations, including lack of effect against serogroup B, which is 
the most frequently occurring strain in Australia.4

Treatment
5. Which drugs for initial treatment of meningococcal disease are available 
as Emergency Drug (Doctor's bag) Supplies?

The following are recommended and available:

benzylpenicillin injection 3 g (with sterilised water for injections 10 mL), 
one ampoule (BenPen)
benzylpenicillin injection 600 mg (with sterilised water for injections 2 
mL), 10 ampoules (BenPen)
The recommended dose for empirical therapy prior to hospitalisation is 60 
mg/kg (for all ages) up to 3 g intravenously or intramuscularly.2

If the patient has had an anaphylactic or immediate urticarial reaction to 
penicillin, do not give a penicillin or a cephalosporin antibiotic, but 
arrange for immediate transfer to hospital.1

Collection of a blood sample for culture should be attempted prior to the 
administration of antibiotics; however, this should not delay treatment.4

6. Why is the preferred route for the initial benzylpenicillin dose 
intravenous rather than intramuscular?

Intramuscular administration of benzylpenicillin is not the preferred route 
in this setting, as supervening shock and hypotension may lead to failure of 
absorption of the injected antibiotic from the injection site.4 However, if 
intravenous access is unavailable, it is preferable to give benzylpenicillin 
intramuscularly rather than delay treatment.

7. Why is rifampicin used instead of penicillin for prophylaxis?
Penicillin does not reliably eliminate nasopharyngeal carriage of 
meningococci. Hence rifampicin or, alternatively, ceftriaxone or 
ciprofloxacin is used for prophylaxis in contacts to prevent further 
infection.4

8. How are rifampicin capsules/syrup, ceftriaxone or ciprofloxacin for 
prophylaxis in `close contacts' obtained?

The state or regional health authority* will co-ordinate the management of 
`close contacts'. The `close contacts' will be advised to go to the nearest 
Emergency Department and the relevant health authority will arrange for 
medication to be supplied to the individual.1

It is important that the contact knows about the adverse effects and 
potential drug interactions that may occur with rifampicin.

9. How long does the rifampicin/oral contraceptive interaction last?
Rifampicin decreases the effectiveness of both combined and progestogen-only 
oral contraceptives and the effect may persist after rifampicin is stopped. 
Non-hormonal contraception is recommended to be used during rifampicin 
treatment and for at least four weeks afterwards.5

R E F E R E N C E S

1. Hall R. Communicable Disease Control Branch of the South Australian 
Department of Human Services. Personal communication 15 September 1998.

2. Writing Group for Therapeutic Guidelines: Antibiotic. Central nervous 
system infections. In: Therapeutic Guidelines: Antibiotic. 10th ed. 
Melbourne: Therapeutic Guidelines Limited;1988. p. 37-44.

3. Immunisation Working Party of the NHMRC Communicable Diseases Standing 
Committee. Vaccines for special purposes. In: The Australian Immunisation 
Handbook. 6th ed. Canberra: Australian Government Publishing Service, 
1997:121-53.

4. National Health and Medical Research Council. Guidelines for the control 
of meningococcal disease in Australia. Canberra: Australian Government 
Publishing Service; 1996.

5. Australian Medicines Handbook Pty Ltd. Australian Medicines Handbook. 1st 
ed. Adelaide:Australian Medicines Handbook Pty Ltd.;1998.


 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.