BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

top


Google
Search WWW Search thailabonline.com
โรคความผิดปกติเกี่ยวกับการกิน
Eating Disorders
Anorexia nervosa and bulimia nervosa
โรคเบื่อหน่ายเซ็งเรื้อรัง
Chronic fatigue syndrome(CFS)
อาการอ่อนเพลียและเหนื่อยอ่อนอยู่เป็นระยะเวลานาน
อาจเป็นเดือน อ่อนเปลี้ยเพลียแรง โดยไม่ทราบสาเหตุ
ลักษณะอาการเด็กออทิสติก
บกพร่องในด้านความสัมพันธ์ทางสังคม
บกพร่องในด้านการสื่อสาร  พฤติกรรม ความสนใจ
 และกิจกรรมต่าง ๆ เป็นไปอย่างจำกัด และซ้ำ ๆ
ลักษณะอาการเด็กสมาธิสั้น-ไฮเปอร์
อาการซนมากกว่าปกติ (Hyper Activity) 
 อาการสมาธิสั้น   / อาการหุนหันพลันแล่น (Impulsive) 
กลุ่มอาการดาวน์
กลุ่มอาการที่มี ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ทที่21
   มีเพิ่มขึ้นมาอีก 1 โครโมโซม เด็กจะมีหน้าตาลักษณะ
เฉพาะของโรค มีภาวะปัญญาอ่อน
 ตัวชี้วัดใหม่ ไอคิว-อีคิว และเอคิว IQ EQ AQ 
ดัชนีความสามารถในการต่อสู้ความยากลำบาก
 เพราะปัจจุบันความสามารถทางสติปัญญาและอารมณ์
ไม่เพียงพอแล้ว 
โรคซึมเศร้าคืออะไร/ Depression
นอนหลับไม่หลับ เบื่ออาหาร น้ำหนัก
ลดลงมาก  หมดความสนใจต่อโลกภายนอก 
ไม่คิดอยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
โรคจิตเภทคือ Schizophrenia  
กลุ่มอาการของโรคจิต ที่มีความผิดปกติ
ของความคิด 
โรคความเครียด/ประสาท   Stress
เมื่อคนเราอยู่ในภาวะตึงเครียด 
ร่างกายก็จะเกิดความเตียมพร้อมที่จะ “สู้” หรือ “หนี” โดยที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ
Animated Mental Pictures 
าพเคลื่อนไหวประกอบคำอธิบายในหัวข้อเรื่อง
ของโรคและความผิดปกติ
โรคอารมณ์แปรปรวน (Mood disorders 
หรือ Affective disorders) 

โรคทางจิตเวชที่มีความผิดปกติของอารมณ์
เป็นอาการสำคัญ ความผิดปกตินี้เป็นไปในรูปแบบ
ที่ดีขึ้นมากกว่าธรรมดา หรือเป็นแบบซึมเศร้า 
ซึ่งเป็น 2 ขั้วที่ตรงกันข้าม 
โรควิตกกังวลภายหลังผ่านประสบการณ์เลวร้าย
Post-traumatic stress disorder (PTSD) 

is an anxiety disorder that can develop after exposure to a terrifying event . Traumatic events that can trigger PTSD include violent personal assaults such as rape or mugging, natural or human-caused disasters, accidents, or military combat. 

bar5.jpg (6486 bytes)


 

 

 

 

 

 

 

ลักษณะอาการเด็กออทิสติก

ออทิสซึม คือ อะไร

จาก DSM IV—The American Psychiatric Association's Diagnostic and Statistic 
Manualof Mental Disorders-Fourth Edition (1994)

—จัดออทิสติก เป็น "pervasive developmental disorders" ซึ่งก็คือมีความผิดปกติในด้าน
พัฒนาการอย่างรอบด้าน แสดงอาการอย่างชัดเจนในวัยเด็ก ก่อให้เกิดพัฒนาการทางด้านความ
สัมพันธ์ทางสังคมและการสื่อสาร ไม่เป็นไปตามปกติ ส่งผลให้มี พฤติกรรมความสนใจ และ
กิจกรรมที่ผิดปกติ

ลักษณะต่าง ๆ ในบุคคลออทิสติก

1.เข้ากับคนอื่นได้ยาก หรือไม่ได้เลย 10.ชอบอยู่คนเดียว
2.ทำอะไรซ้ำ ๆ 11.ไม่ชอบให้กอด
3.หัวเราะอย่างไม่มีเหตุผล 12.หมุนตัว หรือสิ่งของ
4.กลัวในสิ่งไม่สมควรกลัว 13.กระตุ้นตัวเอง
5.ไม่สบตาคน 14.หงุดหงิด งอแง โดยไม่มีเหตุผล
6.ไม่ตอบสนองต่อการสอนตามปกติ 15.เรียกไม่หัน
7.มีท่าทางการเล่นแปลก ๆ 16.ติดวัตถุ สิ่งของบางชิ้น
8.อาจไว หรือไม่ไวต่อความเจ็บปวด 17.กล้ามเนื้อใหญ่และเล็ก พัฒนาไม่ปกติ
9.ส่งเสียงประหลาด 18.แสดงความต้องการไม่ได้ ใช้ท่าทาง หรือจับมือผู้อยู่ใกล้ไปหยิบของที่ต้องการ


การสังเกตพฤติกรรมในบุคคลออทิสติก

บุคคลออทิสติก จะมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ 3 ด้านใหญ่ ๆ คือ

1.ความสัมพันธ์ทางสังคม 2.การสื่อสาร 3.ความสนใจและกิจกรรม


ลักษณะพิเศษของบุคคลออทิสติก

1.บกพร่องในด้านความสัมพันธ์ทางสังคม
2.บกพร่องในด้านการสื่อสาร
3.พฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรมต่าง ๆ เป็นไปอย่างจำกัด และซ้ำ ๆ

บุคคลออทิสติกแต่ละคน มีความสามารถแตกต่างกันอย่างมาก
ออทิสติกแต่ละคน จะแตกต่างกัน สภาพปัญหาต่างกัน แนวทางการรักษาจึงย่อมแตกต่างกัน

สาเหตุการเกิดออทิสซึม
1.ทางพันธุกรรม อยู่ในระหว่างการศึกษา ค้นคว้า ยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจน แต่พบว่าฝาแฝด
   จากไข่ใบเดียวกัน ถ้าคนหนึ่งเป็นออทิสติก อีกคนจะเป็นด้วย

2.โรคติดเชื้อ ปัจจุบันยังไม่พบว่า เชื้อโรคชนิดใด ที่ก่อให้เกิด กลุ่มอาการออทิสซึม
3.ประสาทวิทยา จากการศึกษาของ Magaret Bauman กุมารแพทย์ จากโรงพยาบาล บอสตัน
   ซิติ พบว่า ออทิสติก จะมีความผิดปกติในสมอง 3 แห่ง คือ limbic system, cerebellum 
   และ cerebellar circuits ปัจจุบัน พบว่า ในพื้นที่ทั้ง 3 แห่ง มีความผิดปกติ ดังนี้

    1.Purkinje cells เหลือน้อยมาก
    2.ยังคงเหลือ "วงจร" เซลประสาท ซึ่งจะพบได้แต่ในตัวอ่อนเท่านั้น "วงจร" เซลประสาทที่
        เหลือนี้จะเชื่อมต่อกับ ระบบประสาทส่วนกลางทั้งหมด

    3.มีเซลประสาทเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในบริเวณ limbic system, hippocampus, 
        amygdala

จากการค้นพบนี้ Bauman สรุปว่า ออทิสซึม มีความผิดปกติด้านพัฒนาการของสมอง
ตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อน ในระยะ 30 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ความผิดปกตินี้ ส่งผลให้ 
Limbic system
ไม่มีการพัฒนา limbic system เกี่ยวข้องกับ พฤติกรรม การรับรู้ 
และความจำ เมื่อบริเวณนี้ผิดปกติจึงมีผลให้ ความสัมพันธ์ทางสังคม ภาษา
 และการเรียน ผิดปกติไปด้วย (Bauman, 1991)

4.Neurochemical Causes(สารประกอบทางเคมีในระบบประสาท) พบว่ามี neurotran
smittersบางตัว สูงผิดปกติ ได้แก่ serotonin, dopaminergic และ endogenous opioid 
systems แต่เมื่อใช้ยาที่ต้านสารเหล่านี้ กลับไม่ทำให้อาการต่าง ๆ ในออทิสซึมดีขึ้น

5.การบาดเจ็บ ก่อน ระหว่าง และหลังการคลอด

แนวคิดและรูปแบบในการให้ความช่วยเหลือเด็กหรือบุคคลออทิสติกในระดับชุมชน

บุคคลออทิสติก คือบุคคลที่แสดงออกซึ่งกลุ่มอาการออทิซึม เด็กออทิสติกคือเด็กที่แสดงออก
ซึ่งกลุ่มอาการออทิซึ่ม

กลุ่มอาการออทิซึมเกิดจากความผิดปกติทางสมองและระบบประสามสัมผัสมาตั้งแต่ก่อนและ
หรือหลังคลอด
จากหลายสาเหตุซึ่งกำลังอยู่ในระยะค้นคว้าศึกษาถึงปัจจัยของสาเหตุที่แน่นอน 
ความผิดปกติดังกล่าวทำให้การรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ผิวหนัง ตา หู จมูก ลิ้น เบี่ยงเบน
ผิดแผกไปจากคนปกติ ส่งผลให้การประมวลผลข้อมูลในสมองผิดปกติ ซึ่งที่ตัวเนื้อสมองเองก็
ผิดปกติอยู่แล้วยิ่งเมื่อได้ข้อมูลที่เบี่ยงเบนผิดแผกแตกต่างไปจากของคนปกติ     ก็แน่นอนว่า
การประมวลผลข้อมูลในสมองของเด็กหรือบุคคลออทิสติกย่อมจะต้องผิดแผกแตกต่างไปจาก
คนปกติเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้การตอบสนองของเด็กหรือบุคคลออทิสติกก็จะต้องผิดปกติไปจากคนปกติ การตอบ
สนองผิดปกติก็คือ การแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ผิดปกติ ดังนั้นกลุ่มอาการออทิซึ่ม จึงเป็นกลุ่ม
อาการที่แสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ผิดปกติไปจากพฤติกรรมของคนปกติโดยพฤติกรรมที่ผิดปกติ
นี้จะสังเกตเห็นชัดเจนเต็มที่ได้ที่อายุ ๓ ปีขึ้นไป แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะรู้ถึงความผิดปกตินี้ได้ตั้งแต่
แรกเกิดจนถึงปีกว่าๆ ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจทางการแพทย์ที่แน่นอนใดๆ ที่จะบ่งชี้ได้ว่าเด็กคน
ไหนจะเป็นออทิสติกหรือไม่ ข้อที่จะบ่งชี้ได้แต่เพียงประการเดียวก็คือ พฤติกรรมที่ผิดปกติ ที่จะได้
มาจากการสังเกตและการซักประวัติ เท่านั้น
จะไม่มองเห็นได้ด้วยตาหรือตรวจรู้ได้ทันทีเฉกเช่น
ความผิดปกติอื่นๆ ที่เราคุ้นเคยกัน เป็นต้นว่า ผู้พิการแขนขา หูหนวกตาบอด ปัญญาอ่อนแบบ
กลุ่มอาการดาวน์ ฯลฯ

เพราะรูปลักษณ์ภายนอกทางสรีระร่างกายของเด็กกลุ่มนี้ไม่มีความแตกต่างไปจากเด็กปกติหาก
ไม่มีความพิการอย่างอื่นซ้ำซ้อนร่วมด้วยนี่คือความแตกต่างไปจากผู้ด้อยโอกาสหรือผู้พิการกลุ่ม
อื่นๆ

ประการหนึ่งของเด็กกลุ่มออทิสติก พฤติกรรมที่ผิดปกติในเด็กหรือบุคคลออทิสติกดังกล่าวจะ
แสดงออกใน
๓ ลักษณะใหญ่ๆดังนี้

1.กิจกรรมความสนใจที่ซ้ำๆ ยากต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น ติดของบางอย่าง กินอาหารแต่เพียงบาง
อย่างซ้ำเล่นอะไรซ้ำๆ กิริยาบางอย่างซ้ำๆซากๆ เป็นต้นว่า การหมุนวนตัวเอง การเล่นมือ การเอา
วัตถุมาเคาะการเอามือเคาะตามพื้นผิวต่างๆ การเดินเขย่งเท้า การวิ่งพล่านไปมาไม่อยู่นิ่ง ชอบดม
สิ่งของต่างๆ
ชอบแกะแคะเก็บกินสิ่งต่างๆ ที่เด็กหรือคนปกติไม่ทำ ชอบลงไปนอนคลุกกับพื้น ชอบ
ปีนป่าย สนใจแสงและวัตถุเคลื่อนไหว หยีตามองแสงอาทิตย์ได้นานๆ จ้องมองไฟนีออนได้นานๆ 
ชอบปีนขึ้นไปนั่งบนโต๊ะ บนหลังตู้สูงๆ จะเอาอะไรก็ไม่พูดไม่บอกใช้วิธีจูงมือผู้ใหญ่ไปหยิบให้ ฯลฯ
กิจกรรมความสนใจเหล่านี้สะท้อนออกซึ่งความผิดปกติ
เป็นอันดับแรกที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลย
คือ เขาไม่สนใจคน ความสนใจของเด็กออทิสติกอยู่ที่สิ่งอื่นๆทั้งหมด
แต่ไม่ใช่ที่คนด้วยกัน ถ้าไม่ได้
รับการฝึกฝนหรือกระตุ้นเขาจะไม่สนใจคนไม่มองหน้าคนเด็กออทิสติกเมื่อตอนเล็กๆจึงไม่แปลก
หน้าใครเลย


2.การสูญเสียทางด้านภาษาและการสื่อความหมาย ทั้งภาษาพูดและภาษาท่าทาง เป็นที่ทราบกันดี
ว่าเด็กปกติเรียนรู้ภาษาและการสื่อความหมายจากการสังเกตุและเลียนแบบผู้คนรอบข้าง แต่เด็ก
ออทิสติกไม่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากกิจกรรมความสนใจที่หมกหมุ่นซ้ำซากดังกล่าวปิดกั้นและจำกัด
พวกเขาจากการสังเกตุผู้คนรอบข้างเมื่อไม่สังเกตไม่สนใจก็ไม่เกิดการเลียนแบบ เมื่อไม่เกิดการ
เลียนแบบการเรียนรู้ทางด้านภาษาและการสื่อความหมายก็จึงเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นเด็กออทิสติกถ้า
ไม่ได้รับการฝึกฝน จะไม่เรียนรู้จากการสังเหตุหรือเลียนแบบใครหรืออะไรอย่างมีความหมายเลย 
เด็กออทิสติกส่วนใหญ่จึงไม่พูด หรือถ้าพูดได้ก็ไม่ชัด ไม่เป็นคำกลายเป็นภาษาเฉพาะของตัวเขา
เอง หรือพูดได้ชัดเจนดีมากเป็นต่อยหอยแต่ก็ไม่รู้ความหมายเป็นเหมือนการสะท้อนเสียงคนแบบ
นกแก้วเท่านั้น


3.การสูญเสียทางด้านสังคม เมื่อไม่รู้ภาษาก็จึงสื่อความหมายไม่ได้ สื่อความหมายไม่ได้ก็ไม่เกิด
การเรียนรู้ทางสังคม เมื่อไม่ได้เรียนรู้ทางสังคมก็ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคลต่างๆ
ตั้งแต่พ่อแม่พี่น้องในครอบครัว ครู ตำรวจ ฯลฯ ในชุมชน ไปจนถึงบุคคลในสังคมระดับกว้าง

ก็จึงแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องไม่สามารถมีปฏิกิริยาต่อสัมพันธภาพของบุคคลในสังคมได้อย่างถูก
ต้องเหมาะสมในทุกระดับ เมื่อไม่สามาถปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นได้ก็จึงแยกตัวอยู่คนเดียวในโลกส่วน
ตัวของเขา เองความผิดปกติใหญ่ๆ ในทั้งสามลักษณะนี้เกี่ยวเนื่องต่อโยงกันเป็นวงจรปิด คือปิดให้
เด็กหรือบุคคลออทิสติกแยกตัวอยู่คนเดียวในโลกส่วนตัวภายในหัวสมองของเขาเท่านั้น

เด็กออทิสติกจึงมักเล่นคนเดียวไม่เล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน
บุคคลออทิสติกก็ชอบอยู่คนเดียวไม่สุงสิงกับใคร
หัวใจของการช่วยเหลือเด็กหรือบุคคลออทิสติกนั้นกิจกรรมการเรียนการสอนการฝึกทักษะที่ทีมครู
จัดให้เด็กจะต้องมีแผนการสลายและดัดแปลงพฤติกรรมผิดปกติที่ไม่พึงประสงค์และสร้างเสริม
พฤติกรรมแบบคนปกติที่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วยเสมอ จนกระทั่งไม่พบพฤติกรรมที่ผิดปกติและหรือ
เหลือเป็นพฤติกรรมที่ปกติเท่านั้นในที่สุด

จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าออทิสติกเป็นปัญหาที่พฤติกรรม โดยเฉพาะ
พฤติกรรม
การเรียนรู้ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องถึงพฤติกรรมทางสังคม นี่คือข้อแตกต่างจากผู้พิการหรือผู้
ด้อยโอกาสกลุ่มอื่นๆ ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ของเด็กกลุ่มออทิสติก ด้วยข้อบ่งชึ้ทางการแพทย์ที่ว่า
พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้เกิดจากความผิดปกติของสมองและระบบประสาทสัมผัสทั้งห้าทำให้เด็กหรือ
บุคคลออทิสติกมี
การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและ การประมวลผลข้อมูลในสมองเบี่ยงเบนไปจากของ
คนปกติส่งผลให้การตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมเบี่ยงเบนไปจาก
ของคนปกติออทิสติกจึงไม่ใช่เรื่อง
ของคนโรคจิต จึงเป็นความผิดบาปอย่างมหันต์ที่จะปล่อยให้เด็กหรือบุคคลกลุ่มนี้ โดยเฉพาะกับเด็ก
เล็กๆอายุเพียงสองสามขวบถูกปฎิบัติอย่างกับคนโรคจิตจากบุคลากร
ทางการแพทย์ด้วยการให้ได้
รับยากดประสาทที่ใช้กับคนโรคจิตประสาท เข้าไปกดสมองและคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายให้
นิ่งให้ซึม
ให้หลับและที่สำคัญที่สุดยังไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ ยืนยันว่ายารักษาคนโรคจิตจะทำให้เด็กหรือ
มนุษย์ฉลาดและรู้จักตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมดีขึ้นในระยะยาว

เราควรจะต้องตระหนักกันว่าเด็กจะฉลาดและเรียนรู้ได้ดีก็ด้วยการ
อบรมบ่มเพาะจากผู้ใหญ่และสังคมเท่านั้น

การผลักดันให้เด็กออทิสติกซึ่งมีปัญหาทางด้านการเรียนรู้และการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไม่
ถูกต้องเข้าไปอยู่ในอุ้งมือบุคคลากรทางการแพทย์ที่ถนัดแต่จะใช้ยาในการรักษาโรคเท่านั้นในบาง
รายบางกรณีจึงค่อนข้างเป็นการเสี่ยงภัยอย่างยิ่ง

ดังนั้นจึงคงจะต้องชี้ให้ชัดกันไปเลยว่า โดยหลักการบทบาทของแพทย์น่าจะเป็นเพียงผู้วินิจฉัยเท่านั้น 
แพทย์ไม่ได้ ถูกอบรมบ่มเพาะมาให้ฝึกสอนเด็กโดยเฉพาะเด็กออทิสติก เมื่อผ่านการวินิจฉัยแล้วจะ
ต้องส่งต่อให้เป็นเรื่องของนักพฤติกรรมบำบัดหรือนักจิตวิทยาคลีนิค นักฝึกพูดบำบัด นักกายภาพบำบัด 
นักกิจกรรมบำบัด อยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งเป็น
ระยะที่ไม่น่าจะนานนักจากนั้นจึงเป็นเรื่องของครูการศึกษา
พิเศษอยู่อีกระยะหนึ่ง ต่อจากนั้นในระยะยาวก็จะต้องเป็น
เรื่องของครูทั่วไปเป็นด้านหลักเฉกเช่นเด็ก
ปกติ หากการกระตุ้นพัฒนาการกับนักบำบัดต่างๆและกับครูการศึกษา
พิเศษตามที่กล่าวมานี้ประสบ
ผลสำเร็จทว่าในสภาพความเป็นจริงนักบำบัดต่างๆ รวมทั้งครูการศึกษาพิเศษที่
กล่าวถึงเหล่านี้มีอยู่
เพียงหยิบมือเดียวกระจุกตัวอยู่ในที่เจริญ และส่วนมากที่สุดยังไม่ตื่นตัวพอที่จะมาทำเรื่อง
ออทิสติก
อย่างเป็นการเป็นงานหรือเป็นกิจลักษณะอย่างที่จังหวัดขอนแก่น
ก็มีอยู่แต่ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ 
ครูการศึกษาพิเศษก็มีอยู่แต่ที่โรงเรียนการศึกษาพิเศษและศูนย์การศึกษาพิเศษเขต ๙ อยู่ไม่กี่คน 
บุคคลากรที่
มีอยู่เพียงหยิบมือเดียวเหล่านี้จึงไม่อาจเป็นที่พึ่งของประชากรออทิสติกที่อยู่ห่างไกล
อย่างอำเภอบ้านไผ่ได้   จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นที่พึ่งของอำเภออื่นๆที่อยู่ห่างไกลกันดารออก

ไปอีก แต่ทั้งนี้ก็ในสภาพความเป็นจริงอีกเช่นกัน ที่ครูทั่วไปมีอยู่ทั่วไป ทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ 
ครูทั่วไปเหล่านี้มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงของเมืองไทย และมีอยู่อย่างลงลึกถึงระดับหมู่บ้าน  


ทำอย่างไรจึงจะยกระดับครูทั่วไปเหล่านี้ ให้ขึ้นหรือเข้ามาทำงานกับเด็กออทิสติกได้ ทำอย่างไรจึง
จะให้ครูทั่วไป
ที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงเหล่านี้เปิดโลกเปิดใจตอบรับเด็กกลุ่มออทิสติก นี่เป็นเรื่องที่
กระทรวงศึกษาฯจะต้องเร่งศึกษาและมีนโยบายตลอดจนแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมลงมา

เพราะพฤติกรรมที่ผิดปกติของเด็กออทิสติกจะหมดไปได้ในระยะยาวก็โดยการสอน
ให้เขารู้จักตอบสนอง
ต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง นั่นคือการฝึกการสอนให้เขามี
พฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมในทุกๆด้าน ไม่ใช่ด้วยการให้กินยา และไม่ใช่
ด้วยการให้ความรักแบบอวิชาของพ่อแม่ ความรักจะไม่ช่วยอะไรเลย
ถ้าคุณไม่มีเวลาที่จะสอนและถ้าคุณไม่รู้จักวิธีที่จะสอน

วิธีการฝึกวิธีการสอนสำหรับเด็กออทิสติก ปัจจุบันเรามีอยู่แล้วอย่างเป็นระบบเป็นหลักสูตรแต่เรา
ขาดครูขาดหน่วยงานที่จะมาบริหาร ขาดบุคลากรขาดทุนทรัพย์ที่จะถ่ายทอดจากภาษาอังกฤษเป็น
ภาษาไทย ทุกหน่วยงานส่วนใหญ่
ในชุมชนยังมองไม่เห็นแนวทางที่จะเดินไป แต่ถ้าหากได้รับ
ความร่วมมือจากครูทั่วไปและจากหน่วยงานโดยเฉพาะโรงเรียนในชุมชนที่ครูทั่วไปสังกัด เด็ก
ออทิสติกรุ่นหลังๆจะเดินทางสู่ความเป็นคนเต็มคนอย่างเต็มศักยภาพได้ทุกเศษฐะฐานะ เพราะ
ความผิดปกติของเด็กออทิสติกดังกล่าวทำให้เด็กออทิสติกอยู่ในภาวะที่ต้องสอนกันทุกอย่างๆ
 
ต้องสอนกันอย่างรอบด้านทุกๆ ด้าน พวกเขาจึงต้องการครู และครูหลายคน เป็นทีม  พวกเขาก็
จึงเช่นเดียวกับเด็กปกติต้องการโรงเรียน ต้องการห้องเรียน และต้องการเพื่อนในวัยเดียวกัน เป็น
ความจำเป็นพื้นฐานที่เด็กกลุ่มนี้จะต้องได้รับสิ่งเหล่านี้   สังคมทุกส่วนจะต้องตระหนักและเห็นใจ
และเข้าใจว่าครอบครัวหรือเพียงแม่เท่านั้นไม่เพียงพอต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็กกลุ่มนี้ให้ไป
สู่จุดสูงสุดได้

อันดับแรกต้องทำให้เด็กออทิสติกให้ความสนใจคน มองหน้าและสบตาคน นั่นคือทักษะการให้ความ
ตั้งใจจากนั้นการฟังคำสั่งของคนโดยตอบสนองต่อคำสั่งอย่างง่ายก่อน เช่น “ลุกขึ้น-นั่งลง” 
“นั่งเรียบร้อย” เป็นอันดับต่อมา นั่นคือ ทักษะการให้ความร่วมมือเนื่องจากเด็กออทิสติกมีความผิด
ปกติที่สมองซึ่งเป็นส่วนสั่งการการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กมัดใหญ่ของร่างกายทั้งระบบด้วย
คำสั่งว่า “ทำอย่างนี้” เราสามารถทำให้เด็กออทิสติกเข้าใจ มโนคติของการเลียนแบบการเคลื่อน
ไหวกล้ามเนื้อทั้งมัดเล็กมัดใหญ่

นั่นคือ ทักษะการเลียนแบบ ด้วยทักษะพื้นฐานทั้งสามนี้เราสามารถจะทำให้เด็กออทิสติกฝีกฝนทักษะ
ที่สูงขึ้นไป
เป็นลำดับขั้นได้นั่นคือ ทักษะการรับรู้ทางภาษา ทักษะการแสดงออกทางภาษา ทักษะก่อน
วัยเรียน
ทักษะการช่วยเหลือตัวเอง ทักษะทางวิชาการ ทักษะการใช้และเข้าใจภาษานามธรรม และ
ทักษะทางสังคม ในที่สุดเพราะ
เด็กออทิสติกเป็นปัญหาที่พฤติกรรม ฉะนั้นการสอนทักษะต่างๆ   ดัง
กล่าวนี้ จึงต้องใช้เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมซึ่งอยู่บนพื้นฐานของหลักการของทฤษฎีการเรียนรู้
ของศาสตร์ทางด้านวิชาพฤติกรรมที่ว่า

“สิ่งเร้ากระตุ้นให้เกิดการตอบสนองและผลที่ติดตามมา หากผลที่ติดตามมาเป็นที่
น่าพึงพอใจการตอบสนองนั้นก็มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีกได้เรื่อยๆหากไม่ก็มีแนวโน้มว่า
จะลดน้อยถอยลงหรือกระทั่งไม่มีการตอบสนองเลย”

เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรมประกอบด้วยเทคนิคการแตกงานหรือทักษะที่จะสอนออกเป็นส่วนย่อย
หลายๆส่วนหลายๆขั้นตอนให้ง่ายที่สุดจนกระทั่งเด็กสามารถทำได้แล้วเอาส่วนย่อยๆนั้นมาสอนให้เด็ก
ทำได้ทีละส่วนเทคนิคการแนะเพื่อประกันให้เด็กสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้องผู้สอนจะต้องใช้
เทคนิคการแนะจากมากที่สุดตั้งแต่การจับมือให้ทำ ชี้บอก บอก ฯลฯ ไปจนกระทั่งไม่มีการแนะเลย
เทคนิคการให้รางวัลและลงโทษสำหรับการตอบสนองที่ถูกและผิดในการสอนทักษะแต่ละส่วน เทคนิค
นี้เป็นหัวใจของเทคนิคตามหลักการของทฤษฏีของศาสตร์ทางด้านวิชาพฤติกรรมดังที่กล่าวแล้วข้าง
ต้น

เทคนิคการสานต่อพฤติกรรมเอาทักษะแตกย่อยแต่ละส่วนที่เด็กทำได้จนคล่องแล้วมาสานต่อกันเป็น
ทักษะหนึ่งทั้งหมดเทคนิคการขยายผลพฤติกรรม

เอาทักษะหนึ่งทั้งหมดที่เด็กทำได้แล้วกับครูผู้สอนคนหนึ่งในสถานที่หนึ่งและเวลาหนึ่งให้ไปทำได้กับ
ครูผู้สอนหรือคนอื่นๆหลายๆคนในสถานที่อื่นๆที่หลากหลายหรือในช่วงเวลาต่างๆกันออกไป

เทคนิคการรักษาไว้ซึ่งทักษะที่ทำได้แล้วให้คงทำได้อยู่ตลอดไป หมายถึงว่า ทักษะใดๆ ที่เด็กทำได้
แล้วจะต้องถูกทบทวนเป็นช่วงๆ สลับกับทักษะใหม่ๆ ที่เด็กได้รับการฝึกสอนเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆ 
และที่จะลืมเสียไม่ได้
เป็นอันขาดคือ เทคนิคในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ที่จะจัด
การกับพฤติกรรมที่ขัดขวางการเรียนรู้การเข้าสังคม การรบกวนผู้อื่น การทำร้ายผู้อื่น เช่น การโมโห
อาละวาด การเอาวัตถุมาเคาะ การเล่นมือ ฯลฯ

เราจึงต้องเปิดโลกของเด็กออทิสติกเข้าสู่สังคมของเด็กและคนปกติ การเปิดโลกของพวกเขาเข้าสู่
สังคมของผู้ด้อยโอกาสอื่นๆด้วยกันอาจจะไม่ช่วยพัฒนาศักยภาพของพวกเขาให้เป็นปกติได้อย่าง
เต็มที่ เป็นต้นว่า

การเอาเด็กออทิสติกไปเรียนปนกับผู้พิการแขนขา เขาจะเลียนแบบการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดใหญ่
ของแขนหรือขาได้อย่างไร?

การเอาเด็กออทิสติกไปเรียนร่วมกับผู้พิการทางหู เขาจะเลียนแบบการพูดและการฟังได้อย่างไร?
การเอาเด็กออทิสติกไปเรียนร่วมกับผู้พิการทางตาเขาจะเลียนแบบการมองการกวาดสายตาได้อย่างไร?

หรือการเอาเด็กออทิสติกไปเรียนรวมกับผู้พิการทางสมองแบบกลุ่มอาการดาวน์ซึ่งก็มีปัญหาทางด้าน
พฤติกรรมที่ช้าที่ต้องการความช่วยเหลือในการกระตุ้นเช่นกันแล้วเด็กออทิสติกจะได้รับการกกระตุ้น
พัฒนาการอะไรจากกลุ่มเพื่อน?

สรุปแล้วเด็กออทิสติกเข้ากันได้ดีที่สุดกับกลุ่มเด็กปกติ เนื่องเพราะเด็กออทิสติกหูก็ได้ยินเสียง ตาก็
มองเห็น แขนก็มี ขาก็มี รับสัมผัสทางผิวหนังได้ ลิ้นก็รับรู้รสได้
เราจึงจะต้องกระตุ้นพัฒนาการของ
เด็กออทิสติก  โดยมีเด็กปกติในวัยเดียวกันเป็นมาตรวัด ดังนั้นพวกเขาจะได้ประโยชน์สูงสุดกับการ
กระตุ้นพัฒนาการอย่างมีการวางแผนอยู่ในสิ่งแวดล้อมของเด็กหรือคนปกติมากกว่าจะอยู่ใน
กลุ่มคนอปกติด้วยกัน

เด็กออทิสติกแต่ละคนมีพัฒาการต่างระดับกันและมีลีลาการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไปในออทิสติกแต่
ละแบบทั้งนี้จะเห็นว่าเด็กออทิสติกจะขาดครูพี่เลี้ยงไม่ได้อย่างเด็ดขาดเพราะเทคนิคการสอนเชิง
พฤติกรรมในการสอนทักษะบางด้านต้องเป็นการสอนตัวต่อตัว หรือเด็กหนึ่งครูสองด้วยซ้ำเพราะ
เด็กออทิสติกมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว
กล้ามเนื้อมัดต่างๆทั้งใหญ่และเล็ก ทักษะบางอย่างจึง
ต้องแนะด้วยการจับมือให้ทำ จับศรีษะให้หันมามอง เป็นต้น

ในเบื้องต้นประมาณ ๒-๕ ปี ครูพี่เลี้ยงมีความสำคัญต่อความเป็นไปได้ของการฝึกฝนทักษะที่จำเป็น
ต่างๆให้แก่เด็กกลุ่มนี้ในสิ่งแวดล้อมของเด็กปกติ

bar5.jpg (6486 bytes)

 

 

 

 

 

 

 

ลักษณะอาการเด็กสมาธิสั้น-ไฮเปอร์

กลุ่มอาการเด็กสมาธิสั้น Attention Deficit Hyperactivity Disordes (ADHD)
โดย น.พ. จอม ชุ่มช่วย ร.พ. ยุวประสาทไวทโยปถัมภ์


กลุ่มอาการสมาธิสั้น เกิดจากความผิดปกติของสมอง โดยที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนว่า

อะไรที่ทำให้สมองมีความผิดปกติ แต่จากวิทยาการและวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันมีผลพอ
พิสูจน์ได้ว่าน่าจะเป็นผลมาจากพันธุกรรม แต่ว่าพันธุกรรมจะมีส่วนอย่างใดและมีการถ่าย
ทอดอย่างไร ยังไมีมีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่มีผลต่อสมองทำให้การทำงานของสมองบาง
ส่วนเกิดการบกพร่อง โดยเฉพาะสมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสมาธิของคนเรา ทำให้เกิด
การทำงานที่ไม่สัมพันธ์กันต่อระบบสั่งงานอื่นๆ อาการนี้อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์
ในอดีตมีชื่อเรียกเกี่ยวกับกลุ่มอาการเหล่านี้ได้ในหลายชื่อเช่น
Hyper Kinetic Disorders / Minimal Brain Abnormality / Minimal Brain Disfunction

แต่จากการศึกษาในปัจจุบันเรารวมเรียกกลุ่มอาการต่างรวมมาเป็น
Attention Defecit Hyperactivity Disorders (ADHD) หรือใน
บ้านเรานิยมเรียกว่า โรคเด็กไฮเปอร์


จากการทำการวิจัยสำรวจเด็กไทยในเขตกรุงเทพมหานครพบว่ามีเด็กในกลุ่มสมาธิสั้นประมาณ
ร้อยละ 5-10 ของเด็กวัยเรียนหรือประมาณ 2-3 คนในห้องเรียนขนาด 50 คน สำหรับในต่างประเทศ
พบได้ประมาณร้อยละ 3-15 ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศและระบบการศึกษา

อาการที่สำคัญของเด็กกลุ่มสมาธิสั้นแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญุ่ๆคือ
1. อาการซนมากกว่าปกติ (Hyper Activity) ลักษณะความซนจะมากกว่าเด็กทั่วๆไป ซนแบบ
ไม่อยู่นิ่ง อยู่ไม่เป็นสุข ลุกลี่ลุกร้น ตลอดเวลา
2. อาการสมาธิสั้น สามารถสังเกตุได้โดยเด็กจะมีความวอกแวกง่าย แม้แต่สิ่งเร้าเล็กๆน้อยก็สามารถ

ทำให้เด็กเสียสมาธิได้แล้ว เข่น ในขณะที่เด็กกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ พอมีเสียงดังเบาๆเช่นเสียงของตก
พื้น หรือกิ่งไม้หล่นบนพื้น กลุ่มเด็กพวกนี้จะหันไปหาแหล่งต้นเสียงทันที หรือขณนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียน
พอมีคนเดินผ่านก็จะหันไปดูโดยทันที   เป็นลักษณะเป็นความไวต่อสิ่งเร้าภายนอกโดยผ่านทาง ตา / หู
นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากสิ่งเร้าภายในตัวของเด็กเอง ในกรณีนี้จะแสดงออกในลักษณะอาการเหม่อ

ลอย นั่งนิ่งๆ เป็นนระยะเวลานานๆ เหม่อบ่อย เป็นต้น

กลุ่มอาการสมาธิสั่นนี้ยังแสดงออกในรูปของการทำงานไม่ค่อยสำเร็จ เพราะในขณะที่กำลังทำงาน

อย่างหนึ่งอยู่นั้น ใจก็จะคิดวอกแวกไปคิดถึงเรื่องอื่นๆต่อไป ทำให้งานกว่าจะเสร็จได้ต้องใช้เวลานาน 
ต้องค่อยจ่ำจี้จ่ำไชงานถึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้

3. อาการหุนหันพลันแล่น (Impulsive) เด็กมักจะแสดงออกในลักษณะที่รอคอยไม่เป็น ยกตัวอย่าง
เช่น
ในขณะที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่กำลังคุยกันอยู่ เมื่ออยากจะพูดเด็กก็จะพูดแทรกขึ้นมาในทันทีโดยไม่คำนึง
ถึงความเหมาะสม โดยเด็กจะไม่สามารถอดใจทนรอให้การสนทนานั้นเสร็จเสียก่อน
หรืออีกตัวอย่างเช่นผู้ปกครองเด็กบอกให้ช่วยหยิบน้ำให้แก้วหนึ่ง ลุกจะรีบว่างไปหยิบเอาแต่แก้วมายื่น

ให้ เหมือนกับยังไม่ทันฟังคำร้องขอให้เสร็จก่อน ก็รีบวิ่งไปก่อนเสียแล้วจะแสดงออกในลักษณะรีบเร่ง
หุนหันพลันแล่น รอคอยไม่เป็น มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุต่อกับตัวเด็กได้ง่าย

ซึ่งลักษณะอาการสำคัญทั้ง 3 ของกลุ่มเด็กสมาธิสั้นข้างต้น เด็กอาจมีลักษณะครบทั่ง 3 กลุ่มได้ หรือ 
โดยอาจมีลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่เด่นหรืออาจมีลักษณะเด่นร่วมกัน1-2 อาการเลยก็ได้

สรุปลักษณะที่สำคัญของเด็กสมาธิสั้นคือ วอกแวกง่าย ทำงานไม่ค่อยเสร็จ 
ซนไม่อยู่นิ่ง
  หุนหันพลันแล่น 
ดังนั้นการวินิจฉัยจึงมักต้องเปรียบเทียบกับเด็กธรรมดาทั่วๆไป ที่สำคัญคือมักทำงานใดๆไม่ค่อยสำเร็จและชอบรบกวนเด็กอื่นๆมากกว่าปกติทั่วๆไป
 แม้แต่การเล่นก็เล่นก็มักเล่นไม่จบ เช่นการเล่นต่อตัวต่อเลโก้ โดยเด็กทั่วไปในวัย 7-8 ขวบ

น่าจะนั่งเล่นตัวต่อเลโก้จนได้เป็นรูปเป็นร่างได้ แต่ในเด็กกลุ่มสมาธิสั้นอาจทำไม่สำเร็จ


เรามักจะใช้เกณฑ์ของกลุ่มเด็กปกติทั่วไปเป็นเกณฑ์ในการช่วยเปรียบเทียบตัดสิน เช่นเด็กวัยประมาณ
7 ขวบจะสามารถนั่งเล่นอยู่กับที่ได้นานประมาณ 15-30 นาที แต่ถ้าเด็กที่นั่งเล่นอยู่กับที่ไม่ได้ก็ให้ฉุก
คิดไว้ก่อน เป็นต้น

เมื่อกลุ่มเด็กสมาธิสั้นนี้ ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ รักษาอย่างถูกวิธีในวัยเด็ก เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่
ก็มีผลผลต่อเนื่องให้เป็นผู้ที่ทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตนเอง ณจุดนี้อาจแยกเป็น
2 กลุ่มได้คือ
- กลุ่มหนึ่งจะแปรเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเกเร กร้าวร้าว ต่อต้านสังคม
- อีกกลุ่มจะกลายเป็นคนที่ไม่กล้า กลัว ซึมเศร้า หงอยเหงา คนในกลุ่มนี้จะมองตัวเองไม่ดี ไร้ค่า อาจถึง

- อีกกลุ่มจะกลายเป็นคนที่ไม่กล้า กลัว ซึมเศร้า หงอยเหงา คนในกลุ่มนี้จะมองตัวเองไม่ดี ไร้ค่า อาจถึง
ขั้นฆ่าตัวตายได้
ทั้งสองกลุ่มข้างต้นมักจะพบได้บ่อนในกลุ่มเด็กสมาธิสั้นที่เริ่มโตขึ้น แต่ก็มีบ้างบางส่วนที่อาจจะไปใน
ทิศทางที่ดี สาเหตุเนื่องจากมีพรสวรรค์ด้านอื่นเป็นพิเศษมาช่วยชดเชย
มาช่วยทำให้เด็กมีความภูมิใจ หรือมีสภาพแวดล้อมและพ่อแม่มีความเข้าใจลูกเป็นอย่างดีคอยดูแล

ในวัยเรียนกลุ่มเด็กอาการสมาธิสั้นจะมีผลกระทบต่อการเรียน เด็กกลุ่มนี้จะไม่คอยมีช่วงที่มีสมาธิ
สำหรับการตั้งใจเรียน มีแนวโน้มที่จะล้มเหลวในการเรียนสูงถ้าไม่ได้รับการดูแลและเข้าใจเป็นอย่างดี 
เช่นในการเรียนบทเรียนวันนี้ยังไม่ทันจะทำความเข้าใจดี ในวันรุ่งขึ้นก็มีบทเรียนใหม่เข้ามาอีกแล้ว ทำ

ให้การเรียนไม่ค่อยทันเพื่อน แปรเปลี่ยนไปเป็นการเบื่อไม่อยากเรียนไป

อาจมีบ้างที่ให้ผลเป็นดีในทางกลับกันคือ เด็กมีพรสวรรค์ทางด้านไอคิว บวกกับอาการสมาธิสั้นทำให้
สามารถฟังการสอนแบบผ่านๆก็สามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดี ทั้งๆที่แสดงออกเหมือนไม่ได้ตั้งใจฟังที่
ครูสอนเลย ลักษณะอย่างนี้บางครั้งก็กลับกลายไปเป็นผลเสียต่อเพื่อนเรียนข้าง เพราะในช่วงไม่มีสมาธิ
ก็จะไปรบกวนสมาธิของเด็กข้างพลอยทำให้ไม่มีสมาธิในการเรียนไปด้วย อาจดูเหมือนเป็นตัวปัญหา
ของชั้นเรียน ทำให้ความสัมพันธืต่อคนอื่นไม่ดีไปด้วย

เมื่อเราสังเกตุลักษณะอาการของเด็กและสงสัยว่าน่าจะเป็นกลุ่มอาการสมาธิสั่นแล้ว ผู้ปกครองควรจะ
พาไปพบจิตแพทย์เพื่อให้ผู้ชำนาญทำการทดสอบวินิจฉัยให้ชัดเจนแน่นอนก่อน แล้วค่อยไปสู่การทำการ
รักษาต่อไป ในการรักษานอกจากการใช้ยาร่วมด้วยแล้วทางด้านผู้ปกครองต้องมีส่วนช่วยในการรักษา
ในการตระเตรียมสภาพแวดล้อมโดยมีหัวข้อหลักๆ 3 ประการดังนี้
1. ต้องมีการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ไม่มีสิ่งรบกวนและสิ่งเร้าต่อเด็กมากเกินไป พยายามจัดห้อง
หรือบ้านให้มีระเบียบเช่นไม่มีของเล่นวางเกลื่อนไปหมด ไม่มีบรรยากาศวุ่นวายสับสน
เสียงตะโกนโวก
เหวกเปิดเสียงเพลงดัง จนเด็กไม่สามารถรวบรวมสมาธิได้เลย แม้แต่การพาไปเที่ยวนอกสถานทีก็ไม่
ควรพาไปในที่อีกกระทึก วุ่นวายเสียงดัง เป็นต้น

2. การช่วยเสริมสร้างวินัยในตัวเด็ก เพราะจะเป็นตัวนำไปสู่การรู้จักควบคุมตนเอง เป็นการเสริมทาง
อ้อมให้รู้จักรวบรวมสมาธิได้แก่
- การสร้างเสริมวินัยในกิจวัตรประจำวัน โดยการจัดตารางงานให้ทำเป็นเวลา สร้างระเบียบพื้นฐานใน

  บ้านแบบกิจวัตรว่าใครจะช่วยจัดการอะไรบ้าง ใครถูพื้น ใครกวาดบ้าน ใครล้างจาน เป็นประจำ
- วินัยในการตรงต่อเวลา ฝึกให้เด็กมีตารางเวลาในการทำงาน ว่าควรทำอะไร ในเวลาไหนทจะเสร็จ
เมื่อใด เป้นต้น
การสร้างระเบียบต่างๆข้างต้น ควรเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีทางสำเร็จถ้าจะให้ทำได้
ทุกอย่างในเวลาสั้นๆทันทีทันใด และที่สำคัญผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างในตอนเริ่มต้น 
และค่อยๆลดตนเองลงที่ละน้อย จนเด็กสามารถทำด้วยตนเองทั้งหมด

3. การหากิจกรรมช่วยเสริมทักษะ เช่นการเรียนดนตรี การเรียนศิลปะ การอ่านหนังสือ กีฬา หลีกเลี่ยง
เกมส์ กีฬา หรือกิจกรรมที่มีความรุนแรงเพราะจะกลับกลายไปกระตุ้นอาการสมาธิสั้น เป็นการทำให้
อาการแย่ลงไปอีก

พ่อแม่ต้องมีความเข้าใจ อดทน มีความหนักแน่นในหลักการ และที่สำคัญต้องไม่ใช้ความรุนแรงในการ
ลงโทษ โดยเปลี่ยนเป็นการลงโทษโดยการตกลงกันไว้ก่อนแทน เช่น งดเวลาการดูโทรทัศน์ลงแทน เมื่อ
ทำไม่ตรงตามกติกา เป็นต้น

ผู้ปกครองสามารถพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อการตรวจยืนยันและการรักษาได้ตามโรงพยาบาลใหญ่ของรัฐ
เช่น ร.พ. จุฬา / รามา / ศิริราช / พระมงกุฏ / ภูมิพล / วชิระพยาบาล เป็นต้น หรือโรงพยาบาลเฉพาะทาง
เช่น  ร.พ. บ้านสมเด็จ / ร.พ.ประสาทไวทโยปถัมภ์ / ร.พ.ศรีธัญญา เป็นต้น

bar5.jpg (6486 bytes)

 

 

 

 

 

 

 

 

กลุ่มอาการดาวน์เป็นกลุ่มอาการที่มี ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 มีเพิ่มขึ้นมาอีก 1 โครโมโซม
เด็กจะมีหน้าตาลักษณะเฉพาะของโรค มีภาวะปัญญาอ่อน อาจมีความผิดปกติของโรคหัวใจ พิการแต่
กำเนิด โรคทางเดินอาหาร กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก ไม่สบายบ่อยๆ

ลักษณะเฉพาะนี้ เราจะพบจากจอทีวี คือลักษณะของคุณสายัณห์ ตลกคณะคุณเด๋อ ดอกสะเดา
ซึ่งเป็นลักษณะกลุ่มอาการดาวน์ ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธ์ที่พบบ่อย

การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดสามารถบอกการวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมได้เพื่อให้คู่สามีภรรยา
ด้รับข้อมูลแต่ต้นเพื่อประกอบการตัดสินใจหรือเตรียมตัวเตรียมใจแต่เนิ่นๆ

มีข้อบ่งชี้ในการต้องมารับการตรวจวินิจฉัยขณะที่ตั้งท้องอ่อนๆก็คือ

หญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี ขณะตั้งครรภ์  เคยมีลูกที่มี
ความผิดปกติของโครโมโซมมาก่อน เช่นเป็นกลุ่มอาการดาวน์ เป็นต้น หรือมีความเสี่ยงสูงที่จะอาจได้ลูกเป็นโรคทางกรรมพันธ์

การตรวจ

ประกอบด้วยการตรวจ Ultrasound ตรวจเลือด ที่เรียกว่า Blood Screening รวมทั้งวิธีใหม่ก็คือ
การตรวจปัสสาวะ หรือ Urine Screening เมื่อได้ข้อมูลแล้วคุณหมอก็จะพิจารณาการเจาะน้ำคร่ำ
เมื่อให้ได้การวินิจฉัยโรคของทารก ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา วิทยาการที่พัฒนาการไปก็เพื่อ
ความสะดวก ไม่เจ็บ หลีกเลี่ยงอันตราย และความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค
สังคมไทยยังคงมีผู้ที่หวาดหวั่นกับข้อมูลที่ตรวจพบ ไม่ตรวจดีกว่า เกรงว่าจะทราบว่าเป็นโรคอะไร
แต่ในโลกของข้อมูลข่าวสารที่กว้างไกลมากในปัจจุบัน
การทราบข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำจะเป็นความกระจ่างชัดต่อการตัดสินใจ เตรียมตัว
เตรียมการ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกๆฝ่ายครับ

โดย นพ.จักรพันธ์ สุศิวะ กุมารแพทย์

การตรวจปัสสาวะเพื่อหาอาการ Down Syndromeในครรภ์

นักวิจัยจาก Yale University ได้ ทดลองนำปัสสาวะของหญิงมีครรภ์มาตรวจหา
อาการ Down Syndromeที่อาจเกิดกับทารก
โดยนักวิจัยกลุ่มนี้ หวังว่าจะสามารถ
หา Hyperglycosylated HCG ได้จากตัวอย่างของปัสสาวะโดยไม่ต้องอาศัยการ
เจาะเลือด และถ้าสามารถหาได้ผลทดสอบอาจจะแม่นยำกว่าการทำ Screening Test
สำหรับการทดสอบที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันนั้น จะต้องนำหญิงมีครรภ์มา Screen 
หาความเป็นไปได้ในความผิดปกติจาก Down Syndrome จากนั้นจะต้องทดสอบ
ในขึ้นที่สองด้วยการทำ Amniocentesis คือ การเจาะถุงน้ำคร่ำขณะตั้งครรภ์ 
เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ อาการ Down Syndrome ที่เกิด
กับเด็กทารกนั้น สร้างความหนักใจให้กับครอบครัวมากเป็นอันดับต้น ๆ อีกทั้ง
ปัญหาดังกล่าวยังเกิดขึ้นในอัตราที่ค่อนข้างมากคือ
เด็กทารกแรกเกิด ๗๐๐ คนจะมีอาการ Down Syndrom เสีย ๑ คน โดยเด็กที่เป็น 
Down Syndrome นั้น จะมีโครโมโซมเกินมา ๑ โครโมโซม

การทดสอบครั้งล่าสุดนั้นให้ผลแม่นยำกว่าการตรวจเลือด Dr. Maurice Mahoney 
และ Dr. Ray Bahado-Singh แห่ง Yale บอกว่า พวกเขาได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการ
ตรวจปัสสาวะเพื่อค้นหาความผิดปกติจาก Down Syndrome โดยได้ ทดลองกับหญิง
ตั้งครรภ์จำนวน ๑๐,๐๐๐ คน
โดยผู้ที่เข้าร่วมการทดลองนั้นจะต้องผ่านการตรวจ 
Ultrasound ตรวจเลือด ที่เรียกว่า Blood Screening รวมทั้งวิธีใหม่ก็คือการตรวจ
ปัสสาวะ หรือ Urine Screening เพื่อนำผลที่ได้จากการตรวจ แต่ละอย่างมาเปรียบเทียบ
กัน

การทดลองโดยการตรวจปัสสาวะนั้น ได้ทำที่ Yale ในขณะที่ Quest Diagnostics แห่ง
มลรัฐ New Jersey เป็นผู้ติดตามผล และพบว่า ผู้ที่เข้ารับการทดสอบจำนวนครึ่งหนึ่ง 
ที่ทาง Quest Diagnostics ดูแลอยู่นั้น ได้ทารกที่เป็นไปตามที่ Yale ได้ให้ข้อมูลจาก
การทดสอบไว้แต่สำหรับในภาพรวมแล้ว ได้ข้อมูลที่สรุปได้ว่า การตรวจหาอาการ 
Down Syndrome จาก
ปัสสาวะ ให้ผลถูกต้องร้อยละ ๘๐ ในขณะที่การทดสอบ
จากเลือดนั้น มีความผิดพลาดประมาณร้อยละ ๔๐

Cover Story from CNN Health
http://www.cnn.com/1999/HEALTH/women/12/07/health.down/index.html

ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับกลุ่มอาการดาวน์ ซินโดรม การเลี้ยงดูแลลูกที่มีอาการดาวน์


bar5.jpg (6486 bytes)

 


ThaiL@bOnline
Email : info@thailabonline.com
Phone : (02) 803-7310-11 , 803-7747   Fax : (02) 803-6705 ext 0

 

   

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2004 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.