BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top

หวัดภูมิแพ้   
    หวัดแพ้อากาศ 
    โรคแพ้อากาศ /
    Allergic Rhinitis
    Hay fever

หอบหืด 
    
  Asthma
แนวทางการรักษาโรค
     หอบหืด สำหรับผู้ใหญ่

แนวทางการรักษาโรค
     หอบหืด สำหรับเด็ก


ต่อมทอลซิลอักเสบ  
      Tonsilitis

การอักเสบภายในลำคอ
      Pharyngitis

ไข้หวัดใหญ่     
      Influenza


เลือดกำเดา 
      Nose Bleed
ไซนัส  
     Sinusitis

 

วัณโรคปอด/ฝีในท้อง  
     Pulmomary   
    Tuberculosis
ปอดอักเสบ   
    Pneumonia


อีสุกอีใส 
     Chickenpox
หัดเยอรมัน  
     Rubella




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์



  หวัดภูมิแพ้ หวัดแพ้อากาศ โรคแพ้อากาศ / Allergic Rhinitis-Hay fever

หวัดจากการแพ้ (หวัดภูมิแพ้ หวัดแพ้อากาศ โรคแพ้อากาศ ก็เรียก) จัดเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง
ซึ่งพบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย มักมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง เป็นแรมเดือนแรมปี น่ารำคาญ
แต่ไม่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรง
ผู้ป่วยมักมีประวัติโรคภูมิแพ้ในอดีตหรือในครอบครัว เช่น หืด ลมพิษ ผื่นคัน หรือ เป็นหวัดจาม
บ่อย ๆ

สาเหตุ
เกิดจากการแพ้สิ่งต่าง ๆ โดยมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์

อาการ
มีอาการเป็นหวัดคัดจมูก จามบ่อย น้ำมูกมีลักษณะใส ๆ 
มักมีอาการคันในจมูก คันคอ คันตา น้ำตาไหล แสบคอ หรือไอแห้ง ๆ (แบบระคายคอ) ร่วมด้วย
บางคนอาจมีอาการปวดตื้อตรงบริเวณหน้าผาก หรือหัวคิ้ว
อาการมักเกิดประจำตอนเช้า ๆ หรือเวลาถูกอากาศเย็น หรือฝุ่นละออง หรือสารแพ้อื่น ๆ
บางคนจะเป็นตอนช่วงเช้า ๆ พอสาย ๆ ก็หายได้เอง
บางคนอาจมีอาการเป็นประจำตลอดทั้งปี บางคนอาจเป็นมากในบางฤดูกาล
ในรายที่เป็นมาก ๆ อาจทีอาการหายใจดังวี้ดคล้ายหืด

สิ่งตรวจพบ
เยื่อจมูกบวมและซีด หรือเป็นสีม่วงอ่อน ๆ ต่างจากไข้หวัด หรือไซนัสอักเสบ  ซึ่งเยื่อจมูกจะมี
ลักษณะบวมและออกสีแดงมักพบน้ำมูกลักษณะใส ๆ (ถ้าน้ำมูกมีสีเหลืองหรือเขียว แสดงว่ามี
การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม หรือ เป็นไซนัสอักเสบ) บางคนอาจพบเยื่อตาขาวออกแดงเล็กน้อย

อาการแทรกซ้อน
โดยทั่วไปมักไม่มีโรคแทรกซ้อนร้ายแรง ในรายที่เป็นเรื้อรังนาน ๆ อาจมีแบคทีเรียซ้ำเติม 
ทำให้กลายเป็นไซนัสอักเสบ  หรือไม่บางรายอาจเป็นเนื้องอกในรูจมูก

การรักษา
1. แนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตว่าแพ้อะไร แล้วพยายามหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ ก็อาจช่วยให้อาการดีขึ้น 
    เช่น มีอาการขณะกวาดบ้าน หรือถูกฝุ่น ก็แสดงว่าแพ้ฝุ่น ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงได้ โรคก็อาจทุเลา
    ลงได้, ถ้าเป็นขณะอยู่ในห้องนอน ก็อาจแพ้ที่นอน (นุ่น), มีอาการขณะเล่นกับสัตว์เลี้ยง ก็อาจแพ้
    ขนสัตว์ เป็นต้น
2. ถ้ามีอาการคัดจมูก แน่นจมูก น้ำมูกไหลมาก หรือไอจนน่ารำคาญ ควรให้กินยาแก้แพ้ เช่น
    คลอร์เฟนิรามีน  ครั้งละ 1/2 - 1 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง (ถ้าเป็นเฉพาะช่วงเช้า หลังตื่นนอน อาจให้
    เพียงวันละครั้ง ตอนก่อนนอน)
    ถ้าคัดจมูกมาก อาจใช้ยาป้ายจมูกเอฟีดรีน  หรือให้กินยาแก้คัดจมูก เช่น สูโดเอฟีดรีน  ครั้งละ 
    1/2-1 เม็ด ควบด้วย มียาหลายยี่ห้อที่มียาแก้แพ้กับยาแก้คัดจมูกผสมอยู่ในเม็ดเดียวกัน เช่น แอกติเฟด 
    (Actifed), ไดมีแทป (Dimetapp) เป็นต้น ซึ่งช่วยให้สะดวกในการใช้ถ้าไอมากให้
    กินยาระงับการไอ  ร่วมด้วยยาเหล่านี้ให้กินเมื่อมีอาการจนน่ารำคาญ เมื่ออาการดีขึ้นก็ให้หยุดยา
     แต่ถ้ากำเริบใหม่ ก็ให้กินใหม่ บางคนที่เป็นอยู่ประจำทุกวัน ก็อาจต้องคอยกินยาไปเรื่อย ๆ 
3. ถ้ากินยาแล้วยังไม่ได้ผล หรือเป็นเรื้อรังนาน ๆ ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องพิจารณาเปลี่ยนให้
    ยาแก้แพ้ชนิดอื่น ๆ เช่น ไดเฟนไฮดรามีน , บรอมเฟนิรามีน (Brompheniramine) หรืออาจให้ยาแก้แพ้
    ที่ออกฤทธิ์นาน เช่น เดกซ์โทรคลอร์เฟนิรามีน มาลีเอต 
    (มีชื่อยี่ห้อว่า Polaramine) กินวันละ 1 เม็ด ตอนก่อนนอนถ้าจำเป็น อาจให้สเตอรอยด์ชนิดพ่นจมูก
    ในบางรายอาจต้องทำการทดสอบผิวหนัง (skin test) ว่าแพ้สารอะไร แล้วให้การรักษาโดยการทำ
    ดีเซนซิไทเซชัน (desensitization ) หรือ การลดการแพ้ กล่าวคือ ฉีดสารที่แพ้ เข้าร่างกายทีละน้อยๆ
    เป็นประจำทุก 1-2 สัปดาห์ นานเป็นปี ๆ ซึ่งค่ารักษาค่อนข้างแพง ส่วนการรักษาบางคนก็ได้ผลดี แต่
    บางคนก็ไม่ได้ผล

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง ไม่ค่อยหายขาด ถ้าอาการไม่มากพอทนได้ ก็ไม่จำเป็นต้องกินยาอะไรทั้งสิ้น
    ถ้าจำเป็นก็แนะนำให้ผู้ป่วยกินยาแก้แพ้ แก้คัดจมูก หรือแก้ไอ และควรห้ามมิให้ผู้ป่วยซื้อยาชุดกินเอง
    เพราะมักเข้ายาสเตอรอยด์  และยาปฏิชีวนะ  ซึ่งถ้ากินไปนาน ๆ ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง
    แทรกซ้อนได้
2. การใช้ยาปฏิชีวนะ  ไม่มีความจำเป็นในการรักษาโรคนี้ ยกเว้นในรายที่น้ำมูกเหลืองหรือเขียวหรือ
    สงสัยเป็นไซนัสอักเสบ 
3. ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาพ่นจมูก ควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาสั่งใช้ เพราะยาบางชนิดที่เข้ายาแก้แพ้
    หรือแก้คัดจมูก เมื่อหยอดบ่อยเกินไป ก็อาจทำให้เยื่อจมูกอักเสบมากยิ่งขึ้นได้
4. ควรแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ อาจช่วยให้
    โรคภูมิแพ้ทุเลา หรือหายขาดได้นอกจากนี้ การผ่อนคลายความเครียด (เช่น ทำใจให้เบิกบาน ฝึกสมาธิ)
    ก็อาจมีส่วนช่วยให้โรคทุเลาได้
5. ในกรณีเป็นหวัด คัดจมูก โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน นานเกิน 2 สัปดาห์ควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ


หมายเหตุ
โรคภูมิแพ้ (Allergic disorders) เกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่แพ้ แล้วปล่อยสารแพ้ เช่น
 ฮิสตามีน (Histamine) ออกมา ถ้าสารแพ้นี้มาแสดงปฏิกิริยาที่ผิวหนังก็ทำให้เป็นโรคแพ้ทางผิวหนัง
 เช่น ลมพิษ , ผื่นคันหรือเอกซีม่า  เป็นต้น, ถ้าแสดงออกที่ตาก็กลายเป็นโรคเยื่อตาขาวอักเสบ,   ถ้า
 แสดงออกที่จมูกก็กลายเป็นหวัดแพ้อากาศ , ถ้าแสดงออกที่หลอดลมก็กลายเป็นหืดโรคนี้มักมีสาเหตุ
 จากกรรมพันธุ์ คือ มีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้องเป็นโรคภูมิแพ้อยู่ด้วย นอกจากนี้ อารมณ์กับจิตใจ
 ก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการได้เช่นกัน ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาจแสดงออกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือ
 หลาย ๆ อย่างพร้อมกันก็ได้
 สิ่งที่แพ้ (Allergen) มักได้แก่ ความเย็น ความร้อน แดด ฝุ่น ขนสัตว์ ละอองเกสร นุ่น (ที่นอน หมอน)
 ไหม อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ไข่ แมลง เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ตัวไร พยาธิ สารเคมี โลหะ เหล้า (แอล
 กอฮอล์) ยา (แอสไพริน เพนิซิลลิน ซัลฟา) เป็นต้น
 ผู้ป่วยมักจะแพ้สารได้หลาย ๆ อย่าง และมีโอกาสแพ้ยาได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้ จึงควร
 ระมัดระวังในการใช้ยาสำหรับผู้ป่วยโรคนี้
 การแพ้อาจเกิดขึ้นโดยการสัมผัส สูดดม กิน หรือฉีดเข้าร่างกายทางใดทางหนึ่ง โรคภูมิแพ้ทุกชนิด
 รวมกันแล้ว พบได้ประมาณ 30% ของคนทั่วไป 



 

 

 

 

 

 

 

 

 

หืดเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะตีบตัวของหลอดลม  ทำให้
มีอาการ หายใจหอบเหนื่อยเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง พบบ่อยในคนทุกวัย  มักมี
อาการครั้งแรก ในวัยเด็กหรือวัยหนุ่มสาว แต่ก็อาจเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในผู้
สูงอายุก็ได้ โรคนี้ใน บ้านเราพบได้ประมาณ 4-6% ของคนทั่วไป

สาเหตุ
เกิดจากหลอดลมมีความไวต่อสิ่งเร้ามากกว่าปกติ ร่วมกับการอักเสบของหลอดลม เป็นสาเหตุให้
มีการหดเกร็งของหลอดลม จนหลอดลมตีบแคบ ลมหายใจเข้าออกลำบาก ซึ่งอาจหายกลับเป็นปกติ
ได้เอง หรือภายหลังการให้ยารักษาโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ มักมีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย
 หรือญาติพี่น้องเป็นหืด หรือโรคภูมิแพ้อื่น ๆ เช่น หวัดจากการแพ้ ไซนัสอักเสบ หรือลมพิษผื่นคันอยู่
เป็นประจำ ผู้ป่วยมักมีอาการกำเริบเมื่อสัมผัสสิ่งที่แพ้ เช่น ความเย็น เชื้อรา ไรบ้าน ฝุ่นละออง ควัน
บุหรี่ ควันธูป ควันท่อไอเสีย ที่นอน ขนสัตว์ ดีดีที ยา อาหารบางชนิด เป็นต้น

นอกจากนี้การติดเชื้อของทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ก็มักจะทำให้อาการกำเริบได้
บางครั้งความเครียด การกินแอสไพริน ยากลุ่มต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์  หรือยากลุ่มปิดกั้นบีตา
ที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง หรือการออกกำลังกายมากเกินไป ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการได้

อาการ
แน่นอึดอัดในหน้าอก หายใจลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหายใจออก ถ้าเป็นมาก ๆ จะลุกขึ้นนั่ง
ฟุบกับโต๊ะหรือพนักเก้าอี้และหอบตัวโยน มีเสียงดังฮืด ๆ ผู้ป่วยมักจะไอมาก มีเสลดเหนียว อาจมี
อาการคัดจมูก คันคอเป็นหวัด จามนำมาก่อนมักจะเป็นตอนกลางคืนเวลาสัมผัส หรือกินถูกสิ่งที่แพ้ 
เวลาเครียด หรือออกกำลังมาก ๆ ส่วนใหญ่จะไม่มีไข้ ในรายที่มีไข้มักเป็นหืดร่วมกับอาการของ
ไข้หวัด หรือหลอดลมอักเสบ

สิ่งตรวจพบ
ขณะมีอาการหอบ ใช้เครื่องฟังปอดจะได้ยินเสียงวี้ด (wheezing) ที่ปอดทั้ง 2 ข้าง และช่วงหายใจ
ออกจะยาวกว่าปกติ (ขณะไม่มีอาการจะตรวจไม่พบอะไร) ถ้าพบว่ามีความดันเลือดสูง เท้าบวม หรือ
ใช้เครื่องฟังตรวจปอดได้ยินเสียงกรอบแกรบ ควรนึกถึงภาวะหัวใจวาย

อาการแทรกซ้อน
ถ้าเป็นรุนแรงจะมีอาการหอบติดต่อกันนาน ดังที่แพทย์เราเรียกว่า สเตตัส แอสมาติคัส (status
asthmaticus) อาจเป็นอันตรายถึงตายได้
ในรายที่เป็นเรื้อรัง อาจทำให้เป็นโรคถุงลมพอง, หลอดลมอักเสบ , ปอดอักเสบ , ปอดแฟบ
(atelectasis), ปอดทะลุ

การดูแลรักษา
1. เมื่อมีอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน ให้สูดดมยากระตุ้นบีตา 2 (ย10.3) ทันที อาจให้ซ้ำทุก 20
นาทีในชั่วโมงแรกของการรักษา (เมื่อดีขึ้น จึงเปลี่ยนให้ยาซ้ำ ทุก 4-6 ชั่วโมง) ถ้าไม่มียาชนิดสูดดม
ให้ฉีดยากระตุ้นบีตา 2  หรืออะดรีนาลิน  เข้าใต้ผิวหนัง ฉีดซ้ำได้ทุก 20-30 นาที อีก 1-2 ครั้ง (ดูขนาด
และข้อควรระวัง ใน "ภาค 3 การใช้ยา" )
ในรายที่หอบรุนแรง อาจให้เดกซาเมทาโซน  5-10 มก. (เด็ก 0.2 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม)
ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ หรือให้กินเพร็ดนิโซโลน 30-60 มก. (เด็ก 1-2 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม)
ร่วมด้วยตั้งแต่แรก เมื่อดีขึ้นควรให้กินเพร็ดนิโซโลน ต่อวันละครั้ง หลังอาหารเช้าทุกวัน แต่ควรค่อยๆ
ลดขนาดยาลง จนสามารถหยุดยาภายใน 1-3 สัปดาห์
ถ้าให้ยาดังกล่าว หลัง 1 ชั่วโมงแล้วยังไม่ทุเลา ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องให้ อะมิโนฟิลลิน ชนิดฉีด 
2 หลอด (เด็กให้ 4 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) ผสมในน้ำเกลือ 500 มล. หยดเข้าหลอดเลือดดำ
ซ้ำทุก 6-8 ชั่วโมง เพิ่มเติมจากยาดังกล่าว นอกจากนี้อาจต้องให้น้ำเกลือและออกซิเจน จนกว่าอาการ
จะทุเลาผู้ป่วยที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล
- ไม่ตอบสนองต่อการรักษาข้างต้น ภายใน 1-2 ชั่วโมง
- มีประวัติเคยมีอาการหอบหืดรุนแรง หรือเคยรับการรักษาในห้องอภิบาลผู้ป่วย (ไอซียู) เนื่องจาก
  โรคหืดมาก่อน
- มีอาการหอบต่อเนื่องมานาน ก่อนที่จะมาพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล
- การเดินทางจากบ้านมาโรงพยาบาลมีความไม่สะดวก

2. ในรายที่เป็นเรื้อรัง ผู้ป่วยอาจมีอาการเปลี่ยนแปลงตามภาวะต่าง ๆ เช่น การแพ้ การเป็นโรคติดเชื้อ
    ของทางเดินหายใจ การใช้ยาที่อาจทำให้เกิดอาการกำเริบ การรักษาจึงจำเป็นต้องปรับยาตาม
    ความรุนแรงของโรค ดังนี้
(1) ผู้ป่วยที่มีอาการเพียงเล็กน้อย กล่าวคือ มีอาการหอบน้อยกว่า 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีอาการ
    หอบตอนกลางคืนน้อยกว่า 1-2 ครั้งต่อเดือน ให้ยากระตุ้นบีตา 2  ชนิดสูด หรือชนิดกินเมื่อมีอาการ 
(2) ผู้ป่วยที่มีอาการปานกลาง กล่าวคือ มีอาการหอบมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีอาการหอบ
   ตอนกลางคืนมากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน เวลาหอบอาจมีผลต่อการทำกิจกรรม และการนอนของผู้ป่วย
   ให้ใช้ยากระตุ้นบีตา 2 ชนิดสูด หรือชนิดกินเป็นประจำ ทุก 6-8 ชั่วโมง ถ้ามีอาการหอบตอนดึก 
   หรือเช้ามืด ให้กินยาทีโอฟิลลีนชนิดออกฤทธิ์ยาว 
(3) ถ้าให้ยาตามข้อ (2) แล้วยังมีอาการหอบกำเริบ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดการอักเสบ ได้แก่
   ยาสเตอรอยด์ชนิดสูด (ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อยกว่าชนิดกิน) หรือ โซเดียม โครโมไกลเคต (Sodium
   cromoglycate) ชนิดสูด เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน หรือจนกว่าจะควบคุมอาการได้
   ยาเหล่านี้ไม่ได้ช่วยในขยายหลอดลม แต่จะไปลดการอักเสบของหลอดลม จึงใช้เป็นยาป้องกัน
   ไม่ใช่เพื่อการรักษาอาการหอบ ดังนั้นถ้าหากยังมีอาการหอบ ควรใช้ยากระตุ้นบีตา 2 สูด เมื่อมี
   อาการพร้อมกันไปได้ด้วย
(4) ในรายที่มีอาการหอบรุนแรงและเรื้อรัง แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาให้ยาหลายขนานพร้อมกัน เช่น
   ให้สเตอรอยด์ชนิดสูด ร่วมกับกินทีโอฟิลลีนชนิดออกฤทธิ์ยาว และยากระตุ้นบีตา 2 ชนิดสูด หรือกิน
   หรืออาจจำเป็นต้องให้เพร็ดนิโซโลน (ย12) กินร่วมด้วย ถ้าจำเป็นต้องให้ยานี้เป็นเวลานาน ควรใช้
   ในขนาดไม่เกิน 10 มก.ต่อวัน เมื่ออาการดีขึ้น จึงจะค่อย ๆ ลดขนาดลง และหยุดยานี้ในที่สุด
   ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจต้องทำการตรวจสภาพของปอด เพื่อ
   ประเมินความรุนแรงของโรค และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการรักษา

3. สำหรับเด็กที่เป็นโรคหืดเรื้อรัง แต่ไม่รุนแรง อาจให้ยาป้องกัน โดยให้กินคีโตติเฟน (Ketotifen)
   ซึ่งเป็นยาในกลุ่มแก้แพ้ (แอนติฮิสตามีน) มีฤทธิ์ป้องกันการอักเสบในหลอดลม ให้กินในขนาด
   ครั้งละ 0.01 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม วันละ 2 ครั้ง เช้ากับเย็น (ยา 1 เม็ด หรือ 1 ช้อนชา มีตัวยา
   1 มก.) ควรกินติดต่อกันเป็นระยะยาว จะช่วยป้องกันมิให้อาการกำเริบได้ ผลข้างเคียงคือ อาจทำให้
   ง่วงซึมได้ ซึ่งในเด็กพบได้น้อย

4. ในบางรายแพทย์อาจแนะนำให้ฉีดยาทดสอบว่าแพ้สารอะไร แล้วฉีดสารนั้นทีละน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ
   เพื่อลดการแพ้ เรียกว่า "ดีเซนซิไทเซชัน" (desensitization) ซึ่งได้ผลดีในเด็ก ส่วนในผู้ใหญ่ได้ผล
   ไม่สู้ดี แต่ค่าใช้จ่ายสูง และอาจมีอาการแพ้ที่รุนแรงได้ จำเป็นต้องฉีดในที่ ๆ มีความพร้อมในการ
   ช่วยเหลือ ถ้าเกิดการแพ้ วิธีนี้จะใช้กับเด็กที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และอาการไม่ดีขึ้นหลัง
   การใช้ยาหรือไม่สามารถทนต่อผลข้างเคียงของยา

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้มักจะเป็นเรื้อรัง บางรายก็อาจหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเริ่มมีอาการตั้งแต่เล็ก เมื่อโตขึ้น
    ก็มีโอกาสหายได้ หรือถ้าทราบสาเหตุการแพ้แน่ชัด เมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ได้ ก็อาจทุเลาได้เช่นกัน
    ดังนั้นจึงควรสังเกตว่าแพ้อะไร
2. ผู้ป่วยควรเรียนรู้วิธีใช้ยา โดยเฉพาะการใช้ยาสูดให้ถูกต้อง และรู้จักปรับขนาดยา ในกรณีที่กำเริบ
    รุนแรงก่อนไปพบแพทย์
3. ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วย
   3.1 ควรติดตามการรักษาแพทย์เป็นประจำ เพื่อปรับยาตามขนาดความรุนแรงของโรค และเฝ้าระวัง
         ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
   3.2 อย่าใช้ยาชุด หรือยาลูกกลอนไทยด้วยตนเอง เพราะยาเหล่านี้มักมีสเตอรอยด์ผสม แม้ว่าอาจจะ
         ใช้ได้ผล แต่ต้องใช้เป็นประจำ ซึ่งทำให้มีผลข้างเคียงของยาชนิดนี้ตามมา หากจะใช้ยาเอง ควร
         ปรึกษาแพทย์ให้แน่ใจ
   3.3 ผู้ป่วยสามารถทำงาน เรียนหนังสือ ออกกำลัง เล่นกีฬา เล่นดนตรีได้ตามปกติ ในการออกกำลังกาย
         ระวังอย่าให้เหนื่อยเกินไป ถ้ามีประวัติเคยหอบเวลาออกกำลังกาย ควรใช้ยาสูดก่อนออกกำลัง 
         15-30 นาที เพื่อป้องกันอาการหอบกำเริบ การบริหารร่างกายที่พอเหมาะ และการเล่นดนตรี อาจมี
         ส่วนช่วย ให้อาการดีขึ้นได้
   3.4 รักษาร่างกายให้อบอุ่น และพยายามอย่าให้เป็นหวัด เพราะความเย็นและไข้หวัด อาจทำให้อาการ
          กำเริบได้
   3.5 หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ และยาลดความดันกลุ่มปิดกั้นบีตา
         เพราะอาจกระตุ้นให้อาการหอบกำเริบ เวลาพบแพทย์ด้วยโรคอื่น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่าเป็นโรค
         หืดอยู่ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการสั่งใช้ยาเหล่านี้
   3.6 อย่าสูบบุหรี่ หรือถูกควันบุหรี่ ควันธูป ควันท่อไอเสีย
   3.7 ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ เพื่อให้เกิดความอบอุ่นแก่ร่างกาย และให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้
         เสมหะขับออกได้ง่าย
   3.8 พยายามอย่าให้มีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ หรือคิดมาก จะทำให้จับหืดได้ การทำสมาธิ สวดมนต์ 
         ภาวนา ให้จิตใจสงบ อาจทำให้อาการดีขึ้นได้
   3.9 หัดหายใจเข้าออกลึก ๆ (โดยการเป่าลมออกทางปาก ให้ลมในปอดออกให้มากที่สุด) เป็นประจำ
         จะทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง สดชื่น อาจช่วยให้อาการดีขึ้นได้ 

 

 

 

 

 

 

 

 

   แนวทางการรักษาโรคหอบหืด สำหรับผู้ใหญ่

โรคหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ซึ่งมีผลทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมของผู้ป่วยมี
ปฏิกริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ ( Bronchial hypersensitivity) ทำ
ให้มีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวืดหรือหอบเหนื่อย จะเกิดอาการขึ้นในทันทีเมื่อได้รับสาร
ก่อภูมิแพ้ อาการเหล่านี้อาจหายไปได้เองหรือเมื่อได้รับยาขยายหลอดลม อุบัติการณ์ของโรคนี้พบได้
ประมาณ 4-6% ของประชากร

การวินิจฉัย
- มักมีประวัติ ไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวืด หอบเหนื่อย เป็นๆหายๆ
- มักมีอาการขึ้นได้ทันทีเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น อาการอาจหายไปได้เองหรือได้รับยาขยายหลอดลม
- ผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาและมีอาการรุนแรงขึ้น มักปรากฏอาการขึ้นในช่วงเวลากลางคืน
- มีประวัติแพ้ต่อสารกระตุ้น การติดเชื้อไวรัส ความเครียด ฝุ่นควัน เป็นต้น
- มีลักษณะอาการคันและอักเสบของเยื่อบุตา อาการคัดจมูกเรื้อรัง อาการจามบ่อย
- มีประวัติคนในครอบครัวเจ็บป่วยเป็นโรคหืด จะช่วยสนับสนุนในการวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยได้
- หลังออกกำลังกายแล้วมีอาการ ไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ที่สำคัญได้แก่    การวัดการอุดกั้นทางเดินการหายใจด้วยวิธี spirometer เช่นการวัด FEV1 หรือวัด
PEFR ด้วยเครื่อง peak flow meter  การตรวจวัดสมรรถภาพการทำงานของปอดทั้งก่อนและหลังให้
ยาขยายหลอดลม จะช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรคได้ดีมากขึ้น

การรักษา
ยาหลักที่ใช้ในการรักษาเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ ยาในกลุ่มนี้ประกอบด้วย
corticosteroids ชนิดสูดดม sodium cromoglycate และ nedocromil แพทย์จะเลือกใช้ยา
ในการ รักษาโดยใช้ขนาด และระยะเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้การหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้จะช่วย
ให้มีอาการที่ดีขึ้น เช่น ฝุ่นบ้าน เกสรดอกไม้ ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย การติดเชื้อไวรัสของทางเดินหาย
ใจส่วนต้น อารมณ์เครียด ความชื้น ความเย็นจัด เชื้อรา ไรฝุ่น  ควันธูป

การจัดระบบการถ่ายเทอากาศที่ดี หลีกเลี่ยงการใช้พรม นุ่น ขนสัตว์ ไว้ในห้องนอน
การใช้เครื่องปรับอากาศร่วมกับเครื่องกรองอากาศเพื่อลดจำนวนสารก่อภูมิแพ้ 

การจัดแบ่งผู้ป่วยตามความรุนแรงของอาการ เป็น 3 กลุ่มดังนี้
1. ผู้ป่วยโรคหืดที่มีอาการไม่มาก (Mild asthma) ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอาการหอบหืดน้อยกว่าสัปดาห์ละ 2
ครั้ง มีการหอบหืดในเวลากลางคืนต่ำกว่า 2 ครั้งต่อเดือน การตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด
ได้ค่า PEFR สูงกว่า ร้อยละ 80 ของค่า predicted  อาการที่เกิดขึ้นมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ
2. ผู้ป่วยที่มีอาการปานกลาง (Moderate asthma) ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการหอบหีดเกิดขึ้นมากกว่า 2
ครั้งต่อสัปดาห์  มีการหอบหืดในเวลากลางคืนมากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน การตรวจสมรรถภาพการทำ
งานของปอดได้ค่า PEFR ระหว่าง ร้อยละ 60-80 ของค่า predicted 
3. ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง (Severe asthma) ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการหอบหีดเกิดขึ้นบ่อยอาจมีทุกวัน
มีการหอบหืดในเวลากลางคืนบ่อยครั้งต่อเดือน อาจถึงกับไม่สามารถออกไปประกอบอาชึพตามปกติได้
มีประวัติหอบหืดอย่างรุนแรง การตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอดได้ค่า PEFR ต่ำกว่า ร้อยละ 
60-80 ของค่า predicted บางครั้งถึงแม้จะได้ยาขยายหลอดลมอย่างเต็มที่อาการก็ไม่ค่อยดีขึ้น

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคหอบหืดสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 กลุ่ม
- กลุ่มออกฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory agents)  ยาจะช่วยทำให้การอักเสบในผนัง
หลอดลมลดลง การใช้อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้อาการดีขึ้น
- ยาขยายหลอดลม ยาจะช่วยป้องกันและรักษาอาการหดเกร็งของหลอดลมที่เกิดขึ้น แต่จะไม่มีผลต่อ
การอักเสบที่เกิดขึ้นในผนังหลอดลม 

ยาในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory agents) ได้แก่
- Corticosteroids เป็นย่ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยทำให้ beta receptor ในหลอดลมทำงานได้ดีขึ้น
 สามารถให้ได้ทั้ง ฉีด รับประทาน และสูดดม ในผู้ป่วย acute attack มักจะให้
dexamethasone
 ขนาด 5-10 มก. ฉีดเข้าเส้นก่อน เมื่อผู้ป่วยดีขึ้นจึงลดขนาดลงและเปลี่ยนเป็นยา corticosteroids
 ชนิดรับประทาน ไม่ควรใช้เกิน 5-7 วัน
- Sodium cromoglycate เป็น non steroids anti-inflammatory drug ใข้โดยการสูดดม
 โดยยาจะออกฤทธิ์ขัดขวางการหลั่ง midiator จาก mast cell และลดการอักเสบที่เกิดขึ้นในผนัง
 หลอดลม ขนาด 10 มก. วันละ 3-4 ครั้ง ต้องรอประมาณ 4-6 สัปดาห์ยาจึงจออกฤทธิ์ได้เต็มที่
- Nedocromil sodium เป็น derivative ของ Sodium cromoglycate บริหารโดยการสูดดม
 มีประสิทธิภาพสูงกว่าถึง 4-10 เท่า ใข้ขนาด 4 มก.ต่อวัน วันละ 2-4 ครั้ง

ยาในกลุ่มยาขยายหลอดลม ได้แก่
- ยาขยายหลอดลมในกลุ่ม beta 2-agonist นอกจากขยายหลอดลมแล้ว ยังทำให้ mucocillary
 clearance ดีขึ้น อยู่ได้นาน 4-6 ชม. การใช้การฉีดเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง หรือเนื่องจาก
 ใช้วิธีสูดดมแล้วไม่ได้ผล ขนิดรับประทานไม่นิยมเพราทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนแบบมือสั่น ใจสั่น
 แนะนำให้ใช้ในกรณีผู้ป่วยโรคหืดที่มี acute severe attack
- Methylxanthines ในปัจจุบันมีทีใช้น้อยลง theophylline มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการหอบหืด
 ในเวลากลางคืน จจำเป็นต้องมีการตรวจระดับของยาเป็นระยะๆ เนื่องจากระดับเป็นพิษกับระดับรักษา
 ใกล้เคียงกัน
- Anticholinergics ยานี้ออกฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของ cholinergic receptor ในหลอดลม
 ฤทธิ์ในการขยายหลอดลมจะช้า และขยายได้น้อยกว่ากลุ่ม beta 2-agonist เป็นยาที่ใช้กันทางการ
 สูดดม ขนาดที่ใช้ 0.4 มก. วันละ 3-4 ครั้ง ยานี้จะใช้ต่อเมื่อใช้ยาในกลุ่ม beta 2-agonist ไม่ได้ผล
 หรือแพ้ยากลุ่ม beta 2-agonist

คนไข้ในกลุ่มที่อาการไม่มาก mild asthma แนะนำให้ใช้ยาในกลุ่ม beta 2-agonist สูดดมเมื่อ
มีอาการ หรือใช้ยาขยายหลอดลมเป็นครั้งคราวคนไข้ในกลุ่มอาการปานกลาง moderate asthma
ทุกรายควรได้รับยา anti-iflammatory เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน corticosteroids ชนิดสูดดม
ในขนาด 200-800 ไมโครกรัม/วัน หรือใช้ sodium cromoglycate แทน
คนไข้ในกลุ่มอาการ
หนัก severe asthma ที่ออกฤทธิ์เรื้อรัง จำเป็นต้องใช้หลายขนานพร้อมๆกัน เช่นชนิดสูดดม
corticosteroids ขนาด 1000-2000 ไมโครกรัม ร่วมกับ theophyllin
และยา กลุ่ม beta 2
-agonist ที่ออกฤทธิ์นานชนิดสูดดม

เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้นและสามารถควบคุมอาการได้ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน แพทย์ตวรพิจารณาลด
ขนาดยาโดยเฉพาะยาตัวที่มีผลข้างเคีบงสูง เช่น corticosteroids ก่อน


แผนภูมิการรักษาตนเองเมื่อมีการกำเริบของโรคหืด

มีอาการไอ แน่นหน้าอก หอบเหนื่อย หายใจไม่ออก การตรวจพบ PEFR ได้ค่าน้อยกว่าร้อยละ 80 
ของคนปกติ ( การตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอด)

การรักษา ให้สูดดม beta 2-agonist เป็นระยะๆ แต่ไม่ควรเกิน 3 ครั้งต่อชั่วโมง

อาการดีขึ้น ค่า PEFR สูงกว่าร้อยละ 
80 ของค่าปกติ ให้ใช้ beta 2-agonist
ต่อทุก3-4 ชั่วโมงต่อไปอีกซัก 24-48
ชั่วโมง 
อาการดีขึ้นเล็กน้อย ค่า PEFR ได้
ร้อยละ 50-80 ของค่าปกติ ให้ผู้ป่วยใช้ 
beta 2 -agonist สูดดมทุก 3-4 ชั่วโมง ร่วมกับทานยา prednisolone ในขนาด
 20-40 มก. ต่อวัน 
อาการไม่ดีขึ้น และค่า PEFR ต่ำกว่า
ร้อยละ 50 ของค่าปกติ ให้ผู้ป่วย
สูดดม beta 2-agonist ทุก 20 นาที 
ร่วมกับทานยา prednisolone 
20-40 มก.ต่อวัน และรีบไปพบ
แพทย์โดยทันที
ติดต่อขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้รักษา รีบหาโอกาสไปพบแพทย์ที่รักษาโดยเร็ว เข้ารับการรักษาต่อในโรงพยาบาล 

โดยสมาคมโรคภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยาแห่งประเทศไทย และชมรมโรคหอบหืดแห่งประเทศไทย


 

 

 

 

 

 

 

 

ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าโรคหืดไม่ใช่โรคที่มีการหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดลมแต่อย่างเดียว
แต่เป็นโรคที่มีการอักเสบของหลอดลมอันเนื่องมาจากปัจจัยหลายชนิด ได้แก่ สภาวะแนวโน้มที่จะทำ
ให้เกิดการแพ้ของผู้ป่วย การกระทบกับสารแพ้และสิ่งกระตุ้น ต่างๆ ทำให้มีการหดตัวของหลอดลม มี
การบวมและอักเสบของเยื่อบุหลอดลม มีการสร้างน้ำเมือกมากขึ้น การรักษาจึงมุ่งไปในการรักษาการ
อักเสบของหลอดลมร่วมไปกับการใช้ยาขยายหลอดลมเป็นครั้งคราวตามอาการที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี
การที่พบว่าโรคหืดในเด็กมีความแตกต่างจากโรคหืดในผู้ใหญ่ หลายประการเช่น
- ในผู้ป่วยเด็กจะมีอัตราการหายจากโรคได้เมื่อมีอายุประมาณ 10 ปี ได้สูงถึงร้อยละ 45-50 และจาก
การวิจัยที่พบว่ามีผู้ป่วยเด็กอีกจำนวนหนึ่งที่หายจากโรคหืดเฉียบพลันได้ โดยไม่ต้องใช้ยาต้านอักเสบ
จากสาเหตุดังกล่าวจึงทำให้การรักษาในเด็กต่างไปบ้างจากการรักษาในผุ้ใหญ่บางตอน

การวินิจฉัยโรคหืดในเด็ก
- มีประวัติการหอบที่เป็นๆหายๆ หลายครั้งในอดีต อาการอาจเกิดในระหว่างออกกำลังกาย ในขณะ
เล่นในตอนเย็น มักเกิดร่วมกับการไอ แน่นหน้าอก หายใจไม่สดวก มีเสมหะมาก มีเสียงหวีดออกมา
จากปอด  อาการอาจหายไปได้จากการพักผ่อน หรือเมื่อได้รับยาขยายหลอดลม
- สิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคหืดในเด็กที่สำคัญมักเกิดจากการติดเชื้อของระบบหายใจส่วนบน หรือหลัง
ไปกระทบสารก่อภูมิแพ้ เช่น ขนแมว ฝุ่นละออง สารก่อให้เกิดการระคายเคือง การเปลี่ยนแปลงของ
อากาศ เป้นต้น
- มีประวัติของการเป้นดรคภูมิแพ้ในระบบอื่นๆ เช่นเป็นโรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง แพ้อาหาร เป็นต้น เป็น
ตัวช่วยสนับสนุนการป่วยเป็นโรคหืดมากขึ้น
- มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ หรือญาติมีประวัติเป็นโรคหอบหืด

การตรวจร่างกาย
ในช่วงเวลาปกติจะตรวจได้ยาก อย่างไรก็ดีผู้ป่วยจะมาหาหมอเมื่อมีอาการ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
1. หน้าอกโป่ง ถ้าเป็นเรื้อรังมานาน
2. การหายใจไม่สดวก และมีเสียงหวีด โดยเฉพาะตอนหายใจออกและเข้าแรงๆ
3. อาการไอ อาจไอห่างๆหรือถี่ บางครั้งมีเสมหะ มีสีขาวใสไปจนถึงเหลืองข้น (มีการติดเชื้อร่วม)
    การตรวจพิเศษ
    1. การวัดสมรรถภาพการทำงานของปอด
    2. การตรวจภาพรังสีทางทรวงอก
    3. การตรวจเลือด CBC ตรวจพบเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลสูงกว่าปกติ เป็นการสนับสนุนการป่วย
        เป็นโรคภูมิแพ้
4. การตรวจเสมหะเพื่อหา  เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิล และตรวจหาผลึก  Charcot Leyden Crystal
    ซึ่งเป็นสิ่งที่จะพบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคหืด
5. การตรวจทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง โดยมากกว่ารัอยละ 80 จะมีสภาวะแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้

การแบ่งระดับความรุนแรงของโรคหืดในเด็ก
- ระดับที่มีอาการไม่มาก Mild 
- ระดับปานกลาง Moderate
- ระดับรุนแรง Severe

แผนการรักษาโรคหืดแบบเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก mild เป็นผู้ป่วยที่มีอาการน้อยกว่า 1-2 ครั้ง
ต่อสัปดาห์  สมรรถภาพการทำงานของปอดยังปกติ  กลุ่มนี้ยังสามารถรักษาด้วยยา beta-agonist ชนิด
รับประทานหรือสูดดมได้ ในเด็กบางรายอาจเกิดอาการหลังการออกกำลังกายสามารถป้องกันได้โดยให้
ยากลุ่ม beta-agonist ก่อนออกกำลังกายประมาณ 1/2 ชั่วโมง 

แผนการรักษาโรคหืดในระดับปานกลาง กลุ่มนี้จะมีอาการเกิดขึ้นบ่อย เช่นสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง พร้อมกับ
มีอาการร่วมในตอนกลางคืนด้วย การวัดสมรรถภาพของปอดได้ค่าร้อยละ 60-80 ของค่าปกติ การรักษา
ในระดับนี้มีหลายวิธี เช่น
- เริ่มการรักษาด้วยยา beta 2-agonists อย่างสม่ำเสมอประมาณ 3-5 วัน ถ้ายังไม่ดีขึ้นให้เพิ่มใช้ยา
theopyllin  หรือ short acting ร่วมในการรักษา ตามเกณฑ์ของความถี่ อายุ และน้ำหนัก ถ้าอาการยัง
มีอยุ่มากให้เพิ่ม prophylactic drug เช่น inhaled corticosteroids, cromolyn sodium, 
ketotifen nedocromil ร่วมด้วย
- เริ่มให้การรักษาด้วย oral sustained-release theopyllin ร่วมไปกับการใช้ยา beta 2-agonists
เป็นครั้งคราว ถ้าใน 1-2 สัปดาห์อาการยังไม่น่าพอใจ อาจเพิ่มยา prophylactic drug เช่น 
inhaled corticosteroids,  cromolyn sodium, ketotifen nedocromil ร่วมด้วย
- เริ่มให้การรักษาด้วย prophylactic drug เช่น inhaled corticosteroids, cromolyn sodium,
ketotifen nedocromil ร่วมกับยา beta agonist เป็นครั้งคราว และถ้าอาการยังไม่น่าพอใจ อาจเพิ่มยา
oral sustained release theopyllin เข้าไปด้วย เป็นแนวทางที่เสนอไว้ใน 
International guidelines

แผนการรักษาโรคหืดในเด็กแบบรุนแรง ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะเป็นอาการต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา และเกิด
อาการหืดแบบเฉียบพลัน บ่อยครั้ง การตรวจสมรรถภาพของปอดได้ค่าน้อยกว่าร้อยละ 60 ของคนปกติ
ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ต้องใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน เช่น ใช้ inhaled corticosteroids เป็นประจำเพื่อควบคุม
อาการและการอักเสบภายในหลอดลม และใช้ regular bronchodilator ซึ่งมักจะเป็น sustained
release theopyllin ร่วมไปกับ beta agonist ในระยะแรกๆต้องใช้บ่อยครั้งเมื่ออาการเริ่มดีขึ้นจึงค่อย
ลดลงเป็นแบบครั้งคราว
เนื่องจากความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละคนจะไม่คงที่ เมื่อรักษาโรคไปซักระยะหนึ่งแล้ว อาการ
จะดีขึ้นหรือเลวลงได้ ดังนั้นแพทยืต้องประเมินอาการของผู้ป่วยเป็นระยะๆเพื่อปรับระดับของการรักษา
โดยใช้ยาชนิดต่างๆมากน้อยตามความจำเป็น

ลักษณะของโรค อาการแบบเรื้อรัง อาการแบบปานกลาง อาการแบบรุนแรงเฉียบพลัน
อาการก่อนการรักษา ไอหรือมีเสียงหวีดไม่เกิน
1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห
ไอหรือมีเสียงหวีดมากกว่า
1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ และต้อง
ไปพบแพทย์รักษา น้อยกว่า
3 ครั้ง ต่อปี
ไอหรือมีเสียงหวีดเกือบทุกวัน
เวลาเกิดอาการจะเป็นรุนแรง 
และต้องไปพบแพทย์เพื่อ
รักษา มากกว่า 3 ครั้ง ต่อปี
  และมีการนอนพักรักษาใน รพ.
มากกว่า 2 ครั้งต่อปี
อาการในช่วงปกติ ไม่มีอาการ 
หรือมีอาการน้อยมาก
มีการไอและหวีดเป็นครั้งคราว มีการไอและหวีดเป็นประจำ อยุ่เรื่อยๆ
แต่อาการก็ไม่มากนัก
ความสามารถในการ
ออกกำลังกาย
ออกกำลังกายพอได้ แต่วิ่งมากๆจะ
รู้สึกเหนื่อย
ขีดความสามารถในการออกกำลัง
กายลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน  
จะ เหนื่อยงายและไอ หลังออกกำลังกาย
ออกกำลังกายไม่ได้เลย เพราะ
เหนื่อยง่าย
อาการตอนกลางคืน เป็นน้อยกว่า 1-2 ครั้งต่อเดือน เป็น 2 - 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเกือบทุกคืน และมีอาการแน่น
หน้าอกในตอนเช้า
การไปโรงเรียน/ทำงาน ดีเป็นปกติ อาจจะมีการขาดเรียนบ้าง ขาดการเรียนบ่อย
การวัดสมรรถภาพ
การทำ งานของปอด
ค่า PEFR มากกว่าร้อยละ 80
 ของค่าปกติ 
ค่า PEFR อยู่ในข่วง 60- 80
 ของค่าปกติ 
ค่า PEFR น้อยกว่าร้อยละ 60
 ของค่าปกติ 
ผลของการรักษา ได้ผลดีหลังการใช้ bron
chodilators ภายใน 12-24 ชม.
โดยไม่ต้องใช้ยา steroids ไม่จำ
เป็นต้องใช้ยาเป็นประจำ
ต้องใช้ยาอยุ่เสมอๆ จำเป็นต้องใช้
ยาแบบ steroids เพื่อบรรเทา
อาการ acute asthma และต้อง
ใช้ยาป้องกัน prophylactic
drug ร่วมด้วย
ต้องใช้ยาอย่างเป็นประจำทุกวัน
และต้องใช้ยา steroids ในรูปพ่น
หรือรับประทาน

โดยสมาคมโรคภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยาแห่งประเทศไทย และชมรมโรคหอบหืดแห่งประเทศไทย



 

 

 

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.