BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top

  อีสุกอีใส 
     
Chickenpox
หัดเยอรมัน  
   
  Rubella
หัด
    Measles/Rubeora


ต่อมทอลซิลอักเสบ  
     Tonsilitis

การอักเสบภายในลำคอ
     Pharyngitis

ไข้หวัดใหญ่     
     Influenza


เลือดกำเดา 
     Nose Bleed
ไซนัส  
     Sinusitis


หวัดภูมิแพ้   
     หวัดแพ้อากาศ 
     โรคแพ้อากาศ /
     Allergic Rhinitis
     Hay fever

หอบหืด 
     Asthma

แนวทางการรักษาโรค
     หอบหืด สำหรับผู้ใหญ่

แนวทางการรักษาโรค
     หอบหืด สำหรับเด็ก

วัณโรคปอด/ฝีในท้อง  
     Pulmomary   
     Tuberculosis
ปอดอักเสบ   
 
 



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์



ลักษณะทั่วไป
หัดเยอรมันเป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีอาการไข้ และออกผื่นคล้ายหัด    แต่มี
ความรุนแรงและโรคแทรกซ้อนน้อยกว่าหัด เนื่องจากแพทย์ชาวเยอรมันเป็นผู้อธิบายว่า โรคนี้
เป็นโรคใหม่ที่ต่างจากหัดเป็นคนแรก โดยทั่วไป จึงเรียกโรคนี้ว่า หัดเยอรมัน  ส่วนในบ้านเรา
มีชื่อเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เหือด โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรง ถ้าเป็นกับเด็กหรือผู้ใหญ่ทั่วไปมักจะ
หายได้เอง โดยไม่มีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง

ที่สำคัญคือ ถ้าเกิดในหญิงตั้งครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก เชื้ออาจแพร่กระจายเข้าทารกในครรภ์
ทำให้ทารกพิการได้ โรคนี้มักพบระบาดในโรงเรียน โรงงาน ที่ทำงาน ที่มีคนอยู่กันมาก ๆ ในช่วง
เดือนมกราคมถึงเมษายน

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อหัดเยอรมัน เป็นไวรัสที่มีชื่อว่า รูเบลลา (Rubella) ซึ่งมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย
ติดต่อโดยการ ไอ จาม หรือ หายใจรดกัน เช่นเดียวกับไข้หวัด หรือหัด    ระยะฟักตัว 14-21 วัน

อาการ
มีไข้ต่ำ ๆ ถึงปานกลาง ร่วมกับมีผื่นเล็ก ๆ สีชมพูอ่อนขึ้นกระจายทั่วไป ผื่นมักอยู่แยกจากกันชัดเจน
(แต่อาจแผ่รวมกันเป็นแผ่นได้) เริ่มขึ้นที่หน้าผากตรงชายผม รอบปาก และใบหูก่อน แล้วลงมาที่
คอ ลำตัว และแขนขา ผื่นอาจมีอาการคันหรือไม่ก็ได้ ผื่นอาจขึ้นในวันเดียวกับที่มีไข้ หรือหลังมีไข้
1-2 วัน และมักจะจางหายภายใน 3-5 วัน โดยจางหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทิ้งรอยแต้มดำ ๆ ให้เห็น
เหมือนผื่นของหัดบางคนอาจมีผื่นขึ้นโดยไม่มีไข้ หรือมีไข้โดยไม่มีผื่น บางคนอาจมีอาการแสบตา
เคืองตา เจ็บคอเล็กน้อย ปวดเมื่อยตามตัวเล็กน้อย อาการโดยทั่วไปมักไม่ค่อยรุ่นแรง และดูท่าทาง
ค่อนข้างสบายบางคนอาจติดเชื้อหัดเยอรมัน โดยไม่มีอาการแสดงใด ๆ เลยก็ได้

สิ่งตรวจพบ
ไข้ 37.5 - 38.5 ํ ซ. ผื่นแดงเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วตัว ตาแดงเล็กน้อย
ที่สำคัญซึ่งบ่งชี้ถึงลักษณะของโรคนี้ คือ มีต่อมน้ำเหลืองโต (คลำได้เป็นเม็ดตะปุ่มตะป่ำ)ตรงหลังหู 
หลังคอ ท้ายทอย และข้างคอทั้ง 2 ข้าง

อาการแทรกซ้อน
อาจทำให้ข้อนิ้วมือนิ้วเท้าอักเสบเล็กน้อย สมองอักเสบอาจพบได้บ้าง แต่น้อยมาก
ข้อสำคัญ คือ ถ้าเป็นในหญิงมีครรภ์ 3 เดือนแรก อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ (ครรภ์ภายใน
เดือนที่ 1 พบทารกพิการถึง 10% - 50%, ภายในเดือนที่ 2 พบได้ 14%-25%, ภายในเดือนที่
3 พบได้ 6%-17% และหลังเดือนที่ 3 พบได้ 0-5%) ทำให้ทารกที่คลอดออกมาเป็นต้อกระจก
ต้อหิน หูหนวก หัวใจพิการแบบต่าง ๆ (ที่พบบ่อยคือ patent ductus arteriosus) เด็กน้ำหนักตัว
น้อยกว่าปกติ ตับอักเสบ (ดีซ่าน) ซีด มีจ้ำเขียวขึ้นตามตัว สมองอักเสบ ปัญญาอ่อน เป็นต้น 
ความพิการเหล่านี้อาจเกิดร่วมกัน หรือเป็นเพียงอย่างเดียวก็ได้ การช่วยเหลือให้สู่ภาวะปกติ
ทำได้น้อยราย เราเรียกทารกที่ติดเชื้อหัดเยอรมันขณะอยู่ในครรภ์ดังกล่าวนี้ว่า โรคหัดเยอรมัน
โดยกำเนิด (Congenital rubella)

การรักษา
1. สำหรับหัดเยอรมันที่พบในเด็ก และผู้ใหญ่ทั่วไป (ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์) ให้การรักษาตามอาการ
เช่น ยาลดไข้ , ถ้าคันทายาแก้ผดผื่นคัน   โดยทั่วไปมักจะหายภายใน 3-5 วัน
2. ถ้าพบในหญิงตั้งครรภ์ระยะ 3 เดือนแรก ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องตรวจเลือดพิสูจน์ 
ถ้าเป็นจริงควรแนะนำให้ทำแท้ง


ข้อแนะนำ
1. ควรอธิบายให้ประชาชนทั่วไปทราบว่า โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงที่เกิดกับคนทั่วไป ความ
รุนแรงมีน้อยกว่าหัดด้วยซ้ำไป แต่ที่สร้างปัญหา คือ ส่วนที่เกิดกับหญิงตั้งครรภ์อ่อน ๆ(ภายใน
ระยะ 3 เดือน) เท่านั้น ที่ทำให้ทารกในครรภ์เกิดมาพิการ
2. โรคนี้เป็นแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก เพราะภูมิต้านทานโรคไปชั่วชีวิต
3. หญิงที่เป็นหัดเยอรมัน ให้คุมกำเนิดไว้ 3 เดือน เพื่อความแน่ใจว่าทารกจะปลอดภัย
4. ในระยะที่มีการระบาดของโรค สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้ว ซึ่งยังไม่เคยฉีดวัคซีน หรือเคยเป็น
โรคนี้มาก่อน ควรคุมกำเนิดไว้ก่อนจนพ้นระยะระบาด ระหว่างนี้ควรฉีดวัคซีนป้องกัน
5. หญิงมีครรภ์ที่มีอาการไข้และมีผื่นขึ้น หรืออยู่ใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรคหัดเยอรมัน (แม้จะไม่ม
ีอาการอะไรเลยก็ตาม) ควรไปพบแพทย์ แพทย์มักจะเจาะเลือดตรวจ โดยเจาะอย่างน้อย 2 ครั้ง
ห่างกัน 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน สุดแล้วแต่แพทย์เห็นสมควร

ถ้าพบว่าเป็นหัดเยอรมัน สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรก แพทย์จะแนะนำให้ทำแท้ง
ส่วนครรภ์ในระยะเดือนที่ 7-9 ทารกมักจะปลอดภัย ส่วนครรภ์ในระยะเดือนที่ 4-6 ทารกอาจมี
โอกาสพิการ แต่น้อยมาก แพทย์จะตัดสินใจเป็นราย ๆ ว่าจำเป็นต้องทำแท้งหรือไม่

การป้องกัน
โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ถ้าฉีดครั้งแรกตอนอายุ 9-15 เดือน ควรฉีดกระตุ้นอีก
ครั้งเมื่ออายุ 12-16 ปี แต่ถ้าเริ่มฉีดเข็มแรกตอนโต ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้น  คนที่ควรแนะนำ
ให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้มากที่สุด คือ กลุ่มเด็กหญิงวัยรุ่น และกลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ถ้าเป็นหญิง
ที่แต่งงานแล้ว แนะนำให้ฉีดวัคซีนในระยะที่มีประจำเดือน และคุมกำเนิดอย่างน้อย   8  สัปดาห์ 
เหตุผลไม่ใช่เพราะว่า วัคซีนมีอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่เนื่องจากวัคซีนจะสร้างภูมิคุ้มกันโรค
ได้จริง ๆ หลังฉีด 6-8 สัปดาห์ไปแล้ว ถ้าระหว่างนี้มีการติดเชื้อจากผู้อื่นอาจบดบังอาการของโรค
ได้ และอาจมีอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

รายละเอียด
หัดเยอรมัน อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการได้


 

 

 

 

 

อีสุกอีใส   Chickenpox/Varicella

ลักษณะทั่วไป
อีสุกอีใสเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน ในผู้ใหญ่อาจพบได้บ้าง ซึ่งมักเป็นคนที่ไม่เคยเป็นโรคนี้
มาก่อน แล้วมักจะมีอาการ และภาวะแทรกซ้อนมากกว่าที่พบในเด็กมักพบระบาดในตอนปลายฤดู
หนาวถึงต้นฤดูร้อน (มกราคมถึงเมษายน) เช่นเดียวกับหัด แต่ก็พบได้ประปรายตลอดทั้งปี

สาเหตุ
เกิดจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า วาริเซลลาไวรัส (Varicella virus) หรือ Human herpes
virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด  ติดต่อโดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรงหรือ
สัมผัสถูกของใช้ (เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน) ที่เปื้อนถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็น
อีสุกอีใสหรืองูสวัด หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ ผ่านเข้าทางเยื่อเมือกระยะฟักตัว 10-20 วัน

อาการ
เด็กจะมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลียและเบื่ออาหารเล็กน้อย ในผู้ใหญ่มักมีไข้สูง และปวดเมื่อยตามตัว
คล้ายไข้หวัดใหญ่ นำมาก่อน ผู้ป่วยจะมีผื่นขี้น ซึ่งจะขึ้นพร้อม ๆ กันกับวันที่เริ่มมีไข้ หรือ 1 วัน
หลังจากมีไข้ เริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใส ๆ อยู่ข้างใน
และมีอาการคัน ต่อมาจะกลายเป็นหนอง หลังจากนั้น 2-4 วัน ก็จะตกสะเก็ด ผื่นและตุ่มจะขึ้น
ตามไรผมก่อน แล้วลามไปตามหน้าลำตัว และแผ่นหลัง จะทยอยขึ้นเต็มที่ภายใน 4 วัน บางคน
มีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากเปื่อย ลิ้นเปื่อย เจ็บคอ  บางคนอาจไม่มีไข้ มีเพียงผื่นและตุ่มขึ้น
ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเริม ได้ เนื่องจากผื่นตุ่มของโรคนี้จะค่อย ๆ ออกทีละระลอก (ชุด) ขึ้นไม่
พร้อมกันทั่วร่างกาย ดังนั้นจะพบว่า บางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่ม
กลัดหนอง และบางที่เริ่มตกสะเก็ด ด้วยลักษณะนี้ ชาวบ้านจึงเรียกว่า อีสุกอีใส (มีทั้งตุ่มสุกตุ่มใส)

สิ่งตรวจพบ
มีผื่นแดงราบ ตุ่มใส ตุ่มหนอง กระจายตามหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง มักพบว่ามีไข้

อาการแทรกซ้อน
พบได้น้อยในเด็ก แต่ถ้าเป็นในผู้ใหญ่ อาจมีภาวะแทรกซ้อนได้บ่อยและรุนแรงขึ้นที่พบได้บ่อย
คือ ตุ่มกลายเป็นหนองจากเชื้อแบคทีเรีย   พุพอง   ซึ่งอาจทำให้กลายเป็นแผลเป็นได้   บางคน
อาจกลายเป็นปอดอักเสบ   แทรกซ้อน ซึ่งอาจทำให้ตายได้ มักพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก ที่ร้าย
แรง คือ สมองอักเสบ แต่พบได้น้อยมาก ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง มักเกิดในคนที่ใช้ยาที่ลด
ภูมิต้านทานโรค เช่น สเตอรอยด์   หรือยารักษามะเร็ง (เช่น เด็กที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว),
หรือผู้ป่วยเอดส์
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้แต่ค่อนข้างน้อยมาก ก็คือ หญิงตั้งครรภ์ในระยะไตรมาสแรกหรือ
ไตรมาสที่ 2 ที่ติดเชื้ออีสุกอีใส อาจทำให้ทารกในครรภ์พิการ (เช่น แขนพิการ สมองพิการ ตา
เป็นต้อกระจก เป็นต้น) นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นอีสุกอีใสในระยะก่อนคลอด 5 วันหรือ
หลังคลอด 2 วัน ทารกที่เกิดมาอาจเป็นอีสุกอีใสชนิดรุนแรงได้ ทารกกลุ่มนี้ควรได้รับการฉีดสาร
อิมมูนโกลบูลิน (เช่น Varicella-zoster immune globulin) ป้องกันทันที

การรักษา
1. แนะนำการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย เช่น พักผ่อน, ดื่มน้ำมาก ๆ, ถ้ามีไข้สูง ห้ามอาบน้ำเย็น, ควรใช้ผ้า
ชุบน้ำเช็ดตัวบ่อย ๆ, ถ้าปากเปื่อยลิ้นเปื่อยใช้น้ำเกลือกลั้วปาก, ควรอาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาด (อาจ
ใช้สบู่ที่มียาฆ่าเชื้อ เช่น ไฟโซเฮกช์ ก็ได้) เพื่อป้องกันมิให้ตุ่มกลายเป็นหนอง
ผู้ป่วยควรตัดเล็บให้สั้น และพยายามอย่าแกะ หรือเกาตุ่มคัน อาจทำให้เกิดติดเชื้อกลายเป็นตุ่ม
หนองได้
2. ให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ , ทายาแก้ผดผื่นคัน , ถ้าคันมากให้ยาแก้แพ้ หรือไดอาซีแพม
เป็นต้น (ในเด็กควรหลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน เพราะอาจทำให้เป็นเรย์ซินโดรม ซึ่งมีอันตรายร้ายแรงได้)
3. ถ้าตุ่มกลายเป็นหนอง ให้ทาด้วยขี้ผึ้งเตตราไซคลีน หรือ เจนเชียนไวโอเลต ถ้าเป็นมากให้กินยา
ปฏิชีวนะ เช่น คล็อกซาซิลลิน หรือ อีริโทรไมซิน
4. ถ้ามีอาการรุนแรงเช่น หอบ ชัก ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว ควรส่งโรงพยาบาลด่วน

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง และหายได้เอง โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ไข้อาจมี
อยู่เพียงไม่กี่วัน ส่วนตุ่มจะตกสะเก็ดหลุดหายใน 1-3 สัปดาห์ ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนี้ อาจเป็นนาน และมี
ความรุนแรงมากกว่าผู้ป่วยเด็ก
2. โรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิต้านทานไปจนตลอดชีวิต จะไม่เป็นซ้ำอีก แต่อาจมีโอกาสเป็นงูสวัด
ในภายหลังได้
3. ไม่ควรใช้ยาที่เข้าสเตอรอยด์ทั้งยากิน (เช่น ยาชุด) และยาทา เพราะอาจทำให้โรคลุกลามได้
4. ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหาก ระยะแพร่เชื้อติดต่อให้คนอื่นได้ คือ ตั้งแต่ระยะ 24ชั่วโมงก่อนมีผื่น
ขึ้น จนกระทั่งระยะ 6 วันหลังผื่นตุ่มขึ้น
5. ไม่มีของแสลงสำหรับโรคนี้ ควรให้ผู้ป่วยกินอาหารพวกโปรตีน (เช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่าง ๆ) ให้มาก
ๆ เพื่อให้มีภูมิต้านทานโรค
6. ในปัจจุบันมียาต้านไวรัส - อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ผู้ใหญ่ให้ครั้งละ 800 มก. วันละ 5 ครั้ง (เด็ก
อายุต่ำกว่า 12 ปีให้ในขนาด 20 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้งทุก 6 ชั่วโมง) นาน 5-7 วัน
ควรให้หลังมีอาการภายใน 24 ชั่วโมงจะช่วยลดความรุนแรง และระยะของโรคลงได้ แต่จะพิจารณาใช้
ในรายที่จำเป็น เช่น มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ, เป็นปอดอักเสบจากเชื้ออีสุกอีใส

การป้องกัน
ในปัจจุบันมีวัคซีนฉีดป้องกันโรคอีสุกอีใสใช้แล้ว แต่ราคาค่อนข้างแพง จึงแนะนำให้ฉีดในคนที่มีอายุ
มากกว่า 15 ปีขึ้นไปที่ยังไม่เคยเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคนี้สูง เช่น
บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ดูแลเด็กในสถานเลี้ยงเด็ก ครูอนุบาลหรือชั้นประถมศึกษา เป็นต้น
ควรเจาะเลือดตรวจหาแอนติบอดีต่อโรคนี้ก่อน (ถ้าตรวจพบแสดงว่าเคยได้รับเชื้อแล้ว ไม่จำเป็นต้อง
ฉีดวัคซีน) ส่วนคนที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ส่วนใหญ่จะมีโอกาสติดเชื้อโดยธรรมชาติอยู่แล้ว และมักจะเป็น
ไม่รุนแรง จึงมีความจำเป็นในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ไม่มาก  

รายละเอียด
เด็กที่เป็นอีสุกอีใส ควรตัดเล็บให้สั้น และอย่าเกาตุ่มคัน อาจทำให้กลายเป็นแผลเป็นได้


 

 

 

 

 

 

 

 

  หัด  Measles/Rubeor

ลักษณะทั่วไป
หัดพบมากในเด็กอายุ 2-14 ปี มักไม่พบในทารกอายุ ต่ำกว่า 6-8 เดือน เนื่องจากยังมีภูมิต้านทาน
ที่ได้รับจากมารดาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เป็นโรคติดต่อแพร่หลายได้รวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง 
มักพบระบาดตอนปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน (มกราคมถึงเมษายน) แต่ก็พบได้ประปรายตลอดทั้งปี

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อหัดซึ่งเป็นไวรัส ที่ชื่อว่า รูบีโอลา ไวรัส (Rubeola virus ) ซึ่งมีอยู่ในน้ำมูกน้ำลายของ
ผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัสถูกมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่แปด
เปื้อนเชื้อ (เช่นเดียวกับไข้หวัด) ระยะฟักตัว 9-11 วัน

อาการ
มีอาการตัวร้อนขึ้นทันทีทันใด ในระยะแรกมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่ผิดกันตรงที่จะมีไข้สูงอยู่ตลอด
เวลา กินยาลดไข้ก็ไม่ลด เด็กจะซึม กระสับกระส่าย ร้องงอแง เบื่ออาหาร มีน้ำมูกใส ๆ ไอแห้ง ๆ เป็น
เสียงแค็ก ๆ น้ำตาไหล ตาแดง ไม่สู้แสง (จะหรี่ตาเมื่อถูกแสงสว่าง) หนังตาบวมตู่ 
อาจมีอาการถ่ายเหลวบ่อยครั้งเหมือนท้องเดินในระยะก่อนที่จะมีผื่นขึ้น หรืออาจชักจากไข้สูง

ลักษณะเฉพาะของหัดก็คือจะมีผื่นขึ้นหลังมีไข้ 3-4 วัน เป็นผื่นแดงขนาดเท่าหัวเข็มหมุดขึ้นที่ตีนผม
และซอกคอก่อน ผื่นนี้จะจางหายได้เมื่อดึงรั้งผิวหนังให้ตึง ต่อมาผื่นจะลามไปหน้าผาก ใบหน้า ลำตัว 
และแขนขา โดยจะค่อย ๆ แผ่ติดกันเป็นแผ่นกว้าง รูปร่างไม่แน่นอน อาจมีอาการคันเล็กน้อย    ผื่น
ของหัดจะไม่จางหายไปทันที เช่น ไข้ออกผื่นอื่น ๆ แต่จะค่อย ๆ จางหายไปใน 4-7 วัน และจะเหลือ
ให้เห็นเป็นรอยแต้มสีน้ำตาลอ่อน บางคนอาจมีหนังลอกอาการไข้สูงสุดในระยะใกล้ ๆ มีผื่นขึ้น และ
จะเริ่มลดเมื่อผื่นขึ้นแล้ว ไข้มักจะเป็นอยู่นานประมาณ 1 สัปดาห์
อาการทั่วไปจะค่อยๆ ดีขึ้นพร้อมกับที่ผื่นจาง แต่อาจจะมีอาการไอต่อไปได้อีก     ในรายการที่มีโรค
แทรกซ้อน อาจมีอาการหอบ ท้องเดินซึม ไม่ค่อยรู้ตัว หรือชัก

สิ่งตรวจพบ
ไข้ 38.5-40.5 ํ ซ. หน้าแดง ตาแดง หน้าตาบวมตู่ เปลือกตาแดง  ระยะ 2 วันหลังมีไข้ พบจุดสีขาว ๆ
 เหลือง ๆ ขนาดเล็ก คล้ายเมล็ดงาที่กระพุ้งแก้มบริเวณใกล้ฟันกรามล่าง (ถ้าเป็นมากจะพบอยู่เต็ม
กระพุ้งแก้ม) เรียกว่า จุดค็อปลิก (Koplik's spot) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของหัด 
หลังไข้ขึ้น 3-4 วัน จะพบผื่นขึ้นที่หน้า ซอกคอ หลังหู ลำตัว แขนขาปอดจะมีเสียงปกติ ยกเว้นถ้ามี
โรคปอดอักเสบแทรก ใช้เครื่องตรวจได้ยินเสียงกรอบแกรบ (Crepitation)

อาการแทรกซ้อน
มักจะพบในเด็กที่ขาดอาหาร หรือมีร่างกายอ่อนแอ  ที่พบบ่อย คือ ปอดอักเสบ , ท้องเดิน  ซึ่งมักจะพบ
หลังผื่น และไข้เริ่มทุเลาลงแล้ว  อาจพบหูชั้นกลางอักเสบ , ปากเปื่อย, หลอดลมอักเสบ , เยื่อตาขาว
อักเสบ  ที่รุนแรงถึงตายได้ คือ สมองอักเสบ  พบได้ประมาณ 1 คน ใน 1,000-3,000 คนที่ออกหัด มี
อาการหลังผื่นขึ้น 4-5 วันโดยกลับมีไข้สูง ปวดศีรษะ ซึม และไม่รู้สึกตัว หรือชักกระตุก    นอกจากนี้ 
ยังทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานลดลง มีโอกาสเป็นวัณโรคปอดได้ง่ายขึ้น ถ้ามีเชื้อมาลาเรียอยู่ก่อน
ก็จะเป็นมาลาเรียรุนแรงได้หรือไม่ก็อาจกลายเป็นโรคขาดอาหาร

การรักษา
1. ให้ดูแลปฏิบัติตัวเหมือนไข้หวัด คือ พักผ่อน ห้ามอาบน้ำเย็น ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้ขึ้นสูง 
ดื่มน้ำสุก และน้ำหวานมาก ๆ ไม่ต้องงดของแสลง แต่ควรให้กินอาหารประเภทโปรตีน (เนื้อ นม ไข
่ ถั่วต่าง ๆ) มาก ๆ 
2. ให้ยารักษาตามอาการเช่น ยาลดไข้ , ถ้าไอให้ยาแก้ไอ, ถ้าเด็กเคยชักให้ยากันชัก เป็นต้น
3. ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ ตั้งแต่ระยะแรกเป็น เพราะนอกจากไม่มีความจำเป็นเนื่องจากเป็นโรคที่เกิด
จากเชื้อไวรัสแล้ว ยังอาจทำให้เกิดโรคปอดอักเสบชนิดร้ายแรง (จากเชื้อสแตฟฟีโลค็อกคัส เข้าไป
ซ้ำเติม) ซึ่งยากแก่การรักษาได้ 
4. ถ้าเด็กมีอาการท้องเดิน ให้รักษาแบบท้องเดิน
5. ถ้าเด็กมีอาการไอมีเสลดข้นเหลืองหรือเขียว หรือใช้เครื่องฟังตรวจปอดมีเสียงกรอบแกรบ 
(crepitation) หรือเสียงอึ๊ด (rhonchi) ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนวี  อะม็อกซีซิลลิน  หรือ อีริโทรไมซิน
6. ถ้าเด็กมีอาการหอบมาก หรือ นับการหายใจเร็วกว่าปกติ* (สงสัยเป็นปอดอักเสบรุนแรง)หรือท้อง
เดินจนมีอาการขาดน้ำรุนแรง หรือซึม ชัก (สงสัยเป็นสมองอักเสบ)     ควรส่งโรงพยาบาลด่วนอาจมี
อันตรายถึงตายได้

* เด็กอายุ 0-2 เดือน หายใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที, อายุ 2 เดือนถึง 1 ปี หายใจมากกว่า 50 ครั้ง
  ต่อนาที, อายุ 1-5 ปี หายใจมากกว่า 40 ครั้งต่อนาที

ข้อแนะนำ
1. ควรแยกเด็กออกต่างหาก อย่าให้คลุกคลีกับเด็กอื่นเป็นเวลา 1 สัปดาห์นับแต่มีผื่นขึ้น
2. โรคนี้ส่วนใหญ่จะหายได้เอง ส่วนน้อยที่มีโรคแทรกซ้อน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพบในผู้ใหญ่ มักมี
ความรุนแรงมากกว่าเด็ก) อาการจะรุนแรงตอนใกล้ หรือหลังออกผื่นใหม่ ๆ แล้วค่อย ๆ ดีขึ้นตอน
ผื่นจาง กินเวลาประมาณ 7-14 วัน
3. โรคนี้ไม่มีของแสลง เมื่อเด็กกินได้ควรบำรุงด้วยอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเนื้อนมไข่ ซึ่งจะ
ทำให้มีแรงต้านทานโรคได้มาก การอดของแสลงอาจทำให้เกิดโรคแทรกได้ง่ายขึ้น และอาจกลาย
เป็นโรคขาดอาหารได้
4. โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่สามารถแพร่กระจายรวดเร็ว เด็กที่ไม่เคยออกหัด จึงมีโอกาสเป็นกันทุก
คน เมื่อเป็นแล้วมักจะไม่เป็นซ้ำ เพราะมีภูมิต้านทานโรคได้นานตลอดไปชาวบ้านบางคนอาจเข้าใจ
ผิดว่าลูกออกหัดหลายครั้ง ความจริงเด็กอาจเป็นไข้ผื่นขึ้นจากสาเหตุอื่นก็ได้ เช่น หัดเยอรมัน, ส่าไข้, 
ผื่นแพ้ยา เป็นต้น
5. การที่ชาวบ้านนิยมให้ยาเขียวแก่เด็กที่สงสัยจะออกหัดกินนั้น ไม่มีโทษอะไรมาก และยังช่วยให้เด็ก
ได้ดื่มน้ำมากขึ้นด้วย จึงไม่ห้าม แต่ควรแนะนำให้พ่อแม่เด็กเฝ้าดูอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นด้วย
6. ชาวบ้านที่มีความเชื่อกันว่า ถ้าเด็กเป็นไข้สูงที่ชวนให้สงสัยว่าเป็นหัด แต่ไม่มีผื่นขึ้น มักจะมีภาวะ
แทรกซ้อนร้ายแรง จึงเรียกอาการเช่นนี้ว่า หัดหลบใน และมักจะให้เด็กกินยาเขียวเพื่อ "กระทุ้ง"  ให้
ผื่นขึ้น  ความจริงคำว่า "หัดหลบใน" อาจมีความหมายได้สองแง่ แง่หนึ่งหมายถึง อาการไข้สูงที่เกิด
จากโรคติดเชื้อร้ายแรง (เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ) ที่เกิดจากเชื้อตัวอื่น พวกนี้จะมีอาการคล้าย
หัด แต่ไม่มีผื่น  เมื่อเป็นแล้วอาจตายได้  อีกแง่หนึ่ง อาจหมายถึงอาการของหัดในเด็กที่มีภูมิต้าน
ทานโรคต่ำ เช่น เด็กขาดอาหาร หรือเด็กที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบภูมิต้านทานทางโรค พวกนี้
เมื่อเป็นหัด มักจะไม่มีผื่นขึ้น เพราะร่างกายไม่มีปฏิกิริยาต่อเชื้อหัด (ซึ่งจะแสดงออกมาเป็นผื่นตาม
ตัว) จึงเรียกว่า หัดหลบใน เด็กมักจะมีโรคแทรกรุนแรง (เช่น ปอดอักเสบ) ถึงตายได้*

* จันทพงษ์ วะสี ความรู้เรื่องหัดเยอรมันสำหรับประชาชนกรุงเทพมหานคร : มูลนิธิหมอชาวบ้าน 2527:9

การป้องกัน
สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน เมื่อเด็กอายุได้ 9-15 เดือน ฉีดเพียงเข็มเดียวป้องกันได้ตลอดไป
วัคซีนป้องกันโรคหัดมีทั้งชนิดเดี่ยว ๆ และชนิดผสมรวมกับ วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน และคางทูม 
ที่มีชื่อว่า MMR (เอ็มเอ็มอาร์)

เสนอแนะ
อย่าให้ยาปฏิชีวนะแก่คนที่เป็นหัด อาจทำให้เป็นปอดอักเสบร้ายแรงได้

 


 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.