BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top

วัณโรคปอด/ฝีในท้อง  
     Pulmomary   
     Tuberculosis
  ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องวัณโรค

ปอดอักเสบ/ปอดบวม  
    
Pneumonia


อีสุกอีใส 
    Chickenpox
หัดเยอรมัน  
    Rubella


ต่อมทอลซิลอักเสบ  
     Tonsilitis

การอักเสบภายในลำคอ
     Pharyngitis

ไข้หวัดใหญ่     
     Influenza


เลือดกำเดา 
     Nose Bleed
ไซนัส  
     Sinusitis


หวัดภูมิแพ้   
     หวัดแพ้อากาศ 
     โรคแพ้อากาศ /
     Allergic Rhinitis
     Hay fever

หอบหืด 
     Asthma

แนวทางการรักษาโรค
     หอบหืด สำหรับผู้ใหญ่

แนวทางการรักษาโรค
     หอบหืด สำหรับเด็ก

 



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์



  วัณโรคปอด/ฝีในท้อง  Pulmomary Tuberculosis

วัณโรค เป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งคนในเมือง และชนบทโดยเฉพาะตามแหล่งสลัมหรือในที่ ๆ ผู้คนอยู่กันแออัด
ชาวบ้าน เรียกว่า ฝีในท้อง มักจะพบในเด็ก, คนแก่, คนที่เป็นโรคเอดส์ หรือเบาหวาน, ผู้ป่วยโรคไต หรือ
โรคเอสแอลอี ที่ต้องกินยาเพร็ดนิโซโลนอยู่นาน ๆ, พวกที่ติดยาเสพติด, คนที่ร่างกายอ่อนแอจากการเป็นโรค
อื่น ๆ มาก่อน (เช่น หัด ไอกรน ไข้หวัดใหญ่), คนที่ตรากตรำงานหนักพักผ่อนไม่เพียงพอ, ดื่มเหล้าจัด, ขาด
อาหาร  ปัจจุบัน พบว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ เป็นวัณโรคแทรกซ้อนกันมาก และทำให้วัณโรคปอดที่เคยลดลง มีการ
แพร่กระจายมากขึ้น ที่สำคัญเมื่อเข้ารับการรักษาควรต้องรับการรักษาให้จบขั้นตอนตามที่แพทย์กำหนด
โดยเคร่งครัด มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ทำให้เป็นปัญหาลำบากในการรักษาต่อไป

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อวัณโรค ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium 
tuberculosis) บางครั้งเรียกว่า เชื้อเอเอฟบี (AFB/AcidFast Bacilli) 
วัณโรคปอดมักจะติดต่อโดยการสูดเอาละอองเสมหะของผู้ป่วยที่ไอจามหรือหายใจรด ซึ่งจะสูดเอาเชื้อ
วัณโรคเข้าไปในปอดโดยตรง ดังนั้นจึงมักมีประวัติสัมผัสใกล้ชิด (เช่น นอนห้องเดียวกัน หรืออยู่บ้านเดียวกัน ) 
กับคนที่เป็นโรค  ส่วนการติดต่อโดยทางอื่นนับว่ามีโอกาสน้อยมาก ที่อาจพบได้ก็โดยการดื่มนมวัวดิบๆ
ที่ได้จากวัวที่เป็นวัณโรค หรือโดยการกลืนเอาเชื้อที่ติดมากับอาหารหรือภาชนะเชื้อจะเข้าทางต่อมทอนซิล
หรือลำไส้ แล้วเข้าไปอยู่ในต่อมน้ำเหลือง ซึ่งบางครั้งอาจลุกลามเข้ากระแสเลือดไปยังปอด สมอง กระดูก ไต 
หรืออวัยวะอื่น ๆ ได้  ผู้ป่วยมักจะได้รับเชื้อวัณโรคเข้าไปในร่างกายครั้งแรกในระยะที่เป็นเด็ก   (บางคนอาจ
ได้รับเชื้อตอนโตก็ได้) โดยไม่มีอาการแสดงแต่อย่างไร 
ยกเว้นบางคนอาจมีอาการของปอดอักเสบเล็กน้อยอยู่สักระยะหนึ่งแล้วหายไปได้เอง ร่างกายจะสร้างภูมิต้าน
ทาน  ขึ้นกำจัดเชื้อวัณโรค คนส่วนมากที่ได้รับเชื้อวัณโรคครั้งแรก จึงมักจะแข็งแรงเป็นปกติดี แต่อย่างไรก็
ตาม เชื้อวัณโรคที่ยังอาจหลงเหลืออยู่บ้าง ก็จะหลบซ่อนอยู่ในปอดและอวัยวะอื่น ๆ อย่างสงบนานเป็นแรมปี 
ตราบใดที่ร่างกายแข็งแรงดี ก็จะไม่เกิดโรคแต่อย่างไร แต่ถ้าต่อมา (อาจเป็นเวลาหลายปีหรือสิบ ๆปี)  เมื่อ
ร่างกาย เกิดอ่อนแอด้วยสาเหตุใดก็ตาม เชื้อที่หลบซ่อนอยู่ก็จะแบ่งตัวเจริญงอกงามจนทำให้เกิดเป็นวัณโรค
ขึ้นได้ โดยไม่ต้องรับเชื้อมาจากภายนอกส่วนมากจะเกิดเป็นวัณโรคของปอด ซึ่งจะแสดงอาการดังจะได้กล่าว
ต่อไป
นอกจากนี้ คนบางคนที่รับเชื้อวัณโรคเข้าร่างกายครั้งแรก เชื้ออาจจะลุกลามจนกลายเป็นวัณโรคในทันทีได้ 
ซึ่งอาจกลายเป็นวัณโรคร้ายแรงได้

อาการ
มักจะค่อย ๆ เป็นด้วยอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด อาจมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว หรือเป็นไข้ต่ำ ๆ 
ตอนบ่าย ๆ มีเหงื่อออกตอนกลางคืนต่อมาจึงมีอาการไอ ระยะแรก ๆ ไอแห้ง ๆ ต่อมาจะมีเสมหะไอมากเวลา
เข้านอน หรือตื่นนอนตอนเช้า หรือหลังอาหาร อาการไอจะเรื้อรังเป็นแรมเดือน แต่บางคนอาจไม่มีอาการไอเลย
ก็ได้  ผู้ป่วยอาจรู้สึกแน่นหรือเจ็บหน้าอกโดยที่ไม่มีอาการไอ
ในรายที่เป็นมาก จะหอบหรือไอเป็นเลือดก้อนแดง ๆ หรือดำ ๆ แต่น้อยรายที่จะมีเลือดออกมากถึงกับช็อก
ในรายที่เป็นน้อย ๆ อาจไม่มีอาการอะไรเลย   และมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการเห็น "จุด" ในปอดในฟิล์ม
เอกซเรย์
บางคนอาจมีอาการเป็นไข้นานเป็นแรมเดือน โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด 
ถ้าเกิดในเด็กอาการมักจะรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย อาจแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด เกิด
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น กระดูกไต ลำไส้ ฯลฯ

สิ่งตรวจพบ
ซูบผอม อาจมีอาการซีด หายใจหอบ หรือมีไข้ การใช้เครื่องฟังตรวจปอดส่วนใหญ่จะไม่มีเสียงผิดปกติ 
บางคนอาจได้ยินเสียงกรอบแกรบ (crepitation) ซึ่งมักจะได้ยินตรงบริเวณยอดปอดทั้ง 2 ข้าง ถ้าได้
ยินไปทั่วปอดทั้ง 2 ข้าง แสดงว่าอาการลุกลามไปมากถ้าปอดข้างหนึ่งเคาะทึบ และไม่ได้ยินเสียงหายใจ 
ก็แสดงว่ามีภาวะมีน้ำในช่องหุ้มปอด ในรายที่มีอาการหอบเหนื่อยมานาน ๆ อาจมีอาการนิ้วปุ้ม (clubbing 
of fingers) ในรายที่เป็นน้อย ๆ อาจตรวจไม่พบอะไรชัดเจน ก็ได้

อาการแทรกซ้อน
ที่สำคัญคือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ฝีในปอด, ภาวะมีน้ำในช่องหุ้มปอด , วัณโรคต่อมน้ำเหลือง (พบบ่อยที่
ข้างคอ อาจโตเป็นก้อนร่วมกับไข้เรื้อรัง หรือโตต่อกันเป็นสายเรียกว่า ฝีประคำร้อย), ไอออกเป็นเลือดถึงช็อก  
ที่พบได้น้อยลงไป ได้แก่
วัณโรคกระดูก (มักพบที่กระดูกสันหลัง มีอาการปวดหลังเรื้อรัง หลังคดโก่ง และกดเจ็บ) 
วัณโรคลำไส้ (มีอาการไข้ ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเดินเรื้อรัง ซูบผอม  ถ้าลุกลามไปที่เยื่อบุช่องท้องที่ทำให้
ท้องมานได้) 
วัณโรคไต 
วัณโรคกล่องเสียง (เสียงแหบ) เป็นต้น

การรักษา
1. หากสงสัย ควรแนะนำไปตรวจที่โรงพยาบาล เพื่อทำการวินิจฉัยโดยการเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะโดยวิธี
    ย้อมสีแอซิดฟาสต์ (Acid fast stain) เพื่อค้นหาเชื้อวัณโรค (AFB) หรือทำการทดสอบทูเบอร์คูลิน  
    (Tuberculin test)
การรักษา จะต้องให้ยารักษาวัณโรค อย่างน้อย 2 ชนิดขึ้นไป โดยมีไอเอ็นเอช เป็นยาหลัก 1 ชนิด แล้วให้ยาอื่น
ร่วมด้วยอีก 1-3 ชนิด การใช้ยาเพียงชนิดเดียวมักจะรักษาไม่ได้ผลยาที่ใช้รักษาวัณโรค จึงมีสูตรให้เลือกอยู่
หลายแบบ เช่น
สูตรยา 6 เดือน
- ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน + ไพราซินาไมด์ + สเตรปโตไมซิน  นาน 2 เดือนตามด้วย 
  ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน  อีก 4 เดือน หรือ
- ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน + ไพราซินาไมด์ + อีแทมบูทอล นาน 2 เดือนตามด้วย 
  ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน อีก 4 เดือน 

สูตรยา 8 เดือน
- ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน + ไพราซินาไมด์ + สเตรปโตไมซิน นาน 2 เดือน ตามด้วย 
  ไอเอ็นเอช + อีแทมบูทอล อีก 6 เดือน หรือ
- ไอเอ็นเอช + ไรแฟมพิซิน +ไพราซินาไมด์ + อีแทมบูทอล นาน 2 เดือนตามด้วย
  ไอเอ็นเอช + อีแทมบูทอลอีก 6 เดือน

สูตรยาข้างบนนี้ ใช้สำหรับผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ ที่ตรวจพบเชื้อในเสมหะ  และผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ที่มี
อาการรุนแรง หรือเป็นวัณโรคที่อวัยวะอื่น ๆ นอกจากปอด ส่วนผู้ป่วยรายเก่าที่กำเริบใหม่ หรือภาวะอื่น ๆ 
จะมีสูตรยาที่แตกต่างกันไปซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้
นอกจากนี้ให้รักษาตามอาการ เช่น ซีด หรือเบื่ออาหารก็ให้ยาเม็ดเฟอร์รัสซัลเฟตและวิตามินรวม  อย่างละ 2-3 
เม็ดต่อวัน ถ้าไอมีเสลดให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ และอาจให้ยาขับเสมหะ เช่น มิสต์แอมมอนคาร์บ 1/2 - 1 ช้อนโต๊ะ
ทุก 4-6 ชั่วโมง  ควรให้บำรุงร่างกายด้วยอาหารโดยเฉพาะพวกโปรตีน (เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่าง ๆ)

2. ในรายที่มีอาการแทรกซ้อน เช่น ไอออกเป็นเลือดมาก ๆ หรือหอบให้ส่งโรงพยาบาลด่วน
3. เมื่อได้ยารักษาสักระยะหนึ่ง (2-4 สัปดาห์) อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น ไข้ลดลง ไอน้อยลง กินข้าวได้มากขึ้น 
    น้ำหนักเพิ่ม ควรให้ยาต่อไปทุกวันจนครบกำหนด จึงจะหายขาดได้
4. ถ้าสงสัยมีโรคเอดส์ ร่วมด้วย ควรตรวจหาเชื้อเอชไอวี

รายละเอียดเกี่ยวกับยารักษาวัณโรคชนิดต่าง ๆ ที่ใช้บ่อย

  • 1.ไอโซไนอาซิด (Isoniazid, INH) เป็นยาสำหรับรับประทาน มีความสำคัญเพราะประสิทธิภาพสูง
     ดูดซึมได้ดีจากทางเดินอาหารซึมเข้าสู่เนื้อของร่างกายทั่วไป มีผลเป็นพิษที่สำคัญต่ำและราคาถูกการ
    แพ้ยาที่สำคัญคือ พิษต่อตับและระบบประสาท พิษต่อตับจะทำให้เกิดตับอักเสบ มักจะเกิดกับคนสูง
    อายุหรือมีโรคตับอยู่ก่อน พิษต่อระบบประสาทมีประสาทส่วนปลายอักเสบ เวียนศรีษะ ชัก ซึมและ
    ประสาทตาอักเสบ
    2.อีแธมบิวตอล (Ethambutal) เป็นยาสำหรับรับประทานมีประสิทธิภาพทัดเทียมหรือดีกว่า PAS 
    แต่อาการแพ้ยามีน้อยกว่าและรับประทานง่าย การแพ้ยา ที่สำคัญคือ ประสาทตาอักเสบทำให้มีตา
    บอดสีหรือตามัว
    3.สเตรพโตมัยซีน (Streptomycin) เป็นยาสำหรับฉีดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายแต่เข้าสู่น้ำ
    ไขสันหลังในระดับต่ำ ขับออกทางไตและส่วนหนึ่งถูกทำลายในร่างกาย    ผลเป็นพิษที่สำคัญคือ
    ต่อประสาทสมองคู่ที่แปดและไต     พิษต่อประสาทสมองคู่ที่แปดทำให้มีอาการเวียนศีรษะ 
    สมรรถภาพการทรงตัวเสื่อม  มีเสียงในหูและอาจทำให้หูหนวก พิษต่อไตทำให้การทำงานของ
    ไตเสื่อม  ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ด้วยความระมัดระวังในหญิงมีครรภ์โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรก
    4.ริแฟมปิซิน  (Rifampicin)  เป็นยาสำหรับรับประทานมีประสิทธิภาพทั้งในด้านการทำลายและระงับการเจริญของเชื้อวัณโรค
    ดูดซึมได้ดีจากลำไส้ ถูกขับออกทางน้ำดีและปัสสาวะ

ผลเป็นพิษที่สำคัญคือทำให้มีตับอักเสบ    การใช้ยาขนาดสูงแบบเว้นระยะจะทำให้เกิดอาการแบบไข้หวัดใหญ่ 
เกร็ดเลือดต่ำความดันเลือดต่ำและอันตรายต่อไต

วิธีประเมินผลการรักษา

1. การตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรค เป็นสิ่งสำคัญที่สุดควรตรวจเสมหะซ้ำเป็นระยะทุก 1-3 เดือน
2.ผู้ป่วยที่การวินิจฉัยแน่นอน การถ่ายรังสี ทรวงอกซ้ำทุกเดือนไม่มีความจำเป็นการเปลี่ยนแปลงทางรังสี
   ไม่มีความสัมพันธ์ เกี่ยวกับการดำเนินโรคเท่าการตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโณอาจถ่ายภาพรังสีทรวงอกซ้ำทุก 
   3-6 เดือน
3. อาการทางคลินิก เช่น ไข้ อาการไอ อ่อนเพลีย น้ำหนักลดจะหายไปถ้าการรักษาได้ผล

สาเหตุของการรักษาไม่ได้ผล
สาเหตุที่สำคัญได้แก่การที่ผู้ป่วยได้รับยาไม่ถูกต้อง   รับยาไม่สม่ำเสมอไม่ครบตามตามกำหนดเวลาอันสมควร 
มีการแพ้ยาเกิดขึ้น นอกจากนี้เกิดจากมีโรคอื่น ร่วมอยู่ด้วยและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เช่นเบาหวาน 
พิษสุราเรื้อรัง


ข้อแนะนำ
1. วัณโรคไม่ใช่โรคที่น่ากลัว หรือน่ารังเกียจ และเป็นโรคที่มีทางรักษาให้หายขาดได้ โดยการกินยารักษา
    วัณโรคอย่างน้อย 2 ชนิด ติดต่อกันทุกวันเป็นเวลานาน 6-8 เดือน ผู้ป่วยมักเข้าใจผิดว่า เมื่อกินยาได้สัก 
    2-3 เดือนแล้วอาการดีขึ้นก็นึกว่าหายแล้ว จึงไม่ยอมกินยาต่อ การกินยาบ้างไม่กินยาบ้าง หรือกินไม่ได้ตาม
    กำหนด มีแต่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อโรคดื้อยาทำให้กลายเป็นวัณโรคเรื้อรังรักษายาก และสิ้นเปลืองเงินทอง
    และเวลา ดังนั้น ผู้ป่วยโรคนี้ ควรไปรับยารักษาตามแพทย์นัด อย่าได้ขาด บางครั้งอาจต้องเอกซเรย์ หรือ
    ตรวจเสมหะซ้ำ ทุก 3-6เดือน 
ผู้ป่วยที่อยู่ในเขตชนบท อาจไปรับยาได้ที่สถานีอนามัย หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ ส่วนผู้ป่วยที่อยู่ในเมือง 
อาจไปรับยาที่ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งจะช่วยให้ประหยัด และสะดวก (สำหรับ
ผู้ที่ยากจน ไม่มีเงินเสียค่ายา ก็สามารถรับยาได้ฟรีจากสถานบริการของรัฐ)
2. ผู้ป่วยควรงดบุหรี่และเหล้า ควรกินอาหารพวกโปรตีนให้มาก ๆ ควรอยู่ในที่ ๆ อากาศถ่ายเทได้สะดวก 
    เวลาไอหรือจาม ควรใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปาก ควรบ้วนเสมหะลงในกระโถนหรือกระป๋องที่มีน้ำยาทำลาย
    เชื้อ เช่น ไลซอล (Lysol)  แล้วนำไปทิ้งในส้วมหรือขุดหลุมฝังเสีย
3. ในระยะก่อนการรักษา หรือกินยาได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรนอนแยกต่างหาก อย่านอนรวมหรืออยู่ใกล้
    ชิดกับคนอื่น ๆ อย่าไอ จามหรือหายใจรดหน้าคนอื่น(แม่ที่เป็นวัณโรคอย่ากอดจูบลูกหรือ ไอ หรือหายใจรด
    หน้าลูก 
    ทางที่ดีอย่าให้ลูกดูดนมตัวเอง)เมื่อกินยาได้ 2 สัปดาห์ไปแล้ว เชื้อจะถูกทำลายและไม่มีการแพร่ให้คนอื่น
    ต่อไป จึงไม่ต้องแยกผู้ป่วยออกอย่างเคร่งครัดเหมือนระยะก่อนการรักษา (เช่น ไม่จำเป็นต้องแยกถ้วย ชาม 
    สำรับอาหาร หรือเครื่องใช้ออกต่างหาก)  เมื่อรู้สึกแข็งแรงดีแล้ว ผู้ป่วยสามารถทำงาน เรียนหนังสือ หรือ
    ออกกำลังได้เช่นปกติ
4. ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วย (โดยเฉพาะเด็กเล็ก) ควรไปให้แพทย์ตรวจ หรือ
    เอกซเรย์ปอดให้แน่ใจว่า ติดเชื้อวัณโรคจากผู้ป่วยหรือไม่ แพทย์อาจให้ยารักษา หรือให้ยาป้องกัน ตามแต่
    จะพิจารณาเห็นสมควร
5. ผู้ที่มีอาการสงสัยว่าจะเป็นวัณโรค (เช่น เป็นไข้เรื้อรัง, เบื่ออาหารและน้ำหนักลด, ไอเป็นเลือดหรือไอนาน
    กว่า 3 สัปดาห์ โดยไม่ทราบสาเหตุ, อ่อนเพลียเหนื่อยง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น) ควรให้แพทย์
    ตรวจเช็กร่างกาย ถ้าเป็นโรคนี้จะได้รักษาเสียแต่เนิ่น ๆ เป็นการป้องกันมิให้โรคลุกลามและมิให้แพร่เชื้อ
    ให้ผู้อื่นต่อไป
6. โรคนี้ติดต่อโดยการสูดหายใจเอาเชื้อโรคที่ผู้ป่วยไอ จาม หรือหายใจรด(เพราะความใกล้ชิด หรืออยู่ในห้อง
    ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวกร่วมกับผู้ป่วย)   เป็นสำคัญดังนั้น พยายามอย่าเข้าไปในที่ ๆ อากาศถ่ายเทไม่
    สะดวก เช่น ห้องที่ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด
7. คนที่ได้รับเชื้อวัณโรค หากร่างกายแข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรคดี จะไม่ป่วยเป็นโรคนี้ (ในบ้านเราใน
    ผู้ใหญ่เกือบทุกคน เคยได้รับเชื้อวัณโรคกันแล้ว) แต่เชื้อจะหลบซ่อนอยู่ภายในร่างกาย เมื่อร่างกายทรุดโทรม    
    เชื้อก็จะกำเริบและกลายเป็นวัณโรคได้ โดยไม่ต้องได้รับเชื้อจากภายนอกมาใหม่ ดังนั้น จึงควรรักษาสุขภาพ
    ให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกายการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การละเว้นจากการสูบบุหรี่ หรือดื่ม
    สุราจัด อย่าตรากตรำทำงานหนักเกินควร พักผ่อนให้เพียงพอและอยู่ในที่ ๆ อากาศถ่ายเทได้สะดวก

การป้องกัน
การป้องกัน สามารถทำได้โดย
1. ฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG) ในเด็กและบุคคลที่แสดงผลลบต่อการทดสอบทูเบอร์คูลิน (Tuberculin test) เพื่อ
    สร้างเสริมภูมิคุ้มกันวัณโรค ในปัจจุบันตามโรงพยาบาลต่าง ๆ จะทำการฉีดวัคซีนนี้ให้แก่เด็กตั้งแต่แรกเกิด
    โดยทั่วไปมักจะฉีดให้เพียงเข็มเดียว
2. ในคนที่สัมผัสโรค โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือทารก แพทย์อาจให้ ไอเอ็นเอชกินป้องกันเป็นเวลา 1 ปี
3. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ


ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องวัณโรค


 

 

 

วัณโรคและเอดส์ - คู่หูตัวร้ายกาจ

แปลและเรียบเรียงโดย ศูนย์เอกสารองค์การอนามัยโลก
จาก Nunn, Paul and Kochi, Arata "A deadly duo - TB and AIDS" World Health, 46th Year No.4, July - August 1993
ลงเผยแพร่ใน Current Awareness Vol.2 No.3 (July - September 1994)

สภาพที่เลวร้ายที่สุดที่โครงการควบคุมวัณโรค คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ ก็คือ การที่มีเชื้อเอชไอวี (HIV-Human
 Immunodeficiency Virus) สอดแทรกเข้าไปในประชาชนที่ได้รับเชื้อวัณโรคอยู่แล้วหลาย ๆ ครั้ง ทำ
ให้บุคคลเหล่านั้นกลายเป็นวัณโรคชนิดที่ติดต่อ (Active TB) ได้สูงขึ้นกว่าปกติหลายเท่า

สภาพการณ์นี้ร้ายแรงมาก เพราะประชากรหนึ่งในสามของโลกและประมาณร้อยละ 75 ของผู้ใหญ่ใน
ประเทศที่กำลังพัฒนา เป็นผู้ที่ได้รับเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ซึ่งเป็นเชื้อก่อวัณโรค โดย
อาจได้รับเชื้อจากคนที่รู้จัก คนที่ไม่สนิทคุ้นเคยนัก ผู้ที่เป็นวัณโรคปอด โดยการ ไอ จาม หรือการ พูดคุยกัน
เท่านั้น ก็ได้แพร่เชื้อวัณโรคไปในอากาศในรูปของฝอยละอองน้ำ เมื่อถูกหายใจเข้าสู่ปอดละออง เหล่านี้จะ
เข้าไปในส่วนลึกที่สุดของปอด ซึ่งมีการดูดซึมออกซิเจน ประชาชนส่วนมากที่ได้รับเชื้อวัณโรค จะมีชีวิตอยู่
ได้ตามปกติ โดยไม่เกิดผลร้ายใด ๆ จากเชื้อนี้ เนื่องจากเชื้อวัณโรคจะถูกจับไว้ในเซลล์ที่เรียก ว่า macrophages เชื้อจะถูกห่อหุ้มและจำกัดไว้โดยภูมิคุ้มกันของบุคคลนั้น (คือ T-lymphocyte หรือที่ 
เรียกกันว่า T-cells) ซึ่งเป็นตัวสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ก่อนที่จะพบเชื้อ HIV ผู้ที่ได้รับเชื้อ 
วัณโรคจะมีประมาณ ร้อยละ 10 เท่านั้น ที่จะกลายเป็นวัณโรคชนิดที่ติดต่อ (Active TB)

เชื้อ HIV จะเข้าไปใน T-cells และบังคับ T-cells ให้ผลิตเชื้อไวรัสจำนวนมาก จากนั้น T-cells จะถูก
ทำลายโดยกลไกที่เรายังไม่ทราบแน่ชัด เชื้อวัณโรคจะถูกปล่อยเป็นอิสระและก่อความ เสียหายให้แก่ส่วนต่าง ๆ 
ของร่างกาย ดังนั้นผู้ป่วยวัณโรคปอดที่ติดเชื้อ HIV จึงมักเป็นวัณโรคในส่วน อื่น ๆ ของร่างกายร่วมด้วย

บุคคลที่ได้รับทั้งเชื้อ HIV และ TB จึงมีโอกาสถึงร้อยละ 50 ที่จะเป็นวัณโรคชนิดที่ติดต่อได้ (Active TB) 
ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของบุคคล ซึ่งมักจะเหลือไม่เกิน 10 ปี ที่จริงวัณโรคเป็นโรคที่พบ บ่อยที่สุดในผู้ป่วย
ที่ติดเชื้อ HIV และเป็นโรคที่สำคัญที่สุดในแง่ของสุขอนามัยของประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ เพราะเชื้อวัณโรค
ติดต่อได้ง่าย และสามารถติดต่อได้ทั้งคนที่ได้รับเชื้อหรือไม่ได้รับเชื้อ HIV ซึ่งไม่เหมือน HIV ซึ่งจะติดได้
เฉพาะทางการร่วมเพศที่ไม่มีการป้องกัน หรือการถ่ายเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือติดต่อ ระหว่างคลอดเท่านั้น 
วัณโรคติดต่อได้ง่ายทางลมหายใจ เพราะเราทุกคนต้องหายใจด้วยกันทั้งสิ้นตัวเลขที่สูงลิ่ว

พื้นที่ที่มีผู้ป่วยวัณโรคสูงที่สุดในปัจจุบัน คือ ทวีปอัฟริกาใต้ แถบทะเลทรายซาฮาราลงมาบางส่วนของ
สหรัฐอเมริกา และประเทศแถบคาริเบียน ในบางเมืองของทวีปอัฟริกา จะพบผู้ป่วยวัณโรค ที่ติดเชื้อ HIV 
สูงถึงร้อยละ 80 บางประเทศในทวีปอัฟริกาจะพบอัตราผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า เมื่อเทียบกับห้าปี
ก่อน และจำนวนผู้ป่วยเหล่านี้อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นสิบสองเท่าก็ได้ !

แผนกอายุรกรรมของโรงพยาบาลในทวีปอัฟริกา จึงเต็มไปด้วยผู้ป่วยวัณโรคทุกเพศทุกวัยซึ่งอยู่กันอย่าง
แออัด ในเมืองใหญ่บางเมืองผู้ป่วยเกือบทั้งหมดติดเชื้อ HIV และอาจมีถึงครึ่งหนึ่งที่เป็น วัณโรค เนื่องจาก
ผู้ป่วยเหล่านี้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง พวกที่ยังไม่เป็นวัณโรค ในที่สุดก็จะติดเชื้อจาก สภาพที่แออัดเช่นนี้ 
หลายครั้งแพทย์จะไม่ทราบว่าผู้ป่วยเป็นวัณโรค เพราะแพทย์ไม่มีเวลาที่จะตรวจ อาการต่าง ๆ ของวัณโรค
ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยซึ่งติดเชื้อ HIV ด้วย สำหรับบางรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น วัณโรคร่วมด้วย แต่ผู้ป่วย
ไม่มีเงินพอที่จะซื้อยาและบรรดาญาติต่างก็ไม่ยอมช่วยเหลือ เพราะทราบจาก ประสบการณ์ว่าคนไข้ที่มี
เชื้อโรคเอดส์ ถึงจะรักษาอย่างไรก็ไม่มีทางจะอยู่รอด

ในทวีปเอเซีย ปัญหานี้เพิ่งจะเริ่มต้น เนื่องจากครึ่งหนึ่งของผู้คนในโลกที่ได้รับเชื้อ Mycobacterium 
tuberculosis อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะเกิด เป็นอุบัติภัยอันใหญ่
หลวงขึ้น
การรักษาผู้ป่วยที่เป็นทั้งโรคเอดส์และวัณโรค มีอุปสรรคที่ยุ่งยากสองประการ คือ ปฏิกิริยา ของยาที่รักษา (drug reaction) และการดื้อยา (drug resistance) ปฏิกิริยาจากยารักษาวัณโรคมีทั้ง การเป็นผื่นแพ้ยาอย่างรุนแรงถึงขนาดที่ผิวหนังลอกหลุดออกมาจากตัวผู้ป่วย ปฏิกิริยาเหล่านี้อาจทำให้ ถึงตายได้ และอาการนี้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยวัณโรคร้อยละ 20 ที่ติดเชื้อ HIV และได้รับการรักษาด้วยยาที่ชื่อ Thiacetazone ซึ่งมักใช้กันในประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากเป็นยาราคาถูก เมื่อเทียบกับยาอื่นซึ่งราคา สูงถึงสามเท่าเป็นอย่างน้อย ดังนั้นเกือบจะไม่มีการใช้ยาตัวนี้ในประเทศต่าง ๆ ที่ร่ำรวย

สำหรับการดื้อยาได้พบมาหลายปีแล้ว เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ป่วยวัณโรคไม่ได้รับยาต้านวัณโรค
อย่างสม่ำเสมอจนสิ้นสุดระยะกำหนดการรักษา ทั้งนี้เพราะหายาไม่ได้ หรือเพราะผู้ป่วยหยุดยาเองเมื่อ รู้สึกว่าอาการดีขึ้น ซึ่งมักจะเป็นประมาณหนึ่งเดือนหลังเริ่มการรักษา การที่ผู้ป่วยจะหายขาดได้จำเป็น ต้องรับยาจนสิ้นสุดระยะกำหนดการรักษาเท่านั้น เมื่อมีการหยุดยาก่อนกำหนด หรือรับยาไม่สม่ำเสมอ เชื้อวัณโรคจะเริ่มดื้อต่อยาที่รักษา การรักษาในปัจจุบันนี้ใช้ยาหลายชนิดพร้อม ๆ กัน เพื่อรักษาผู้ป่วยให้ หายขาด ถึงแม้เชื้อวัณโรคจะดื้อต่อยาชนิดใดชนิดหนึ่งก็ตาม ปัญหาใหม่ที่พบครั้งแรกในประเทศ สหรัฐอเมริกา คือ มีการดื้อต่อยาหลาย ๆ ชนิดในขณะเดียวกัน นั่นคือเชื้อโรคอาจดื้อต่อยาสองชนิดหรือ มากกว่า และเมื่อเกิดการดื้อยาดังกล่าว ในผู้ป่วยที่พบว่าติดเชื้อ HIV ด้วยแล้ว ผู้ป่วยมักจะเสียชีวิต และทำให้การรักษายากมากขึ้นเป็นพิเศษ แม้จะเป็นกับผู้ป่วยที่ไม่ได้ติดเชื้อ HIV ก็ตาม

 

เราจะทำอะไรได้บ้าง ?
ถึงแม้ว่าจะมีสภาพการณ์ดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้นในหลาย ๆ แห่ง แต่การรักษาวัณโรคให้หาย
ขาดก็ยังคง เป็นไปได้ มียาหลายชนิดและราคาไม่แพงนัก ตลอดจนได้มีการทดสอบวิธีใช้อย่างครบถ้วน รวมทั้งมีการจัดตั้งและทดลองมาตรการควบคุมดูแลวัณโรค โดย องค์การอนามัยโลก (WHO) และ หน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศแถบอัฟริกาและลาตินอเมริกามาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้เหตุใดการควบคุมวัณโรค ในทุกประเทศถึงยังไม่ได้ผลดี

ประการแรก บุคคลที่มีอำนาจในการสั่งการยังไม่ได้เล็งเห็นถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
หรือกำลังเกิดขึ้นจากวัณโรค
ประการที่สอง การขาดบุคลากรทางสาธารณสุขที่รู้จริง และมีประสบการณ์ในการ
จัดตั้งและบริหารโครงการการควบคุมดังกล่าว
ประการที่สาม มักจะขาดเงินทุนในการจัดหายาที่จำเป็น นักการเมืองมักจะไม่
ตระหนักถึงการรักษาวัณโรคว่าเป็นวิธีรักษาชีวิตที่ถูก และได้ผลที่สุด
วิธีหนึ่ง ผู้ป่วยมักจะเป็นบิดา มารดา ที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มวัยสาว และ
ผู้ใช้แรงงานในสังคม
ประการที่สี่ เป็นทัศนคติในแง่ลบ ที่มองว่าถึงจะรักษาอย่างไรผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ก็ต้องเสียชีวิตในที่สุด 
แต่เราเห็นได้ชัดว่าผู้ป่วยเหล่านี้ ควรค่า กับการรักษา ไม่เพียงในแง่
ของการบรรเทาความทุกข์ทรมานที่เกิดร่วมกับโรคอันเกี่ยวเนื่องกับ
เอดส์และป้องกันการแพร่ของวัณโรคไปยังผู้อื่นเท่านั้น 
แต่ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ

องค์การอนามัยโลก และสหพันธ์ต่อต้านวัณโรคและโรคปอดระหว่างประเทศ ได้เสนอแนะ
แนวทางในการดำเนินงานเพื่อเริ่มโครงการควบคุมวัณโรค โดยได้แสดงให้เห็นวิธีจัดตั้งโครงการ การจัดการ 
และควบคุมดูแลโครงการ การอธิบายถึงวิธีการวินิจฉัยโรค คำแนะนำสำหรับเจ้าหน้าที่ สาธารณสุข เรื่อง 
"ชนิดของยาและวิธีการใช้ ตลอดจนการชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ผู้ป่วยควรรับยาอย่างไร รวมทั้งวิธีป้องกัน
ภายในครอบครัวด้วย
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา Thiacetazone ในผู้ป่วยที่ทราบ หรือสงสัยว่าจะติดเชื้อ HIV
โครงการควบคุมวัณโรคควรวางแผนที่จะค่อย ๆ เลิกใช้ยาชนิดนี้ ในกรณีนี้อาจจะต้องได้รับการสนับสนุน 
ด้านการเงินจากประเทศต่าง ๆ ที่บริจาคได้ เพื่อจะได้นำเงินเหล่านั้นมาซื้อยาชนิดอื่น ๆ ที่จะทดแทนกันได้
วิธีแก้ไขปัญหาเรื่องการดื้อยาที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้เกิดการดื้อยา โดยผู้ป่วยทุกคนที่
เริ่มรับการรักษาด้วยยาต้านวัณโรคจะต้องแน่ใจว่าเขารับยาจนถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้ครบถ้วน ถ้า 
จำเป็นอาจให้เจ้าหน้าที่ฉีดยา Streptomycin ให้ และดูว่าแต่ละคนได้กลืนยาที่ต้องได้ในวันนั้นจนหมด
ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงว่า จนถึงทุกวันนี้โรคเอดส์ยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ แต่เรา
ป้องกันผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ให้ปลอดจากวัณโรคได้ แต่ถ้าผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV เป็นวัณโรคในระยะที่ 
ติดต่อก็ยังมีหนทางรักษาได้ และเราสามารถป้องกันการแพร่เชื้อวัณโรคไปยังผู้อื่นได้ โดยโครงการควบคุม 
วัณโรคที่ดำเนินการเป็นอย่างดี

วัณโรคและเอดส์ : ร่วมกันทำให้ถึงตาย

- ประชากรหนึ่งในสามของโลกได้รับเชื้อวัณโรค ถ้าคนเหล่านี้แต่ละคนติดเชื้อ HIV
   จะทำให้ชีวิตของคนนั้นสั้นลงอย่างมาก โดยกลายเป็นวัณโรคระยะเฉียบพลัน
- สำหรับบางคนที่ไม่ได้รับเชื้อวัณโรค แต่ติดเชื้อ HIV ถ้าคนนั้นได้รับเชื้อวัณโรคอาจ
  เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ผู้ป่วยเหล่านี้มักเสียชีวิตในไม่กี่สัปดาห์
- คนที่มีสุขภาพดี ซึ่งได้รับเชื้อวัณโรคจะมีโอกาสได้น้อยกว่าร้อยละ 10 ในช่วงชีวิต
  ของเขาป่วยเป็นวัณโรค คนที่ติดเชื้อ HIV ซึ่งได้รับเชื้อวัณโรคด้วย มีโอกาสจะป่วย
  เป็นวัณโรคที่มีอันตรายถึงตายได้ร้อยละ 10 ในแต่ละปี
- เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคเอดส์และวัณโรคร่วมกัน เช่นเดียวกับที่
  เชื้อวัณโรคสามารถติดต่อแพร่ไปในชุมชนได้ทางอากาศที่เราหายใจ การป้องกันทาง
  เดียว สำหรับชุมชน คือ การรักษาผู้ป่วยวัณโรคในทันที และทำให้หายขาด

 

 

 

 


ปอดอักเสบ / ปอดบวม  Pneumonia

ลักษณะทั่วไป
ปอดอักเสบ หมายถึง การอักเสบของปอด ซึ่งถือเป็นภาวะร้ายแรงชนิดหนึ่ง ภาษาอังกฤษ เรียกว่านิวโมเนีย 
(pneumnoia ) ชาวบ้านเรียกว่า ปอดบวม มักพบในคนที่ไม่แข็งแรง (มีภูมิต้านทานโรคต่ำ) เช่น 
เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กแฝด เด็กขาดอาหาร หรือเด็กที่กินนมข้นกระป๋อง คนชรา คนเมาเหล้า คนที่เป็น
โรคทางปอดเรื้อรัง (เช่น หืด หลอดลมอักเสบ ถุงลมพอง) คนที่กินสเตอรอยด์เป็นประจำ, ผู้ป่วยเอดส์ อาจ
พบเป็นโรคแทรกซ้อนของไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ต่อมทอนซิลอักเสบ หัด อีสุกอีใส ไอกรน ฯลฯ ผู้ป่วยที่ฉีดยา
ด้วยเข็มสกปรก หรือพวกที่ฉีดยาเสพติดด้วนตนเอง ก็มีโอกาสติดเชื้อกลายเป็นโรคปอดบวมชนิดร้ายแรง 
(จากเชื้อสแตฟฟีโลค็อกคัส) ได้ บางครั้งอาจพบในเด็กที่สำลักน้ำมันก๊าด

สาเหตุ
เกิดจากมีเชื้อโรค หรือสารเคมีเข้าไปทำให้มีการอักเสบของปอด ที่สำคัญได้แก่
1. เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งพบเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของโรคนี้ที่พบบ่อยและรักษาได้ง่ายได้แก่ เชื้อปอดบวมหรือ 
    นิวโมค็อกคัส (Pneumococus) ที่พบน้อยแต่ร้ายแรง ได้แก่ เชื้อสแตฟฟีโลค็อกคัส (Staphylo
    coccus), สเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus), เคล็บซิลลา (Klebsiella)
2. เชื้อไวรัส เช่น หัด ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส ฯลฯ
3. เชื้อไมโคพลาสมา (Mycoplasma pneumoniae) ซึ่งทำให้เกิดปอดอักเสบชนิดที่เรียกว่า 
    Atypical pneumonia เพราะมักจะไม่มีอาการหอบอย่างชัดเจน
4. เชื้อรา พบได้ค่อนข้างน้อย แต่รุนแรง
5. เชื้อโปรโตซัว เช่น นิวโมซิสติสคาริไน (Pneumocystis carinii) ที่พบในผู้ป่วยโรคเอดส์
6. สารเคมี ที่พบบ่อยได้แก่ น้ำมันก๊าด ซึ่งผู้ป่วยสำลักเข้าไปในปอด มักจะเป็นที่ปอดข้างขวามากกว่าข้างซ้าย

การติดต่อ อาจติดต่อได้ทางใดทางหนึ่ง ดังนี้
ก. ทางเดินหายใจ โดยการไอ จาม หรือหายใจรดกัน
ข. โดยการสำลักเอาสารเคมี หรือเศษอาหารเข้าไปในปอด
ค. แพร่กระจายไปตามกระแสเลือด เช่น การฉีดยา ให้น้ำเกลือ การอักเสบในอวัยวะส่วนอื่นเป็นต้น


มักเกิดขึ้นทันทีทันใดด้วยอาการไข้สูง (อาจจับไข้ตลอดเวลา) หนาวสั่น (โดยเฉพาะในระยะที่เริ่มเป็น) และหายใจหอบ ในระยะแรกอาจมีอาการไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ  ต่อมาจะไอมีเสลดขุ่นข้นออกเป็นสีเหลือง 
สีเขียว สีสนิมเหล็ก หรือมีเลือดปน
ในเด็กโตและผู้ใหญ่ อาจมีอาการเจ็บแปล๊บในหน้าอก เวลาหายใจเข้า หรือเวลาไอแรง ๆ บางครั้ง อาจปวดร้าว
ไปที่หัวไหล่ สีข้างหรือท้องในเด็กเล็กอาจมีอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเดิน อาเจียน กระสับกระส่าย หรือชัก

สิ่งตรวจพบ
ไข้สูง (39-40 ํซ.) หน้าแดง ริมฝีปากแดง ลิ้นเป็นฝ้า หายใจตื้นแต่ถี่ ๆ อาจมากกว่านาทีละ 30-40 ครั้ง
(เด็กอายุ 0-2 เดือน หายใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที, 2 เดือนถึง 1 ปี หายใจมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที,
1-5 ปี หายใจมากกว่า 40 ครั้งต่อนาที) ซี่โครงบุ๋ม รูจมูกบาน ถ้าเป็นมาก ๆอาจมีอาการตัวเขียว(ริมฝีปากเขียว 
ลิ้นเขียว เล็บเขียว) หรือภาวะขาดน้ำ 
บางรายอาจมีเริมขึ้นที่ริมฝีปาก ปอดอาจเคาะทึบ (dullness) ใช้เครื่องฟังตรวจปอดอาจมีเสียงหายใจค่อย 
(diminished breath sound) หรือมีเสียงกรอบแกรบ (crepitation) ซึ่งมักจะได้ยินตรงใต้สะบักทั้ง 
2 ข้าง

อาการแทรกซ้อน
อาจทำให้เป็นฝีในปอด (lung abscess), ภาวะมีหนองในช่องหุ้มปอด , ปอดแฟบ (atelectasis),
หลอดลมพอง, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (pericarditis), เยื่อบุช่องท้องอักเสบ , 
ข้ออักเสบเฉียบพลัน, โลหิตเป็นพิษ ที่สำคัญคือภาวะขาดออกซิเจน และภาวะขาดน้ำ ซึ่งถ้าพบในเด็กเล็ก 
และคนแก่อาจทำให้ตายได้รวดเร็ว

การรักษา
1. ในรายที่เริ่มเป็น ยังไม่มีอาการหอบ ให้ดื่มน้ำมาก ๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเวลามีไข้สูง ให้ยาลดไข้และให้
    ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนวี , อะม็อกซีซิลลิน, อีริโทรไมซิน,เตตราไซคลีน  ถ้าไอมีเสลดให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ
    (วันละ 10-15 แก้ว) และอาจให้ยาขับเสมหะ เช่น มิสต์แอมมอนคาร์บถ้าอาการดีขึ้นใน 3 วัน 
    ควรให้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 1 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้น หรือกลับมีอาการหอบ ควรแนะนำไปโรงพยาบาล
2. ถ้ามีอาการหอบ หรือสงสัยมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ รีบให้ยาปฏิชีวนะ แล้วส่งไปโรงพยาบาลด่วน  หากรักษา
    ไม่ทันอาจตายได้ ถ้ามีภาวะขาดน้ำ ควรให้น้ำเกลือ ผู้ใหญ่ 5%D/NSS เด็กให้ 5%D/1/3 NSS 
    ระหว่างเดินทางไปด้วย 
    มักจะต้องทำการตรวจโดยเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะหาเชื้อที่เป็นสาเหตุ หรือเจาะเลือดไปเพาะเชื้อ และให้
    การรักษาโดยให้ออกซิเจน น้ำเกลือ และยาปฏิชีวนะซึ่งอาจให้เพนิซิลลินฉีดเข้ากล้ามหรือเข้าเส้นเลือดใน
    ขนาดสูง ๆ หรือยาปฏิชีวนะตัวอื่น ๆ ตามแต่ชนิดของเชื้อที่พบ เช่น เชื้อนิวโมค็อกคัส มักจะให้เพนวี  หรือ
    เพนิซิลลินจี ชนิดฉีด,เชื้อสแตฟฟีโลค็อกคัสให้คล็อกซาซิลลิน , เชื้อไมโคพลาสมาให้ อีรีโทรไมซิน 
    หรือเตตราไซคลีน,  เชื้อนิวโมซิสติสคาริไน ให้โคไตรม็อกซาโซล เป็นต้น

ข้อแนะนำ
1. คนที่มีอาการไข้สูงและหอบ มักมีสาเหตุจากปอดอักเสบ แต่ก็อาจมีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ ได้
2. โรคนี้แม้ว่าจะมีอันตรายร้ายแรงแต่ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็มักจะหายขาดได้ ดังนั้น 
    หากสงสัยผู้ป่วยเป็นโรคนี้ควรรีบให้ยาปฏิชีวนะ แล้วส่งไปโรงพยาบาลทันที

การป้องกัน
1. ปฏิบัติเช่นเดียวกับการป้องกันไข้หวัด
2. อย่าฉีดยาด้วยเข็มและกระบอกฉีดยาที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อ
3. อย่าอมน้ำมันก๊าดเล่น ควรเก็บน้ำมันก๊าดให้ห่างมือเด็ก
4. เมื่อเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หัด อีสุกอีใส ฯลฯ ควรดูแลรักษาเสียแต่เนิ่น ๆ
5. ป้องกันมิให้เป็นโรคทางปอดเรื้อรัง (หลอดลมอักเสบ ถุงลมพอง) ด้วยการไม่สูบบุหรี่


 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.