| top
โรคหัวใจขาดเลือด
Myocardial Infarction
เยื่อบุหัวใจอักเสบ
Bacterial endocarditis

โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดง
แตกง่าย
Hemolytic Anemia
โลหิตจาง
จากขาดธาตุเหล็ก
Iron Deficiency
Anemia
ทาลัสซีเมีย
Thalassemia
ความดันโลหิตสูง
Hypertension
วิธีการดูแลตนเองเมื่อ
เป็นความดันโลหิตสูง
ช็อก
SHOCK



สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้

Contact :
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ
ไทยแล็ปออนไลน์
|
|
โรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
(Ischemic heart disease/IHD)
หรือโรคหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary artery disease/CAD) หมายถึง โรคหัวใจ
ที่เกิดจากการตีบ
และแข็งตัวของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยง กล้ามเนื้อหัวใจ หรือที่
เรียกว่าหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary artery)
ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
ลดลงหรือชะงักไป
เมื่อผู้ป่วยมีภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจต้องการออกซิเจนมากขึ้น เช่น
การออกแรงมาก ๆ การมีอารมณ์โกรธ หรือจิตใจเครียด เป็นต้น ก็จะทำให้มีอาการ
เจ็บหน้าอกเป็นครั้งคราว โดยที่ยังไม่มีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้น เราเรียก
ว่า อาการดังกล่าวว่าโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ (Angina pectoris)
แต่ถ้ากล้าม
เนื้อหัวใจมีการตายเกิดขึ้นบางส่วน เนื่องจากหลอดเลือดโคโรนารีเกิดการอุดตัน
เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้เลยก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง
ซึ่งมักจะมีภาวะช็อก
และหัวใจวายร่วมด้วย เราเรียกว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย
(Myocardial infarction)
โรคนี้มักจะพบได้มากขึ้นตามอายุ ส่วนมากจะมีอาการเริ่มแรกเมื่อมีอายุมากกว่า
40 ปีขึ้นไป
มักไม่พบในผู้ชายอายุต่ำ 30 ปี หรือผู้หญิงอายุต่ำกว่า 40 ปีที่ไม่มีโรค
ประจำตัวอยู่ก่อน
พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง คนที่อยู่ดีกินดี คนที่มีอาชีพทำงานนั่ง
โต๊ะ
และคนในเมืองมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนยากจน คนทีมีอาชีพใช้แรงงาน
และชาวชนบท

สาเหตุ
เกิดจากมีการตีบตันของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ (หลอดเลือดโคโรนารี)
ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ มักเป็นผลจากผนังหลอดเลือดแข็งเนื่องจากมี
ไขมันเกาะ ดังที่เรียกว่าอะเทอโรสเคลอโรซิส (Atherosclerosis) ซึ่งอาจเป็นผลมาจาก
ความเสื่อมของร่างกายตามวัย
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งเร็วขึ้น เช่น
ภาวะไขมันในเลือดสูง, การสูบบุหรี่จัด, โรคความดันโลหิตสูง
, โรคเบาหวาน , โรคเกาต์ ,
ความอ้วน, การขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น
ผู้ป่วยบางรายอาจมีประวัติว่ามีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย
อาการ
ในรายที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ จะมีอาการปวดเค้นคล้ายมีอะไรกดทับ หรือจุกแน่นที่ตรง
กลางหน้าอก หรือยอดอก ซึ่งมักจะเจ็บร้าวมาที่ไหล่ซ้าย ด้านในของแขนซ้าย
บางคนอาจร้าวมาที่คอขากรรไกร หลัง หรือแขนขวา
บางคนอาจรู้สึกจุกแน่นที่ใต้ลิ้นปี่ คล้ายอาการอาหารไม่ย่อย หรือท้องอืดเฟ้อ
ผู้ป่วยมักมีอาการเวลา
ออกแรงมาก ๆ (เช่น ยกของหนัก เดินขึ้นที่สูง ออกกำลังแรง ๆ ทำงานหนัก ๆ
แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน)
มีอารมณ์โกรธ ตื่นเต้น ตกใจ เสียใจ หรือ จิตใจเคร่งเครียด ขณะร่วมเพศ หลังกินข้าวอิ่มจัด
หรือ
เวลาถูกอากาศเย็น ๆ ผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรง เป็นไข้ หรือหัวใจเต้นเร็ว (เช่น หลังกินกาแฟ
หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคคอพอกเป็นพิษ) ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคนี้ได้
อาการเจ็บหน้าอก มักจะเป็นอยู่นาน 2-3 นาที (มักไม่เกิน 10-15 นาที) แล้วหายไปเมื่อได้พัก
หรือหยุด
กระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุชักนำ หรือหลังจากได้อมยาขยายหลอดเลือด (เช่น ไนโตรกลีเซอรีน)
นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการใจสั่น เหนื่อยหอบ เหงื่อออก เวียนศรีษะ คลื่นไส้ร่วมด้วย
ผู้ป่วยที่มีความรู้สึกเจ็บหน้าอกแบบแปล๊บ ๆ หรือ รู้สึกเจ็บเวลาก้ม หรือเอี้ยวตัว หรือรู้สึกเจ็บ
อยู่ตลอดเวลา
(เวลาออกกำลังกาย
หรือทำอะไรเพลินหายเจ็บ) มักไม่ใช่โรคหัวใจขาดเลือด
ในรายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย
จะมีอาการเจ็บหน้าอกในลักษณะเดียวกับโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ
แต่จะเจ็บรุนแรงและนาน แม้จะได้นอนพักก็ไม่ทุเลา ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลีย ใจสั่น หน้ามืด
วิงเวียน
คลื่นไส้ อาเจียน
ถ้าเป็นรุนแรง จะมีอาการหายใจหอบเหนื่อย เนื่องจากมีภาวะหัวใจวาย
หรือเกิด
ภาวะช็อก (เหงื่อออก ตัวเย็น ชีพจรเต้นเบาและเร็ว ความดันเลือดตก)
หรือชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ
ผู้ป่วยอาจเป็นลมหมดสติ หรือตายในทันทีทันใด
บางคนอาจมีประวัติว่า
เคยมีอาการเจ็บหน้าอกเป็นพัก ๆ
นำมาก่อน เป็นเวลาหลายสัปดาห์
บางคนอาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกมาก่อนเลยก็ได้
สิ่งตรวจพบ
ในรายที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ อาจตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร
ในบางรายอาจตรวจพบ
ความดันโลหิตสูง ส่วนในรายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย
อาจตรวจพบภาวะช็อก
การรักษา
1. หากสงสัย ควรแนะนำผู้ป่วยไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งจะตรวจคลื่นหัวใจ
(Electrocardiography/ECG/EKG), ตรวจเลือด, ตรวจปัสสาวะ, การเอกซเรย์
หลอดเลือดหัวใจ
(coronary arteriography) หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ
และให้การ
รักษาโดยให้ยาขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ได้แก่ ไนโตรกลีเซอรีน
(Nitroglycerine)
หรือไอโซซอร์ไบด์
(Isosorbide) อมใต้ลิ้นทันทีเมื่อมีอาการ
ยานี้อาจทำให้เกิดอาการปวดศรีษะได้นอกจากนี้
อาจให้ยาขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจชนิด
ออกฤทธิ์นาน เช่น ไอโซซอร์ไบด์
(lsosorbide), เพอร์แซนทิน (Persantin),
เพอริเทรต (Peritrate) กินวันละ 2-4 ครั้ง ๆ ละ 1 เม็ด เพื่อป้องกันมิให้เกิดอาการ
บางครั้งอาจต้องให้ยาปิดกั้นบีตา (Beta-blockers) เช่น โพรพราโนลอล
(Propranolol)
กินวันละ 4ครั้ง ๆ ละ 20-80 มก., ยาต้านแคลเซียม เช่น ไนเฟดิพีน
ชนิดออกฤทธิ์นาน
30-90 มก. วันละครั้ง
ให้แอสไพริน ขนาด 75-325 มก. วันละครั้ง
เพื่อป้องกันมิให้เลือดจับเป็น
ลิ่มอุดตันหลอดเลือดหัวใจ
ถ้าผู้ป่วยมีโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูงก็ต้องให้ยา
รักษาโรคเหล่านี้ร่วมด้วย ในรายที่มีการตีบตันของหลอดเลือดโคโรนารีหลายแห่ง และกินยาไม่ได้ผล
อาจต้องทำการผ่าตัดเปิดทางระบาย (ทางเบี่ยง) ของหลอดเลือด (Coronary artery bypass
grafting/CABG)
หรือใช้บัลลูนชนิดพิเศษขยายหลอดเลือด
(Percutaneous transluminal coronary angioplasty/PTCA)
2. ถ้ามีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง มีภาวะหัวใจวาย ช็อก หรือหมดสติ ควรส่งผู้ป่วยไป
โรงพยาบาลด่วน
ถ้าเป็นไปได้ ควรฉีดยาระงับปวดอย่างแรง เช่น มอร์ฟีน
(Morphine) ก่อนส่งโรงพยาบาลและให้ออกซิเจน (ถ้ามี) มาระหว่างทางด้วย
ผู้ป่วยมักจะต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 2-4 สัปดาห์ หากไม่มีโรค
แทรกซ้อนที่รุนแรงก็มีโอกาสหายได้ แต่มักจะต้องกินยาเป็นประจำ โดยให้ยา
ขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ
และยาปิดกั้นบีตา ถ้ามีภาวะหัวใจวาย อาจให้ยา
ช่วยหัวใจทำงาน เช่น ลาน็อกซิน
(Lanoxin) หรือ ไดจอกซิน(Digoxin) กินวันละ
1/2 - 1 เม็ดเป็นประจำ (ยานี้ถ้าใช้เกินขนาด อาจทำให้ตาพร่าตาลาย
คลื่นไส้
อาเจียน หัวใจหยุดเต้น หรือเต้นผิดจังหวะได้ ควรให้ใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์
เท่านั้น)
ข้อแนะนำ
1. โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง และอาจมีอันตรายร้ายแรงเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ควรติดต่อ
รักษากับแพทย์เป็นประจำ และควรพกยาไนโตรกลีเซอรีน หรือไอโซซอร์ไบด์
ชนิดอมใต้ลิ้น ติดตัวไว้ใช้เวลามีอาการ
2. สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย เมื่อกลับจากโรงพยาบาลแล้ว ควร
พักฟื้นที่บ้าน
อีกสักระยะหนึ่ง อย่าทำงานหนัก และงดการร่วมเพศเป็นเวลา 4-5
สัปดาห์
ผู้ป่วยสามารถเริ่มกลับไปทำงานได้หลังมีอาการ 8-12 สัปดาห์ แต่ห้าม
ทำงานที่ต้องใช้แรงมาก
ผู้ป่วยควรป้องกันมิให้มีอาการกำเริบอีก โดยการกินยา
ตามแพทย์สั่งเป็นประจำ และปฏิบัติตัวดังในข้อ 7
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก ก็อาจมีโอกาสหายขาด และมีชีวิตยืนยาวเช่น
คนปกติได้
ส่วนในรายที่กำเริบใหม่ มักมีโรคอื่นแทรกซ้อนอยู่ก่อน หรือหลอด
เลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจมีการตีบตันจำนวนมาก
3. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดบางคนอาจไม่มีอาการเจ็บจุกหน้าอกชัดเจน
แต่
อาจรู้สึกคล้ายมีอาการปวดเมื่อย ที่ขากรรไกร หรือหัวไหล่ ถ้าหากมีอาการ
กำเริบบ่อย และมีอายุมากหรือปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ
(เช่น สูบบุหรี่จัด ความดัน
โลหิตสูง เป็นเบาหวาน อ้วน ฯลฯ) ก็ควรจะตรวจเช็กให้แน่ใจ
4. โรคนี้บางครั้ง อาจมีอาการจุกแน่นลิ้นปี่ เหมือนอาการอาหารไม่ย่อย
โดย
เฉพาะอย่างยิ่งเป็นหลัง
กินอาหารใหม่ ๆ อาจทำให้วินิจฉัยผิดได้ ดังนั้น ถ้าพบ
อาการจุกแน่นลิ้นปี่ในคนสูงอายุ
หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆก็ควรจะตรวจเช็กให้
แน่ใจ ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นเพียงอาการอาหารไม่ย่อย
5. การตรวจคลื่นหัวใจ มีความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคนี้ประมาณ 50-75%
หมายความว่า ประมาณ
25-50% ของคนที่เป็นโรคนี้ อาจตรวจคลื่นหัวใจแล้ว
บอกผลว่าปกติ เรียกว่า "ผลลบลวง" (false
negative) ก็ได้ ถ้ายังมีอาการเจ็บ
จุกหน้าอก เข้าลักษณะโรคหัวใจขาดเลือด
ควรทำการตรวจพิเศษโดยวิธีอื่น
เช่น การตรวจคลื่นหัวใจ โดยการวิ่งบนสายสะพาน หรือปั่นจักรยาน (Stress
testing/Excercise ECG) เป็นต้น และบางครั้ง อาจจำเป็นต้องให้การรักษา
และปฏิบัติตัวแบบโรคหัวใจขาดเลือด
6. บางคน อาจมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบโดยไม่ปรากฏอาการก็ได้ ดังนั้นผู้ที่
มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้
(มีประวัติโรคหัวใจขาดเลือดในครอบครัว, สูบบุหรี่จัด,
เป็นความดันโลหิตสูง, เบาหวาน)
ควรตรวจเช็กหัวใจ และอาจต้องให้การรักษา
ตามความเหมาะสมต่อไป
7.ข้อปฏิบัติตัว จะมีส่วนช่วยรักษาให้มีชีวิตยืนยาวได้เท่าหรือเกือบเท่าคนปกติ
ควรแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัว ดังนี้
7.1 เลิกสูบบุหรี่ เด็ดขาด
7.2 ถ้าอ้วน ควรหาทางลดน้ำหนัก
7.3 อย่ากินอาหารที่มีไขมันสัตว์สูง โดยใช้น้ำมันจากพืชแทน ยกเว้นกะทิ
7.4 ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หักโหม
และควร
เพิ่มขึ้นทีละน้อย
ทางที่ดีควรขอคำแนะนำจากแพทย์เสียก่อนที่จะออกกำลัง
กายมาก ๆ
การออกกำลังกายที่แนะนำให้ทำกันได้แก่ การเดินเร็ว วิ่งเหยาะ
ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น
7.5 หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการโรคหัวใจกำเริบ เช่น
- อย่าทำงานหักโหมเกินไป
- อย่ากินข้ามอิ่มเกินไป
- ระวังอย่าให้ท้องผูก โดยการดื่มน้ำมาก ๆ กินผลไม้ให้มาก ๆ และควรกินยา
ระบายเวลาท้องผูก
- ควรงดดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่ใส่กาเฟอีน
- หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ หรือการกระทบกระเทือนทางจิตใจ
และทำ
จิตใจให้เบิกบานอยู่เสมอ
การป้องกัน
โรคนี้สามารถป้องกันได้ โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ, ไม่สูบบุหรี่,
ผ่อนคลาย
ความเครียดด้วยวิธีต่างๆ, ระวังอย่าให้อ้วน, ลดการกินอาหารที่มีไขมันสูง, รักษา
ภาวะไขมันในเลือดสูง,
ความดันโลหิตสูง และเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุม
ได้ การกินแอสไพริน วันละ 75-325 มก.
ก็มีส่วนในการป้องกันโรคนี้ได้ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง
ในผู้ป่วยที่เป็นไขมันในเลือดสูง เบาหวาน
และความดันโลหิตสูง
รายละเอียด
ป้องกันโรคหัวใจ ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ
|
ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ได้แก่
1. ชายอายุเกิน 45 ปี หญิงอายุเกิน 55 ปี
2. สูบบุหรี่
3. มีโรคเบาหวาน
4. มีโรคความดันเลือดสูง
5. มีไขมันชนิด LDL ในเลือดสูงเกิน 160 mg/dl
6. มีไขมันชนิด HDL ในเลือดต่ำกว่า 35 mg/dl
7. มีประวัติในครอบครัว
(ข้อยกเว้น สำหรับผู้ที่มี HDL เกิน 60 สามารถหักปัจจัยเสี่ยงออกได้ 1 ข้อ)
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงมากเท่าไหร่ ย่อมมีโอกาสเกิดได้มากเท่านั้นครับ
สำหรับ อาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ระยะแรกได้แก่ เจ็บหน้าอก แน่น ๆ เหมือนของหนักกดทับ
เกิดขึ้นบริเวณกลางอก อาจร้าวมาที่คาง หรือกระจายไปที่แขนซ้ายโดยเฉพาะด้านใน
เกิดขึ้นขณะที่
ออกกำลัง และอาการนี้ทำให้ผู้ป่วยหยุดกิจกรรมนั้น หลังจากนี้อาการจะหายไปได้เองใน 3-5นาที
สำหรับการปฏิบัติตัวขณะยังไม่มีโรคก็คือ พยายามกำจัดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ให้ได้
สำหรับเพศ และประวัติครอบครัว คงเปลี่ยนไม่ได้ แต่เราสามารถเลี่ยงการสูบบุหรี่, ควบคุมเบาหวาน,
ความดันเลือดสูง และระดับไขมันในเลือดได้
ผลการตรวจเลือดของคุณมี cholesterol สูงเล็กน้อย ซึ่งควรเริ่มควบคุมอาหาร โดยลดของมัน, ไข่แดง
เครื่องในสัตว์
พยายามปรับเปลี่ยนวิธีปรุงอาหาร เช่น จากทอดหรือผัด เป็นนึ่ง, อบ, ย่าง, ต้ม บ้าง
และรับประทานผัก
และผลไม้ให้มาก
สำหรับการตรวจเลือดต่อไป ควรตรวจหลังจากควบคุมอาหารแล้ว ประมาณ 3 เดือน
และควรตรวจ HDL ด้วย เพื่อดูค่า LDL ว่าสูงหรือไม่
(ปัจจัยเสี่ยงจริง ๆ อยู่ที่ LDLไม่ได้อยู่ที่ cholesterol
) โดยคำนวณจากสูตร
LDL = cholesterol - HDL - (triglyceride / 5)
ถ้า triglyceride ไม่เกิน 400
ค่าจากสูตรนี้จะใช้ได้ถูกต้อง
เป้าหมายระดับ LDL
ที่พอใจขึ้นกับปัจจัยเสี่ยง
ถ้ามีไม่เกิน 2 ข้อ ยอมรับระดับ LDL ไม่เกิน 160
แต่ถ้าเกิน 2 ข้อ ยอมรับระดับ LDL เหลือไม่เกิน 130
ถ้ามีโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแล้ว ยอมรับ LDL ไม่เกิน 100
|