BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 
top

อัลบัมภาพโรคผิวหนังต่างๆ

 
รังแค  Dandruff 
ฝ้า  Melasma / Chloasma
ผมร่วง(ผมบาง)
Alopecia/Baldness

 
ข้อมูลเพิ่มเติมปัญหาผมบาง
 ผมร่วงง่าย การดูแลป้องกัน



กลาก (ขี้กลาก)
  
Ring worm / Tenia

เกลื้อน
   Tinea Versicolor

กลากน้ำนม และโรคด่างขาว   
   Pityriasis / Vitiligo

ฝี / Abscess
งูสวัด
   Herpes Zoster

เริม
   Herpes Simplex


หูด Warts
ตาปลา Corn
โรคเรื้อน Leprosy

ผื่นแพ้จากการสัมผัส
  
Contact dermatitis

ผื่นแพ้จากกรรมพันธุ์  
   Eczema/Atopic Dermatitis
ลมพิษ
   Urticaria


แผลปูด - คีลอยด์
   Keloid

สิว  
   Acne Vulgaris

ผิวหนังอักเสบ  
   Cellulitis

Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์



 

ลักษณะทั่วไป
ผมร่วง(ผมบาง) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย แต่จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง   มี
สาเหตุได้มากมายหลายอย่าง   บางอย่างจะเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ เช่น ศีรษะเถิก เกี่ยว
ข้องกับกรรมพันธุ์ เช่น ศีรษะเถิกศีรษะล้าน
ศีรษะล้าน บางอย่างอาจมีสาเหตุจากโรคต่าง ๆ
เช่น ซิฟิลิส  เอสแอลอี ,  ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย ,  กลาก ,  ขาดอาหาร,  โรคเรื้อรังอื่น ๆ
เป็นต้น บางอย่างอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุก็ได้   ในที่นี้จะกล่าวถึงสาเหตุที่พบบ่อย

สาเหตุ
1. ผมร่วงตามธรรมชาติ
เส้นผมบนศีรษะของคนเรามีประมาณ 100,000 เส้น ประมาณ 85%-90% จะอยู่ในช่วง
ที่มีการเจริญงอกงามซึ่งจะงอกยาวขึ้น วันละประมาณ 0.35 มิลลิเมตร และสามารถมี
อายุอยู่ได้นาน 2-6 ปี แล้วจะหยุดการเจริญงอกงาม ในส่วนที่เข้าระยะที่หยุดการเจริญ
งอกงามจะมีอยู่ประมาณ 10%-15% ซึ่งจะร่วงไปในระยะประมาณ 3 เดือน การหวีผม
หรือสระผม จะช่วยให้เส้นผมเหล่านี้ร่วงหลุดง่ายขึ้น คนปกติจะมีผมร่วงเป็นประจำทุกวัน
แต่ไม่เกินวันละ 100 เส้น ซึ่งถือว่าเป็นผมร่วงตามธรรมชาติ หลังจากนั้นก็มีเส้นผมใหม่
งอกขึ้นมาแทน วนเวียนไปเรื่อย ๆ แบบเดียวกับเซลล์ของผิวหนังที่มีบางส่วนที่ตาย และ
หลุดลอกออกมาเป็นขี้ไคลทุกวัน
คนบางคน เมื่อมีความวิตกกังวลอะไรบางอย่าง จะมีอาการเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ใจสั่น
และอาจรู้สึกว่ามีอาการผมร่วงผิดปกติ ซึ่งความจริงผมของคนเหล่านี้มิได้ร่วงมากผิด
ธรรมชาติ (คือไม่เกินวันละ 100 เส้น) แต่เนื่องจากความวิตกกังวล จึงกลัวว่าจะ เป็นโรค
อะไร ผู้ป่วยเหล่านี้จะไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างไร นอกจากอาการของโรคกังวล ผมร่วง
ชนิดนี้เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดของคนที่บ่นว่า มีอาการผมร่วง

2. ผมร่วงกรรมพันธุ์
ผมร่วงชนิดนี้เป็นภาวะที่พบได้บ่อย พบได้ทั้งสองเพศ แต่จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเกิด
จากกรรมพันธุ์ คือ จะมีพ่อแม่พี่น้องที่ผมบาง (ศีรษะเถิก หรือศีรษะล้าน) เช่นเดียวกันทำให้
รากผมบริเวณที่ร่วงมีความไวต่อฮอร์โมนเพศชาย ที่เรียกว่า  "แอนโดรเจน (androgen)"
ทำให้เส้นผมมีอายุสั้นกว่าปกติ จึงร่วงเร็วกว่าบริเวณที่ปกติ  (โดยที่จำนวนเส้นผมที่ร่วงใน
แต่ละวันไม่ได้มากกว่าปกติ) แล้วเส้นผมที่เกิดขึ้นใหม่ จะมีขนาดเล็กบางและสั้นลงจนเป็น
เส้นขนอ่อน ๆ ทำให้บริเวณนั้นดูว่าผมบางหรือไม่มีผม โดยมากจะเป็นตรงบริเวณหน้าผาก
และตรงกลางศีรษะ ส่วนด้านข้างและด้านหลังมักจะปกติมักเริ่มแสดงอาการเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
หรือเมื่อมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และจะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในผู้ชาย  ถ้าเป็นไม่มากผมจะ
บางเฉพาะบริเวณหน้าผาก กลายเป็นศีรษะเถิกมีรูปร่างเหมือนตัวอักษร M ถ้าเป็นมาก  จะ
ทำให้ศีรษะล้าน แบบที่เรียกว่า ทุ่งหมาหลง  หรือ ดงช้างข้ามส่วนในผู้หญิงมักจะเริ่มแสดง
อาการหลังจากเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน มักจะร่วงทั่ว ๆ ไป     โดยเฉพาะตรงบริเวณกลาง
กระหม่อมทำให้แลดูผมบางลง อาการจะเป็นมากน้อยขึ้นกับกรรมพันธุ์ที่ได้รับมา และอายุ
ยิ่งมาก ก็ยิ่งเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ บางคนอาจเกิดร่วมกับการมีรังแคมาก   ทำให้มีอาการคัน
และมีขี้รังแคมาก

3. ผมร่วงจากซิฟิลิส
ซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ให้อ่านรายละเอียด
เพิ่มเติมอาการผมร่วง อาจเป็นอาการแสดงออกของ ผู้ป่วยซิฟิลิสในระยะที่ 2 ผู้ป่วยอาจมี
อาการเป็นไข้หนาว ๆ ร้อน ๆ ปวดเมื่อยตามตัว หรือมีผื่นขึ้นทั่วตัวร่วมด้วย ส่วนอาการผมร่วง 
อาจร่วงเป็นกระจุก ๆ เวลาหวีผม และจำนวนที่ร่วงในแต่ละวันมากกว่าปกติ (ปกติไม่ควร
ร่วงเกินวันละ 100 เส้น) ลักษณะของหนังศีรษะบริเวณ ที่มีผมร่วง อาจดูคล้ายถูกแมลงแทะ
เป็นหย่อม ๆ แต่บางคนอาจมีผมร่วงทั่วศีรษะก็ได้ มักจะพบมีเส้นผมตกตาม หมอนและที่
นอน และถ้าใช้มือดึงเส้นผมเบา ๆ ก็จะมีเส้นผมหลุดติดมือมาง่ายกว่าปกติ       ผู้ป่วยมักมี
ประวัติเที่ยวผู้หญิง   หรือมีเพศสัมพันธ์ กับคนที่เป็นโรคนี้มาก่อน และก่อนหน้าที่จะมีอาการ
ผมร่วงเพียงไม่กี่เดือน หรือไม่กี่สัปดาห์ อาจมีแผลขึ้นที่อวัยวะสืบพันธุ์ (ซิฟิลิสระยะแรก) แต่
ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

4. ผมร่วงเนื่องจากผมหยุดเจริญชั่วคราว
ปกติเส้นผมของคนเราจะมีอายุนาน 2-6 ปี แล้วจะหยุดการเจริญงอกงาม ในแต่ละวันจึงมี
เส้นผมประมาณ 10%-15% ที่เสื่อมและหลุดร่วงไป
แต่ในบางภาวะ เส้นผมที่กำลังเจริญอาจหยุดการเจริญในทันที ทำให้มีเส้นผมเสื่อมและหลุด
ร่วงเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ (เช่น เพิ่มเป็น 30%) ดังนั้นจึงทำให้เกิดอาการผมร่วงมากกว่า
ปกติได้  สาเหตุที่ทำให้ผมหยุดการเจริญชั่วคราว ที่พบได้บ่อย เช่น
(1) ผู้หญิงหลังคลอด ผมมักร่วงหลังคลอดประมาณ 3 เดือน   เนื่องจากขณะคลอดเส้นผม
บางส่วนเกิดหยุดการเจริญในทันที ต่อมาอีก 2-3 เดือน ผมเหล่านี้ก็จะร่วง
(2) ทารกแรกเกิดอาจมีอาการผมร่วงในระยะ 1-2 เดือนแรก แล้วจะค่อย ๆ มีผมงอกขึ้น
      ใหม่
(3) เป็นไข้สูง เช่น ไข้รากสาดน้อย ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ เป็นต้น จะมีอาการผมร่วง 
(หัวโกร๋น) หลังเป็นไข้ ประมาณ 2-3 เดือน
(4) ได้รับการผ่าตัดใหญ่
(5) เจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น วัณโรค, เบาหวาน , โลหิตจาง, ขาดอาหาร เป็นต้น
(6) การเสียเลือด การบริจาคเลือด
(7) การใช้ยา เช่น ยาคุมกำเนิด, อัลโลพูรินอล, โพรพิลไทโอยูราซิล, เฮพาริน เป็นต้น
(8) ภาวะเครียดทางจิตใจ เช่น ตกใจ เสียใจ เศร้าใจ เป็นต้น
ผู้ป่วยจะมีอาการผมร่วงมากผิดปกติ (มากกว่าวันละ 100 เส้น) ลักษณะร่วงทั่วศีรษะ ซึ่งมัก
จะมีอาการตามหลัง สาเหตุเหล่านี้ประมาณ 2-3 เดือน และอาจจะเป็นอยู่นาน 2-6 เดือน ก็
จะหายได้เองอย่างสมบูรณ์

5. ผมร่วงจากโรคอื่น ๆ
ผู้ป่วยที่เป็นโรคบางอย่าง เช่น เอสเอลอี , ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย , มะเร็งต่อมน้ำเหลือง 
เป็นต้น  ก็อาจมีอาการผมร่วง ผมบาง ร่วมกับ อาการของโรคเหล่านี้ เช่น เป็นไข้เรื้อรัง ปวด
ตามข้อ มีผื่นปีกผีเสื้อขึ้นที่หน้า ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น

6. ผมร่วงจากยาและการฉายรังสี
ยาที่อาจทำให้เกิดอาการผมร่วงมีอยู่หลายชนิด เช่น ยารักษามะเร็ง, ยาป้องกันการแข็งตัว
ของเลือด (anticoagulants) เช่น เฮพาริน (Heparin), ยารักษาคอพอกเป็นพิษ, ยาคุมกำเนิด,
คอลชิซีน, อัลโลพูรินอล (Allopurinol) ซึ่งใช้ป้องกันโรคเกาต์, แอมเฟตามีน (Amphetamine)
เป็นต้น นอกจากนี้ การฉายรังสีในการรักษามะเร็ง ก็อาจทำให้ผมร่วงได้

7. โรคผมร่วงหย่อมไม่ทราบสาเหตุ
ผมร่วงเป็นหย่อม อาจมีสาเหตุจากเชื้อรา (กลาก), ซิฟิลิส, การถอนผม, รอยแผลเป็น หรือ
สาเหตุอื่น ๆ แต่มีโรคผมร่วงเป็นหย่อมอยู่ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด 
เรียกว่า "โรคผมร่วงหย่อมไม่ทราบสาเหตุ (Alopecia areata)" เป็นภาวะที่พบได้เป็นครั้ง
เป็นคราว พบมากในวัยหนุ่มสาว พบน้อยในคนอายุเกิน 45 ปี ขึ้นไป ทั้งหญิงและชายมีโอ
กาสเป็นเท่า ๆ กัน ภาวะเครียดทางจิตใจอาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการได้     ผู้ป่วยจะมี
อาการผมร่วงเฉพาะที่ ทำให้ผมแหว่งหายไปเป็นหย่อม ๆ มีลักษณะกลมหรือรี ขอบเขต
ชัดเจน ตรงกลางไม่มีเส้นผมแต่จะเห็นรูขน หนังศีรษะในบริเวณนั้นเป็นปกติทุกอย่าง ไม่
แดง ไม่เจ็บ ไม่คัน ไม่เป็นสะเก็ด หรือเป็นขุย ในระยะแรกจะพบเส้นผมหักโคนเรียงอยู่
บริเวณขอบ ๆ บางคนอาจพบเส้นผมสีขาวขึ้นในบริเวณนั้นผู้ป่วยอาจมีผมร่วงเพียง  1-2 
หย่อม หรืออาจมากกว่า 10 หย่อม    ถ้าเป็นมากอาจลุกลามจนทั่วศีรษะ  จนไม่มีเส้นผม
เหลืออยู่เลยแม้แต่เส้นเดียว บางคนอาจมีอาการขนตาและขนคิ้วร่วงร่วมด้วย      เรียกว่า 
"ผมร่วงทั่วศีรษะ (Alopecia totalis)" ผู้ป่วยส่วนมากจะหายได้เองตามธรรมชาติ แต่อาจ
กินเวลาเป็นปีกว่าจะหาย (ประมาณ 50% ของผู้ป่วยหายภายใน 1 ปี ประมาณ 2 ใน 3 ของ
ผู้ป่วย จะมีผมขึ้นภายใน 5 ปี) บางคนเมื่อหายแล้ว อาจกำเริบได้ใหม่เป็น ๆ  หาย ๆ บ่อย
ครั้ง ประมาณ 40% ของผู้ป่วยจะกำเริบซ้ำอีกภายใน 5 ปี หรือไม่อาจมีคนอื่น ๆ ในครอบ
ครัวเป็นโรคนี้ด้วย (โดยที่ไม่ได้เป็นโรคติดต่อแต่อย่างไร)บางครั้งอาจพบร่วมกับโรคอื่น ๆ
 เช่น ต่อมไทรอยด์อักเสบจากออโตอิมมูน, โรคแอดดิสัน,โรคด่างขาว เป็นต้น

8. ผมร่วงจากเชื้อรา
โรคเชื้อราที่ศีรษะ (กลากที่ศีรษะ) อาจพบได้บ่อยในเด็ก แต่จะไม่ค่อยพบในผู้ใหญ่ เกิดจาก
การติดเชื้อรา ซึ่งมักจะลุกลามจากบริเวณอื่นของร่างกาย
โรคนี้ทำให้ผมร่วงเป็นหย่อม ๆ คล้ายโรคผมร่วงหย่อมไม่ทราบสาเหตุ แต่จะมีลักษณะขึ้น
เป็นผื่นแดง คันและเป็นขุยหรือสะเก็ด นอกจากนี้มักจะพบร่องรอยของโรคเชื้อรา (กลาก) 
ที่ มือ เท้า ลำตัวหรือในบริเวณร่มผ้าร่วมด้วย การขูดเอาขุยที่หนังศีรษะ หรือเอาเส้นผมใน
บริเวณนั้นมา ละลายด้วยน้ำยาโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) แล้วส่องดูด้วยกล้องจุล
ทรรศน์ จะพบเชื้อราที่เป็นสาเหตุ

9. ผมร่วงจากการถอนผม
พบได้บ่อยในเด็กที่มีปัญหากดดันทางจิตใจด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ปัญหาทางครอบคัว ปัญหา
การเรียน เป็นต้น เด็กบางคนอาจถอนผมเล่นจนเป็นนิสัย โดยไม่มีปัญหาทางจิตใจก็ได้ (เรียก
อาการนี้ว่า Trichotillomania) ผู้ป่วยจะถอนผมตัวเองเล่น จนผมร่วงหรือผมแหว่ง บางคน
อาจเอามาเคี้ยวกินเล่น ถ้ากินมาก ๆ อาจทำให้เกิดการอุดตันของกระเพาะลำไส้ได้ เด็กบาง
คนอาจถอนผมเฉพาะตอนก่อนนอน ซึ่งจะพบว่ามีเส้นผมตกอยู่ตามหมอนทุกวัน เส้นผม
เหล่านี้จะไม่มีต่อมรากผม หนังศีรษะบริเวณที่ผมร่วง จะไม่มีผื่นคัน หรือเป็นขุย และจะพบ
เส้นผมที่เป็นตอสั้น ๆ อยู่มาก เนื่องจากผู้ป่วยถอนออกไม่ถนัด

10. รอยแผลเป็นที่หนังศีรษะ
รอยแผลเป็นที่หนีงศีรษะ อาจเกิดจากบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ถูกสารเคมี หรือเกิดจาก
การติดเชื้อ รุนแรงจากแบคทีเรีย (เช่น ฝี พุพอง ชันนะตุ) เชื้อรา (เช่น กลาก) หรือ งูสวัด ทำ
ให้เป็นแผลเป็น ไม่มีผมขึ้นอย่างถาวร

11. ผมร่วงจากการทำผม
การทำผมด้วยการม้วนผม ดัดผม เป่าผม หรือวิธีอื่น ๆ อาจทำให้มีอาการผมร่วงได้ ไม่ถือว่า
เป็นสาเหตุร้ายแรง

การรักษา
1. ผมร่วงธรรมชาติ
ให้ยากล่อมประสาท เช่น ไดอะซีแพม   และให้การดูแลรักษาแบบเดียวกับโรคกังวล
ส่วนอาการผมร่วง ไม่ต้องให้ยารักษาแต่อย่างไร ควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่า ไม่ใช่เรื่อง
ผิดธรรมชาติ และไม่ทำให้ผมบาง หรือศีรษะล้าน
แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 1 เดือน หรือสงสัยจะเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ซิฟิลิส เอสแอลอี หรือ 
โรคเรื้อรังอื่น ๆ ควรส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจหาสาเหตุ

2. ผมร่วงกรรมพันธุ์
ในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ป้องกันและรักษาที่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ ควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้า
ใจถึงสาเหตุ และทำใจยอมรับสภาพของตนเอง ถือเป็นธรรมชาติของคน ๆ นั้น เนื่องจาก
กรรมพันธุ์ เป็นตัวกำหนดปัจจุบันเริ่มค้นพบสาเหตุของการเกิดผมบาง ผมร่วงมากแบบ
กรรมพันธุ์ และมียาทั้งแผนปัจจุบันและแบบสารสกัดธรรมชาติ เพื่อช่วยบรรเทาอาการให้
กลับมาดีขึ้นได้ แต่ต้องทานอย่างต่อเนื่อง

ถ้ารู้สึกน่าเกลียดหรือมีปมด้อย อาจแนะนำให้ใส่ผมปลอม (วิก) การทอผม การผ่าตัดปลูก
ถ่ายผม ในบางรายอาจใช้ยาน้ำไมน็อกซิดิล (Minoxidil) ขนาด 2-3% ทาทุกวัน ถ้าได้ผล
ผมจะเริ่มงอก 4-6 เดือนหลังทายา และได้ผลสูงสุดหลังทายา 12 เดือน ควรทาติดต่อทุกวัน
ไปตลอด หรือใช้ยา ฟีแนสเตอไรด์ Finasteride ขนาด 1 mg ทานทุกวัน ถ้าได้ผลผมจะเริ่ม
งอก 2-4 เดือน หลังทานยา และได้ผลสูงสุดหลังทานยา 12 เดือน ควรทานติดต่อทุกวันไป
ตลอด ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

3. ผมร่วงจากซิฟิลิส
หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจเลือดหา วีดีอาร์แอล (VDRL) ถ้าเป็นโรคนี้จริง ควร
ให้การรักษาแบบซิฟิลิส ระยะที่ 2 (ดูโรคที่ ซิฟิลิส) ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องมักทำ
ให้กลายเป็นซิฟิลิสระยะที่ 3 ซึ่งเป็นอันตรายได้

4. ผมร่วงเนื่องจากผมหยุดเจริญชั่วคราว
ถ้ามีสาเหตุชัดเจน (เช่น หลังคลอด หลังผ่าตัด จิตใจเครียด) ก็ไม่ต้องให้การรักษาแต่อย่างไร
ควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ และรอให้ผมงอกขึ้นใหม่ถ้าไม่แน่ใจ ควรส่งโรงพยาบาล หากสงสัย
โรคซิฟิลิส อาจต้องเจาะเลือด ตรวจวีดีอาร์แอล (เลือดบวก)

5. ผมร่วงจากโรคอื่น ๆ
หากสงสัยมีสาเหตุจากโรคอื่น ๆ เช่น เอสแอลอี, ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย, มะเร็งต่อมน้ำ
เหลือง เป็นต้น ควรส่งไปตรวจโรงพยาบาล (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมตามหัวข้อของโรคเหล่านี้)

6. ผมร่วงจากยาและการฉายรังสี
หากสงสัย ควรแนะนำให้ผู้ป่วยกลับไปปรึกษาแพทย์ที่รักษาอยู่เดิม

7. โรคผมร่วงหย่อมไม่ทราบสาเหตุ
หากสงสัย ควรแนะนำไปตรวจที่โรงพยาบาล อาจต้องเจาะเลือดตรวจหาวีดีอาร์แอล หรือขูด
เอาหนังส่วนนั้นไปตรวจ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เกิดจากซิฟิลิส หรือเชื้อรา
ถ้าเป็นโรคผมร่วงหย่อมไม่ทราบสาเหตุ ก็ให้ใช้ครีมสเตอรอยด์  เช่น ครีมไตรแอมซิโนโลนอะเซโทไนด์
หรือ ครีมบีตาเมทาโซนขนาด 0.1% หรือทาด้วยขี้ผึ้งแอนทราลิน (Anthralin) ขนาด 0.5% 
วันละครั้ง ถ้าไม่ได้ผลใน 1 เดือน ก็อาจฉีดยาสเตอรอยด์ (เช่น ไตรแอมซิโนโลนอะเซโทไนด์) 
เข้าใต้หนังในบริเวณที่เป็นทุก 2 สัปดาห์
ในรายที่เป็นรุนแรง (ผมร่วงทั้งศีรษะ) อาจต้องให้เพร็ดนิโซโลน ชนิดกินยาเหล่านี้จะช่วย
กระตุ้นให้ผมงอกเร็วขึ้น

8. ผมร่วงจากเชื้อรา
ให้กินยาฆ่าเชื้อรา ได้แก่ กริซีโอฟุลวิน ซึ่งอาจต้องให้นาน 6-8 สัปดาห์

9. ผมร่วงจากถอนผม
ควรอธิบายให้ผู้ปกครองทราบถึงสาเหตุ และหาทางห้ามปรามเด็กมิให้ถอนผมเล่น ถ้าหยุด
ถอนผมก็จะขึ้นได้เองในรายที่มีปัญหาทางจิตใจ อาจให้ยากล่อมประสาท เช่น ไดอะซีแพม 
ถ้าไม่ได้ผลควรปรึกษาจิตแพทย์

10. รอยแผลเป็นที่หนังศีรษะ
ไม่มียาที่ใช้รักษาอย่างได้ผล ถ้าจำเป็นอาจต้องทำการผ่าตัดปลูกผม

11. ผมร่วงจากการทำผม
ถ้าผมร่วงมาก ควรหลีกเลี่ยงการม้วนผม ดัดผม เป่าผม ถ้าไม่ได้ผลควรปรึกษาแพทย์

ข้อแนะนำ
โรคผมร่วงหย่อมไม่ทราบสาเหตุ
1. โรคนี้อาจมีลักษณะคล้ายโรคเชื้อราที่ศีรษะ ซึ่งสามารถตรวจให้แน่ชัด โดยการขูดเอาขุย ๆ
ที่หนังศีรษะไปตรวจ ถ้าเป็นโรคเชื้อรา ก็จะพบเชื้อราที่เป็นต้นเหตุ   อย่างไรก็ตามในกรณีที่
ไม่มีโอกาสตรวจพิเศษ ถ้าหากรักษาแบบเชื้อราแล้วอาการไม่ดีขึ้น    ก็ควรจะนึกถึงโรคผม
ร่วงหย่อมไม่ทราบสาเหตุ
2. โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ ดังนั้นจึงไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะเกิดการแพร่โรคโดยการสัมผัสใกล้
ชิด
3. โรคนี้จะหายได้เองโดยธรรมชาติอยู่แล้ว การใช้ยาสีฟัน ยาขัดรองเท้า น้ำมันมะกอก ยา
สมุนไพรหรือยาปลูกผมชนิดต่าง ๆ ทาแล้วได้ผล ก็เพราะตรงกับจังหวะที่ผมากำลังงอกขึ้น
ใหม่พอดี ไม่เกี่ยวกับยาที่ใช้แต่อย่างไร ดังนั้นไม่ควรเปลืองเงิน ซื้อยาปลูกผมต่าง ๆ มาใช้
เอง หรือ เสียเงินแพง ๆ ไปเข้ารับการรักษาตามศูนย์ต่าง ๆ ถ้าจะใช้ยา ควรขอคำแนะนำจาก
แพทย์ ซึ่งจะใช้สเตอรอยด์ทาหรือฉีด จะได้ผลกว่า

รายละเอียดการรักษาปัญหาผมร่วง ผมบาง

 

 

 

 

 

  รังแค Dandruff

รังแค หมายถึง สะเก็ดสีขาวบนหนังศีรษะ ซึ่งจะหลุดร่วงเมื่อแปรงหรือหวีผม เป็นสิ่งที่พบได้
ในคนกว่า 50%โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะเป็นมากในช่วงอายุประมาณ 20 ปี การมีขี้รังแคมาก
 ไม่ถือว่าเป็นโรค และไม่ทำให้เกิดความผิดปกติของเส้นผมหรือการอักเสบของหนังศีรษะ
แต่อย่างไรนอกจากทำให้รำคาญและเสียบุคลิกภาพ

สาเหตุ
สะเก็ดรังแค เกิดจากหนังศีรษะชั้นบนสุด (ชั้นขี้ไคล) ที่ตายแล้ว และหลุดลอกออกมาตาม
ธรรมชาติ ผมบนศีรษะ อาจจะรบกวนกระบวนการหลุดลอกของชั้นขี้ไคล ทำให้มีสะเก็ดหรือ
ขุยเกิดขึ้น เนื่องจากภาวะนี้พบมากในวัยรุ่น จึงเชื่อว่า อาจเกิดจากการกระตุ้นของฮอร์โมน
แอนโดรเจน และการทำงานของต่อมไขมัน และอาจเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ นอกจากนี้ยัง
พบว่า ผู้ที่มีรังแคมาก จะมีปริมาณของเชื้อรา (Pityrosporon ovale และ Pityrosporon 
orbiculare) มากกว่าคนปกติ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่า จะเป็นสาเหตุของการเกิดรังแคหรือไม่

อาการ
เป็นสะเก็ด หรือขุยสีขาว หรือเทาเงิน ขนาดเล็ก ๆ อาจเป็นขุยละเอียด หรือเป็นแผ่น อาจเป็น
เพียงแห่งเดียว หรือหลายแห่ง หรืออาจเป็นทั้งหนังศีรษะก็ได้ สะเก็ดรังแคจะติดค่อนข้าง
แน่นบนหนังศีรษะ และจะหลุดร่วงก็ต่อเมื่อแปรงหรือหวีผม หรือเมื่อถูกลมพัด ความรุนแรง
ของรังแคจะแปรผันไม่แน่นอนในแต่ละช่วง โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ บางคนอาจมีอาการคัน
ร่วมด้วย

การรักษา
สระผมด้วยแชมพูที่มีตัวยารักษารังแค เช่น ซีลีเนียมซัลไฟด์ (Selenium sulfide มีชื่อการค้า
 เช่น แชมพูสระผมเซลซัน), ซิงค์ไพริไทออน (Zinc pyrithion) หรือ โคลทาร์ (Coal tar เช่น 
ทาร์แชมพู) ใช้สระผมสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ควรสระทิ้งไว้นาน 5-10 นาที แล้วค่อยล้างออก 
นอกจากนี้อาจใช้แชมพูคีโตโคนาโซล  ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา สระผม ก็ได้ผลเช่นกัน ถ้าได้ผล 
ควรใช้แชมพูดังกล่าวไปเรื่อย ๆ หากหยุดใช้อาจกลับมีขี้รังแคได้อีก ในรายที่ใช้แชมพูดัง
กล่าว 2 สัปดาห์ แล้วยังไม่ได้ผล หรือหนังศีรษะมีลักษณะอักเสบ หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ 
ที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคผิวหนังชนิดอื่น ๆ ควรตรวจหาสาเหตุอื่น ๆ เพิ่มเติม

รายละเอียด
ขจัดรังแค ด้วยแชมพูเซลซัน แชมพูคีโตโคนาโซล หรือทาร์แชมพู



 

 

 

 

 ฝ้า เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง พบมากในอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป

สาเหตุ
เกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ผิวหนังมีการสร้างเม็ดสี (pigment)
 มากกว่าปกติพบมากในหญิงตั้งครรภ์ และหญิงที่กินหรือ ฉีดยาคุมกำเนิด แต่ก็อาจพบใน
ผู้ชาย และผู้หญิงทั่วไป   
ผู้ที่ถูกแสงแดด หรือแสงไฟ (แสงอัลตราไวโอเลต) บ่อยอาจมีโอกาสเป็นฝ้าได้ง่าย และ
เชื่อว่ากรรมพันธุ์ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า
นอกจากนี้ความเครียด สารเคมี (เช่น น้ำมันดิน) น้ำหอม เครื่องสำอาง ก็มีส่วนกระตุ้นให้
เกิดฝ้า หรือรอยด่างดำบนใบหน้าได้
ผู้ที่เป็นโรคบางชนิด เช่น เนื้องอกของรังไข่ โรคแอดดิสัน  ก็อาจทำให้หน้าเป็นฝ้าดำได้
เช่นกัน บางคนอาจเกิดฝ้าโดยไม่ทราบสาเหตุก็ได้

อาการ
มีลักษณะเป็นรอย หรือปื้นสีน้ำตาลออกดำขึ้นที่บริเวณใบหน้าส่วนที่ถูกแสงแดดมาก ๆ เช่น 
หน้าผาก โหนกแก้มทั้งสองข้าง และดั้งจมูก บางคนอาจมีรอยดำ ที่หัวนม รักแร้ ขาหนีบ 
หรืออวัยวะเพศร่วมด้วย

การรักษา
1. ควรแนะนำข้อปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย คือ อย่าถูกแดดมาก (เวลาออกกลางแจ้ง ควรใส่หมวก 
หรือกางร่ม) ควรหลบแสงไฟแรง ๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอม และเครื่องสำอาง ควรพัก
ผ่อนให้เพียงพอ และอย่าให้อารมณ์เครียด
2. ใช้ยาลอกฝ้า ได้แก่ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ขนาด 2-4 % ทาวันละ 2 ครั้ง จะ
ช่วยลดการสร้างเม็ดสี ทำให้ฝ้าจางลงได้ ยานี้อาจทำให้แพ้ได้ จึงควรทดสอบโดยทาที่แขน
แล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน (ห้ามล้างออก) ดูว่ามีผื่นแดงหรือไม่ ถ้ามีก็ห้ามใช้ยานี้ อาจผสมกับกรด
เรติโนอิก ขนาด 0.01-0.05% และสเตอรอยด์ทำเป็นครีมยี่ห้อต่าง ๆ
3. ใช้ยากันแสง ได้แก่ พาบา (PABA ซึ่งย่อมา จาก Para-aminobenzoic acid) ทาตอน
เช้า หรือก่อนออกกลางแดด ควรใช้ชนิดที่มีความสามารถในการกรองแสง (sun protective 
factor/SPF) มากกว่า
15ขึ้นไป ยานี้อาจทำให้แสบตา แสบจมูก เป็นสิว หรือแพ้ได้ โดยทั่ว
ไป มักจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าอาการจะดีขึ้น และจะต้องใช้ยากันแสงไปเรื่อย ๆ เพื่อ
ป้องกันการกลับเป็นฝ้าอีกถ้าไม่ดีขึ้นใน 1-2 เดือน หรือแพ้ยาที่ทารักษาฝ้า หรือสงสัยเป็น
โรคอื่นควรปรึกษาแพทย์ทางโรคผิวหนังซึ่งอาจเปลี่ยนไปใช้รักษาฝ้าชนิดอื่นแทน

ข้อแนะนำ
1. ฝ้าที่เกิดจากการตั้งครรภ์ หรือกินหรือฉีดยาคุมกำเนิด อาจหายได้เองหลังคลอด หรือหลัง
หยุดใช้ยาคุมกำเนิด (อาจใช้เวลาเป็นสองเท่าของระยะเวลาที่กินยาคุมกำเนิด เช่น ถ้ากินยา
อยู่นาน 1 ปี ก็อาจใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าฝ้าจะหาย)
2. ฝ้า อาจมีสาเหตุจากโรคที่ซ้อนเร้นภายในร่างกาย เช่น เนื้องอกของรังไข่ โรคแอดดิสัน  
เป็นต้น นอกจากนี้โรคเอสแอลอี  ก็อาจมีผื่นแดงขึ้นที่แก้ม คล้ายรอยฝ้าได้ ดังนั้นถ้าพบมี
อาการผิดสังเกตอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย เป็นลมบ่อย ปวดข้อ ผมร่วง เป็นไข้เรื้อรัง เป็นต้น 
ควรปรึกษาแพทย์
3. ยารักษาฝ้าบางชนิด อาจมีสารเคมีที่ทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocytes) ทำให้หน้า
ขาววอก หรือเป็นรอยแดงหรือรอยด่างอย่างน่าเกลียด ดังนั้น จึงควรระมัดระวังอย่าซื้อยา
ลอกฝ้ามาทาเองอย่างส่งเดช โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาที่โฆษณาว่าทำให้หายได้ทันที ยาลอกฝ้า
ที่เข้าสารปรอท อาจทำให้ฝ้าจางลง แต่อาจมีอันตรายจากการสะสมปรอทที่ผิวหนัง และใน
ร่างกายได้
4. ในการรักษาฝ้า อาจต้องใช้เวลานานเป็นแรมเดือน หรืออาจไม่มีทางรักษาให้หายขาด 
เพียงแต่ใช้ยากันแสง และยาลอกฝ้าทาไปเรื่อย ๆ ถ้าหยุดยา อาจกำเริบได้ใหม่ ฝ้าที่อยู่ตื้น ๆ
(สีน้ำตาล หรือน้ำตาลเข้ม) มักจะรักษาได้ผลดี แต่ฝ้าที่อยู่ลึก (สีน้ำตาลเทา หรือสีดำ) อาจ
ได้ผลช้าหรือไม่ได้ผลเลย 
5. การลอกหน้า ขัดผิว ตามร้านเสริมสวย นอกจากจะไม่ช่วยการรักษาฝ้าแล้ว ยังอาจเสี่ยง
ต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การแพ้สัมผัส จึงไม่แนะนำให้ไปลอกหน้าขัดผิว

 ฝ้า เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง พบมากในอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป

สาเหตุ
เกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ผิวหนังมีการสร้างเม็ดสี (pigment) มากกว่า
ปกติพบมากในหญิงตั้งครรภ์ และหญิงที่กินหรือ ฉีดยาคุมกำเนิด แต่ก็อาจพบในผู้ชาย และผู้หญิงทั่วไป   
ผู้ที่ถูกแสงแดด หรือแสงไฟ (แสงอัลตราไวโอเลต) บ่อยอาจมีโอกาสเป็นฝ้าได้ง่าย และเชื่อว่ากรรมพันธุ์
ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า
นอกจากนี้ความเครียด สารเคมี (เช่น น้ำมันดิน) น้ำหอม เครื่องสำอาง ก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดฝ้า หรือรอย
ด่างดำบนใบหน้าได้
ผู้ที่เป็นโรคบางชนิด เช่น เนื้องอกของรังไข่ โรคแอดดิสัน  ก็อาจทำให้หน้าเป็นฝ้าดำได้เช่นกัน บางคน
อาจเกิดฝ้าโดยไม่ทราบสาเหตุก็ได้

อาการ
มีลักษณะเป็นรอย หรือปื้นสีน้ำตาลออกดำขึ้นที่บริเวณใบหน้าส่วนที่ถูกแสงแดดมาก ๆ เช่น หน้าผาก
 โหนกแก้มทั้งสองข้าง และดั้งจมูก บางคนอาจมีรอยดำ ที่หัวนม รักแร้ ขาหนีบ หรืออวัยวะเพศร่วมด้วย

การรักษา
1. ควรแนะนำข้อปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย คือ อย่าถูกแดดมาก (เวลาออกกลางแจ้ง ควรใส่หมวก หรือกางร่ม)
 ควรหลบแสงไฟแรง ๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอม และเครื่องสำอาง ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และอย่า
ให้อารมณ์เครียด
2. ใช้ยาลอกฝ้า ได้แก่ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ขนาด 2-4 % ทาวันละ 2 ครั้ง จะช่วยลดการสร้าง
เม็ดสี ทำให้ฝ้าจางลงได้ ยานี้อาจทำให้แพ้ได้ จึงควรทดสอบโดยทาที่แขน แล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน (ห้ามล้าง
ออก) ดูว่ามีผื่นแดงหรือไม่ ถ้ามีก็ห้ามใช้ยานี้ อาจผสมกับกรดเรติโนอิก ขนาด 0.01-0.05% และสเตอ
รอยด์ทำเป็นครีมยี่ห้อต่าง ๆ
3. ใช้ยากันแสง ได้แก่ พาบา (PABA ซึ่งย่อมา จาก Para-aminobenzoic acid) ทาตอนเช้า หรือก่อนออก
กลางแดด ควรใช้ชนิดที่มีความสามารถในการกรองแสง (sun protective factor/SPF) มากกว่า 15ขึ้น
ไป ยานี้อาจทำให้แสบตา แสบจมูก เป็นสิว หรือแพ้ได้ โดยทั่วไป มักจะต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าอาการ
จะดีขึ้น และจะต้องใช้ยากันแสงไปเรื่อย ๆ เพื่อป้องกันการกลับเป็นฝ้าอีกถ้าไม่ดีขึ้นใน 1-2 เดือน หรือ
แพ้ยาที่ทารักษาฝ้า หรือสงสัยเป็นโรคอื่นควรปรึกษาแพทย์ทางโรคผิวหนังซึ่งอาจเปลี่ยนไปใช้รักษาฝ้าชนิด
อื่นแทน

ข้อแนะนำ
1. ฝ้าที่เกิดจากการตั้งครรภ์ หรือกินหรือฉีดยาคุมกำเนิด อาจหายได้เองหลังคลอด หรือหลังหยุดใช้
ยาคุมกำเนิด (อาจใช้เวลาเป็นสองเท่าของระยะเวลาที่กินยาคุมกำเนิด เช่น ถ้ากินยาอยู่นาน 1 ปี ก็อาจ
ใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าฝ้าจะหาย)
2. ฝ้า อาจมีสาเหตุจากโรคที่ซ้อนเร้นภายในร่างกาย เช่น เนื้องอกของรังไข่ โรคแอดดิสัน  เป็นต้น
 นอกจากนี้โรคเอสแอลอี  ก็อาจมีผื่นแดงขึ้นที่แก้ม คล้ายรอยฝ้าได้ ดังนั้นถ้าพบมีอาการผิดสังเกตอื่น ๆ
 เช่น อ่อนเพลีย เป็นลมบ่อย ปวดข้อ ผมร่วง เป็นไข้เรื้อรัง เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์
3. ยารักษาฝ้าบางชนิด อาจมีสารเคมีที่ทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocytes) ทำให้หน้าขาววอก หรือ
เป็นรอยแดงหรือรอยด่างอย่างน่าเกลียด ดังนั้น จึงควรระมัดระวังอย่าซื้อยาลอกฝ้ามาทาเองอย่างส่งเดช
 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาที่โฆษณาว่าทำให้หายได้ทันที ยาลอกฝ้าที่เข้าสารปรอท อาจทำให้ฝ้าจางลง 
แต่อาจมีอันตรายจากการสะสมปรอทที่ผิวหนัง และในร่างกายได้
4. ในการรักษาฝ้า อาจต้องใช้เวลานานเป็นแรมเดือน หรืออาจไม่มีทางรักษาให้หายขาด เพียงแต่ใช้
ยากันแสง และยาลอกฝ้าทาไปเรื่อย ๆ ถ้าหยุดยา อาจกำเริบได้ใหม่ ฝ้าที่อยู่ตื้น ๆ (สีน้ำตาล หรือ
น้ำตาลเข้ม) มักจะรักษาได้ผลดี แต่ฝ้าที่อยู่ลึก (สีน้ำตาลเทา หรือสีดำ) อาจได้ผลช้าหรือไม่ได้ผลเลย 
5. การลอกหน้า ขัดผิว ตามร้านเสริมสวย นอกจากจะไม่ช่วยการรักษาฝ้าแล้ว ยังอาจเสี่ยงต่อภาวะ
แทรกซ้อน เช่น การแพ้สัมผัส จึงไม่แนะนำให้ไปลอกหน้าขัดผิว

รายละเอียด
ยาคุมกำเนิดอาจทำให้เกิดฝ้า



 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.