BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

Google
Search WWW Search thailabonline.com

op

อัลบัมภาพโรคผิวหนังต่างๆ

โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง

ฝี / Abscess
ฝีคัณฑสูตร
  Anorectal Abscess /
  Fistula In Ano

แผลผุพอง / 
  Impetigo / Ecthyma
แผลอักเสบ
  Infected wound 

ผิวหนังอักเสบ 
  cellulitis

ไฟลามทุ่ง 
  Erysipelas



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

  ฝี  แผลพุพอง  แผลอักเสบ  ผิวหนังอักเสบ  และไฟลามทุ่ง       
โรคติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนัง หมายถึงการอักเสบของผิวหนัง และเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
ซึ่งอาจแสดงอาการได้หลายแบบ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย
ในที่นี้จะกล่าวถึง ฝี  แผลพุพอง  แผลอักเสบ  ผิวหนังอักเสบ  และไฟลามทุ่ง 

 

 

 


  ฝี / Abscess      

ฝี เป็นการอักเสบของต่อมไขมันและขุนขน พบได้บ่อยในคนทุกวัย คนที่เป็นเบาหวานหรือ
กินสเตอรอยด์  เป็นประจำอาจเป็นฝีได้บ่อยส่วนใหญ่มักขึ้นเพียงหัวเดียว บางคนอาจขึ้น
หลายหัว ติด ๆ กัน เรียกว่า ฝีฝักบัว (Carbuncles)

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อแบคทีเรียกลุ่มสแตฟฟีโลค็อกคัส อาจติดต่อโดยการสัมผัสถูกผู้ป่วยโดยตรง

อาการ
มักจะขึ้นเป็นตุ่ม หรือก้อนบวมแดง และปวด กดถูกเจ็บ มีผมหรือขนอยู่ตรงกลาง ขึ้นใหม่ ๆ 
จะมีลักษณะแข็ง ตุ่มนี้จะขยายโตขึ้นและเจ็บมาก ต่อมาค่อย ๆ นุ่มลงและกลัดหนอง บาง
ครั้งเมื่อฝีเป่งมาก ๆ อาจแตกเองได้ (หลังฝีขึ้นไม่กี่วันหรือ 1-2 สัปดาห์) แล้วอาการเจ็บปวด
จะทุเลา  บางครั้งอาจพบต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงอักเสบด้วย เช่น ถ้าเป็นฝีที่เท้า 
อาจมีไข่ดัน (ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ) บวมและปวด, ถ้าเป็นที่มือ ก็มีการอักเสบของต่อมน้ำ
เหลืองที่รักแร้ เป็นต้น ในรายที่เป็นฝีฝักบัว อาจมีไข้ อ่อนเพลีย ร่วมด้วย ในรายที่เป็นฝีหัว
เดียว อาการทั่วไปมักเป็นปกติเมื่อหายแล้ว มักเป็นแผลเป็น

อาการแทรกซ้อน
อาจลุกลามเข้ากระแสเลือด ทำให้เป็นฝีที่ไต (Perinephric abscess) เยื่อกระดูกอักเสบ 
(osteomyelitis) โลหิตเป็นพิษ ถ้าเป็นฝีตรงบริเวณกลาง ๆ ใบหน้า (เช่น กลางสันจมูก 
หรือริมฝีปากบน) แล้วบีบแรง ๆ เชื้ออาจแพร่กระจายเข้าสมองเป็นอันตรายถึงตายได้

การรักษา
1. ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นจัด ๆ (ขนาดที่พอทนได้ อย่าร้อนจัด) ประคบวันละ 2-3 ครั้ง ๆ ละ 10-15 นาที
2. ให้ยาแก้ปวดลดไข้ 
3. ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น คล็อกซาซิลลิน  หรือ อีริโทรไมซิน  นาน 5-7 วัน
4. ถ้าฝีสุก (ฝีนุ่มเต็มที่) อาจใช้เข็มเจาะดูด หรือผ่าระบายเอาหนองออก พร้อมกับใส่ผ้าเป็น
    หมุดระบายหนอง ชะล้างแผล และเปลี่ยนหมุดทุกวัน จนกระทั่งแผลตื้น

ข้อแนะนำ
1. ถ้าเป็นฝีบ่อย ๆ อาจมีภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากขาดอาหาร โลหิตจาง เป็นเบาหวาน  หรือกินสเตอรอยด์  นาน ๆ
    ควรตรวจหาสาเหตุ และให้การดูแลรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น ควรตรวจปัสสาวะ ถ้าพบมีน้ำตาล ก็อาจเป็น
    เบาหวาน ควรส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาล
2. ควรป้องกันการเกิดฝี โดยการอาบน้ำฟอกสบู่วันละ 2 ครั้ง และกินอาหารที่มีประโยชน์เป็นประจำ
3. อย่าบีบหัวฝี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขึ้นตรงกลางใบหน้า      

 

 

  ฝีคัณฑสูตร- Anorectal Abscess and Fistula In Ano      

สาขา : ศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก 
โรค : ฝีคัณฑสูตร (Anorectal Abscess and Fistula In Ano) 

ฝีคัณฑสูตรเฉียบพลัน (anorectal abscess) เป็นผลจาการอักเสบของต่อมเมือกในช่องทวารหนัก 
(anal gland) มักจะเป็นซ้ำซ้อนและกลายเป็นฝีคัณฑสูตรเรื้อรัง (fistula in ano) 

1. การวินิจฉัย 
1.1 อาการฝีคัณฑสูตรเฉียบพลัน 
1.1.1 ขอบทวารหนักบวมและเจ็บ (perianal abscess) 
1.1.2 แก้มก้นด้านใน บวมและเจ็บมักมีไข้ร่วมด้วย (ischiorectal abscess) 
1.1.3 ปวดในทวารหนักตลอดเวลา ปวดมากตอนเบ่งถ่าย มักมีไข้ ร่วมด้วย ( Intersphincteric abscess) 
1.2 อาการฝีคัณฑสูตรเรื้อรัง มีตุ่มที่ขอบทวารหนัก คัน ๆ เจ็บ ๆ มีน้ำเหลืองซึม  
      บางครั้งอักเสบบวมแดงและมีหนองออก เป็น ๆ หาย ๆ อาจมีประวัติฝีคัณฑสูตรเฉียบพลันนำมาก่อน 

2. การตรวจร่างกาย 
2.1 ฝีคัณฑสูตรเฉียบพลัน 
2.1.1 มองเห็นขอบทวารบวมแดง และกดเจ็บ 
2.1.2 การสอดนิ้วมือตรวจในทวารหนัก (PR) จะช่วยบอกขอบเขตหรือขนาด ของฝี และช่วยวินิจฉัยฝี
          ที่เกิดอยู่ภายในทวารหนัก (intersphincteric abscess) ได้ 
2.1.3 Proctoscopy ไม่จำเป็นในการวินิจฉัย ควรทำในรายที่สงสัยว่า สาเหตุของฝีเป็นจากสาเหตุอื่น เช่น 
          มะเร็ง , วัณโรค เป็นต้น 
2.2 ฝีคัณฑสูตรเรื้อรัง 
2.2.1 มองเห็นตุ่มหรือรูเปิดภายนอกที่ขอบทวารหนัก 
2.2.2 การสอดนิ้วมือตรวจในทวารหนัก (PR) อาจช่วยบอกขอบเขตและทิศทางของฝี และรูเปิดของฝี
          ภายในทวารหนัก 
2.2.3 Proctoscopy อาจเห็นรูเปิดของฝีภายในทวารหนัก 

3. การรักษา 
3.1. การรักษาระดับทั่วไป 
       การรักษาระดับนี้ใช้เสริมการรักษาโดยการผ่าตัดเอาหนองออก และไม่ควรใช้เป็นการรักษาหลัก 
       วัตถุประสงค์ เพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของการติดเชื้อ และระงับอาการ 
วิธีการ 
1. ยาแก้ปวดลดไข้ 
2. ประคบความร้อนบริเวณที่บวม 
3. ยาปฎิชีวนะ 

3.2. การผ่าฝี 
วัตถุประสงค์ เพื่อระบายหนองออก 
ข้อบ่งชี้ ฝีคัณฑสูตรเฉียบพลัน 
การเตรียมผ่าตัด 
1. ต้องใช้ยาชา หรือยาฉีดไขสันหลังหรือยาสลบ ดังนั้นจึงต้องทำในสถานพยาบาลที่เหมาะสม มีห้องผ่าตัด 
    ห้องพักฟื้น วิสัญญีแพทย์ หรือพยาบาลยกเว้นในกรณีที่ใช้ยาชา 
2. เตรียมความพร้อมในการวางยาสลบ และการผ่าตัดและการตรวจทางห้องปฏิบัติการตามความเหมาะสม 
    วิธีการผ่าตัด 
    ผ่าเปิดโพรงหนองให้กว้าง เพื่อให้หนองไหลออกได้สะดวก และเพื่อทำแผลได้ง่าย อาจเสริมด้วยการ
    ตัดกล้ามเนื้อหูรูดบางส่วน 
การดูแลหลังผ่าฝี 
1. ต้องดูแลให้ฟื้นเป็นปกติ ในกรณีที่ได้ยาสลบหรือยาฉีดไขสันหลัง 
2. ให้ยาแก้ปวด 
3. ให้ยาปฏิชีวนะ ถ้ามีข้อบ่งชี้ 
4. ทำแผลเพื่อมิให้หนองตกค้าง 
5. กรณีผู้ป่วยได้รับการผ่าฝีขนาดเล็ก โดยใช้ยาชาช่วย ไม่จำเป็นต้องเข้าอยู่ใน โรงพยาบาล 
ผลข้างเคียง 
1. ปัสสาวะลำบากชั่วคราว 
2. ปวดศีรษะชั่วคราว (ในรายที่ฉีดยาไขสันหลัง) 
3. มีเลือดซึมจากแผลผ่าฝี 
หมายเหตุ การผ่าฝีมิใช่ เป็นการรักษาขั้นเด็ดขาด เพราะฝีมีแนวโน้มที่จะเป็นได้อีก และเมื่อกลายเป็นฝีเรื้อรัง
ก็ควรมารับการผ่าตัดอีกครั้ง เพื่อขจัดสาเหตุ 

3.3. การผ่าตัด 
       รักษาฝีคัณฑสูตรเรื้อรัง (fistulotomy, fistulectomy,) 
วัตถุประสงค์ : เพื่อหยุดการอักเสบซ้ำซ้อน 
ข้อบ่งชี้ : ฝีคัณฑสูตรเรื้อรังที่มีทางติดต่อ ระหว่างผิวหนังกับเยื่อบุทวารหนัก 
การเตรียมผ่าตัด 
1. เกือบทั้งหมดต้องดมยาสลบหรือฉีดยาไขสันหลัง ดังนั้นจำเป็นต้องทำในสถานพยาบาลที่เหมาะสม 
2. เตรียมความพร้อมในการวางยาสลบ ขณะการผ่าตัด รวมทั้งการตรวจทางห้องปฏิบัติการตามความเหมาะสม 
วิธีการผ่าตัด 
ผ่าเปิดหรือตัดเลาะช่องทางที่หนองเซาะจากรูเปิดภายนอกถึงรูเปิดภายในทวารหนัก จำเป็นต้องตัดกล้ามเนื้อ
หูรูดบางส่วนออก บางครั้งจำเป็นต้องทำเป็นหลายขั้นตอน เป็นระยะ เพื่อมิให้เกิดอันตรายกับกล้ามเนื้อหูรูด
มากเกินไป ปกติจะไม่เย็บปิดแผลผ่าตัด อาจจำเป็นต้องทำ colostomy ไว้ชั่วคราวในผู้ป่วยบางรายที่มี
ข้อบ่งชี้ 
การดูแลหลังผ่าตัด 
1. ดูแลให้ฟื้นจากยาสลบ หรือ ยาฉีดไขสันหลัง ตามแนวปฏิบัติปกติ 
2. ให้ยาแก้ปวด 
3. ให้ยาแก้คลื่นไส้ 
4. ให้ยาปฏิชีวนะถ้ามีข้อบ่งชี้ 
5. ใช้น้ำล้างหลังถ่าย และหรือให้นั่งแช่น้ำอุ่น 
6. ต้องทำแผลมิให้มีหนองตกค้าง 
7. จำเป็นต้องติดตามเป็นระยะจนกว่าแผลจะหายสนิท ซึ่งใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์ หลังผ่าตัด 
ผลข้างเคียง 
1. ปัสสาวะลำบากชั่วคราว 
2. ปวดศีรษะชั่วคราว (กรณีฉีดยาไขสันหลัง) 
3. มีเลือดออกจากแผล พบได้ในสัปดาห์แรก 
4. มีน้ำเหลืองซึมจากแผล จะหมดไปเมื่อแผลหาย 
5. การกลั้นอุจจาระอาจไม่สมบูรณ์ เช่น มีเมือกเล็ด กลั้นอุจจาระเป็นน้ำไม่ได้ดี หรือกลั้นลมไม่ได้ดี เป็นต้น 
    ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรง ความลึกของโรค และขนาดของกล้ามเนื้อหูรูดที่จำเป็นต้องตัดออก 
6. มีโอกาสกลับเป็นได้อีก 

 

 

 

  แผลผุพอง / Impetigo / Ecthyma      

แผลพุพอง เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายและรวดเร็ว ติดต่อโดยการ
สัมผัสถูกคนที่เป็นโรคนี้อยู่ก่อน

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ สแตฟฟีโลค็อกคัสออเรียส (Staphylococcus aureus) หรือ บีตาสเตรปโต
ค็อกคัส (Beta streptococcous)

อาการ
เริ่มแรกขึ้นเป็นผื่นแดงและคัน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มน้ำใส ซึ่งจะแตกง่าย กลายเป็นสีแดง มีน้ำเหลืองเหนียว ๆ 
ติดเยิ้ม แล้วกลายเป็นสะเก็ดเหลืองกรังติดอยู่มีลักษณะคล้ายรอยบุหรี่ เมื่อผื่นอันแรกแตก มักจะมีผื่นบริวารขึ้นตามในบริเวณข้างเคียงหลาย ๆ อัน และอาจลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้ง่าย 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาการเกา  บางรายอาจมีไข้ต่ำ หรือต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย

มักขึ้นตามใบหน้า, ใบหู, จมูก, ปาก, ศีรษะ, ก้นและบริเวณนอกร่มผ้า (เช่น มือ ขา หัวเข่า)  ถ้าเป็นพุพองที่
ศีรษะ ชาวบ้านเรียกว่า ชันนะตุ
แผลพุพอง อาจพบเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคผิวหนังอื่น ๆ เช่น หิด อีสุกอีใส เริม งูสวัด ผื่นแพ้ ผื่นคัน
 เป็นต้น

อาการแทรกซ้อน
อาจลุกลามเข้ากระแสเลือด ทำให้เป็นโลหิตเป็นพิษ ได้ ถ้าพบในทารก อาจมีอันตรายร้ายแรงได้
ในรายที่เกิดจากเชื้อบีตาสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเออาจทำให้เป็นหน่วยไตอักเสบ  ได้

การรักษา
1. อาบน้ำฟอกด้วยสบู่วันละ 2 ครั้ง และใช้น้ำด่างทับทิมชะล้างเอาคราบสะเก็ดออกไป
2. ถ้าคันมาก ให้ยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน 
3. ทาแผลด้วย ขี้ผึ้งเตตราไซคลีน หรือครีมเจนตาไมซิน หรือเจนเชียนไวโอเลต  หลังอาบน้ำทุกครั้ง
4. ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนวี , คล็อกซาซิลลิน  หรือ อีริโทรไมซิน  ถ้าดีขี้นใน 3-5 วัน ควรให้กินยาต่อจนครบ
   10 วัน เพื่อป้องกันโรคหน่วยไตอักเสบ  (ในรายที่เกิดจากเชื้อบีตาสเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ)
   ถ้าไม่ดีขึ้น หรือพบในทารก ควรส่งโรงพยาบาลอาจต้องฉีดเบนซาทีนเพนิซิลลิน ขนาด 600,000 - 
   1,200,000 ยูนิตเข้ากล้าม เพียงเข็มเดียวก็เพียงพอ

 

 

 

 

  แผลอักเสบ  Infected wound       

แผลอักเสบ เกิดจากมีบาดแผล (เช่น แผลถลอก มีดบาด ตะปูตำ หนามเกี่ยว สัตว์กัด ฯลฯ) อยู่ก่อน แล้วมีเชื้อแบคทีเรีย 
(สเตรปโตค็อกคัส หรือ สแตฟฟีโลค็อกคัส) เข้าไปทำให้อักเสบเป็นหนอง

อาการ
บาดแผลมีลักษณะปวด บวม แดง ร้อน หรือเป็นหนอง บางคนอาจมีไข้หรือต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงโต
ร่วมด้วย

อาการแทรกซ้อน
ถ้าอักเสบรุนแรง เชื้ออาจลุกลามเข้ากระแสเลือดทำให้เป็นโลหิตเป็นพิษ  ได้

การรักษา
1. ชะล้างแผลด้วยน้ำเกลือ (ใช้เกลือ 1 ช้อนโต๊ะใส่ในน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เดือด) หรือ นอร์มัลซาไลน์ (Normal 
    saline)   ถ้าเป็นหนองเฟะ ควรชะล้างด้วยไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ แล้วล้างด้วยน้ำเกลือ ใช้น้ำผึ้งหรือ
    น้ำเชื่อมเข้มข้นใส่แผล แล้วปิดด้วยผ้าก๊อชสะอาด  ควรทำแผลอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง
2. ถ้ามีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือแผลอักเสบมากให้ยาแก้ปวดลดไข้  และยาปฏิชีวนะ เช่น เพนวี , คล็อกซาซิลลิน 
    หรือ อีรีโทรไมซิน  นาน 5-7 วัน
3. ถ้าไข้ไม่ลดใน 3 วัน ซีดเหลือง หรือสงสัยเป็นโลหิตเป็นพิษ หรือเบาหวาน ควรส่งโรงพยาบาล

ข้อแนะนำ
1. ควรพักแขนขาส่วนที่มีบาดแผล (เช่นอย่าเดินหรือใช้งานมาก) และยกส่วนนั้นให้สูง เช่น ถ้ามีบาดแผลที่เท้า 
    ควรนอนพักและใช้หมอนรองเท้าให้สูงกว่าระดับหน้าอก ถ้ามีบาดแผลที่มือ ควรใช้ผ้าคล้องแขนกับลำคอให้ 
    บาดแผลอยู่สูงกว่าระดับหัวใจ
2. ไม่มีอาหารใด ๆ ที่แสลงต่อบาดแผล ไม่ว่าจะเป็น ไข่ เนื้อ ส้ม (ดังที่ชาวบ้านมักเชื่อกันอย่างผิด ๆ ) 
    ตรงกันข้ามควรบำรุงด้วยอาหารพวกโปรตีน (เช่น เนื้อ นม ไข่) ให้มาก ๆ จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
3. ไม่ควรทาแผลด้วย เพนิซิลลิน (ทั้งชนิดขี้ผึ้ง หรือ ยาฉีดที่เรียกว่า โปรเคน ) หรือซัลฟา (ทั้งชนิดขี้ผึ้ง หรือ
    ยาผง ยานี้ระยะแรก ๆ อาจทำให้แผลแห้ง แต่ทาต่อไปจะทำให้เกิดการแพ้ มีอาการบวมคัน และแผลกลับเฟะ
    ได้ ถ้าจะใช้ยาทา ควรใช้ขี้ผึ้งเตตราไซคลีนหรือครีมเจนตาไมซิน
4. ผู้ที่เป็นแผลเรื้อรังไม่หายขาด อาจเนื่องจากมีภาวะซีดหรือขาดอาหาร จึงควรบำรุงอาหารดังในข้อ 2 
    นอกจากนี้อาจมีสาเหตุจากเบาหวาน ควรตรวจดูน้ำตาลในปัสสาวะ ถ้าสงสัยเป็นเบาหวาน ควรส่งโรงพยาบาล
5. แผลอักเสบเป็นหนองมักเกิดจากการดูแลบาดแผลสด (เช่น แผลถลอก มีดบาด ) ที่ไม่ถูกต้อง  ดังนั้นจึงควร
    แนะนำ การดูแลบาดแผลสด ดังนี้
    5.1 เมื่อมีบาดแผลสด ควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดกับสบู่ทันที เพื่อชะล้างเอาสิ่งสกปรกออกไป
    5.2 ทาแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน, ทิงเจอร์ใส่แผลสด (Merthiolate) อย่าฟอกด้วย
           ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์
    5.3 อย่าให้แผลถูกน้ำ หรือใช้น้ำลาย น้ำหมากหรือสิ่งสกปรกอื่น ๆ พอกที่แผล
    5.4 ควรพักส่วนที่เป็นบาดแผลให้มาก ๆ 
    5.5 กินอาหารได้ตามปกติ ควรกินอาหารพวกโปรตีน ผักและผลไม้ให้มาก ๆ 
    5.6 ถ้าบาดแผลสกปรก ควรให้ยาปฏิชีวนะ
    5.7 แนะนำ ให้ฉีดยาป้องกันบาดทะยักในรายที่จำเป็น ดูโรคบาดทะยัก
    5.8 ถ้าแผลกว้าง (ขอบแผลห่างกันจนไม่สามารถใช้พลาสเตอร์ปิดถึงให้ชิดกันได้) ควรให้แพทย์หรือ
          เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทำการเย็บแผล

 

 

 

 

  ผิวหนังอักเสบ   cellulitis      


ลักษณะทั่วไป
เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังชั้นลึกอักเสบ เป็นการอักเสบของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เกิดจาก เชื้อสเตรปโตค็อกคัส หรือ
สแตฟฟีโลค็อกคัส ซึ่งเข้าไปทางบาดแผล (เช่น แมลงกัด หนามตำ ผิวหนัง มีรอยขีดข่วน)

สาเหตุ
เกิดจากการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส หรือสแตฟฟิโลค็อกคัส

อาการ
ผิวหนังมีลักษณะบวมแดงร้อนและปวด ขอบเขตไม่ชัดเจน มักเกิดขึ้นตามแขนขาหรือใบหน้า 
อาจมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ต่อมน้ำเหลืองอาจโต และอาจมีท่อน้ำเหลืองอักเสบเป็นรอย
แดงเป็นแนวยาว

อาการแทรกซ้อน
เชื้ออาจลุกลามเข้ากระแสเลือดกลายเป็นโลหินเป็นพิษ   ได้

การรักษา
1. ควรให้ผู้ป่วยพักผ่อน พยายามอย่างเคลื่อนไหวส่วนที่อักเสบ และยกแขนหรือขาส่วนที่อักเสบให้สูง และ
    ใช้น้ำอุ่นจัด ๆ ประคบ ผู้ป่วยสามารถกินอาหารได้ตามปกติ ไม่มีของแสลง ควรกินอาหารพวกโปรตีน
     (เนื้อ นม ไข่) ให้มาก ๆ
2. ให้ยาแก้ปวดลดไข้  ถ้าปวดหรือมีไข้ และให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนวี   คล็อกซาซิลลิน  หรือ อีริโทรไมซิน 
     ถ้าดีขึ้นให้ยาต่อจนครบ 10 วัน แต่ถ้าไม่ดีขึ้นใน 3-5 วัน ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องฉีดเพนิซิลลินจีขนาด 
     600,000ยูนิตเข้ากล้ามวันละ 2 ครั้ง

 

 

 

 

  ไฟลามทุ่ง   Erysipelas      

ไฟลามทุ่ง เป็นการอักเสบของผิวหนังชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังชั้นตื้นอักเสบ) เกิดจากเชื้อ
แบคทีเรียที่มีชื่อว่า บีตาสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ

อาการ
มักเกิดขึ้นเฉียบพลัน เริ่มแรกจะมีไข้สูงหนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาจะมีอาการ
ปวดบวมแดงร้อนที่ผิวหนัง โดยเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อน แล้วจะลามแผ่ขยายออกไปเรื่อย ๆ ผิวหนังในบริเวณนั้นจะนูน
เป็นขอบแยกจากผิวหนังที่ปกติอย่างชัดเจน เมื่อกดตรงบริเวณนั้นสีจะจางลง และมีรอยบุ๋มเล็กน้อย ถ้าเป็นมากอาจมีตุ่มน้ำพอง มักเกิดที่บริเวณหน้า อาจเป็นที่แก้มข้างเดียว หรือสองข้าง  บางคนอาจเกิดที่แขนหรือขา
ถ้าเป็นบ่อย ๆ อาจทำให้ท่อน้ำเหลืองเกิดการพองตัวอย่างถาวร ถ้าเป็นที่เท้าหรือขา ทำให้ผิวหนังในบริเวณนั้น
มีลักษณะขรุขระ

อาการแทรกซ้อน
เชื้ออาจลุกลามเข้ากระแสเลือด ทำให้กลายเป็นโลหิตเป็นพิษ ถ้าเป็นในเด็กเล้กหรือคนสูงอายุ อาจเป็นอันตรายถึง
ตายได้

การรักษา
1. ควรให้ผู้ป่วยพักผ่อน พยายามอย่างเคลื่อนไหวส่วนที่อักเสบ และยกแขนหรือขาส่วนที่อักเสบให้สูง และใช้
    น้ำอุ่นจัด ๆ ประคบ
    ผู้ป่วยสามารถกินอาหารได้ตามปกติ ไม่มีของแสลง ควรกินอาหารพวกโปรตีน (เนื้อ นม ไข่) ให้มาก ๆ 
2. ให้ยาแก้ปวดลดไข้  ถ้าปวดหรือมีไข้ และให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนวี  หรือ อีริโทรไมซิน  ถ้าดีขึ้นให้ยาต่อจน
    ครบ 10 วัน แต่ถ้าไม่ดีขึ้นใน 3-5 วัน ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องฉีดเพนิซิลลินจีขนาด 600,000 ยูนิต
    เข้ากล้าม วันละ 2 ครั้ง

 

Background: Erysipelas is a skin infection typically caused by group A beta-hemolytic streptococci, although other streptococcal groups are occasionally causative agents. Infection involves the dermis and lymphatics and is a more superficial subcutaneous infection of the skin than cellulitis. Erysipelas is characterized by intense erythema, induration, and a sharply demarcated border, which differentiates it from other skin infections.

Pathophysiology: Skin is the primary organ system affected.

Mortality/Morbidity: Erysipelas generally is benign; however, it can be fatal when associated with bacteremia in very young, elderly, or immunocompromised patients. The mortality rate is less than 1% in treated cases.

Sex: Slight female predominance is observed.

Age: Infection occurs at extremes of age, but erysipelas is primarily a disease of adults.

History:

  • Erysipelas is a febrile illness with dermatological findings, characterized by an abrupt onset of illness with initial fever and chills followed by a painful rash occurring 1-2 days later.
  • Muscle and joint pain may accompany illness.
  • Nausea may be present.
  • Headache and other systemic manifestations of an infectious process may occur.
  • Skin discomfort is noted.

Physical:

  • The patient may appear healthy or toxic depending on the extent of infection.
  • Fever is common.
  • Dermatologic signs
    • Painful, erythematous, and edematous rash
    • Sharply-raised border with abrupt demarcation from healthy adjacent skin
    • Condition found in lower extremities in 70-80% of patients; face affected in 5-20%
  • Erythema is irregular with extensions that may follow lymphatic channels (lymphangitis).
    • Desquamation
    • Vesicles
    • Lymphadenopathy

Causes:

  • Group A streptococci are the most common cause. Less common etiologies include group G, C, and B streptococci and, rarely, staphylococci.
  • A defect in skin barrier allows the infection to occur. Infection may occur after trauma, abrasions, skin ulcers, insect bites, eczema, and psoriatic lesions.
  • Other predisposing factors
    • Lymphatic obstruction or edema
    • Saphenous vein grafting in lower extremities
    • Status postradical mastectomy
    • Immunocompromised patients, including patients who are diabetic or alcoholic
    • Arteriovenous insufficiency
    • Paretic limbs



   


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.