|
ผื่นแพ้จากการสัมผัส
Contact dermatitis
ผื่นแพ้จากกรรมพันธุ์
Eczema/Atopic Dermatitis
ลมพิษ
Urticaria
กลาก (ขี้กลาก)
Ring worm / Tenia
เกลื้อน
Tinea Versicolor
กลากน้ำนม
และโรคด่างขาว
Pityriasis / Vitiligo
แผลปูด - คีลอยด์
Keloid
สิว
Acne Vulgaris
ผิวหนังอักเสบ
Cellulitis
รังแค
Dandruff
ฝ้า
Melasma
/ Chloasma
ผมร่วง(ผมบาง)
Alopecia/Baldness
ฝี
/ Abscess
งูสวัด
Herpes Zoster
เริม
Herpes Simplex
หูด
Warts
ตาปลา
Corn
โรคเรื้อน
Leprosy


สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้

Contact :
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ
ไทยแล็ปออนไลน์
|
|
ลักษณะทั่วไป
ผื่นแพ้จากการสัมผัส
หมายถึง อาการผื่นคัน
ที่เกิดจากการสัมผัสถูกสิ่งกระตุ้นจากภายนอก
ร่างกายซึ่งเป็นสารระคายเคือง
หรือสารที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย
โดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้อง
มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้
การเกิดผื่นอาจเป็นผลมาจากข้อใดข้อหนึ่ง
ดังนี้
1. การระคายเคืองต่อผิวหนัง
เนื่องจากการถูกสารระคายเคือง
ทำให้ผิวหนังเกิด การอักเสบ
เช่น
กรด ด่าง สบู่ ผงซักฟอก ยางไม้
(ยางมะม่วง ต้นรัก) เป็นต้น
2. การแพ้
โดยที่ผู้ป่วยจะต้องเคยสัมผัสถูกสารแพ้มาอย่างน้อยครั้งหนึ่งก่อน
แล้วร่างกายถูก
กระตุ้นให้สร้างภูมิต้านทานขึ้นมา
เมื่อสัมผัสซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
ก็ทำให้เกิดอาการแพ้
การสัมผัส
ครั้งแรกกับครั้งหลัง อาจห่างกันเป็นวัน ๆ
เป็นเดือน หรือเป็นปีก็ได้
สารที่ทำให้เกิดการแพ้ได
้ง่าย
เช่น โลหะ (นิกเกิล
โครเมียม โคบอลด์ เงิน ปรอท)
ยาทาเฉพาะที่ (เช่น เพนิซิลลิน
ซัลฟา
นีโอไมซิน แอนติฮิสตามีน
ยาชา) พลาสเตอร์, เครื่องสำอาง
(เช่น ยาย้อมผม น้ำหอม ยาทาเล็บ
ลิปสติก), เครื่องแต่งกาย
(รองเท้า ถุงมือ เสื้อผ้า),
ปูนซีเมนต์, สี , สารเคมีต่าง ๆ
เป็นต้น
โรคนี้จึงพบบ่อยในคนที่ทำงานบ้าน
โรงงานอุตสาหกรรม
หรือมีอาชีพที่ต้องสัมผัสถูกสารดัง
กล่าวเป็นประจำ
อาการ
มีลักษณะเป็นผื่นแดงหรือขึ้นเป็นตุ่มน้ำใสเล็ก
ๆ มีอาการคันมาก
ซึ่งจะขึ้นเฉพาะบริเวณที่
สัมผัสถูกสิ่งที่แพ้
อาจทำให้เห็นเป็นรอยของสิ่งที่แพ้
เช่น รอยสายนาฬิกา สร้อยคอ
ขอบ
กางเกง สายรองเท้าเป็นต้น
บางคนอาจเป็นตุ่มน้ำใส
อาจติดต่อกันจนเป็นตุ่มพองใหญ่
เมื่อแตกออก จะมีน้ำเหลืองไหล
และมีสะเก็ดเกรอะกรัง
เมื่ออาการทุเลา
ผิวหนังอาจแห้งเป็นขุย
หรือหนาตัวขึ้นชั่วคราว
บาง
คนผิวหนังอาจคล้ำลง
หรือเป็นรอยด่างขาวชั่วคราว
อาการแทรกซ้อน
อาจเกาจนมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
การรักษา
1.
ควรหาสาเหตุที่แพ้แล้วหลีกเลี่ยง
โดยสังเกตจาก
1.1 ตำแหน่งที่เป็น เช่น
ที่ศีรษะอาจแพ้ยาย้อมผม
แชมพูสระผม น้ำมันใส่ผม,
ที่ใบหูอาจแพ้
ตุ้มหู,ที่ใบหน้าอาจแพ้เครื่องสำอาง,
ที่คออาจแพ้น้ำหอม สร้อยคอ,
ที่ลำตัวอาจแพ้เสื้อผ้า สบู่,
ที่ขาและเท้า อาจแพ้ถุงเท้า รองเท้า
(หนังหรือยาง),
ที่มือและเท้าอาจแพ้ผงซักฟอก
ปูนซีเมนต์,
ที่แขนหรือขา อาจแพ้ยุงแมลง เป็นต้น
1.2 อาชีพ และงานอดิเรก เช่น
คนขับรถอาจแพ้เบนซิน
น้ำมันเครื่อง,
แม่บ้านหรือคนซักผ้า
อาจแพ้ผงซักฟอก,
ช่างปูนอาจแพ้ปูนซีเมนต์
เป็นต้น
2. รักษาผื่นแพ้โดย
2.1 ชะแผลด้วยน้ำเกลือ
แล้วเช็ดให้แห้ง
2.2 ทาด้วยครีมสเตอรอยด์ เช่น
ครีมเพร็ดนิโซโลน
หรือครีมบีตาเมทาโซน
ถ้าเป็นบริเวณกว้าง
ควรให้กินยาแก้แพ้ เช่น
คลอร์เฟนิรามีน, ไดเฟนไฮดรามีน
หรือไดรอกไซซีน ครั้งละ 1/2 - 1
เม็ด
วันละ 3-4 ครั้ง
2.3 ถ้ามีหนองหรือน้ำเหลืองไหล
ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนวี ,
คล็อกซาซิลลิน หรือ
อีริโทรไมซิน
3. ในรายที่เป็นรุนแรง
ควรส่งโรงพยาบาล
อาจต้องให้เพร็ดนิโซโลน
กินนาน 10 วัน
4. ในรายที่เป็นเรื้อรัง
ควรแนะนำไปโรงพยาบาลเพื่อทำการทดสอบทางผิวหนัง
โดยวิธี
Patch test (ใช้น้ำยาที่มีสารต่าง ๆ
ปิดที่หลัง
แล้วดูปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น)
เพื่อหาสาเหตุ
ซึ่งจะ
ได้หาทางหลีกเลี่ยง)
ข้อแนะนำ
การรักษาโรคนี้ขึ้นอยู่กับการค้นหาสาเหตุของการแพ้
ซึ่งส่วนมากจะวินิจฉัยได้จากการซัก
ถามประวัติและตำแหน่งที่เป็น
หรือไม่ก็สามารถบอกจากการทดสอบทางผิวหนัง
ถ้าหลีกเลี่ยง
สิ่งที่แพ้ได้มักจะหายใน 2-3 สัปดาห์หรือ 2-3 เดือน
ทางกรรมพันธุ์เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้
การเกิดผื่นอาจเป็นผลมาจากข้อใดข้อหนึ่ง
ดังนี้
1. การระคายเคืองต่อผิวหนัง
เนื่องจากการถูกสารระคายเคือง
ทำให้ผิวหนังเกิด การอักเสบ
เช่น
กรดด่าง สบู่ ผงซักฟอก ยางไม้
(ยางมะม่วง ต้นรัก) เป็นต้น
2. การแพ้
โดยที่ผู้ป่วยจะต้องเคยสัมผัสถูกสารแพ้มาอย่างน้อยครั้งหนึ่งก่อน
แล้วร่างกายถูก
กระตุ้นให้สร้างภูมิต้านทานขึ้นมา
เมื่อสัมผัสซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
ก็ทำให้เกิดอาการแพ้
การสัมผัส
ครั้งแรกกับครั้งหลัง อาจห่างกันเป็นวัน ๆ
เป็นเดือน หรือเป็นปีก็ได้
สารที่ทำให้เกิดการแพ้ได้
ง่าย
เช่น โลหะ (นิกเกิล
โครเมียม โคบอลด์ เงิน ปรอท)
ยาทาเฉพาะที่ (เช่น เพนิซิลลิน
ซัลฟา
นีโอไมซิน แอนติฮิสตามีน
ยาชา) พลาสเตอร์, เครื่องสำอาง
(เช่น ยาย้อมผม น้ำหอม ยาทาเล็บ
ลิปสติก), เครื่องแต่งกาย
(รองเท้า ถุงมือ เสื้อผ้า),
ปูนซีเมนต์, สี , สารเคมีต่าง ๆ
เป็นต้น
โรคนี้จึงพบบ่อยในคนที่ทำงานบ้าน
โรงงานอุตสาหกรรม
หรือมีอาชีพที่ต้องสัมผัสถูกสารดัง
กล่าวเป็นประจำ
อาการ
มีลักษณะเป็นผื่นแดงหรือขึ้นเป็นตุ่มน้ำใสเล็ก
ๆ มีอาการคันมาก
ซึ่งจะขึ้นเฉพาะบริเวณที่
สัมผัสถูกสิ่งที่แพ้
อาจทำให้เห็นเป็นรอยของสิ่งที่แพ้
เช่น รอยสายนาฬิกา สร้อยคอ
ขอบกางเกง
สายรองเท้า เป็นต้น
บางคนอาจเป็นตุ่มน้ำใส
อาจติดต่อกันจนเป็นตุ่มพองใหญ่
เมื่อแตกออก จะมีน้ำเหลืองไหล
และมีสะเก็ดเกรอะกรัง
เมื่ออาการทุเลา
ผิวหนังอาจแห้งเป็นขุย
หรือหนาตัวขึ้นชั่วคราว
บาง
คนผิวหนังอาจคล้ำลง
หรือเป็นรอยด่างขาวชั่วคราว
อาการแทรกซ้อน
อาจเกาจนมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
การรักษา
1.
ควรหาสาเหตุที่แพ้แล้วหลีกเลี่ยง
โดยสังเกตจาก
1.1 ตำแหน่งที่เป็น เช่น
ที่ศีรษะอาจแพ้ยาย้อมผม
แชมพูสระผม น้ำมันใส่ผม,
ที่ใบหูอาจแพ้
ตุ้มหู, ที่ใบหน้าอาจแพ้เครื่องสำอาง,
ที่คออาจแพ้น้ำหอม สร้อยคอ,
ที่ลำตัวอาจแพ้เสื้อผ้า สบู่,
ที่ขาและเท้า อาจแพ้ถุงเท้า รองเท้า
(หนังหรือยาง),
ที่มือและเท้าอาจแพ้ผงซักฟอก
ปูนซีเมนต์,
ที่แขนหรือขา อาจแพ้ยุงแมลง เป็นต้น
1.2 อาชีพ และงานอดิเรก เช่น
คนขับรถอาจแพ้เบนซิน
น้ำมันเครื่อง,
แม่บ้านหรือคนซักผ้า
อาจแพ้ผงซักฟอก,
ช่างปูนอาจแพ้ปูนซีเมนต์
เป็นต้น
2. รักษาผื่นแพ้โดย
2.1 ชะแผลด้วยน้ำเกลือ
แล้วเช็ดให้แห้ง
2.2 ทาด้วยครีมสเตอรอยด์ เช่น
ครีมเพร็ดนิโซโลน
หรือครีมบีตาเมทาโซน
ถ้าเป็นบริเวณกว้าง
ควรให้กินยาแก้แพ้ เช่น
คลอร์เฟนิรามีน, ไดเฟนไฮดรามีน
หรือไดรอกไซซีน ครั้งละ 1/2 - 1
เม็ด
วันละ 3-4 ครั้ง
2.3 ถ้ามีหนองหรือน้ำเหลืองไหล
ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนวี ,
คล็อกซาซิลลิน หรือ
อีริโทรไมซิน
3. ในรายที่เป็นรุนแรง
ควรส่งโรงพยาบาล
อาจต้องให้เพร็ดนิโซโลน กินนาน 10 วัน
4. ในรายที่เป็นเรื้อรัง
ควรแนะนำไปโรงพยาบาลเพื่อทำการทดสอบทางผิวหนัง
โดยวิธี Patch
test (ใช้น้ำยาที่มีสารต่าง ๆ
ปิดที่หลัง
แล้วดูปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น)
เพื่อหาสาเหตุ
ซึ่งจะได้หาทาง
หลีกเลี่ยง)
ข้อแนะนำ
การรักษาโรคนี้ขึ้นอยู่กับการค้นหาสาเหตุของการแพ้
ซึ่งส่วนมากจะวินิจฉัยได้จากการซักถาม
ประวัติและตำแหน่งที่เป็น
หรือไม่ก็สามารถบอกจากการทดสอบทางผิวหนัง
ถ้าหลีกเลี่ยงสิ่ง
ที่แพ้ได้มักจะหายใน 2-3 สัปดาห์หรือ 2-3 เดือน
|
 |
|
ลักษณะทั่วไป
ผื่นแพ้จากกรรมพันธุ์
(ผื่นคันเอกซีม่า ก็เรียก)
เป็นโรคที่พบบ่อยในทารก เด็กโต
และคนหนุ่ม
คนสาว
ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นเท่ากัน
เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์
ทั้งผู้ป่วยและ
ครอบครัว
มักจะมีประวัติโรคภูมิแพ้ เช่น
หืด , หวัดจากการแพ้ , ลมพิษ มักตรวจพบว่าผู้ป่วย
มีสารภูมิแพ้ ที่เรียกว่า
"อิมมูโนโกลบูลินอี (lmmunoglobulin E)"
หรือ "ไอจีอี (lgE)" ในเลือด
สูงกว่าปกติ
อาการผื่นคันส่วนมากจะเกิดขึ้น
โดยหาสาเหตุที่แน่นอนไม่ได้
บางคนอาจพบว่าแพ้
อาหาร นมวัว (ทารกที่กินนมวัว
มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าทารกที่กินนมแม่)
ฝุ่นละออง สบู่
ขนสัตว์ อากาศร้อน
หรืออากาศหนาว แสงแดด เป็นต้น
นอกจากนี้การได้รับบาดเจ็บหรือ
เป็น
โรคติดเชื้อของ ผิวหนัง
หรือทางเดินหายใจก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการได้
สาเหตุ
เกิดจากการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
อาการ
แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะทารก
ระยะเด็ก และระยะผู้ใหญ่
ระยะทารก
จะเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุได้ 2-6
เดือน (เฉลี่ย 4 เดือน)
โดยมีอาการผื่นแดง และ
ตุ่มน้ำใสคัน
บางครั้งมีลักษณะเป็นหนังแห้งกว่าปกติ
เป็นขุย
และเป็นสะเก็ดขึ้นที่จมูก แก้ม
หน้าผาก ศีรษะ
ซึ่งมักจะขึ้นพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง
บางครั้งอาจลามไปที่ลำตัวตอนบน
แขนขา
และบริเวณที่สัมผัสผ้าอ้อมมักจะเป็น
ๆ หาย ๆ เรื้อรัง
อาการมักจะกำเริบขณะฟันจะขึ้น
หรือ
มีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ
ส่วนมากจะหายได้เมื่ออายุ 2-4 ปี
ในพวกที่ไม่หาย
ก็จะเข้าสู่อาการในระยะเด็ก
ระยะเด็ก จะขึ้นเป็นผื่นแดง
อาจมีตุ่มน้ำปน มีอาการคันมาก
เมื่อเกาหรือถูมาก ๆ หนังอาจหนา
ขึ้น มักพบเป็นบริเวณข้อพับ
เช่น แขนพับ ข้อมือ ขาพับ ข้อเท้า
รอบคอ มักเป็นทั้งสองข้างของ
ร่างกายคล้ายคลึงกันบางคนอาจเกาจนน้ำเหลืองเยิ้ม
หรือเป็นหนองจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
อาจพบมีต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียง
มีการอักเสบร่วมด้วย
ระยะผู้ใหญ่
จะมีผื่นคันที่ข้อพับต่าง ๆ
เช่นเดียวกับพบในระยะเด็ก
อาการมักจะกำเริบเวลามี
ภาวะเครียดทั้งทางร่างกาย
และจิตใจ
หรือในระยะก่อนมีประจำเดือน
อาการจะน้อยลงเมื่อ
อายุ 20 กว่าปี และจะค่อย ๆ
หายไปเมื่ออายุ 30 ปี
สิ่งตรวจพบ
ผื่นแดงและตุ่มน้ำใส
ผิวหนังอาจมีลักษณะหนาตัวขึ้น
บางครั้งอาจพบมีน้ำเหลืองเยิ้ม
อาการแทรกซ้อน
อาจเกาจนมีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปอักเสบซ้ำเติม
กลายเป็นตุ่มหนอง หรือแผลพุพอง
ถ้าติดเชื้อเริม
อาจเป็นเริมชนิดร้ายแรงได้
ในรายที่เป็นเรื้อรัง
อาจพบว่าเป็นต้อกระจก
ตั้งแต่อายุ 20-40 ปี
การรักษา
1. ทาด้วยครีมสเตอรอยด์ เช่น
ครีมเพร็ดนิโซโลน
หรือครีมบีตาเมทาโซน
2. ถ้าคันมากให้ยาแก้แพ้ เช่น
คลอร์เฟนิรามีน,ไดเฟนไฮดรามีน
หรือไฮดรอกไซซีน ถ้านอน
ไม่หลับ
หรือชอบเกาตอนนอนควรให้ไดอะซีแพม
ก่อนนอน
3. ถ้าเป็นหนองพุพอง
ควรชะล้างด้วยน้ำเกลือ
และให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนวี ,
คล็อกซาซิลลิน ,
อีริโทรไมซิน กินนาน 10 วัน
4. ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์
ควรส่งไปตรวจที่โรงพยาบาล
อาจต้องให้กินเพร็ดนิโซโลน
นาน 10 วัน
ข้อแนะนำ
1.
ควรแนะนำข้อปฎิบัติตัวของผู้ป่วย
ดังนี้
1.1 ควรหลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคือง
อย่าอาบน้ำบ่อย
ควรอาบวันละครั้ง
และใช้สบู่อ่อนถูตัว
1.2
รักษาอุณหภูมิรอบตัวให้พอเหมาะ
อย่าให้ร้อนหรือหนาวไป
อย่าอาบน้ำร้อน อย่าใส่เสื้อผ้า
หนา หรืออบเกินไป
1.3 งดอาหารที่อาจทำให้แพ้ง่าย
(เช่น นม, ไข่, อาหารทะเล)
รวมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่แพ้
ง่าย (เช่น แอสไพริน เพนวี ซัลฟา)
ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ
1.4 เสื้อผ้า ถุงเท้า ควรใช้ผ้าฝ้าย
อย่าใช้ขนสัตว์
1.5 ควรตัดเล็บให้สั้น
เพื่อป้องกันการเกาด้วยเล็บสกปรก
1.6
ควรใช้ครีมทาผิวให้เกิดความชุ่มชื้นอยู่เสมอ
1.7
ควรหลีกเลี่ยงภาวะเครียดทางจิตใจ
2. โรคนี้ชาวบ้านอาจเรียกว่า
โรคน้ำเหลืองเสีย
ความจริงโรคนี้ไม่มีความผิดปกติเกี่ยวกับ
น้ำเหลืองแต่อย่างไร
แต่เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการคันและเกาจนน้ำเหลืองเยิ้ม
จึงเรียกชื่อ
ตามอาการที่พบ
ทั้งนี้อาจหมายถึงอาการ
ผื่นคันอื่น ๆ เช่น ลมพิษ,
ผื่นแพ้จากการสัมผัส ,
พุพอง
3. โรคนี้จะหายได้เอง เมื่อโตขึ้น
ยกเว้นในรายที่มีอาการตั้งแต่เล็ก
หรือมีผื่นคันขึ้นทั่วร่างกาย
หรือเป็นโรคหืดร่วมด้วย
ก็อาจจะเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง
ไม่ค่อยหายขาด
|
 |
|
ลักษณะทั่วไป
ลมพิษ
เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในคนทุกวัย
แต่จะพบมากในช่วงอายุ 20-40 ปี
พบในผู้หญิง
มากกว่าผู้ชายประมาณ 3 ต่อ 2 ส่วนใหญ่จะเป็นอยู่เพียงไม่กี่วันก็หายได้เอง
โดยไม่มีภาวะ
แทรกซ้อนแต่อย่างไร
แต่บางคนอาจเป็น ๆ หาย ๆ
เรื้อรังได้
ถ้าพบว่าเป็นลมพิษติดต่อกันนาน
เกิน 2 เดือน เรียกว่า
ลมพิษชนิดเรื้อรัง
ถ้าเป็นไม่เกิน 2 เดือน เรียกว่า
ลมพิษชนิดเฉียบพลัน
ผู้ป่วยอาจมีประวัติเคยเป็นโรคภูมิแพ้มาก่อน
หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ร่วมด้วย
สาเหตุ
เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง
เมื่อร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่แพ้
จะสร้างสารแพ้ที่เรียกว่า
ฮิสตามีน
(histamine)
ออกมาจากเซลล์ในชั้นใต้ผิวหนัง
ทำให้หลอดเลือดฝอยขยายตัว
มีพลาสมา (น้ำ
เลือด) ซึมออกมาในผิวหนัง
ทำให้เกิดเป็นผื่นนูนแดง
ลมพิษ
มักมีสาเหตุจากการแพ้อาหาร (เช่น
อาหารทะเล กุ้ง ปลา ไข่
เนื้อสัตว์ ถั่ว มะเขือเทศ
ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว อาหารใส่สี
อาหารกระป๋อง), เหล้า เบียร์, ยา
(เช่น แอสไพริน เพนิซิลลิน ซัลฟา
ฯลฯ), เซรุ่ม, วัคซีน,
พิษแมลงสัตว์กัดต่อย (เช่น ผึ้ง
มด ยุง), ฝุ่น ละอองเกสร, ขนสัตว์,
นุ่น
(ที่นอน หมอน),ไหม หรือสารเคมี (เช่น
เครื่องสำอาง สเปรย์ ยาฆ่าแมลง)
บางคนที่เป็นโรคติดเชื้อ เช่น
ต่อมทอนซิลอักเสบ หูอักเสบ
ท้องเดิน ไซนัสอักเสบ ไตอักเสบ
โรคเชื้อรา โรคพยาธิ เป็นต้น
ก็อาจมีอาการของลมพิษเกิดขึ้นได้
แต่บางคนก็อาจตรวจไม่พบ
สาเหตุชัดเจนในรายที่เป็นลมพิษเรื้อรัง
(เป็นติดต่อกันนานกว่า 2 เดือน)
ส่วนมากจะไม่พบ
สาเหตุที่แน่ชัดส่วนน้อยที่อาจพบว่ามีสาเหตุ
ซึ่งนอกจากเกิดจากสาเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง
ดังกล่าวแล้ว
ยังอาจมี สาเหตุจากการแพ้ ความร้อน,
ความเย็น (น้ำเย็น น้ำแข็ง
อากาศเย็น
ห้องปรับอากาศ), แสงแดด,
เหงื่อ (เช่น
หลังจากออกกำลังกาย), น้ำ, แรงดัน
แรงกด
หรือ
การขีดข่วนที่เกิดกับผิวหนัง,
การยกน้ำหนัก, โรคติดเชื้อเรื้อรัง
(เช่น ฟันผุ โรคพยาธิลำไส้
ตัวจี๊ด หูน้ำหนวก)
บางคนอาจเกิดร่วมกับโรคอื่น ๆ
เช่น เอสเอลอี มะเร็ง เป็นต้น
ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้เป็นส่วน
น้อย นอกจากนี้ความตึงเครียด
ความวิตกกังวล
และอารมณ์ของผู้ป่วย
ก็อาจเป็นสาเหตุของ
ลมพิษเรื้อรังได้
รวมทั้งทำให้อาการกำเริบในรายที่เกิดจากสาเหตุอื่น
ๆ
อาการ
มักเกิดขึ้นเฉียบพลัน
ด้วยอาการขึ้นเป็นวงนูนแดง
มีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ กัน เช่น
วงกลม วงรี
วงหยัก
เนื้อภายในวงจะนูนและสีซีดกว่าขอบเล็กน้อย
ทำให้เห็นเป็นขอบแดง ๆ
คล้ายเอาลิปสติก
ผู้หญิงมาขีดเป็นวงไว้
ผู้ป่วยจะรู้สึกคันมาก
พอเกาตรงไหน
ก็จะมีผื่นแดงขึ้นตรงนั้น
บางคนอาจมี
ไข้ขึ้นเล็กน้อย
หรือรู้สึกร้อนผ่าว ตามผิวกาย
ลมพิษอาจเกิดขึ้นที่หน้า แขนขา
ลำตัว หรือส่วนอื่น ๆ
ของร่างกายก็ได้
มักขึ้นกระจายตัว
ไม่เหมือนกันทั้งสองข้างของร่างกาย
วงนูนแดงจะเป็นอยู่
ประมาณ 3-4 ชั่วโมง ก็จะยุบหายไปเอง
แต่อาจเกิดขึ้นใหม่ในตำแหน่งเดิม
หรือตำแหน่งใหม่
ได้อีกภายในวันเดียวกัน หรือวันต่อมา
หรือในเดือนต่อ ๆ มาก็ได้
บางคนอาจขึ้นติดต่อกันเป็นวัน ๆ
ก็ได้ แต่ส่วนมากมักจะยุบหายได้เองภายใน 1-7
วันในรายที่เป็นลมพิษชนิดรุนแรง
ที่เรียกว่า ลม
พิษยักษ์ หรือ
แองจิโอเอดิมา (Angioedema)
จะมีอาการบวมของเนื้อเยื่อชั้นลึกของผิวหนัง
มี
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-3 นิ้ว หรือมากกว่า
กดไม่บุ๋ม มักขึ้นที่ริมฝีปาก
หนังตา หู ลิ้น
หน้า มือ แขน หรือ
ส่วนอื่น ๆ มักเป็นอยู่ไม่เกิน
24 ชั่วโมง ก็จะยุบหายไปเอง
แต่ถ้ามีอาการบวม
ของกล่องเสียงร่วมด้วย อาจทำให้หายใจลำบาก ตัวเขียว
เป็นอันตรายได้
ในรายที่เป็นเรื้อรัง
มักมีลมพิษขึ้นเป็น ๆ หาย ๆ
ติดต่อกันแทบทุกวันเป็นเวลานานกว่า
2 เดือน
แต่อาจเป็นอยู่เป็นปี ๆ
กว่าจะหายขาดไปได้เอง
สิ่งตรวจพบ
จะตรวจพบลมพิษ
ลักษณะเป็นวงนูนแดง
มีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ
บางครั้งอาจพบรอยเการ่วม
ด้วย |