BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

อัลบัมภาพโรคผิวหนังต่างๆ

งูสวัด
   Herpes Zoster

เริม
   Herpes Simplex



กลาก (ขี้กลาก)
  
Ring worm / Tenia

เกลื้อน
   Tinea Versicolor

กลากน้ำนม และโรคด่างขาว  
   Pityriasis / Vitiligo


หูด  Warts
ตาปลา  Corn
โรคเรื้อน Leprosy


ผื่นแพ้จากการสัมผัส
   Contact dermatitis

ผื่นแพ้จากกรรมพันธุ์ 
   Eczema/Atopic  Dermatitis

ลมพิษ
   Urticaria


แผลปูด - คีลอยด์
   Keloid

สิว  
   Acne Vulgaris
ผิวหนังอักเสบ  
   Cellulitis


รังแค  Dandruff 
ฝ้า  Melasma / Chloasma
ผมร่วง(ผมบาง)
 
Alopecia/Baldness


Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์



  งูสวัด HerpesZoster

ลักษณะทั่วไป
งูสวัด เป็นโรคที่พบได้บ่อย ซึ่งจะพบได้มากขึ้นตามอายุ ในเด็กเล็กจะพบได้น้อย พบในผู้ชาย
มากกว่าผู้หญิงโรคนี้จะมีอาการรุนแรงขึ้น และระยะที่เป็นจะนานขึ้นตามอายุมักจะเป็นเพียง
ครั้งเดียวในชีวิต เมื่อหายแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก (ตรงข้ามกับโรคเริมที่เป็นซ้ำซากไม่หายขาด)

สาเหตุ
เกิดจากเชื้องูสวัด หรือ เฮอร์ปีส์ซอสเตอร์ (Herpes zoster) ซึ่งเป็นไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิด
อีสุกอีใส ติดต่อโดยการสัมผัสกับคนที่เป็นงูสวัด หรืออีสุกอีใส
คนที่ได้รับเชื้อไวรัสดังกล่าว เป็นครั้งแรกในชีวิต จะเกิดอีสุกอีใส แล้วเชื้อจะหลบเข้าไปอยู่ที่ปม
ประสาท แฝงตัวอยู่อย่างสงบ เป็นเวลานานหลายปี จนโตขึ้น เมื่อร่างกายมีภาวะภูมิต้านทาน
โรคอ่อนแอ เช่น ถูกกระทบกระเทือน, มีความเครียด, ติดเชื้อเอชไอวี, เป็นมะเร็ง, ใช้ยากดอิมมูน
(ภูมิคุ้มกัน) เป็นต้น เชื้อก็จะ.แบ่งตัว จนเกิดเป็นงูสวัด

อาการ
เริ่มแรกจะรู้สึกไม่ค่อยสบาย อาจมีไข้ขึ้น ปวดตามผิวกาย โดยเฉพาะตามแนวเส้นประสาทที่
จะเกิดเป็นงูสวัด บางคนอาจปวดมาก หรือปวดแสบปวดร้อนคล้ายถูกไฟไหม้ มักพบเพียงซีก
ใดซีกหนึ่งของทรวงอก ใบหน้า หรือแขนขา 3-4 วันต่อมาจะมีเม็ดผื่นแดง ๆ ขึ้นตรงบริเวณที่
ปวดแล้วกลายเป็นตุ่มน้ำใส 2-3 วันต่อมาจะเป็นตุ่มเหลืองขุ่น ตุ่มเหล่านี้มักเรียงกันเป็นแถว
ยาวตามแนวเส้นประสาท ต่อมาจะแตกและค่อย ๆ ยุบไปจนแห้งเป็นสะเก็ดต่อมน้ำเหลือง
ในบริเวณใกล้เคียง (เช่นที่รักแร้, คอ) มักโตและเจ็บด้วย โรคนี้มักจะหายไปเองใน 2-3 สัปดาห์
คนอายุมากอาจเป็นนาน 4-5 สัปดาห์

สิ่งตรวจพบ
มักตรวจพบตุ่มน้ำใสเรียงเป็นแถวยาวตามแนวเส้นประสาท และต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้
เคียงโต

อาการแทรกซ้อน
อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้กลายเป็นตุ่มหนอง โรคหายช้าและกลายเป็นแผล
เป็นถ้าเกิดขึ้นที่กระจกตา (ตาดำ) อาจทำให้กระจกตาอักเสบเป็นแผล ตาบอดได้
นอกจากนี้ อาจพบอาการปวดประสาท (neuralgia), อัมพาตปากเบี้ยว หรือเส้นประสาทเป็น
อัมพาต (อาการอัมพาตมักเป็นชั่วคราว)
ในรายที่มีภาวะภูมิคุ้มกันโรคต่ำ เช่น เอดส์ มะเร็ง ใช้ยากดอิมมูน อาจเป็นงูสวัดชนิดแพร่
กระจาย คล้ายอีสุกอีใส (จะมีตุ่มขึ้นอยู่นอกแนวเส้นประสาทที่เป็น มากกว่า 20 ตุ่ม) อาการ
มักจะรุนแรง เป็นอยู่นาน อาจกระจายเข้าสู่สมอง และอวัยวะภายในอื่น ๆ เป็นอันตรายร้าย
แรงถึงตายได้

การรักษา
1. ในรายที่อาการไม่รุนแรง ให้การรักษาตามอาการ เช่น ถ้าปวดให้ยาแก้ปวด ถ้าปวดแสบ
ปวดร้อน ทายา แก้ผดผื่นคันหรือ ครีมพญายอ ขององค์การเภสัชกรรมถ้าตุ่มกลายเป็น
หนองเฟะ จากการติดเชื้อแทรกซ้อน ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น คล็อกซาซิลลิน, อีริโทรไมซิน

2. ถ้าขึ้นที่บริเวณหน้า หรือพบเป็นชนิดแพร่กระจาย (ออกนอกแนวเส้นประสาท) หรือ พบใน
คนอายุมากกว่า 60 ปี หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ควรส่งโรงพยาบาล
ในรายที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ หรือเป็นชนิดแพร่กระจาย อาจต้องพักในโรงพยาบาล และให้
อะไซโคลเวียร์ชนิดฉีด เข้าหลอดเลือดในขนาด 10-12.5 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก
8 ชั่วโมง นาน 7 วัน ในคนอายุมากกว่า 60 ปี และในรายที่ขึ้นบริเวณหน้า ให้กินอะไซโคลเวียร์
ครั้งละ 800 มก. วันละ 5 ครั้ง ทุก 4 ชั่วโมง นาน 7 วัน แต่จะต้องเริ่มให้ ภายใน 48-72 ชั่วโมง
หลังเกิดอาการ จึงจะได้ผลในการลดความรุนแรง และย่นเวลาให้หายเร็วขึ้น รวมทั้งอาจลด
อาการปวดประสาทแทรกซ้อนในภายหลังได้ในรายที่ขึ้นที่ตา นอกจากกินยาดังกล่าวแล้ว
ควรปรึกษาจักษุแพทย์ อาจต้องใช้ยาป้ายตาอะไซโคลเวียร์ร่วมด้วย

3.ในรายที่มีอาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (post-zoster neuralgia) ซึ่งเป็นภาวะแทรก
ซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุด มีลักษณะปวดลึก ๆ แบบปวดแสบปวดร้อน ตลอดเวลา หรือ ปวดแปล๊บ ๆ
ปวดเสียวเป็นพัก ๆ หรือ ปวดเมื่อถูกสัมผัสเพียงเบา ๆ พบว่ายิ่งอายุมาก ยิ่งปวดรุนแรง และ
เป็นนาน มักจะหายได้เอง ภายใน 3-6 เดือน
แต่บางคนอาจปวดนานเกิน 6 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าขึ้นที่บริเวณหน้า ระหว่างที่มีอาการ
ปวดประสาทให้พาราเซตามอล บรรเทาปวด ถ้าไม่ได้ผล ให้กินอะมิทริปไทลีน (Amitriptyline)
เริ่มต้นด้วยขนาด 10 มก.ต่อวัน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขนาดทุกสัปดาห์ จนได้ผล ถ้าใช้ขนาดสูง
(ประมาณวันละ 75-150 มก.) ควรแบ่งให้วันละ 3 ครั้ง ยานี้อาจทำให้ ง่วงนอน ปากคอแห้ง 
ถ้าปวดมาก ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาจต้องใช้ยาชาฉีด ทา หรือพ่น โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งในรายที่มีอาการปวดประสาทนานเกิน 6 เดือน ซึ่งมักจะใช้วิธีระงับปวดแบบ\อื่น ๆไม่ค่อย
ได้ผล

ข้อแนะนำ
1. โรคนี้สำหรับคนทั่วไป ถือว่าไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง และจะหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ การรักษา
เพียงแต่ให้การบรรเทาตามอาการ ยกเว้นในผู้สูงอายุ และคนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และงูสวัด
ที่ขึ้นบริเวณตา ต้องให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัส
2. สมุนไพรที่นิยมใช้รักษาโรคนี้มาแต่โบราณ ได้แก่ ต้นเสลดพังพอน (พญายอ ชองระอา ก็
เรียก)ได้มีวิจัยพบว่า มีสรรพคุณในการรักษาโรคนี้ ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรม ได้ผลิตเป็น
ครีมสำเร็จรูปชื่อ ครีมพญายอ สามารถใช้ทารักษาโรคนี้ร่วมด้วยได้ หรือจะใช้วิธีเอาต้นเสลด
พังพอนสด
ล้างน้ำให้สะอาด และบดให้ละเอียด แล้วนำน้ำคั้นมาทาบริเวณแผลงูสวัดก็ได้
3. เดิมแพทย์เคยนิยมให้สเตอรอยด์ ในระยะแรกที่เป็นงูสวัด เพื่อป้องกันอาการปวดประสาท
แทรกซ้อนตามมา แต่มีการศึกษาพบว่า ไม่ได้ผลจริง (ถึงแม้ยานี้ จะสามารถลดอาการปวด
ที่เกิดขึ้น ในระยะที่เริ่มเป็นใหม่ ๆ ก็ตาม)
วิธีป้องกันการเกิดอาการดังกล่าวที่ได้ผลดี ก็คือ การให้ยาต้านไวรัส-อะไซโคลเวียร์ กินตั้ง
แต่แรกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคนอายุมากกว่า 60 ปี และคนที่มีงูสวัดขึ้นที่บริเวณหน้า
4. ชาวบ้านเรามักมีความเชื่อว่า ถ้างูสวัด (งูตวัด ก็เรียก ซึ่งเป็นการเรียกตามลักษณะอาการ)
เป็นรอบเอวเมื่อใด จะทำให้ตายได้ แต่ความจริงแล้ว โรคนี้มีโอกาสทำให้ตายน้อยมาก และ
ส่วนมากจะขึ้นเพียงข้างเดียวเท่านั้น ถ้าจะเป็นอันตราย ก็เกิดจากการอักเสบซ้ำจากเชื้อ
แบคทีเรีย จนอาจกลายเป็นโลหิตเป็นพิษ ซึ่งปัจจุบันก็สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ
อย่างไรก็ตาม งูสวัดที่จะเป็นรุนแรงทั่วร่างกาย อาจพบในคนที่มีภาวะที่ทำให้ภูมิต้านทานโรค
ต่ำ เช่น เอดส์ เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือได้รับยากดอิมมูน (immuno suppressive) 
ซึ่งอาจมีอันตรายถึงตายได้

รายละเอียด
ถ้างูสวัดขึ้นตา อาจทำให้ตาบอดได้



 

 

 

 

 

  เริม Herpes Simplex


ลักษณะทั่วไป
เริม เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเริม พุขึ้นเป็นตุ่มใสเล็ก ๆ พบได้ใน
คนทุกวัยและมักเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อเริม หรือเฮอร์ปีส์ ซิมเพลกซ์ (Herpes simplex virus/HSV) ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด 
ได้แก่ HSV-1 (ก่อให้เกิดเริมตามผิวหนังทั่วไป และในช่องปากเป็นส่วนใหญ่) กับ HSV-2 
(ก่อให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศเป็นส่วนใหญ่) ติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรง ระยะฟักตัวประมาณ 
1-2 สัปดาห์ สำหรับโรคเริมที่อวัยวะเพศ ถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง

อาการ
มักจะมีอาการแสบ ๆ คัน ๆ นำมาก่อนเล็กน้อย แล้วมีตุ่มน้ำใสขนาด 2-3 มิลลิเมตรขึ้นอยู่
กันเป็นกลุ่มโดยรอบจะเป็นผื่นแดง ต่อมาตุ่มน้ำใสนี้จะกลายเป็นสีเหลืองขุ่น แล้วแตกกลาย
เป็นสะเก็ด หายไปได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ (เร็วสุด 3 วัน)
ลักษณะของตุ่มใสที่อยู่กันเป็นกลุ่มแบบนี้ ชาวบ้านบางแห่ง จึงเรียกโรคนี้ว่า "ขยุ้มตีนหมา"
ตำแหน่งที่พบบ่อย ได้แก่ ริมฝีปาก แก้ม จมูก หู ตา ก้น อวัยวะสืบพันธุ์
นอกจากนี้ ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงมักจะโต และเจ็บด้วย เมื่อหายแล้ว เชื้อจะหลบ
ไปที่ปมประสาท แล้วอาจโผล่ขึ้นมาใหม่ ทำให้โรคกำเริบได้บ่อย ๆ ประมาณปีละ 1-4 ครั้ง 
มักเกิดหลังมีไข้ ถูกแดดจัด อาหารไม่ย่อย ร่างกายอิดโรย อารมณ์เครียด ระหว่างมีประจำ
เดือน หรือตั้งครรภ์

เริมที่อวัยวะเพศ (Herpes genitalis) ติดต่อโดยการร่วมเพศกับกันคนที่เป็นโรคนี้อยู่ก่อน 
หลังจากนั้น 4-7 วัน จะมีอาการแสบ ๆ คัน ๆ      ต่อมาจะขึ้นเป็นตุ่มใส ๆ เล็ก ๆ หลายตุ่มที่
อวัยวะเพศ ในผู้ชาย อาจขึ้นที่หนังหุ้มปลายองคชาต ที่ตัวหรือที่หัวองคชาต ส่วนผู้หญิง อาจ
ขึ้นที่ปากช่องคลอด ในช่องคลอด หรือที่ปากมดลูก ต่อมาตุ่มใสเหล่านี้จะแตกกลายเป็นแผล
เล็ก ๆ หลายแผลคล้าย ๆ แผลถลอกและมีอาการเจ็บ แล้วแผลจะค่อย ๆ หายไปเองภายใน 
1-2 สัปดาห์ โดยไม่มีแผลเป็น ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ (ไข่ดัน) จะโตและเจ็บด้วย

เมื่อเคยเป็นครั้งหนึ่งแล้ว เชื้อจะหลบไปที่ปมประสาท เมื่อร่างกายทรุดโทรม หรือมีการเสียด
สี (การร่วมเพศ) เชื้อก็จะโผล่ขึ้นมาทำให้เกิดโรคได้อีกโดยไม่ได้ติดเชื้อจากการร่วมเพศมา
ใหม่ ดังนั้นคนที่เคยเป็นโรคนี้ ก็อาจจะมีอาการกำเริบซ้ำ ๆ ซาก ๆ (ประมาณปีละ 3-4 ครั้ง) 
เมื่อร่างกายมีภูมิต้านทานโรคนี้ก็อาจจะหายขาดไปได้เอง ถือเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด
ของอาการเป็นแผลที่อวัยวะเพศ


เริมที่ริมฝีปาก (Herpes labialis หรือ Fever blister) มักขึ้นที่บริเวณผิวหนังใกล้ ๆ ริมฝีปาก
อาจพบร่วมกับไข้หวัด ปอดบวม มาลาเรีย การติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส (เช่น ทอนซิลอักเสบ)
เชื้อเมนิงโกค็อกคัส (โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ) และเชื้อริกเกตเซีย (เช่น ไข้ไทฟัส )   เริมใน
ช่องปาก มักพบในเด็ก 1-5 ปี เริ่มพุเป็นตุ่มน้ำเจ็บปวด แล้วแตกเป็นแผลตื้น ๆ มีฝ้าขาว หรือ
เลือดแห้งกรัง บริเวณกระพุ้งแก้ม เหงือก เพดานปาก ลิ้น อาจรุนแรงจนกินอาหารไม่ได้

สิ่งตรวจพบ
อาจตรวจพบตุ่มน้ำใสขนาด 2-3 มม.อยู่กันเป็นกลุ่มหรืออาจพบตุ่มตกสะเก็ด หรือแผลเล็ก ๆ
คล้ายรอยถลอก และอาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงโต

อาการแทรกซ้อน
ส่วนใหญ่มักจะหายได้เอง แล้วอาจกำเริบเป็นครั้งคราว     ส่วนน้อยที่อาจมีภาวะแทรกซ้อน 
เช่น ตุ่มกลายเป็นหนองพุพองจากการอักเสบซ้ำของเชื้อแบคทีเรียอาจทำให้เป็นสมองอักเสบ 
ซึ่งพบได้น้อยมากถ้าเกิดที่ตา อาจทำให้กระจกตาอักเสบ (Keratitis) ถึงกับตาบอดได้ถ้าเกิด
ในผู้หญิงระหว่างตั้งครรภ์ เชื้ออาจผ่านไปยังทารก ทำให้ทารกพิการตั้งแต่อยู่ในครรภ์ได้ถ้า
เกิดในช่องคลอดของหญิงครรภ์แก่ ทารกที่คลอดออกมาอาจได้รับเชื้อ กลายเป็นโรคเริม
ชนิดรุนแรง อาจถึงตายได้ จึงควรแนะนำให้ผ่าตัดเอาเด็กออกทางหน้าท้อง เพื่อหลีกเลี่ยง
การติดเชื้อทางช่องคลอด ถ้าเกิดที่ปากมดลูก อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมด
ลูก ได้

การรักษา
1. ให้การรักษาตามอาการ เช่น ถ้าปวดหรือมีไข้ ให้ยาแก้ปวดลดไข้ ถ้ารู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ ให้
ทาด้วยยาแก้ผดผื่นคัน ขณะพุเป็นตุ่มน้ำใสในระยะเริ่มแรก อาจใช้เข็มปราศจากเชื้อสะกิด
ให้แตก แล้วใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน (เบตาดีน) แอลกอฮอล์ หรือ ทิงเจอร์ใส่
แผลสด (Merthiolate) เช็ดแผลวันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยให้แผลแห้งเร็วขึ้นถ้าพบขณะตุ่ม
แตกเป็นแผลแล้ว ก็ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดวันละ 2-3 ครั้ง ห้ามใช้ยาทาพวกสเตอรอยด์ อาจ
ทำให้แผลลุกลาม หายยาก หรือติดเชื้อแทรกซ้อนได้ถ้าแผลติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
เป็นหนองเฟะ (ซึ่งพบได้น้อยมาก) ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น คล็อกซาซิลลิน หรือ อีริโทรไมซิน 
นาน 5-7 วัน
2. เด็กที่เป็นเริมในช่องปาก ให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ บ้วนปากด้วยน้ำเกลือบ่อย ๆ แล้วใช้กลีเซอรีน 
โบแรกซ์ หรือ เจนเชียนไวโอเลต   ป้ายภายในช่องปาก วันละ 3-4 ครั้ง ถ้ามีไข้ให้พาราเซ
ตามอล และถ้ากินไม่ได้ อาจต้องให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ
3. ถ้าเป็นรุนแรงหรือขึ้นในตาดำ ควรส่งโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมง

ในปัจจุบันมียาต้านไวรัส ได้แก่ อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ซึ่งมีชื่อทางการค้า เช่น 
โซวิแรกซ์ (Zovirax) ยานี้จะใช้ในกรณีที่มีอาการสมองอักเสบจากเชื้อเริม ทารกแรก
เกิดที่ติดเชื้อเริมระหว่างคลอด กระจกตาอักเสบจากเชื้อเริมสำหรับกระจกตาอักเสบ
จากเชื้อเริม ควรปรึกษาจักษุแพทย์ อาจต้องใช้ขี้ผึ้งป้ายตา อะไซโคลเวียร์ชนิด 3 % ป้าย
ตาทุก 2-3 ชั่วโมงในสัปดาห์แรก และป้ายต่ออีกราว 1 สัปดาห์

สำหรับเริมที่อวัยวะเพศ ที่เพิ่งเป็นครั้งแรก และมีอาการไม่เกิน 5 วัน ให้กินยาเม็ดอะไซ
โคลเวิยร์ ขนาด 200 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 5 ครั้ง ห่างกันทุก 4 ชั่วโมง (เว้นช่วง
นอนหลับตอนกลางคืน) หรือ ครั้งละ400 มก.ทุก 8 ชั่วโมง หรือ ครั้งละ 800 มก. ทุก 12 
ชั่วโมง นาน 5-10 วัน ทั้งนี้เพื่อย่นระยะให้หายเร็วขึ้น และลดการแพร่โรค แต่ไม่มีผลใน
การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
ส่วนการใช้ครีมอะไซโคลเวียร์ ขนาด 5% ทาแผลเริมวันละ 4 ครั้ง 5-7 วัน อาจทำให้ผื่นหาย
เร็วขึ้น แต่ได้ผลสู้ชนิดกินไม่ได้

ข้อแนะนำ
1. พยายามให้ความมั่นใจแก่ผู้ป่วยว่า โรคนี้ถึงแม้จะเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง แต่โดยทั่วไปก็
ไม่ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด ไม่ควรเปลี่ยนหมอ เปลี่ยนโรงพยาบาลบ่อยยกเว้น
ในผู้หญิง ถ้าเป็นที่ปากมดลูก ควรตรวจหาเชื้อมะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง ถ้าเป็นระหว่างตั้ง
ครรภ์ หรือใกล้คลอด ควรแนะนำไปพบแพทย์ อาจต้องผ่าตัดเอาเด็กออกทางหน้าท้อง

2. ถ้าเป็นเริมที่อวัยวะเพศ ควรงดร่วมเพศจนกว่าแผลเริมจะหาย หรือไม่ก็ควรป้องกันการ
แพร่เชื้อโดยการใช้ถุงยางอนามัย

3. ถึงแม้ยังไม่มีวิธีรักษาโรคเริมให้หายขาด ไม่ให้เป็นซ้ำ แต่คณะกรรมการอาหารและยา 
สหรัฐอเมริกาได้แนะนำว่า ในรายที่เป็นเริมที่อวัยวะเพศ กำเริบตั้งแต่ปีละ 6 ครั้งขึ้นไป ให้
กินอะไซโคลเวียร์ (200 มก.) ครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เช้า และเย็น นาน 1 ปี จะช่วยระงับ
อาการกำเริบให้ห่างขึ้นได้ และมีความปลอดภัยจากยาสูง

4. ผู้ที่เป็นโรคเริมกำเริบถี่มาก หรือเป็นรุนแรง ควรตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี เพราะอาจพบ
ว่าเป็นเอดส์ได้

5. ครีมพญายอ ขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งทำจากสมุนไพร ได้ผ่านการศึกษาวิจัยแล้วพบว่า 
สามารถรักษาเริมที่อวัยวะเพศที่เป็นครั้งแรก ได้ผลพอ ๆ กับครีมอะไซโคลเวียร์ (ซึ่งประสิทธิ
ผลสู้ อะไซโคลเวียร์ ชนิดกินไม่ได้) และไม่สามารถป้องกันการกำเริบซ้ำ   ส่วนเริมที่กำเริบ
ซ้ำ จะใช้ยาทาเหล่านี้ไม่ได้ผล
ดูผลิตภัณฑ์สมุนไพรพญายอ

รายละเอียด
ผู้หญิงที่เป็นเริมที่ปากมดลูก ควรตรวจเชื้อมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ


 

 

 

 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.