top
หูด
Warts
ตาปลา
Corn
โรคเรื้อน
Leprosy
กลาก
(ขี้กลาก)
Ring worm / Tenia
เกลื้อน
Tinea Versicolor
กลากน้ำนม
และโรคด่างขาว
Pityriasis / Vitiligo
ผื่นแพ้จากการสัมผัส
Contact dermatitis
ผื่นแพ้จากกรรมพันธุ์
Eczema/Atopic
Dermatitis
ลมพิษ
Urticaria
แผลปูด
- คีลอยด์
Keloid
สิว
Acne Vulgaris
ผิวหนังอักเสบ
Cellulitis
รังแค
Dandruff
ฝ้า
Melasma / Chloasma
ผมร่วง(ผมบาง)
Alopecia/Baldness
ฝี
/ Abscess
งูสวัด
Herpes Zoster
เริม
Herpes Simplex


สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้

Contact :
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ
ไทยแล็ปออนไลน์

|
|
โรคเรื้อน (ขึ้ทูต กุฏฐัง ไทกอ หูหนาตาเร่อ โรคใหญ่ โรคพยาธิ เนื้อตาย โรคผิดเนื้อ ก็เรียก)
เป็นโรคติดต่อเรื้อรังชนิดหนึ่ง โรคนี้พบได้ทุกภาคของประเทศ แต่จะพบมากทางภาคอีสาน
โรคเรื้อน สามารถแบ่งออกเป็นหลายชนิด ขึ้นกับภูมิต้านทานของผู้ป่วยได้แก่
1. โรคเรื้อนไม่ทราบชนิด (Indeterminate leprosy) ซึ่งเป็นโรคเรื้อนในระยะเริ่มแรก
อาการ
แสดงยังไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 2-3 เดือน บางคนอาจมีอาการคงที่อยู่นาน
และบางคนอาจแปรเปลี่ยนเป็นโรคเรื้อนชนิดอื่น ๆ
2. โรคเรื้อนชนิดทูเบอร์คูลอยด์
(Tuberculoid leprosy) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในบ้านเรา
ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานขนาดปานกลาง แต่ไม่สามารถขจัดเชื้อได้หมด เชื้อโรคเรื้อนสามารถ
เจริญได้ช้า ๆ
ทำให้ผิวหนังชา และมีการทำลายเส้นประสาทตั้งแต่ในระยะแรก โรคเรื้อน
ชนิดนี้จะตรวจไม่ค่อยพบเชื้อ
และไม่ติดต่อไปยังผู้อื่น การอักเสบมักจะบรรเทาได้เอง ภายใน
1-3 ปี แต่อาจมีอาการพิกลพิการได้
3. โรคเรื้อนชนิดก้ำกึ่ง (Borderline leprosy) ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานโรคน้อยกว่าชนิดที่ 2
แต่
มากกว่าชนิดที่ 4 อาจตรวจพบเชื้อได้บ้าง แต่ติดต่อไปยังผู้อื่นได้ มีอาการ และความรุนแรง
ก้ำกึ่งระหว่าง
ชนิดทูเบอร์คูลอยด์ กับชนิดเลโพรมาตัส
4. โรคเรื้อนชนิดเลโพรมาตัส
(Lepromatous leprosy) ผู้ป่วยไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคนี้
หรือถ้ามีก็น้อยมาก เชื้อโรคเรื้อนสามารถแบ่งตัวเป็นล้าน ๆ ตัว แพร่กระจายไปทั่วร่างกาย
และตรวจพบเชื้อได้ง่าย จัดเป็นชนิดร้ายแรงและติดต่อได้ง่ายที่สุด เส้นประสาทจะถูกทำลาย
ในระยะท้ายของโรค
นอกจากนี้ยังมีชนิดก้ำกึ่ง-ทูเบอร์คูลอยด์
(Borderline-tuberculoid)
มีความรุนแรงอยู่ระหว่างชนิดที่ 2 และ 3 และชนิดก้ำกึ่ง-เลโพรมาตัส
(Borderline-lepro
matous) มีความรุนแรงระหว่างชนิดที่ 3 และ 4
สาเหตุ
เกิดจากเชื้อโรคเรื้อน ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียมเลเพร (Mycobacterium
leprae) เชื่อว่าติดต่อโดย การสัมผัสทางผิวหนัง
หรือสูดเข้าทางเดินหายใจ โรคนี้ติดต่อกัน
ได้ยาก
จะต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย
โรคเรื้อนระยะติดต่อเป็นเวลานาน ๆ จึงจะรับเชื้อเข้า
ร่างกายระยะฟักตัว เฉลี่ย 3-5 ปี (ต่ำสุด 6 เดือน และนานสุดเป็นเวลาหลายสิบปี)
ผู้ที่รับเชื้อ
โรคเรื้อน ไม่จำเป็นจะต้องกลายเป็นโรคเรื้อทุกราย ทั้งนี้ขึ้นกับภูมิต้านทานของร่างกาย
ถ้า
ภูมิต้านทานเป็นปกติมักจะหายได้เองหรือ มีอาการอย่างอ่อน (ไม่ร้ายแรง) แต่ถ้าภูมิต้าน
ทานผิดปกติก็อาจเป็นโรคชนิดร้ายแรงได้
อาการ
ระยะแรก (โรคเรื้อนไม่ทราบชนิด)
ผิวหนังจะเป็นวงขาว หรือสีจาง ขอบไม่ชัดเจน
ผิวหนังใน
บริเวณนี้จะมีขนร่วง และเหงื่อออกน้อยกว่าปกติ แต่ยังไม่ค่อยรู้สึกชา และเส้นประสาทเป็น
ปกติ มักจะพบที่หลัง ก้น แขน และขา ระยะนี้อาจหายได้เอง
หรืออาจมีอาการเปลี่ยนแปลง
เป็น โรคเรื้อนชนิดอื่น
โรคเรื้อนชนิดทูเบอร์คูลอยด์
ส่วนมากจะมีผื่นเดียวเป็นวงขาว หรือสีจาง
ขอบชัดเจน หรือ
เป็นวงขาว มีขอบแดงนูนเล็กน้อย หรือเป็นวงขาว ขอบนูนแดง หนาเป็นปื้น
อาจมีสะเก็ด
เล็กน้อยหรือไม่มีก็ได้ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-10 ซม. ตรงกลางผื่นจะไม่มีขน
ไม่มีเหงื่อ
และชา (หยิกหรือใช้เข็มแทงไม่เจ็บ หรือใช้สำลีแตะไม่มีความรู้สึก) พบบ่อยที่บริเวณหน้า
ลำตัว และก้น โรคเรื้อนชนิดนี้จะตรวจไม่พบเชื้อบางครั้งอาจตรวจพบเส้นประสาทบวมโต
ที่ใต้ผิวหนังในบริเวณที่เป็นโรค หรือ
อาจคลำได้เส้นประสาทอัลนา
(ulnar nerve)ที่บริเวณ
ด้านในของข้อศอก หรือเส้นประสาทที่ขาพับ
(peroneal nerve)
ตรงบริเวณใต้หัวเข่าด้าน
นอก หรือเส้นประสาทใหญ่ใต้หู (great auricular nerve) ตรงด้านข้างของคอจะมีลักษณะ
เป็นเส้นแข็ง ๆ และอาจมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย
ส่วนมากจะตรวจพบเส้นประสาทบวมโต
เพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเท่านั้น
โรคเรื้อนชนิดก้ำกึ่ง-ทูเบอร์คูลอยด์
อาการทางผิวหนัง คล้ายกับชนิดทูเบอร์คูลอยด์
แต่จะมี
จำนวนผื่นมากกว่า การตรวจเชื้อจากผิวหนัง พบได้บ้าง แต่ไม่มากนัก
โรคเรื้อนชนิดก้ำกึ่ง
ผิวหนังขึ้นผื่นเป็นวงแหวน หรือวงรี ขอบนูนแดงหนาเป็นมัน
ขอบในชัด
เจนกว่าขอบนอก ตรงกลางผื่นจะไม่มีขน ไม่มีเหงื่อ แบบเดียวกับชนิดทูเบอร์คูลอยด์
และจะ
ชาน้อยกว่าชนิดทูเบอร์คูลอยด์ การตรวจเชื้อจากผิวหนัง พบได้บ้างแต่ไม่มากนัก
โรคเรื้อนชนิดก้ำกึ่ง-เลโพรมาตัส และชนิดเลโพรมาตัส จะมีลักษณะคล้ายกัน ต่างกันที่จำนวน
และการกระจายของรอยโรค และจำนวนเชื้อที่ตรวจพบจากผิวหนัง หรือเยื่อบุจมูก
ผิวหนังจะ
มีลักษณะเป็นผื่นแดง ขอบเขตไม่ชัดเจน แล้วต่อมาจะหนาเป็นเม็ด เป็นตุ่มหรือเป็นแผ่น ผิว
มักแดงเป็นมันเลื่อมไม่เจ็บ ไม่คัน ไม่ชา ผื่นตุ่มเหล่านี้จะขึ้นกระจายทั้งสองข้างของร่างกาย
พบบ่อยตามใบหน้า ใบหู ข้อศอก ข้อเข่า ลำตัวและก้น ขนคิ้วส่วนนอก (ส่วนหางคิ้ว) มักจะร่วง
และขาบวม
ในระยะท้ายของโรค ผิวหนังจะเห่อหนา มีลักษณะหูหนาตาเล่อ และมีเส้นประสาท
บวมโตพร้อมกันทั้งสองข้างของร่างกาย เส้นประสาทที่พบได้บ่อย ได้แก่ เส้นประสาทอัลนา
และเส้นประสาทใหญ่ใต้หู ทำให้มีอาการชา นิ้วมือนิ้วเท้างอ เหยียดไม่ออก มือหงิก เท้าตก
นิ้วกุด หรือตาบอด
เยื่อบุจมูกมักมีอาการอักเสบตั้งแต่ในระยะแรก ๆ (มีอาการคันจมูก น้ำมูก
มีเลือดปน) ต่อมาจะมีแผลเปื่อยที่ผนังกั้นจมูก จนทำให้จมูกแหว่ง นอกจากนี้ก็ยังมักจะมี
การอักเสบของกระจกตา และเยื่อบุในช่องปากร่วมด้วย โรคเรื้อนชนิดนี้ มักตรวจพบเชื้อ
จำนวนมาก
แพร่กระจายโรคให้ผู้อื่นได้ง่าย มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ถ้าไม่ได้รับการรักษา
อาจตายภายใน 10-20 ปี
อาการแทรกซ้อน
ถ้าไม่ได้รับการรักษา เส้นประสาทจะถูกทำลายทำให้มือเท้าชา กล้ามเนื้อมือเท้าอ่อนแรง
กล้ามเนื้อ ฝ่ามือและหลังมือลีบ ข้อมือตก เดินเท้าตก
ถ้าเส้นประสาทที่หน้าเสีย
จะทำให้
หลับตาไม่ได้ทำให้
ตาอักเสบเป็นแผลที่กระจกตา และตาบอดได้ผู้ป่วยมักมีแผลเปื่อยที่มือ
เท้า
เนื่องจากมี อาการชา และอาจทำให้นิ้วมือนิ้วเท้ากุดหายไปได้ในรายที่เป็นโรคเรื้อน
ชนิดเลโพรมาตัส
อาจติดเชื้อวัณโรคได้ง่าย เนื่องจากร่างกายมีภูมิต้านทานน้อย นอกจากนี้
อาจมีการทำลายของกระดูก
เป็นหมันเนื่องจากอัณฑะฝ่อ หรือมีอาการทางไตร่วมด้วย
การรักษา
หากสงสัย เช่น พบวงด่างขาว ซึ่งเข็มแทงไม่เจ็บหรือมีผื่นหรือตุ่มขึ้นที่ใบหน้า ใบหูสองข้าง
หรือส่วนอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื้อรังหรือใช้ยาทาเป็นเดือน ๆ แล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ควรส่งไปตรวจที่โรง
พยาบาล หรือศูนย์โรคเรื้อนเขต เพื่อวินิจฉัยโดยทำการขูดผิวหนัง ใส่บนแผ่นกระจกใส
และย้อมด้วยสีแอซิดฟาสต์ (acid fast stain) เช่นเดียวกับการตรวจเชื้อวัณโรค ถ้าเป็นชนิด
เลโพรมาตัส และชนิดก้ำกึ่ง มักจะพบเชื้อโรคเรื้อน แต่ถ้าเป็นชนิดทูเบอร์คูลอยด์ อาจตรวจ
ไม่พบเชื้อ นอกจากนี้ อาจทำการผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อของผิวหนัง และเส้นประสาทที่บวมโตไป
ตรวจ ด้วยกล้องจุลทรรศน์เรียกว่า การตรวจชื้นเนื้อ
(biospy)หรืออาจทำการทดสอบทาง
ผิวหนัง เรียกว่า การทดสอบเลโพรมิน
(Lepromin test) ซึ่งจะให้ผลบวกในผู้ป่วยชนิด
ทูเบอร์คูลอยด์ และให้ผลลบในผู้ป่วยชนิดเลโพรมาตัส
การรักษา
ให้ยารักษาโรคเรื้อน ซึ่งมีให้เลือกใช้ 3 ตัวได้แก่ แดปโซน
(Dapsone) หรือ ดีดีเอส (DDS
ซึ่งย่อมาจาก
Diaminodiphenyl sulphone), ไรแฟมพิซิน,
(Rifampicin) และโคลฟาซิมีน
(Clofazimine) มีชื่อการค้าเช่น แลมพรีน
(Lamprene) โดยเลือกใช้ให้เหมาะกับชนิดและ
ความรุนแรงของโรค ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
1. ประเภทที่ตรวจไม่พบเชื้อ หรือเชื้อน้อยมากจนตรวจไม่พบ ได้แก่ โรคเรื้อนไม่ทราบชนิด,
ชนิดทูเบอร์คูลอยด์ และชนิดก้ำกึ่ง-ทูเบอร์คูลอยด์ ให้ยาแดปโซน 100 มก. (เด็ก 1-2 มก./
น้ำหนักตัว 1
กิโลกรัม) วันละครั้ง ทุกวัน ร่วมกับไรแฟมพิซิน (ย4.14) 600 มก. (เด็ก 10 มก.
ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) เดือนละครั้ง นาน 6 เดือนถ้าครบ 6 เดือนแล้ว ตรวจพบว่ามีอาการ
กำเริบ ให้การรักษาต่ออีก 6 เดือน ควรตรวจร่างกาย และตรวจเชื้ออย่างน้อยปีละครั้ง เป็น
เวลา 3 ปี
2. ประเภทเชื้อมาก ได้แก่ โรคเรื้อนชนิดก้ำกึ่ง, ชนิดก้ำกึ่ง-เลโพรมาตัส และชนิดเลโพรมาตัส
ให้ไรแฟมพิซิน (ย4.14) 600 มก. (เด็ก 10 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) ร่วมกับโคลฟาซิมีน
300 มก. (เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี 100 มก., 6-14 ปี 150-200 มก. และตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป 300
มก.) เดือนละครั้ง และให้แดปโซน 100 มก. (เด็ก 1-2 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) ร่วมกับ
โคลฟาซิมีน 50 มก. (เด็ก 1 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) วันละครั้ง ทุกวัน อย่างน้อย 2 ปี
(ได้ยาเดือนละครั้ง 24 ครั้ง) จนกว่าตรวจไม่พบเชื้อ และอาการไม่กำเริบ ควรตรวจร่างกาย
และตรวจเชื้ออย่างน้อย ปีละครั้ง เป็นเวลา 5 ปี
สำหรับ แดปโซน หรือดีดีเอส อาจทำให้เกิด
อาการแพ้เป็นผื่นคัน ตับอักเสบ หรือเกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ
(agranulocytosis) ในผู้ป่วย
ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ จี-6-พีดี อาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกนอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิด
อาการเห่อ
(lepra reaction) ทำให้มีผื่นตุ่มขึ้น มีไข้ ปวดตามข้อตามกระดูกและปวดประสาท
ถ้าสงสัยมีผลข้างเคียงจากยา ควรรีบหยุดยาและกลับไปพบแพทย์ที่รักษาโดยเร็ว
ข้อแนะนำ
1. โรคเรื้อนเป็นโรคที่มีทางรักษาให้หายขาดได้ และถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
จะสามารถป้องกันมิให้เกิดความพิการได้
2. ผู้ป่วยควรกินยาตามแพทย์สั่งเป็นประจำ อย่าหยุดยาเองจนกว่าแพทย์จะบอกให้เลิก
3. ถ้ามีอาการชาของมือเท้า ควรระวังอย่าถูกของร้อน (เช่น บุหรี่ เตาไฟ น้ำร้อน) หรือของมี
คม ควรใช้ผ้าพันมือเวลาทำงานและสวมรองเท้าเวลาออกนอกบ้าน
ถ้ามีบาดแผลเกิดขึ้น
ควรรีบหาหมอโดยเร็ว อย่าปล่อยให้ลุกลามจนพิการ
4. ผู้ป่วยควรนอนแยกต่างหากจากคนอื่น และอย่าใช้เสื้อผ้า และของใช้ร่วมกับผู้อื่น
5. ควรอธิบายให้ประชาชนทั่วไปมีความรู้ ความเข้าใจต่อโรคนี้อย่างถูกต้อง และแก้ไขความ
เชื่อผิด ๆ
เช่น
- โรคเรื้อนไม่ใช่โรคกรรมพันธุ์ที่ติดไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่เป็นโรคติดเชื้อที่ติดต่อได้ยาก
ถ้า
มีพ่อหรือแม่เป็นโรคเรื้อน หากแยกลูกอย่าให้ใกล้ชิดด้วยจนกว่าจะพ้นระยะติดต่อ ลูกก็จะ
ไม่เป็นโรคนี้
- โรคเรื้อนไม่ได้ติดจากสุนัขขี้เรื้อน ไม่ได้เกิดจากการร่วมประเวณีกับผู้หญิงที่มีประจำเดือน
ไม่ติดต่อทางอาหารและน้ำ หรือเกิดจากการกินของแสลง เช่น หูฉลาม เป็ด ห่าน เป็นต้น
6. ถึงแม้จะรักษาให้พ้นระยะติดต่อ (เชื้อในร่างกายหมดไป) แต่ความพิการที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
นี้ มักจะเป็นอย่างถาวร แพทย์อาจแก้ไขด้วยศัลยกรรมตกแต่ง หรือวิธีการทางกายภาพ
บำบัดต่าง ๆ
การป้องกัน
การป้องกัน สามารถทำได้ดังนี้
1. อย่าอยู่ใกล้ชิดหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยระยะติดต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีเด็กอยู่ในบ้านเดียว
กับผู้ป่วย ควรแยกเด็กออกต่างหาก อย่าให้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย จนพ้นระยะติดโรค
(ตรวจไม่พบ
เชื้อบนผิวหนังของผู้ป่วย)
2. อย่าใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และของใช้ร่วมกับผู้ป่วย
3. หมั่นตรวจดูอาการทางผิวหนังของสมาชิกทุกคนในครอครัวของผู้ป่วย ถ้ามีอาการน่าสงสัย
ควรรีบไปตรวจที่โรงพยาบาลศูนย์โรคเรื้อนเขต
|
|
|
ลักษณะทั่วไป
ตาปลา หมายถึง
ผิวหนังที่ด้านหนาขึ้นเนื่องจากแรงกด
หรือแรงเสียดสีนาน ๆ มักเกิดตรง
บริเวณ ที่มีปมกระดูกนูน
ตำแหน่งที่พบได้บ่อย ได้แก่
บริเวณ ฝ่าเท้า และใต้นิ้วเท้า
ตาปลาเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนทั่วไป
และเป็นโรคที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนแต่อย่างไร
ยกเว้นในผู้ป่วยเบาหวาน
ถ้าเป็นตาปลาแล้วไม่ได้รับการรักษา
อาจมีการอักเสบรุนแรงได้
สาเหตุ
สาเหตุที่พบได้บ่อย คือ
การใส่รองเท้าคับแน่น
ไม่เหมาะกับเท้า
หรือการเดินลงน้ำหนักที่ไม่
เหมาะสม
ทำให้มีแรงกดตรงใต้ฝ่าเท้า
หรือนิ้วเท้านาน ๆ
จึงเกิดการสร้างเนื้อเยื่อพังผืดแข็ง
ๆ
ขึ้นมารองรับจุดนั้นแทนเนื้อธรรมดา
ตาปลาอาจมีลักษณะคล้ายหูดที่ฝ่าเท้า
ต่างกันตรงที่ถ้า
ใช้มีดฝาน หูดจะมีเลือดไหลซิบ
ๆ แต่ตาปลาไม่มี
อาการ
ผิวหนัง
ส่วนที่เป็นตาปลามีลักษณะด้านหนา
หรือเป็นไตแข็ง
แต่ถ้าตาปลามีขนาดโตอาจทำ
ให้มีอาการปวดเจ็บได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาใส่รองเท้า
การรักษา
1.
ควรเปลี่ยนไปใช้รองเท้าที่มีขนาดพอดีไม่คับ
หรือบีบแน่นเกินไป
และใช้ฟองน้ำรองส่วน
ที่เป็นตาปลาไว้
เวลาใส่รองเท้าเพื่อลดแรงเสียดสี
ตาปลาที่เป็นไม่มากมักจะค่อย ๆ
หายไป
ได้เองในเวลาหลายสัปดาห์
2.
ใช้พลาสเตอร์ที่มีกรดซาลิไซลิกขนาด
40% ปิดส่วนที่เป็นตาปลา
ซึ่งจะค่อย ๆ ลอกตาปลา
ออกไปหรือใช้ยากัดตาปลา
หรือหูด ซึ่งมีกรดซาลิไซลิกผสม
มีชื่อทางการค้า เช่น คอลโลแมก
(Collomack), ดูโอฟิล์ม (Duofilm), ฟรีโซน (Free zone)
ก่อนทายา
ให้แช่ตาปลาด้วยน้ำอุ่น
ในอ่าง
หรือโดยใช้ขวดยาน้ำของเด็กใส่น้ำอุ่น
แล้วคว่ำลงไปที่ตาปลา นาน 20 นาที
แล้วใช้
ตะไบเล็บ
หรือผ้าขนหนูขัดบริเวณตาปลา
จะช่วยให้ผิวหนังที่เป็นขุย ๆ
หลุดออกไป แล้วจึงทา
ยา ทำวันละ 1-2 ครั้งเวลาทายา
ระวังอย่าให้น้ำยาถูกผิวหนังปกติ
ข้อแนะนำ
1. ควรแก้ไขที่สาเหตุ คือ
ลดแรงเสียดสี
โดยเลือกใส่รองเท้าที่พอดีกับเท้า
2. ถ้าไม่จำเป็น
ควรหลีกเลี่ยงการผ่าตัด
หรือจี้ด้วยไฟฟ้า
จะทำให้เป็นแผลเป็น
และเจ็บทุก
ครั้งที่ลงน้ำหนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้าเป็นที่บริเวณส้นเท้า
3. ห้ามใช้มีด หรือของมีคมเฉือน
อาจทำให้แผลอักเสบและบวม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่เป็น
เบาหวาน
|