สอบถามปัญหาออนไลน์
Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat


BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรม
รักสุขภาพ   ฟรี ข่าว
สาระความรู้เรื่องสุขภาพ


  
top
มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  Endometrium Carcinoma



มะเร็งมดลูก
   Cancer of Uterus


 
มะเร็งรังไข่ 
    Cancer of Ovary

ยาเคมีบำบัด/สารกัมมันตรังสี

มะเร็งปากมดลูก
   Cancer of Cervix


โครงการป้องกันควบคุม
   โรคมะเร็งปากมดลูก

  เอนโดเซล Endocell
    ชุดเก็บตัวอย่างเซลเพื่อตรวจ
    พยาธิวิทยา



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์






  มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก - Endometrium Carcinoma      
ข้อมูล 
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
หน่วยมะเร็งวิทยานรีเวช ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ภาควิชาสูติศาสตร์นารีเวชวิทยา ศิริราชพยาบาล

ในประเทศไทย พบได้บ่อยเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี รองจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ โดยพบประมาณ 3 คนต่อ 100,000 คน ในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศยุโรปบางประเทศ พบมะเร็งชนิดนี้เป็นอันดับ 1 ของมะเร็งอวัยวะสืบพันธ์สตรี มะเร็งชนิดนี้มักพบในสตรีสูงอายุ โดยเฉพาะสตรีในวัยใกล้หมดระดูหรือหมดระดูแล้ว ผู้คนชอบนำไปสับสนกับมะเร็งปากมดลูก ที่พบบ่อยเป็น อันดับ 1 โรคนี้ถ้ามาพบแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมีอาการมักรักษาได้หายค่อนข้างสูง

มีข้อมูลสนับสนุนว่า มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่า เอสโตรเจน เยื่อบุโพรงมดลูกที่ถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมนชนิดนี้เพียงอย่างเดียวเป็นเวลานาน ๆ จะเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งในที่สุด ดังนั้นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งชนิดนี้ คือ การที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ในร่างกายเป็นจำนวนมาก และเป็นเวลานาน โดยอาจจะได้รับจาการรับประทานยาออร์โมนอย่างผิดวิธี หรือ บางภาวะของร่างกาย เช่น ภาวะอ้วน จะมีการสร้างฮอร์โมนชนิดนี้มากกว่าปกติ
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก?

มะเร็งชนิดนี้เติบโตได้โดยการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจน ดังนั้นภาวะใดก็
ตามที่ทำให้มีฮอร์โมนเหล่านี้มากผิดปกติก็จะทำให้เสี่ยงต่อ การเป็นมะเร็งชนิดนี้ด้วย ได้แก่

1.การได้รับฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งมีได้ 2 กรณีด้วยกัน
1.1 ฮอร์โมนวัยทอง ฮอร์โมน วัยทองมีหลายชนิดและหลายส่วนประกอบ บางชนิด
(เอสโตรเจนอย่างเดียวไม่มีโปรเจสโตเจน) สามารถกระตุ้นโรคนี้ได้มาก บางชนิด
(เอสโตรเจนที่มีโปรเจสโตเจนร่วมด้วย) ก็ไม่ทำให้เป็นโรคนี้ ดังนั้นผู้ที่รับประทานฮอร์
โมนวัยทองควรปรึกษาแพทย์ก่อน และอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์
1.2 สมุนไพร ยา สมุนไพรบางชนิดมีเอสโตรเจนปริมาณสูง เช่น กวาวเครือ และอีก
หลายชนิดมีเอสโตรเจนแฝงอยู่โดยไม่รู้ การรับประทานสมุนไพรบางตัวจึงอาจทำให้
เลือดระดูออกผิดปกติหรือเสี่ยงต่อการ เกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้
2.เป็นที่สะสมของเอสโตรเจน ดังนั้นยิ่งอ้วนมากยิ่งมีความ
เสี่ยงเป็นโรคนี้มากขึ้น
3.ยารักษามะเร็งเต้านม ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังผ่าตัด บางรายแพทย์แนะนำให้รับประ
ทานยาป้องกันการกลับเป็นซ้ำ (ทามอกซิเฟน) ซึ่งยานี้มีลักษณะคล้ายฮอร์โมนเอสโตร
เจนจึงกระตุ้นให้เยื่อบุโพรงมดลูกผิด ปกติได้ จึงสมควรได้รับการตรวจติดตามอย่าง
ใกล้ชิด
4.ภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรัง ซึ่งมักมีอาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อเป็นมากๆ อาจมีสิว
ผิวมัน ขนดกร่วมด้วยกลุ่มนี้มีเอสโตรเจนสูงเช่นกัน
5.โรคเยื่อบุโพรงมดลูกหนาผิดปกติ ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมมีโอกาสกลาย
เป็นมะเร็งได้
นอกจากนั้นยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีก ได้แก่
1.เบาหวาน และความดันโลหิตสูง
2.ประวัติพันธุกรรม ญาติสายตรง เป็นมะเร็งสำไส้ใหญ่
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้อย่าเพิ่งตกใจนะคะ เพราะการมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็น
มะเร็งแต่จะได้เฝ้าระวัง ดูแลและรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการ

อาการ
โชคดีมาที่โรคนี้มักเริ่มแสดงอาการแต่เนิ่นๆ นั่นคืออาการที่พบบ่อยที่สุดของผู้ป่วยมะเร็งเยื่อโพรงบุมดลูก คือ อาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีวัยใกล้หมดระดู หรือวัยหมดระดู   มีเลือดออกทางช่องคลอด เนื่องจากมะเร็ง
ชนิดนี้มักเกิดหลังอายุ 50 ปี ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนที่มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนไปแล้วควร
รีบมาพบแพทย์

ผู้ที่ยังไม่ถึงวัยทอง แต่ถ้ามีอาการเลือดออกผิดปกติที่ไม่ใช่รอบเดือน เช่น ออกกระปริดกระ
ปรอย หรือออกมามากและนานกว่าปกติ คือเกิน 7 วันต่อรอบ ก็ควรมาพบแพทย์เช่นกัน โดย
เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงข้างต้น อย่าลืมว่ายิ่งพบแต่ระยะแรกโอกาสหายยิ่งสูง มีอาการ
ผิดปกติอย่านิ่งนอนใจนะคะ ส่วนกรณีที่โรคเป็นมากแล้ว อาจมีอาการของมดลูกโตขึ้น ปวดท้อง
น้อย คลำได้ก้อนในท้องน้อย มดลูกไปกดกระเพาะปัสสาวะทำให้ปัสสาวะบ่อยหรือกดทวารหนัก
ทำให้อุจจาระลำบากได้ค่ะ

การวินิจฉัยมะเร็งเยื่อบุมดลูก 
ทำได้โดยการขูดมดลูกเพื่อนำเอาเยื่อบุโพรงมดลูกส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจกรองมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกที่แม่นยำพอที่จะนำมาใช้ในสตรีทั่วไปที่ไม่มีอาการ ผิดปกติ อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาพบแพทย์เร็ว เมื่อมีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคได้ในระยะเริ่มต้น
การวินิจฉัยที่แน่นอนได้จากการนำเยื่อบุโพรงมดลูกไปตรวจทางพยาธิวิทยา (ส่องกล้องย้อมเซลล์ดู) ซึ่งมักต้องขูดมดลูกให้ได้เนื้อเยื่อไปตรวจ ปัจจุบันจะมีการใช้ Endocell มาใช้ในการดูดตัวอย่างเซล
ในบริเวณ endometrium เพื่อนำไปใช้ตรวจย้อมเซลทางพยาธิวิทยา  ช่วยให้การตรวจมีความสดวก
ปลอดภัย มีความแม่นยำในการวินิจฉัยที่ดีขึ้น

ในผู้ทีเคยมีบุตรแล้ว การขูดมดลูกทำได้โดยฉีดยาชา ส่วนผู้ที่ยังโสด หรือไม่เคยมีบุตรแพทย์มัก
วางยาสลบให้ไม่เจ็บ สามารถกลับบ้านได้หลังขูดมดลูก

การป้องกัน
พบว่าการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ นอกจากนั้น
ยังช่วยกันการเกิดมะเร็งรังไข่ด้วย

การรักษา
ทำได้โดยการผ่าตัด ซึ่งได้แก่ การตัดเอามดลูก ปากมดลูก ปีกมดลูก (รังไข่และท่อนำไข่) ออก
ร่วมกับการล้างน้ำในช่องท้องและสุ่มตัดต่อมน้ำเหลืองไปตรวจ

การผ่าตัดจะช่วยทำให้ทราบว่าผู้ป่วยอยู่ในระยะใดของโรค หากพบว่าเป็นระยะแรก กล่าวคือ มี
มะเร็งอยู่เฉพาะที่เยื่อบุโพรงมดลูก ยังมีการลุกลามเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกไม่มาก ไม่มีการ
กระจายของโรคไปอวัยวะอื่น การผ่าตัดที่กล่าวมาก็เพียงพอในการรักษา ไม่จำเป็นต้องได้รับ
การรักษาอย่างอื่นเพิ่มเติมผลการรักษาดีมาก

หากพบว่าเริ่มมีการลุกลามของมะเร็งลึกขึ้น หรือกระจายไปในอวัยวะข้างเคียง หลังผ่าตัดจำเป็น
ต้องได้รับรังสีรักษา (ฉายแสง) ร่วมด้วย โดยรังสีแพทย์จะพิจารณาฉายแสดงภายนอกหรือใส่
แร่ที่ช่องคลอด หรือทั้งสองวิธี แล้วแต่กรณี

ในกลุ่มที่มีการกระจายของโรคไปไกลๆ เช่น ช่องท้องด้านบน ตับ ปอด อาจต้องให้เคมีบำบัด
ร่วมด้วย ซึ่งผลการรักษาไม่ดี

การผ่าตัดเป็นการรักษาหลักของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่มีความเสี่ยงสูงต่อการกลับเป็นซ้ำ หรือเสี่ยงต่อการกระจายของโรคหลังการผ่าตัด จะได้รับการักษาต่อด้วยรังสีรักษา ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะอยู่ในระยะเริ่มต้นเมื่อได้รับการวินิจฉัยโรค ผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิดนี้จึงมีพยากรณ์โรคค่อนข้างดี

สรุป
โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมีข้อดีคือ มักมีอาการเตือนแต่แรกเริ่ม กล่าวคือมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ดังนั้นการพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการผิดปกติจะช่วยให้รักษาได้แต่เนิ่นๆ โดยผ่าตัดเพียงอย่างเดียว โอกาสหายสูง 



เป็นยาหรือสารเคมีที่ใข้ในการรักษามะเร็ง อาจให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างเดียว หรือให้ร่วมกับการ
รักษาวิธีอื่น ยาเคมีบำบัดเมื่อให้เข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายเซลมะเร็ง เเละทำลายเซลปกติบางส่วน ด้วย
ทำให้เกิดอาการข้างเคียงขึ้น 

ยาเคมีบำบัดจะเข้าไปขัดขวางขบวนการเจริญเติบโตของวงจรชีวิตเซลล์ทำให้ เซลล์ตาย 
ยาแต่ละตัวออกฤทธิ์แตกต่างกันในการรักษา บางแผนการรักษาประกอบด้วยยาหลายชนิด ที่ให้ร่วมกัน 

อาการข้างเคียง ยาเคมีบำบัดมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติด้วย โดยเฉพาะเซลล์ที่มีการเจริญ และแบ่งตัว
อย่างรวดเร็ว เช่น เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร, เส้นผม, เม็ดเลือด ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุของอาการข้างเคียง
หรืออาการไม่พึงประสงค์ระยะหนึ่งในระหว่างการ ให้ยาแต่ละชุด เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาสร้างเซลล์ปกติ
ขึ้นมาทดแทน 


อาการไม่พึงประสงค์ที่ต้องปรึกษาแพทย์ 
1. มีเลือดออกหรือเป็นแผลในปากมาก 
2. มีผื่นหรืออาการแพ้ 
3. มีไข้ หนาวสั่น 
4. ปวดมากบริเวณที่ฉีด 
5. หายใจลำบาก 
6. ท้องเดินหรือท้องผูกอย่างรุนแรง 
7. ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน 


อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย 
1. คลื่นไส้อาเจียน 
2. ผมร่วง 
3. แผลในปาก 
4. ปริมาณเม็ดเลือดลดลง 



อย่างไรก็ตาม อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นจะหายไปเมื่อสิ้นสุดการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่ง อาการไม่พึง
ประสงค์จะขึ้นกับชนิดของยาเคมีบำบัดที่ได้รับ และปฏิกิริยาตอบสนองต่อยาของร่างกายผู้ได้รับยาเคมีบำบัด
นั้น ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ ที่จะเกิด ขึ้นจากการได้รับยาเพื่อบรรเทาอาการให้น้อยลง
หรืออาจพิจารณาปรับแผนการรักษา ถ้าเกิด มีอาการรุนแรง อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดไม่ได้หมายความว่า อาการของโรคมะเร็งเป็นมาก ขึ้น และความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์ก็ไม่มีความสัมพันธ์กับผลของ
ยาเคมีบำบัดต่อ เซลล์มะเร็ง 







สารกัมมันตรังสี คือ ธาตุที่มีการสลายตัวปล่อยรังสี ซึ่งเป็นพลังงานรูปหนึ่งออกจากตัวเองตลอดเวลา จนกว่า
จะหมดอายุ โดยมีครึ่งอายุเฉพาะตัวต่าง ๆ กัน ตัวอย่างเช่น ไอโอดีน-131 มีครึ่งอายุ 8 วัน เมื่อนำมาเก็บ
เป็นเวลา 40วัน จะเหลือพลังงานเพียง 3 % เท่านั้น สารบางตัวมีครึ่งอายุค่อนข้างนาน เช่น โคบอลท์-60 มีครึ่งอายุ 5.2 ปี,ถ้าต้องการให้เหลือพลังงาน 3% ต้องเก็บนานถึง 25 ปี ส่วนแร่ซีเซียม-137 มีครึ่งอายุ 
30 ปี ต้องใช้เวลานานถึง 150 ปี จึงจะเหลือพลังงาน 3 % 
สารกัมมันตรังสีบางชนิดมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น แร่เรเดียม-226,ยูเรเนียม-238 ฯลฯ 
แต่ที่มีใช้ในวงการแพทย์ปัจจุบันเป็นสารที่มนุษย์ผลิตขึ้น เช่น โคบอลท์-60, ซีเซียม-137, อิริเดียม-192 เป็นต้น 

ผลกระทบของรังสีต่อสุขภาพ
ถ้าร่างกายได้รับรังสี เนื้อเยื่อของอวัยวะที่เซลล์แบ่งตัวเร็ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือถูกทำลายขึ้นอยู่
กับปริมาณรังสีที่ได้รับ เช่น ที่ผิวหนัง เยื่อบุในช่องปาก โดยเฉพาะที่ไขกระดูก 

อาการที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากได้รับกัมมันตรังสีโดยไม่มีการควบคุม 
คลื่นไส้ อาเจียน 
อ่อนเพลีย 
เม็ดเลือดขาวถูกทำลายอย่างรุนแรง 
ระบบการสร้างโลหิตจากที่ไขกระดูกบกพร่อง 
ร่างกายความต้านทานโรคต่ำ 
เกิดความผิดปกติบริเวณที่ถูกรังสี เช่น ผิวหนังไหม้พุพอง ผมร่วง ปากเปื่อย เป็นต้น 

การป้องกันอันตรายจากสารกัมมันตรังสี 
ใช้ตัวกลางที่มีความหนาแน่นสูง เช่น ตะกั่ว หรือกำแพงคอนกรีตหนา ทำเป็นฉากกั้น 
ใช้ระยะทาง ยิ่งอยู่ห่างจากสารกัมมันตรังสีมาก ก็จะได้รับรังสีน้อยลง 
ใช้เวลาน้อยที่สุด ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องอยู่ใกล้หรือสัมผัสกับสารกัมมันตรังสี 


 

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.