top
มะเร็งเต้านม
Breast Cancer
ลักษณะอาการของโรค
การตรวจวินิจฉัยและรักษา
คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ
มะเร็งเต้านม
ดูภาพแสดงวิธีการตรวจ
เต้านมด้วยตนเอง
เพื่อหา
โอกาสเกิดมะเร็งเต้านมแต่
เนิ่นๆ




สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้

Contact :
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ
ไทยแล็ปออนไลน์



|
|
| มะเร็งเต้านม
- Breast Cancer |
|
|
|
ข้อมูล
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในหญิงไทยเป็นที่สองรองจากมะเร็งปากมด
ลูกมักเกิดในหญิงอายุ 40
ปีขึ้นไปและพบมากในหญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตร
น้อยและในผู้ที่มีประวัติญาติพี่น้องเคยเป็นมะเร็งเต้านมหญิงอายุน้อยหรือชาย
ก็อาจเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่พบได้น้อย
* สาเหตุการเกิดโรค ยังไม่ทราบแน่นอน
แต่ในทางระบาดวิทยาอาหารไขมัน
สูง มีส่วน ทำให้เกิดโรคได้
ตำแหน่งเกิดของมะเร็งเต้านมมักเป็นที่ส่วนบน
ด้านนอกของ เต้านมมากกว่า ส่วนอื่น
ลักษณะอาการของโรค
* เริ่มจากการคลำก้อนไม่ได้จนถึงมีก้อนเล็กๆ ขึ้นที่เต้านม
ส่วนมากจะไม่มี
อาการ เจ็บปวด
* ก้อนจะโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ท ำให้เต้านมมีลักษณะผิดไป
อาจทำให้เต้านม
ใหญ่ขึ้น หรือบางชนิดทำให้เต้านมแข็ง หดตัวเล็กหรือแบนลงได้
ก้อนมะเร็ง
อาจจะรั้งให ้หัวนมบุ๋ม เข้าไปจากระดับเดิม
หรือทำให้ผิวหนังบริเวณเต้านม
มีลักษณะ หยาบ และขรุขระ
บางรายเมื่อบีบบริเวณหัวนมจะมีน้ำเหลืองหรือเลือดไหลซึมออกมา
มะเร็งจะลุกลาม
แพร่กระจายจากตำแหน่งที่เกิดได้อย่างรวดเร็วไปตาม
หลอดเลือด และน้ำเหลืองสู่อวัยวะอื่นๆ
* บริเวณที่พบการแพร่กระจายได้เร็วและบ่อยที่สุดได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง
ที่
รักแร้
* ในรายที่เป็นมากแล้วเนื้อมะเร็งบางส่วนจะเน่าตาย
ทำให้เกิดเป็นแผลขยาย
กว้างออกไป และมีกลิ่นเหม็นจัด
การตรวจวินิจฉัยและรักษา
* การตรวจพบและรักษามะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
จะมีโอกาสหาย
ขาดได้
* การตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้งเป็นประจำ หลังหมดประจำเดือน 7
วัน และ การตรวจโดยเอ็กซเรย์เต้านม ช่วยให้พบความผิดปกติ
หรือก้อน
มะเร็งได้
ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
* การรักษานั้นอาจทำโดยการผ่าตัดการบำบัดทางรังสี
และการใช้ยา
สังเคราะห์บางประเภท
ทั้งนี้อาจจะให้การรักษาโดยวิธีการเดียวหรือร่วมกัน
ไปก็ได้
ขึ้นอยู่กับผลการ ตรวจพิเศษ
ของชิ้นเนื้อมะเร็งและต่อมน้ำเหลือง
ที่ผ่าตัดออกมา
ข้อพึงปฏิบัติ
* ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้งเป็นประจำ หลังหมดประจำเดือน 7
วัน หากพบก้อนหรือสิ่งผิดปกติใด ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
* ให้ความร่วมมือในการรักษา
อย่าหลงเชื่อและเสียเวลาไปกับการรักษาโรค
มะเร็ง ด้วย วิธีการ ทางไสยศาสตร์และยากลางบ้าน
เพราะมะเร็งนั้นจะโต
ขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่จะหายขาดจะลดลง ทุกขณะ
* พึงระลึกเสมอว่ามะเร็งของเต้านมหรืออวัยวะใดก็ตาม
ถ้าได้รับการรักษาใน
ระยะเริ่มต้น เร็วเท่าไร ความหวังที่โรคจะหายขาดก็ยิ่งมีมากขึ้นเพียงนั้น
|
มะเร็งเต้านม(Breast
Cancer) |
Incidence
and Risk Factors
มะเร็งเต้านมเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญอย่างหนึ่ง
จากสถิติผู้ป่วยมะเร็งของ
สถาบันมะเร็งแห่งชาติในปี
พ.ศ. 2538
มะเร็งเต้านมพบบ่อยเป็นอันดับที่
3 ของมะเร็งในหญิงไทย
รองลงมาจากมะเร็งตับและมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น1
โดยมีอุบัติการ 13.5
ต่อประชากรแสนคนและมี
แนวโน้มที่จะมีอุบัติการสูงขึ้นเรื่อย
ๆ สำหรับโรงพยาบาลจุฬา-ลงกรณ์
ในปี พ.ศ. 2537-2539
มะเร็งเต้านม
พบบ่อยเป็นอันดับที่สอง
รองลงมาจากมะเร็งปากมดลูก
หรือคิดเป็น 15.2-19.1% ของ
มะเร็งในผู้ป่วยหญิง2
สาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมยังไม่ทราบแน่ชัด
แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงหรือมี
ความสัมพันธ์กับภาวะของ
ฮอร์โมน,
พันธุกรรมและภาวะทางสภาพแวดล้อม
โดยทั่วไปมักพบมะเร็งเต้านมในผู้ป่วยอายุตั้งแต่
50 ปีขึ้นไป3
(แต่ในแถบเอเชียพบในผู้ป่วยอายุน้อยกว่านี้ได้บ่อยขึ้น)
ประวัติการมีประจำเดือนครั้งแรกอายุน้อย
(early menarche) และหมดประจำเดือนช้า
(late menopause)
การไม่มีบุตรหรือมีบุตรคนแรก
เมื่ออายุมาก
โดยเฉพาะมากกว่า 30 ปี
มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัวเดียวกัน4
องค์ประกอบอื่น เช่น
การได้รับรังสี5,6
และปริมาณไขมันในสารอาหารที่รับประทาน3
เป็นต้น
Presentation and Natural
History
เป็นที่ทราบกันว่า
มะเร็งเต้านมเริ่มก่อกำเนิดจากเซลล์เยื่อบุผิวของท่อน้ำนม
เมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้นจะมีการ
ลุกลามไปตามท่อน้ำนม (mammary duct)
สามารถทะลุผ่าน basement membrane,
mammary fat, underlying muscle, overlying skin
และลุกลามเข้าสู่ท่อทางเดินน้ำเหลือง
ของเต้านม (รูปที่ 1)
มะเร็งสามารถลุกลามผ่านผนังเส้นเลือด
กระจายเข้าสู่ deep lymphatic ของ
dermis
ทำให้เกิดการบวมของผิวหนังแบบผิวส้ม
(Peau d orange)7
ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมักจะมาพบแพทย์ด้วยคลำก้อนได้ที่เต้านม
ตำแหน่งที่พบบ่อยมากที่สุดคือ
upper outer quadrant ประมาณ 40%
ของผู้ป่วยทั้งหมด
อาการและอาการแสดงอื่น ๆ
เช่น มีอาการ
ปวดเต้านม,
มีของเหลวเป็นน้ำเหลืองปนเลือดออกทางหัวนม,
มีก้อนที่รักแร้,
มีผิวหนังของเต้านมบวมแดง
และรู้สึกเต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้น
เป็นต้น ประมาณ 10%
ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมาพบแพทย์เมื่อมีการแพร่
กระจายของโรคสู่อวัยวะอื่น
ๆ แล้ว
การเกิดมะเร็งเต้านมพร้อมกันทั้ง
2 ข้าง พบได้น้อย ประมาณ 1-2%
เท่านั้น แต่จะพบ metachonous bilateral breast
cancer ได้ 5-8%7
โดยทั่วไป
มะเร็งเต้านม
จะมีการลุกลามเฉพาะที่
กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง
และแพร่กระจายสู่อวัยวะอื่น
ๆ
ในที่สุด
เมื่อมีก้อนมะเร็งในเต้านมเกิดขึ้น
หากทิ้งไว้ไม่ทำการรักษาให้ถูกต้อง
ก้อนมะเร็งจะโตขึ้น
และลุกลาม
เข้าสู่ deep lymphatics
ทำให้เกิดมีผิวหนังบวมแบบผิวส้ม
ต่อมาผิวหนังแตกเป็นแผล
มีเลือดออกจากแผล
และมีการเน่าเปื่อยของก้อนตลอดจนกลิ่นเน่าเหม็น
และติดเชื้อ
มะเร็งเต้านม
จะมีการลุกลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองได้บ่อย
โดยทั่วไปแล้วมักจะลุกลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง
บริเวณรักแร้เป็นอันดับแรก8
ประมาณ 20%
ของผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งขนาดไม่เกิน
2 เซนติเมตร (T1 lesion)
จะมีการกระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้
และสูงถึง 45%
เมื่อก้อนมะเร็งขนาด 2-5
เซนติเมตร8-10
(T2 lesion)
ตำแหน่งของก้อนมะเร็งในเต้านมก็มีผลต่อการกระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองที่จุดต่าง
ๆ เช่นกัน
การกระจายของโรคเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง
internal mammary และ supraclavicular areas
เกิดขึ้นได้
แต่พบไม่บ่อย
อุบัติการของการกระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง
internal mammary
มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งของก้อนมะเร็งและการลุกลามของต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้11
ผู้ป่วยที่มีก้อน
มะเร็งบริเวณ upper outer quadrant
และไม่มีการกระจายเข้าสู่
axillary node จะมีโอกาสพบ
internal mammary nodes involvement เพียง 2-5%
เท่านั้น
แต่ถ้าก้อนมะเร็งอยู่ inner
quadrant
และมีการกระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ร่วมด้วย
จะมีการกระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง
internal
mammary nodes สูงถึง 50%12
ส่วนการแพร่กระจายสู่ supraclavicular
nodes จะสัมพันธ์
กับระยะของโรคและภาวะของการลุกลามสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้
และ internal mammary nodes
มีรายงานจากการผ่าตัดพบว่า
อุบัติการของการแพร่กระจายสู่
supraclavicular nodes มีเพียง 2-6%
ถ้าไม่มี axillary และ internal mammary nodes
involvement และจะสูงถึง 17-43%
ถ้ามีทั้ง
axillary และ internal mammary nodes metastasis13-15
ส่วนการแพร่กระจายทางกระแสเลือดสู่อวัยวะอื่นๆ
เกิดขึ้นได้แม้ว่าก้อนมะเร็ง
จะมีขนาดเล็ก และยังไม่มี
การกระจายสู่ต่อมน้ำเหลืองก็ตาม
แต่การแพร่กระจายสู่อวัยวะอื่นจะยิ่งสูงมากขึ้นอย่างชัดเจน
ถ้ามีการ
กระจายสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ร่วมด้วย16
อวัยวะที่พบมีการแพร่กระจายไปได้บ่อยคือ
ปอด กระดูก
ตับ ต่อมหมวกไต รังไข่
และสมอง17-18
Histopathology
มีการแบ่งพยาธิสภาพของมะเร็งเต้านมหลายระบบด้วยกัน
แต่ระบบที่นิยมใช้กันมากคือ
American
Joint Committee on Cancer (AJCC) pathological classification19 (ตารางที่
1)
โดยทั่วไปจะพบมะเร็งเต้านมที่เป็น
infiltrating ductal carcinoma บ่อยที่สุด
รางที่ 1
Histopathologic type
The histologic types are
as follows:
Carcinoma, NOS (not otherwise specified)
Ductal
Intraductal (in situ)
Invasive with predominant intraductal component
Invasive, NOS
Comedo
Inflammatory
Medullary with lymphocytic infiltrate
Mucinous (colloid)
Papillary
Scirrhous
Tubular
Other
Lobular
In situ
Invasive with predominant in situ component
Invasive
Nipple
Pagets disease, NOS
Pagets disease with intraductal carcinoma
Pagets disease with invasive ductal carcinoma
Other
Undifferentiated carcinoma
HISTOPATHOLOGIC GRADE
(G)
GX Grade cannot be assessed
G1 Well differentiated
G2 Moderately differentiated
G3 Poorly differentiated
G4 Undifferentiated
Investigations
การประเมินผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
ต้องเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างถี่ถ้วน
ประวัติการมี
ประจำเดือน จำนวนการมีบุตร
และประวัติการเป็นมะเร็งในครอบครัว
ประวัติการรับประทานยาที่เข้า
ฮอร์โมนเพศหญิง
การตรวจเต้านมตลอดจนบันทึกความเปลี่ยนแปลงของรูปสันฐานและสีของผิวหนังของ
เต้านม
การตรวจต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้
และไหปลาร้า
ตลอดจนถึงการตรวจช่องท้องและอุ้งเชิงกราน
การตรวจทางห้องปฏิบัติการต่าง
ๆ เช่น complete blood count (CBC)
ตรวจการทำงานของตับ
รวมทั้ง alkaline phosphatase
เอ็กซเรย์ปอด (chest x-ray) สำหรับ
ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะ
Early (stage I และ II)
ที่ไม่มีอาการผิดปกติ
และค่า alkaline phosphatase
อยู่ในระดับปกติ
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งทำ
bone scan และ liver scan ส่วนการตรวจหา
estrogen และ
progesterone receptors
จะช่วยเป็นตัวบอกแนวทางในการรักษาและใช้เป็นตัวบอกการพยากรณ์
ของโรคได้
ปัจจุบันนี้บางสถาบันใช้ flow
cytometry และ thymidine-labelling index
ซึ่งเป็นการวัด
growth fraction ของเซลล์มะเร็ง
และเป็นตัวบอกการพยากรณ์โรคได้เช่นกัน
ปัจจุบันนี้การตรวจโดยวิธี
mammography20,21
สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรกได้
อาจพบลักษณะ เช่น มี microcalcification,
ill-defined mass spiculated margin, distortion,
knobby, lobulated หรือ smooth contour mass ในเต้านม
Sensitivity 90% และมี
specificity ถึง 95% American College of Radiology
แนะนำให้ทำ base line
mammography เมื่ออายุ 35 ปี และอายุ 30
ปีสำหรับกลุ่มที่เป็น risk factor
และตรวจซ้ำทุก 2 ปี
เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ทุก 1 ปี
เมื่ออายุ 50 ปี
ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจะมีการดำเนินโรคทางคลีนิกแตกต่างกันอย่างมาก
ผู้ป่วยบางรายแม้จะมีก้อนมะเร็ง
ขนาดเล็กในเต้านม
แต่อาจจะเสียชีวิตจากการแพร่กระจายของโรคได้ในระยะเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้น
ในขณะที่
ผู้ป่วยบางรายมีการลุกลามเฉพาะที่อย่างมาก
แต่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็น
10 ปี
โดยที่ไม่เกิดการแพร่กระจาย
ของโรค
จึงได้มีการศึกษาหาองค์ประกอบที่ใช้บ่งบอกพฤติกรรมของโรค
เพื่อจะได้วางแผนการรักษาได้
อย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ
ขนาดของก้อนมะเร็ง
(tumor size)
สามารถใช้บอกถึงการพยากรณ์โรคของมะเร็งเต้านมได้8,23
ขนาดของก้อนมะเร็งที่ใหญ่ขึ้นจะมีผลทำให้การกำเริบของโรคเร็วขึ้นและเสียชีวิตในช่วงเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ยังพบอุบัติการโรคกำเริบเฉพาะที่สูงขึ้นด้วย
มะเร็งเต้านมที่มีขนาด 1
เซ็นติเมตรจะมีโอกาส
โรคกำเริบประมาณ 10%
ในขณะที่มะเร็งขนาด 1-2
เซนติเมตร
จะมีโอกาสโรคกำเริบ 20-25%
ในระยะเวลา 5 ปี
ภาวะการกระจายของมะเร็งเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้
(axillary node metastasis)
เป็นตัวบ่งบอกการพยากรณ์ของโรคที่สำคัญที่สุด
มีผลต่อทั้งโรคกำเริบเฉพาะที่และอัตราการมีชีวิตรอด10,16,24,25
โรคกำเริบเฉพาะที่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะ
Early (stage I และ II)
ในกรณีที่ไม่มีการกระจาย
ของโรคสู่ต่อมน้ำเหลือง
พบได้ประมาณ 6-8%
ส่วนผู้ป่วยที่มีการกระจายของโรคสู่ต่อมน้ำเหลืองจะมี
โรคกำเริบเฉพาะที่ได้ 20-30%
อัตราการมีชีวิตรอดก็มีส่วนสัมพันธ์กับการกระจายของโรคสู่ต่อมน้ำเหลืองเช่นกัน
ผู้ป่วยที่ไม่มีการกระจาย
ของโรคสู่ต่อมน้ำเหลืองจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ดีกว่า
เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่มีการลุกลามของมะเร็งสู่ต่อม
น้ำเหลืองแล้ว
ลักษณะทางพยาธิวิทยาก็มีส่วนสำคัญที่จะบ่งบอกถึงพฤติกรรมของโรค
เซลล์ที่เป็น poorly differentiation,
มี proliferative และ mitotic rate สูง, high nuclear grade
จะมีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี 8,29
Hormone receptors
ก็เช่นกัน
ผู้ป่วยที่มีระดับของ estrogen
และ progesterone receptor ต่ำ
หรือศูนย์
จะมีการพยากรณ์โรคไม่ดี
มีอัตรารอดชีวิตน้อยกว่าผู้ป่วยที่มี
hormone receptors เป็นบวก30,31
Flow cytometry
และ thymidine labelling index32-36
ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง
สามารถใช้เป็นการพยากรณ์โรคได้
แต่เทคนิคการตรวจค่อนข้างยุ่งยาก
และยังไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลายใน
ปัจจุบันนี้
ปัจจุบันนี้จำนวนต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ที่มีการกระจายของเซลล์มะเร็งถือเป็นตัวบ่งบอกการพยากรณ์โรค
ที่สำคัญที่สุดต่ออัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย10
สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีการกระจายของโรคสู่ต่อมน้ำเหลือง
จะมีอัตราการรอดชีวิต 10 ปี
ประมาณ 75%
และลดลงเหลือประมาณ 25%
เมื่อมีโรคลุกลามเข้าสู่
ต่อมน้ำเหลืองแล้ว10,29,27
Treatment
ปัจจุบันนี้การรักษามะเร็งเต้านมที่ได้ผลดีที่สุดจะต้องเป็นการผสมผสานกัน38
(multidisciplinary)
ระหว่างการผ่าตัด
การฉายรังสี เคมีบำบัดและ/หรือฮอร์โมนบำบัด
ซึ่งต้องอาศัยทีมงานที่ประกอบด้วย
ศัลยแพทย์, รังสีรักษาแพทย์,
แพทย์อายุรกรรมด้านโรคมะเร็ง
ตลอดจนพยาธิแพทย์
การผ่าตัด
ถือเป็นส่วนที่สำคัญเพื่อให้ได้การวินิจฉัยโรคและใช้เป็นการรักษามะเร็งเต้านม
ในระยะเวลาเป็นร้อยปีที่ผ่านมา
มีการใช้การผ่าตัดหลายรูปแบบ
ตั้งแต่การทำ radical mastectomy,
supraradical mastectomy, modified radical mastectomy (MRM), simple
mastectomy และ segmentectomy หรือ tumorectomy39-42
จากการศึกษาต่าง ๆ42-44
โดยเฉพาะ NSABP B-06 trial42 แสดงให้เห็นว่า
การทำ segmentectomy (quadrantectomy)
หรือ tumorectomy
และตามด้วยการฉายรังสีที่เต้านม
สามารถใช้เป็นการรักษามาตรฐานสำหรับ
ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เป็น
T1 T2 lesion
ซึ่งเป็นวิธีการผ่าตัดแบบสงวนเต้านม
(breast conservation
surgery)
โดยมีผลการรักษาไม่แตกต่างจากการทำผ่าตัด
modified radical mastectomy
ซึ่งเป็นวิธีการที่ตัดเต้านมออกทั้งหมด
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ
จะต้องผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้
ระดับที่ I และ II ออกมาด้วย
เคมีบำบัด
และฮอร์โมนบำบัด
แต่เดิมใช้ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมที่มีการแพร่กระจายของโรคหรือภาวะที่มีการลุกลามของโรคเฉพาะ
ที่อย่างรุนแรง
แต่ในปัจจุบันนี้ได้ถูกพัฒนามาใช้เพื่อเป็นการรักษาเสริม45-48
(adjuvant treatment)
ในผู้ป่วยที่มีอัตราเสี่ยงต่อการกำเริบของโรคสูง
เพื่อเพิ่มอัตราการปลอดโรคและเพิ่มอัตรารอดชีวิตแก่ผู้ป่วย
เนื่องจากมะเร็งเต้านมมักจะเป็น
systemic disease แล้ว
ในขณะที่ได้รับการวินิจฉัย
และการรักษาเฉพาะที่อย่างเดียวยากที่จะทำให้ผู้ป่วยหายขาดได้
National Cancer Institute (NCI)
ของสหรัฐอเมริกาได้มี Consensus
Development Committee49 ในปี ค.ศ. 1985ซึ่งแนะนำการใช้
adjuvant systemic therapy
ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมไว้ดังนี้คือ
adjuvant systemic
chemotherpay
-
premenopausal
women with negative axillary nodes should be considered for adjuvant
chemotherapy if they are felt to be at high risk for recurrence (large
tumors > 2 cm, high degree of differentiation, negative for hormone
receptors)
-
postmenopausal
women with positive axillary nodes and positive hormone receptor
levels should receive tamoxifen
-
postmenopausal
women with positive axillary nodes and negative hormone receptor
levels should not receive adjuvant chemotherapy routinely but rather
be assessed on an individual basis
-
postmenopausal
women with negative axillary nodes do not need adjuvant chemotherapy.
สำหรับการใช้ฮอร์โมนในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
นิยมใช้ในรายที่มีการแพร่กระจายของโรคแล้ว
(metastatic disease)
และใช้เป็นการรักษาเสริมใน
postmenopausal ที่มี positive axillary
nodes และ positive hormonal receptor levels
สำหรับผู้ป่วยที่เป็น premenopausal
ประโยชน์ที่ได้ยังไม่แน่ชัด
ส่วนการทำ oophorectomy หรือ ovarian castration
และ
hypophysectomy-adrenalectomy
ไม่นิยมใช้กันแล้วในปัจจุบันนี้48
ฮอร์โมนที่นิยมใช้กันในปัจจุบันคือ
anti-estrogen (tamoxifen) 20 mg ต่อวัน
เป็นระยะเวลา 5 ปี
สำหรับการใช้ฮอร์โมนนี้ไปตลอดชีวิตจะได้ประโยชน์สูงสุดหรือไม่ยังไม่สามารถสรุปได้ในขณะนี้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
การใช้ฮอร์โมนนี้ในปริมาณสูงและยาวนานจะมีอุบัติการของการเป็นมะเร็งโพรงมดลูก
(endometrial carcinoma) มากขึ้น
รังสีรักษา
(Radiotherapy)
ความสำเร็จของการรักษามะเร็งเต้านม
จะต้องสามารถควบคุมโรคเฉพาะที่และป้องกันหรือลดการแพร่
กระจายของโรคให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด
ในส่วนของการควบคุมโรค
เฉพาะที่นั้น
การใช้ยาเคมีบำบัดหรือฮอร์โมนบำบัดเพียงอย่างเดียว
จะไม่สามารถให้การควบคุมโรค
เฉพาะที่ได้ดีเพียงพอโดยปราศจากการใช้การผ่าตัดและ/หรือรังสีรักษา27,50-52
ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามในการทำผ่าตัดแบบถอนรากถอนโคนของเนื้อเยื่อ
เต้านมและต่อมน้ำเหลือง
บริเวณใกล้เคียงก็ตาม
ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมกลุ่มหนึ่งก็ยังคงมีการกำเริบของโรคขึ้นที่บริเวณ
chest wall
และ regional lymph nodes53
การกำเริบของโรคเฉพาะที่ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
จะก่อให้เกิดผลแทรกซ้อน
ต่าง ๆ เช่น
เป็นแผลมีเลือดออก
เกิดการติดเชื้อ มีอาการปวด
และแขนบวม Brachial plexus compression
อันจะเป็นการบั่นทอน
คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
และจะเป็นแหล่งของการเกิดการแพร่กระจายของโรคต่อไป68
จากการศึกษาของ
Bonadonna51 และ Fowble26 (ECOG study)
พบว่าอุบัติการของการกำเริบของโรคเฉพาะที่
ขึ้นกับขนาดของมะเร็ง(primary tumor)
และจำนวนต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ที่มีการกระจายของโรค
นอกจากนี้
จากการศึกษาของ Fowble26 (ECOG 1988)
พบว่า ตำแหน่งของการเกิด
locoregional
recurrence หลังทำ MRM เป็นดังนี้
chest wall 53%
supraclavicular nodes 23%
axilla 11%
infraclavicular 1%
internal mammary 1%
multiple sites 11%
จุดประสงค์ของการฉายรังสีหลังผ่าตัด
ก็เพื่อทำลาย microscopic disease
ที่อาจหลงเหลืออยู่ที่
บริเวณ chest wall และ peripheral lymphatics
ในการศึกษาของ NSABP B-0454,
Wallgren55, Rutgvist56, Overgaard57
ทำให้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าการใช้รังสีรักษาร่วมด้วย
สามารถลดอุบัติการเกิด locoregional
recurrence
ลงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ปัจจุบันนี้การพิจารณา
postoperative chest wall irradiation หลังจากการทำ
MRM แล้ว
ไม่ได้ใช้เป็น routine ทุกราย
แต่จะเลือกให้เฉพาะในรายที่เป็น
high risk (มี local-regional
recurrence มากกว่า 15% หรือ 20%)
เท่านั้น คือ
ในกรณีต่อไปนี้
-
tumor size > 5
cm (T3) and T4 lesion
-
axillary nodes
positive ³ 4 nodes
-
vascular-lymphatic
space invasion
-
skin or muscle
invasion
-
evidence of
residual tumor
ส่วนการฉายรังสีที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้
ถ้าหากว่าได้ทำ adequate axillary dissection
คือ
level I และ II แล้ว
ไม่มีความจำเป็นต้องฉายรังสีที่บริเวณ
axilla ร่วมด้วย
เนื่องจากโอกาสที่จะมีการกำเริบของโรคบริเวณรักแร้
จะเกิดขึ้นเพียง 2-4.5%
เท่านั้น42,58
แต่ถ้าพบว่ามี
gross residual disease, massive axillary infiltration
หรือพบว่ามีมะเร็งลุกลามทะลุผ่าน
capsule ของ node เข้าไปยัง axillary fat
อาจต้องพิจารณาฉายรังสีบริเวณรักแร้ร่วมด้วย59
นอกจากนี้พบว่าการผ่าตัด full
axillary dissection (level III)
จะเกิดแขนบวมได้ประมาณ 10%
และถ้าหากให้การฉายรังสีบริเวณรักแร้ร่วมด้วยโดยไม่จำเป็น
จะทำให้เกิดภาวะแขนบวมสูงถึง
40%60-62
ในกรณีของก้อนมะเร็งที่อยู่
inner quadrant และมี axillary nodes metastasis
การพิจารณาฉาย
รังสีบริเวณ internal mammary nodes
ยังเป็นที่โต้เถียงกันอยู่
เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลที่ให้การสนับสนุน
แม้ข้อมูลจาก Handley12 พบว่า
ผู้ป่วยกลุ่มนี้ เมื่อทำ biopsy
จะพบ internal mammary nodes
metastasis ประมาณ 50% ก็ตาม
แต่อุบัติการของการกำเริบของโรคที่ตำแหน่งนี้ในทางคลีนิกเกิดขึ้นน้อยมาก
(น้อยกว่า 10%)
ปัจจุบันนี้
การทำผ่าตัดแบบสงวนเต้านมเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น
โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก
stage I-II
แต่การทำผ่าตัดด้วยวิธีนี้อย่างเดียวจะมี
locoregional recurrence สูงถึง 35-40%
มีการศึกษาต่าง ๆ 42,63,64
มากมายโดยเฉพาะการศึกษาของ
NSABP B-0642 พบว่า การทำ breast
conservation surgery
แล้วตามด้วยการฉายรังสีที่เต้านม
จะได้ผลทั้งการควบคุมโรค
และอัตรารอด
ชีวิตเท่ากับการทำ mastectomy
อย่างไรก็ตามมีข้อห้ามในการทำ
breast conservation surgery ดังนี้
-
multicentric
breast malignancies
-
diffuse
microcalcifications detected by mammography
-
an unacceptable
cosmetic result (large tumor relative to breast size)
-
collagen vascular
disease
รังสีรักษา
นอกจากใช้เป็น postoperative irradiation
ในผู้ป่วยที่เป็น high risk
ต่อการเกิด
local-regional recurrence
และร่วมกับการทำผ่าตัดแบบ
breast conservation surgery
ดังกล่าวแล้ว
รังสีรักษายังสามารถพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่เป็น
locally advanced และ inoperable
breast cancer ได้ 65-67
เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้มีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี
จึงมักจะต้องใช้
combination chemotherapy ร่วมด้วย
ในรายที่เป็น inoperable tumors
การใช้รังสีรักษาจะทำให้มี
locoregional control ได้ดีขึ้น
แต่ปริมาณรังสีที่ให้อาจต้องสูงถึง
70 Gy
ในบางครั้งการใช้ปริมาณรังสี
50 Gy อาจเปลี่ยนสภาพจาก inoperable tumors
มาเป็น operable ได้
แต่ถ้าพบก้อนมะเร็งที่เต้านม
หรือ chest wall
ร่วมกับการแพร่กระจายของโรค
อาจพิจารณาให้การ
รักษาแบบบรรเทาอาการ (palliative
treatment) ก็พอ โดยการฉายรังสี 20 Gy/5
fractions หรือ
30 Gy/10 fractions ที่ chest wall, breast และหรือ
peripheral lymphatic system
ทั้งนี้ขึ้นกับการลุกลามของโรค
สรุป
ข้อบ่งชี้ของการใช้รังสีรักษาในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
มีดังต่อไปนี้คือ
-
หลังการทำผ่าตัดแบบสงวนเต้านม
(breast conservation surgery)
-
ในผู้ป่วยที่เป็น
high risk หลังการทำ MRM
-
Preoperative
irradiation ในกรณีที่เป็น borderline
inoperable
ที่วางแผนจะให้การผ่าตัดต่อไป
-
ในกรณีที่เป็น
locally advanced หรือ inflammatory carcinoma
แต่ยังไม่พบว่ามี distant disease
ก็สามารถพิจารณาฉายรังสีบริเวณ
chest wall, breast และ regional lymph nodes
ร่วมกับการใช้ systemic therapy
-
ใช้เป็น
palliative irradiation ในกรณีที่เป็น chest
wall recurrence หรือเกิดมี brain และ bony
metastasis เป็นต้น
ภาวะแทรกซ้อนของการฉายรังสี
ในสมัยก่อน
เครื่องมือทางรังสีรักษาที่ใช้ยังไม่ก้าวหน้า
และไม่มีวิวัฒนาการทางด้านการวางแผนการ
รักษาอย่างรัดกุมเหมือนปัจจุบัน
เครื่องมือที่ใช้มักเป็น low
energy radiation (orthovoltage),
นอกจากนี้ปริมาณรังสีที่ใช้
total dose, dose per fraction และ target volume
ที่รักษายังไม่มาตรฐานเพียงพอ
เนื่องจากยังไม่ทราบประวัติธรรมชาติของโรคที่แน่ชัดเหมือนเช่นปัจจุบัน
ทำให้การรักษาด้วยรังสีที่ผ่านมาในอดีตยังได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจและเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง
ๆ 69-71 เช่น
-
แขนบวม
ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด
-
brachial plexus
neuropathy
-
soft tissue
necrosis และ bone fracture
-
radiation
pneumonitis
-
injury
ต่อหัวใจ โดยเฉพาะการฉาย
internal mammary nodes ทางด้านซ้าย
พบว่ามีผลต่อการทำลาย left
anterior descending artery มากที่สุด
-
sarcoma of soft
tissue และ bone
-
ทำให้เกิด
contralateral breast cancer
แต่ในปัจจุบัน
ความรู้ความเข้าใจในประวัติธรรมชาติของมะเร็งเต้านม
ตลอดจนการใช้เครื่องมือและเทคนิค
ทางรังสีรักษาสมัยใหม่
ทำให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างรัดกุมและถูกต้อง
โดยให้ปริมาณรังสีที่สูง
เพียงพอที่จะทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะบริเวณที่มีอุบัติการกำเริบของโรคสูง
ในขณะที่หลีกเลี่ยงให้ครอบคลุมเนื้อเยื่อปกติให้น้อยที่สุด
ทำให้สามารถควบคุมโรคได้ดี
และก่อให้เกิด
ภาวะแทรกซ้อนน้อย70
เครื่องมือที่ทันสมัยในปัจจุบันนี้ควรจะประกอบด้วย
simulator, high energy
photon (megavoltage machine) และ treatment planning system
Radiotherapy Technique
ในการฉายรังสีแต่ละบริเวณ
ผู้ป่วยควรจะต้องนอนอยู่ในท่าเดิมตลอด
ถ้าผู้ป่วยนอนราบ
มักจะพบว่าหน้าอก
ส่วนบนจะราดลง
ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการให้ผู้ป่วยนอนเอาศีรษะและไหล่บนกระดานสามเหลี่ยมรูปลิ่ม
(triangular wedge)
เพื่อยกศีรษะและหน้าอกส่วนบนให้สูงขึ้น
ขนานเป็นแนวราบ
ยกแขนข้างเดียวกับ
หน้าอกที่จะทำการฉายรังสี
กางออกเป็นมุมฉากจับยึดกับเสาที่สามารถจัดระยะและระดับให้คงที่ได้ทุกวัน
หรืออาจจะให้สอดมือไว้ใต้ศีรษะของผู้ป่วยเอง
ตะแคงหน้าไปด้านตรงข้าม
นอกจากนี้อาจจะสอดหมอนข้างไว้ใต้เข่าทั้ง
2 ข้าง ของผู้ป่วย
เพื่อจะได้นอนในท่าที่สบาย
ไม่เกร็งเกินไป
จะได้ไม่มีการขยับเขยื้อนตัวขณะฉายรังสี
ลิ่ม
(triangular wedge)
โดยทั่วไปการฉายรังสีสามารถเริ่มได้ภายใน
2-4 สัปดาห์ หลังการทำผ่าตัด
ส่วนในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ต้องให้
adjuvant chemotherapy ร่วมด้วย
มีข้อมูลในปัจจุบันนี้ว่า
สามารถให้เคมีบำบัดจนครบ
ซึ่งปกติจะใช้ระยะเวลาประมาณ
4-6 เดือน
แล้วค่อยให้การฉายรังสีตามในผู้ป่วยที่ไม่มี
residual tumor
หลังการผ่าตัด72,73
พบว่าไม่มีความแตกต่างในอุบัติการเกิดโรคกำเริบเฉพาะที่
สำหรับในรายที่ใช้ฮอร์โมนร่วมในการรักษา
สามารถเริ่มการฉายรังสีไปพร้อมกันได้
ช้เครื่องโคบอลต์-60
หรือ 6 MV photon ปริมาณรังสี 1.8-2 Gy/day, 5
fractions/week จนครบ 45-50 Gy ในระยะเวลา 5-5
½ สัปดาห์ ปกติจะทำ contour ที่
midline axis ของลำรังสี
โดยมากจะต้องใช้ compensating wedge filters
ขนาด 15o45o
เพื่อทำให้การกระจายตัวของรังสีเป็นไปอย่างสม่ำเสมอใน
treated volume (รูปที่ 6)
สำหรับกรณีที่ฉาย whole breast
อาจพิจารณา boost ที่ tumor bed เพิ่ม
10-20 Gy โดยใช้ electron beam หรือ interstial
implantation (รูปที่ 7) การใส่ surgical clips
บริเวณก้อนเนื้อเดิมขณะผ่าตัด
และใช้ ultrasound
มีประโยชน์ในการช่วยบอกตำแหน่ง
และความลึกจาก skin ของ breast ถึง
chest wall ได้
ทำให้เลือกพลังงานของ electron
ได้ถูกต้อง Electron energy
ที่ใช้ส่วนมากอยู่ระหว่าง
8-15 MeV.
ปริมาณรังสีที่ใช้
45-50 Gy/25 fractions/5 wks คิดที่ความลึก 4 ซม.
จาก skin เพื่อ spare
underlying lung tissue, mediastinum, myocardium และ spinal cord
จากการใช้รังสี
โคบอลต์-60 หรือ 4-6 MV photon
เพียงอย่างเดียว
หรือป้องกันไม่ให้
ผิวหนังบริเวณด้านหน้าได้รับ
ปริมาณรังสีมากเกินไปจากการใช้
electron beam เพียงอย่างเดียว (ซึ่งปกตินิยมใช้พลังงาน
12-14
MeV)
เพื่อลดปัญหาดังกล่าวข้างต้น
จึงแนะนำให้ใช้ photon beam และ electron
beam ร่วมกัน
โดยใช้สัดส่วนระหว่าง photon beam :
electron beam ประมาณ 1 : 2
Morbidity
ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการทำผ่าตัด
มักจะพบเฉพาะในรายที่ทำผ่าตัดแบบ
radical mastectomy
โดยจะพบภาวะ arm edema, skin flap necrosis, hematoma
รวมทั้งแผลแยกและการติดเชื้อ75
ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยจะทนต่อการรักษาด้วยรังสีได้ดี
ภาวะแทรกซ้อนระยะเฉียบพลัน
จะหายเป็นปกติได้เอง
อาการส่วนใหญ่ที่พบคือ
การเปลี่ยนแปลงทาง ผิวหนัง
เช่น มี erythema, moist desquamation
สำหรับภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังที่พบมี
breast edema หรือ fibrosis, แขนบวม พบได้ 5-7%76,77
และมี asymptomatic apical lung fibrosis เป็นต้น
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงเกิดขึ้นได้น้อยกว่า
1% ถ้าใช้ dose/fraction
มาตราฐานดังได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น
ได้แก่ brachial plexopathy, breast
necrosis, rib fracture, pneumonitis และ transient pleural effusion
ในด้านของเคมีบำบัด
ภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันที่พบได้
เช่น คลื่นไส้ อาเจียน,
เม็ดเลือดขาวต่ำ และ
เกร็ดเลือดต่ำ
ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อ
และเลือดออกได้
บางรายอาจมีอาการ mucositis,
ผมร่วง
เป็นต้น
ส่วนภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังที่อาจพบได้
เช่น หัวใจล้มเหลว,
การทำงานของไตและปอดเสื่อมลง
การดูแลผู้ป่วยระหว่างการฉายรังสี
(Patient care)
ผู้ป่วยจะได้คำแนะนำว่า
ไม่ให้ลบรอยเส้นที่ขีดไว้บนผิวหนังออก
แต่อาจจะใช้แป้งเด็กหรือแป้งข้าวโพดทาบริเวณรักแร้
เพื่อช่วยในการดูดซับเหงื่อ
เมื่อเกิด dry
desquamation แนะนำให้ใช้ 1% hydrocortisone cream
ทาเพื่อลดภาวะความตึงของ
ผิวหนัง
แต่ถ้ามีภาวะ moist desquamation
อาจต้องให้หยุดฉายรังสีชั่วคราว
และใช้ prednisil cream
หรือ garamycin cream ทาจนแผลแห้ง
ช่วงระหว่างการให้การรักษาด้วยรังสี
ให้หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าที่กระชับหรือรัดแน่น
เพื่อป้องกัน
การเสียดสีกับผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสี
เนื่องจากจะทำให้ผิวหนังเป็นแผลถลอกได้ง่าย
แนะนำให้สวม
ใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ
ที่ทำจากผ้าฝ้าย
ผลการรักษามะเร็งเต้านม
ผลการรักษามะเร็งเต้านม10,42,44,51
จะมีอัตราการรอดชีวิตแตกต่างกันไปตามระยะของโรค
ตารางที่
6
แสดงอัตรารอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะต่าง
ๆ
|
Stage
|
5- year
survival (%)
|
10-year
survival (%)
|
|
I
II
III
IV
|
70-95
50-80
10-50
0-10
|
60-80
40-60
0-30
0-5
|
Special Considerations
1. Inflammatory breast cancer
พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เป็น
inflammatory ได้ประมาณ 2-5%
การวินิจฉัยทางคลีนิก
จะพบลักษณะ
บวมแดงของเต้านม
บ่อยครั้งที่จะคลำก้อนไม่ได้ชัดเจน
ส่วนผลทางพยาธิวิทยาจะพบมี
dermal
lymphatic invasion ภาวะของ inflammatory breast cancer
จะมีการพยากรณ์โรคที่เลวมาก
การรักษาต้องพิจารณาใช้ systemic
chemotherapy เป็นหลัก
การทำผ่าตัดอย่างเดียวถือเป็นข้อห้าม
ข้อแนะนำในการรักษาปัจจุบันนี้คือ
การใช้ systemic therapy โดยใช้ยา doxorubicin-containing
regimen
การใช้รังสีรักษาและการทำผ่าตัด
อาจพิจารณาใช้หลังจากการให้เคมีบำบัดแล้ว
เพื่อช่วยให้
locoregional control ดีขึ้น78
2. Bilateral
breast cancer
การเกิดมะเร็งเต้านมทั้ง
2 ข้าง อาจเกิดได้พร้อมกัน
(synchronous) หรือเกิดคนละเวลา
(metachronous) ก็ได้
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็น metachronous
อุบัติการของการเกิด synchronous
bilateral breast cancer พบได้เพียง 1-2%
เท่านั้น7
การรักษาแยกพิจารณาตามระยะของโรคในแต่ละข้าง
3. Cystosarcoma
phylloides
เนื้องอกชนิดนี้
พบบ่อยที่สุดใน non-epithelial lesions
ของเต้านม การรักษาหลักคือ
การทำผ่าตัด
โดยจะมีโรคกำเริบได้ไม่เกิน
5%
โอกาสที่จะมีการลุกลามของโรคไปที่ต่อมน้ำเหลืองน้อยมาก
รังสีรักษา
ไม่มีบทบาทในการรักษามะเร็งชนิดนี้
ยกเว้นในผู้ป่วยที่มี residual,
recurrent หรือ inoperable
tumor
4. Male breast cancer
มะเร็งเต้านมในผู้ชาย
พบน้อยมากไม่เกิน 1%
ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
ทั้งหมด
พยาธิวิทยาที่พบเหมือน
กับในผู้ป่วยหญิง การผ่าตัด
mastectomy ถือเป็น standard
สำหรับการรักษาโรคเฉพาะที่
ซึ่งอาจ
ต้องพิจารณาให้การฉายรังสีร่วมด้วย79
โดยเทคนิคและวิธีการเช่นเดียวกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในสตรี
การพิจารณาให้การรักษาด้วยฮอร์โมนหรือเคมีบำบัดยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด
แต่อาจจะใช้หลักการเดียวกับ
ในผู้ป่วยสตรี
References
-
Tumor registry,
National Cancer Institute, Ministry of Health, Thailand 1995
-
สถิติโรคมะเร็ง
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พ.ศ.
2537-2539
-
Kelsey JL: A review of
the epidemiology of human breast cancer. Epidemiol Rev 1: 74-109, 1979
-
Winchester DP,
Bernstein JR, Paige ML, et al: The Early Detection and Diagnosis of Breast
cancer, pp 1-20. Atlanta, American Cancer Society, 1988
-
Land CE, Boice JD Jr,
Shore RE, et al: Breast cancer risk from low-dose exposure to ionizing
radiation. J Natl Cancer Inst 65: 353-376, 1980
-
Boice JD Jr, Monson
RR: Breast cancer in women after repeated fluoroscopic examination of the
chest. J Natl Cancer Inst 59: 823-832, 1977
-
Haagensen CD: Diseases
of the Breast, ed 2. Philadelphia, WB. Saunders, 1971
-
Donegan WL, Perez-Mesa
CM, Watson FR: A biostatistical study of locally recurrent breast
carcinoma. Surg. Gynecol Obstet 122: 529-540, 1966
-
Chadha M, Chabon AB,
Friedmann P, et al: Predictors of axillary lymph node metastases in
patients with T1 breast cancer: A multivariate analysis. Cancer 73:
350-353, 1994
-
Fisher B, Bauer M,
Wickerham L, et al: Relation of number of positive axillary nodes to the
prognosis of patients with primary breast cancer: An NSABP up date. Cancer
52: 1551-1557, 1983
-
Handley RS: carcinoma
of the breast. Ann R coll Surg Engl 57: 59-66, 1975
-
Handley RS: A
surgeons view of the spread of breast cancer. Cancer 24: 1231-1234,
1969
-
Haagensen CD, stout AP
Carcinoma of the breast: Criteria of operability. Annuals of Surgery 118:
850-870, 1032-1051, 1943
-
Rosen PP, Lesser ML,
Kinne DW, Beattie EJ Discontinuous or skip metastases in breast
carcinoma. Analysis of 1228 axillary dissections. Ann Surg 197 (3):
276-283, 1983
-
Veronesi U, Rilke F,
Luini A et al: Distribution of axillary node metastasis by level of
invasion: an analysis of 539 cases. Cancer 59 (4): 682-687, 1987
-
Valagussa P, Bonadonna
G, Veronesi U: Patterns of relapse and survival following radical
mastectomy: Analysis of 716 consecutive patients. Cancer 41: 1170-1178,
1978
-
de Pietro S, Bertario
L, Cantu G, et al: An analysis of 800 breast cancer patients relapsed
after radical mastectomy. Tumori 62: 99-112, 1976
-
Hagemeiter FB, Buzdar
AU, Luna MA, et al: Causes of death in breast cancer: Clinicopathologic
study. Cancer 46: 161-167, 1980
-
Beahrs OH, Henson DE,
Hutter RWP, et al, eds: Manual for staging of Cancer, ed 4. Philadelphia,
JB Lippincott 1992
-
Dodd GD: Radiation
detection and diagnosis of breast cancer. Cancer 47: 1766-1769, 1981
-
Kopans DB, Meyer JE,
Sodowsky N: Breast imaging. N Engl J Med 310: 960-967, 1984
-
Union Internationale
Contre le cancer: TNM Atlas : Illustrated Guide to the classification of
Malignant Tumours. Berlin, Springer-Verlag, 1997
-
Gamel JW, Meyer JS,
Feuer E, et al: The impact of stage and histology on the long-term
clinical course of 163,808 patients with breast carcinoma. Cancer 77:
459-464, 1996
-
Haagensen CD:
Treatment of curable carcinoma of the breast. Int J Radiat Oncol Biol Phys
2: 975-980, 1977
-
Primary Therapy of
Breast Cancer Study Group : Identification of breast cancer patients with
high risk of early recurrence after radical mastectomy: II. Clinical and
pathological correlations. Cancer 42: 2809-2826, 1978
-
Fowble B, Gray R,
Gilchrist K, Goodman RL, et al: Identification of a subgroup of patients
with breast cancer and histologically positive axillary nodes receiving
chemotherapy who may benefit from post-operative radiotherapy. J clin
Oncol 6: 1107-1117, 1988
-
Stefanik D, Goldberg
R, Byrne P, et al: Local regional failure in patients treated with
adjuvant chemotherapy for breast cancer. J Clin Oncol 3: 660-665, 1985
-
Pierce LJ, Lichter AS.
Post-mastectomy radiotherapy: More than local regional control. J clin
Oncol 12: 444-446, 1994.
-
Epstein AH, Connolly
JL, Gelman R, et al: The predictors of distant relapse following
conservative surgery and radiotherapy for early breast cancer are similar
to those following mastectomy. Int J Radiat Oncol Biol Phys 17: 755-760,
1989
-
Crowe JP Jr, Gordon
NH, Hubay CA, et al: Estrogen receptor determination and long-term
survival of patients with carcinoma of the breast. Surg Gynecol Obstet
173: 273-278, 1991
-
Esteban JM, Ahn C,
Battfora H, et al: Predictive value of estrogen receptors evaluated by
quantitative immunohistochemical analysis in breast cancer. Am J Clin
Patho 102 (suppl 1): S9-S19, 1994
-
Hatschek T, Fagerberg
G, Stal O, et al: Cytometric characterization and clinical course of
breast cancer diagnosed in a population-based screening program. Cancer
64: 1074-1081, 1989
-
Meyer JS, Province MA:
S-phase fraction and nuclear size in long-term prognosis of patient with
breast cancer. Cancer 74: 2287-2299, 1994
-
Meyer JS, Friedman MS,
Mc Crate MM, et al: Prediction of early course of breast carcinoma by
thymidine labeling. Cancer 51: 1819-1886, 1983
-
Tubiana M, Pejovic MH,
Koscielny S, et al: Growth rate, kinetics of tumor cell proliferation and
long-term outcome in human breast cancer. Int J Cancer 44: 17-22, 1989
-
Bloom HJG, Richardson
WW, Harries EJ: Natural history of untreated breast cancer (1805-1933) Br
Med J 2: 213-221, 1962
-
Clayton F, Hopkins CL:
Pathologic correlates of prognosis in lymph node-positive breast
carcinomas. Cancer 71: 780-790, 1993
-
Fisher B: Some
thoughts concerning the primary therapy of breast cancer. In St Arneault
G, Band P, Israel L, eds: Recent Results in Cancer Research. Breast
Cancer: A Multidisciplinary Approach, pp 150-163. Berlin, Springer Verlag,
1976
-
Halsted WS: The
results of operations for the cure of cancer of the breast performed at
the Johns Hopkins Hospital from June 1889 to January, 1894. John Hopkins
Hosp Bull 4: 297, 1894-1895
-
Mc Whirter R: Simple
mastectomy and radiotherapy in treatment of breast cancer. Br J Radiol 28:
128-139, 1955
-
Kaae S, Johansen H:
Does simple mastectomy followd by irradiation offer survival comparable to
radical procedure? Int J radiat Oncol Biol Phys 2: 1163-1166, 1977
-
Fisher B, Bauer M,
Margolese R, et al: Five year results of a randomized clinical trial
comparing total mastectomy and segmental mastectomy with or without
radiation in the treatment of breast cancer. N Engl J Med 312: 665-673,
1985
-
Calle R, Vilcoq JR,
Zafrani B, et al: Local control and survival of breast cancer treated by
limited surgery followed by irradiation. Int J Radiat Oncol Biol Phys 12:
873-878, 1986
-
Vilcoq JR, Calle R,
Stacey P, et al: The outcome of treatment by tumorectomy and radiotherapy
of patients with operable breast cancer. Int J Radiat Oncol Biol Phys 8:
1327-1332, 1981
-
Bonadonna G, Valagussa
P, Moliterni A, et al: Adjuvant cyclophosphamide, methotrexate, and
fluorouracil in node-positive breast cancer. N Engl J Med 332: 901-906,
1995
-
Goldhirsch A, Gelber
RD, Price KN, et al: Effect of systemic adjuvant treatment on first sites
of breast cancer relapse. Lancet 343: 377-381, 1994
-
Fisher B, Wickerham
DL, Redmond C: Recent developments in the use of systemic adjuvant therapy
for the treatment of breast cancer. Semin oncol 19: 263-277, 1992
-
Tamoxifen for early
breast cancer: an overview of the randomised trials. Lancet; 351:
1451-1471, 1998
-
National Institutes of
Health Consensus Development Conference Statement: Adjuvant Chemotherapy
for Breast Cancer, 1985 Sep 9-11; 5 (12): 1-19
-
Sykes HF, Sim DA, Wong
CJ, et al: Local-regional recurrence in breast cancer after mastectomy and
adriamycin-based adjuvant chemotherapy. Evaluation of the role of
post-operative radiotherapy. Int J Radiat Oncol Biol Phys 16: 641-647,
1989
-
Bonadonna G, Valagussa
P, Rossi A, et al. Ten-year experience with CMF-based adjuvant
chemotherapy in resectable breast cancer. Breast cancer Res Treat 5:
95-115, 1985
-
Marks LB, Halperin EC,
Prosnitz LR, et al: Post-mastectomy radiotherapy following adjuvant
chemotherapy and autologous bone marrow transplantation for breast cancer
with greater than or equal to 10 positive axillary lymph nodes. Int J
Radiat Oncol Biol Phys 23: 1021-1026, 1992
-
Haagensen CD. Result
with Halsteds radical mastectomy. In: Haagensen CD (ed) Disease of the
breast, 3 rd edn. Saunder, Philadelphia, pp 903-932, 1986
-
Fisher B, Bauer M,
Margolese R, et al: Ten-year results of a randanized cliniccal trial
comparing radical mastectomy and total mastectomy with or without
radiation. N Engl J Med 312 (11): 674-681, 1985
-
Wallgren A, Arner D,
Bergstrom J, et al: Radiation therapy in operable breast cancer: results
from the stockholm trial on adjuvant radiotherapy. Int J Radiat Oncol Biol
Phys 12 (4): 533-537, 1986
-
Rutqvist LE, Cedermark
B, Glas U, et al: Radiotherapy, Chemotherapy, and Tamoxifen as adjuncts to
surgery in early breast cancer: a summary of three randamized trials. Int
J Radiat Oncol Biol Phys 16 (3): 629-639, 1989
-
Overgaard M,
Christensen JJ, Johansen H, et al: Evaluation of radiotherapy in high-risk
breast cancer patients: report from the Danish Breast Cancer Cooperative
Group (DBCG 82) Trial. Int J Radiat Oncol Biol Phys 19 (5): 1121-1124,
1990
-
Recht A, Pierce SM,
Abner A, et al: Regional nodal failure after conservative surgery and
radiotherapy for early-stage breast carcinomas. J Clin Oncol 9: 988-998,
1991
-
Donegan WL, Stine SB,
Samter TG. Implications of extracapsular nodal metastases for treatment
and prognosis of breast cancer. Cancer 72 ; 778-782, 1993
-
Danforth DN, Findlay
PA, Me Donald HD, et al: Complete axillary lymph node dissection for stage
I-II carcinoma of ther breast. J Clin Oncol 4: 655-662, 1986
-
Kissin MW, Querci
della Rovere G, Easton D. Westburg G: Lymphoedema and breast cancer. Br J
Surg 73: 580-584, 1986
-
Larson D, Weinstein M,
Goldberg I, et al: Edema of the arm as a function of the extent of
axillary surgery in patients with stage I-II carcinoma of the breast
treated with primary radiotherapy. Int J Radiat Oncol Biol Phys 12:
1575-1582, 1988
-
Sarrazin D, Le, MG,
Fontaine, MF and Arriagada, R: conservative treatment versus mastectomy
in T1 or small T2 breast cancer a randomized clinical trial. In J
Harris, S Hellman and W Silen eds. Conservative Management of Breast
Cancer. 1983, JP Lippincott. Philadelphia: 101.
-
Veronesi U, Saccozzi
R, Del Vecchio M, et al: Comparing radical mastectomy with quadrantectomy,
axillary dissection and radiotherapy in patients with small cancers of the
breast. N Engl J Med 305: 6, 1981
-
Sheldon T, Hayes DF,
Cady B, Parker L, Osteen R, Silver B, et al: Primary radiation therapy for
locally advanced breast cancer. Cancer 60: 1219-1225, 1984
-
Puthawala AA, Syed AM,
Sheikh KM, Gowdy RA, Mc Namara CS: Combined external and interstitial
irradiation in the treatment of stage III breast cancer. Radiology 153:
813-816, 1984
-
Perez CA, Graham ML,
Taylor ME, et al: Management of Locally Advanced carcinoma of the Breast:
I. Non-Inflammatory. Cancer 74: 453-465, 1994
-
Bedwinek JM, Lee J,
Fineberg BB, Ocwieza M. Incidence and sites of local failure following
local therapy in patients with isolated local-regional recurrence of beast
cancer. Int J Radiat Oncol Biol Phys 7: 581-585, 1981
-
Cuzick J, Stewart H,
Peto R, et al: Overview of randomized trial of postoperative adjuvant
radiotherapy in breast cancer. Cancer Treat Rep 71: 15-29, 1987
-
Cuzick J, Stewart H,
Rutqvist L, et al: Cause-specific mortality in long-term survivors of
breast cancer who participated in trial of radiotherapy. J Clin Oncol 12:
447-453, 1994
-
Rutqvist LE, Lax I,
Fornander MD, et al: Cardiovascular mortality in a randomized trial of
adjuvant radiation therapy versus surgery alone in primary breast cancer.
Int J Radiat Oncol Biol Phys 22: 887-896, 1992
-
Recht A, Come SE,
Henderson IC, et al: Sequencing of chemotherapy and radiotherapy after
conservative surgery for early stage breast cancer. N Engl J Med 334:
1356-1361, 1996
-
Wallgren A, Bernier J,
Gelber RD, et al: Timing of radiotherapy and chemotherapy following breast
conserving surgery for patients with node-positive breast cancer. Int J
Radiat Oncol Biol Phys 35: 649-659, 1995
-
Bornstein BA, Cheng CW,
Rhodes LM, Rashid H, Stomper PC, Siddon RL, Harris JR: Can simulation
measurements be used to predict the irradiated lung volume in the
tangential field in patients treated for breast cancer? Int J Radiat Oncol
Biol Phys 18: 181-187, 1990
-
Say C, Donegan W: A
biostatistical evaluation of complications from mastectomy. Surg Gynecol
Obstet 138: 370-376, 1974
-
Mc Cormick B, Yahalom
J, Cox L, et al: The patients perception of her breast following radiation
and limited surgery. Int J Radiat Oncol Biol Phys 17: 1299-1302, 1989
-
Kantorowitz DA,
Poulter CA, Rubin P, et al: Treatment of breast cancer with segmental
mastectomy alone or segmental mastectomy plus radiation. Radiother Oncol
15: 141-150, 1989
-
Perez CA, Fields JN,
Fracasso PM, et al: Management of Locally advanced carcinoma of the breast
: II. Inflammatory carcinoma. Cancer 74: 466-476, 1994
-
Hodson GR, Urdaneta
LF, Al-Jurf AS, et al: Male breast cancer. Ann Surg 51: 47, 1985
1. ใครคือผู้มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
ผู้หญิงทุกคน
สำหรับผู้ชายมีเพียงส่วนน้อยแต่ก็สามารถเป็นได้
2.
จริงหรือไม่ที่มีผู้หญิงบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็ง
เต้านม
ใช่ เช่นผู้หญิงที่มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็ง
ผู้หญิงที่ไม่มีลูกหรือมีหลังจาก
อายุ 30 ปีแล้ว แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ พบว่า 80%
ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเป็นหญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี
3. อะไรเป็นสาเหตุของมะเร็งเต้านมและสามารถป้องกันได้หรือไม่
ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุและยังไม่มีวิธีการป้องกัน
4. มีผู้หญิงจำนวนเท่าไรที่จะเป็นมะเร็งเต้านม
ในสหรัฐอเมริกามีผู้หญิง 1 ใน 9 ที่จะเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงชีวิต
มะเร็งเต้านมพบได้บ่อยในผู้หญิงในประเทศนี้
5. ลักษณะก่อนที่เต้านมเป็นอย่างไร
โดยทั่วไปก้อนที่เต้านมกว่า 80%
เมื่อตรวจชิ้นเนื้อที่ผิดปกติพบว่าไม่ได
้
เป็นมะเร็งแต่ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์
6. ถ้าพบก้อนที่เต้านมแล้วต้องทำอย่างไร
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจและรับคำแนะนำต่อไป
7. อะไรเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเอาชนะมะเร็งเต้านม
การค้นหามะเร็งระยะเริ่มแรกเป็ฯวิธีที่ดีที่สุด พบอัตราการอยู่รอด 5 ปี ถึง
97 % หลังการรักษามะเร็งเต้านมที่เป็นระยะแรก
8.
โปรแกรมในการค้นหามะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรกที่ดีที่สุดคือ
อะไร
ตรวจโดยแมมโมแกรมเป็นประจำเริ่มตั้งแต่อายุ 40 ปี ตรวจเต้านมโดย
บุคลากรทางการแพทย์เป็นประจำ ตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง
หลังจากมีประจำเดือนหรือหมดประจำเดือน ในวันเดียวกันทุกเดือน
ส่วนใหญ่ผู้หญิงมักพบสิ่งผิดปกติของเต้านมด้วยตนเอง
9. จะสามารถตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรมได้ที่ไหน
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
โรงพยาบาลของทบวงมหาวิทยาลัย
และ
โรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง
10.
ถ้าต้องการทราบเรื่องเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมมากกว่านี้จะเป็น
อย่างไร
จดหมายสอบถามได้ที่ นายแพทย์อดิศักดิ์ ศรพรหม ฝ่ายสุขศึกษา
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ 268/1 ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ
10400

|

|
|
|