สอบถามปัญหาออนไลน์
Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat


BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรม
รักสุขภาพ   ฟรี ข่าว
สาระความรู้เรื่องสุขภาพ


  
top
มะเร็งมดลูก
   Cancer of Uterus


 
มะเร็งรังไข่ 
    Cancer of Ovary
ยาเคมีบำบัด/สารกัมมันตรังสี

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  Endometrium Carcinoma

มะเร็งปากมดลูก
   Cancer of Cervix


โครงการป้องกันควบคุม
   โรคมะเร็งปากมดลูก

  เอนโดเซล Endocell
    ชุดเก็บตัวอย่างเซลเพื่อตรวจ
    พยาธิวิทยา



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์






  มะเร็งมดลูก- Cancer of Uterus      
ข้อมูล สถาบันมะเร็งแห่งชาติ




มดลูกเป็นอวัยวะที่มีโพรง ตั้งอยู่ในบริเวณท้องน้อย ระหว่างกระเพาะปัสสาวะและทางเดินอุจจาระ ส่วนล่างสุดของมดลูกจะคอดแคบเรียกว่า ปากมดลูก ส่วนบนจะกว้างเรียกว่า ตัวมดลูก ตัวมดลูกประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้น ชั้นในสุดของมดลูกเรียกว่า เยื่อบุมดลูก (Endometrium) ซึ่งในหญิงวัยเจริญพันธุ์ ชั้นนี้จะเปลี่ยนแปลงตลอดเดือนตามรอบประจำเดือนแต่ละเดือน เยื่อบุมดลูกจะโตและหนา เพื่อเตรียมรองรับไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว เลือดประจำเดือนเกิดขึ้นเนื่องจากเยื่อบุโพรงมดลูกในระยะนี้ไม่ได้ใช้ และจะสลายตัว ถูกขับออกมาทางช่องคลอด ชั้นนอกสุดของมดลูกเป็นชั้นกล้ามเนื้อ (Myometrium) จะขยายตัวตั้งครรภ์ เพื่อรองรับเด็กที่เจริญเติบโตขยายขนาดนี้ มะเร็งของมดลูกส่วนใหญ่เกิดขึ้นในชั้นเยื่อบุมดลูกจึงเรียกว่า มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก 

ความหมายของคำต่าง ๆ 
เนื้องอกมดลูก
ไม่ใช่มะเร็งมดลูก จะไม่มีการแพร่กระจาย ไปสู่อวัยวะอื่นในร่างกาย และน้อยมากที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต มีเนื้องอกหลายแบบที่เกิดขึ้นในตัวมดลูก บางรายไม่จำเป็นต้องรักษาเนื้องอกเหล่านี้ บางรายจำเป็นต้องผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออก 
Fibroid 
เป็นเนื้องอกธรรมดาของมดลูกชนิดหนึ่ง พบบ่อย ในหญิงอายุเกิน 35 ปี อาจจะเป็น 1 ก้อนหรือหลายก้อนก็ได้ อาการผิดปกติของผู้ป่วย จะขึ้นกับขนาด และตำแหน่ง ของก้อนเนื้องอก เช่น มักจะมีเลือดออกผิดปกติ ตกขาวทางช่องคลอด หรือปัสสาวะบ่อย เมื่อก้อนเนื้องอกกดอวัยวะใกล้เคียงจะทำให้เกิดอาการปวด การรักษา คือ การผ่าตัด อย่างไรก็ตาม พบได้บ่อยมากที่ก้อนเนื้องอกนี้ไม่ทำให้เกิดอาการใด ๆ และไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ควรได้รับการตรวจบ่อย ๆ เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลง และเมื่ออยู่ในภาวะหมดประจำเดือน ก้อนเนื้องอกนี้อาจจะฝ่อเล็กลง บางรายอาจจะหายไปได้ 
Endometriosis 
คือ ภาวะที่มีเนื้อเยื่อลักษณะคล้ายและ แสดงอาการเหมือนเยื่อบุโพรงมดลูก แต่กลับไปอยู่ผิดที่ คือ แทนที่จะอยู่ในโพรงมดลูก แต่ไปอยู่ที่ตัวกล้ามเนื้อมดลูกแทน บางครั้งก็พบอยู่ที่ผิวของรังไข่ หรือส่วนต่าง ๆ ในช่องท้อง เนื้องอกชนิดนี้พบในวัย 30-40 ปี จะทำให้เกิดอาการปวดท้องมากขณะมีประจำเดือน และมีเลือดออกผิดปกติได้ บางครั้งทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก วิธีการรักษา มีทั้งการใช้ยาและการผ่าตัด 
Hyperplasia 
คือ ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว เกิดจาก การเพิ่มจำนวนของเซลล์ปกติที่ บุโพรงมดลูก ถึงแม้ว่าภาวะนี้จะไม่ใช่มะเร็ง แต่จะเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้ในบางราย อาการส่วนใหญ่คือ ประจำเดือนออกมาก และมีเลือดออกระหว่างรอบระดู การรักษาขึ้นกับว่าเป็นมากหรือน้อย และขึ้นกับอายุของผู้ป่วย ถ้าอายุน้อยมักจะรักษาด้วยฮอร์โมน และตรวจเช็กเยื่อบุโพรงมดลูกสม่ำเสมอ ถ้าเกิดขึ้นภายในระยะใกล้ หรือหลังหมดประจำเดือน อาจจะรักษาด้วยฮอร์โมน ถ้าภาวะที่เกิดขึ้นไม่รุนแรง และจะใช้การผ่าตัดเอามดลูกออกเมื่อเยื่อบุมดลูกหนาตัวชนิดรุนแรง แต่จะทราบว่าเป็นเยื่อบุมดลูกหนาตัวแบบใดนั้น จำเป็นต้องขูดมดลูก เอาเยื่อบุที่อยู่ภายในโพรงมดลูกส่งตรวจทางพยาธิก่อน จึงจะให้การรักษาขั้นต่อไปได้ 
มะเร็งมดลูก 
สามารถแพร่กระจายและทำลายอวัยวะใกล้ เคียงได้ มะเร็งของมดลูกมักจะแพร่กระจายทางกระแสโลหิตหรือระบบท่อน้ำเหลือง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่แพทย์จะต้องผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานออกไป เพื่อตรวจสอบว่ามีเซลล์มะเร็งแพร่กระจายหรือไม่ 

อาการของมะเร็งมดลูก
ที่พบบ่อยที่สุดคือ การมีเลือดออกผิดปกติหลังประจำเดือนหมดเลือดอาจออกเป็นน้ำ หรือมีเลือดปนตกขาวในระยะแรก ต่อมาจะเป็นเลือดมากขึ้นพบได้บ่อยหลังประจำเดือนหมด แต่อาจพบได้ในวัยใกล้ ๆ หมดประจำเดือนก็ได้ ดังนั้น การมีเลือดออกอีก ในหญิงวัยหมดประจำเดือนแล้ว คลำพบก้อนที่บริเวณท้องน้อย ปวดท้องน้อย ปวดหลัง เนื่องจากมดลูกโตไปกดแผงประสาท   อาการดังกล่าวข้างต้นจำเป็นต้องรีบไปรับการตรวจจากแพทย์เพื่อขูดมดลูก (การตรวจโดยใช้ Endocell)

เลือดออกผิดปกติไม่ใช่อาการของมะเร็งเสมอไป แต่ถ้าเกิดขึ้นจำเป็นจะต้องมาปรึกษาแพทย์ เพื่อจะค้นหาสาเหตุของเลือดออก การวินิจฉัยได้แต่เนิ่น ๆ ว่าเป็นมะเร็ง มีความสำคัญมากต่อการรักษาให้หายขาด 

สาเหตุ 
ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีผู้เสนอว่า อาจเกิดจากความไม่สมดุลย์ของฮอร์โมนในร่างกาย ส่วนสาเหต ุหรือปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดมะเร็งมดลูก ได้แก่ 
1. สตรีที่ไม่มีบุตร หรือมีบุตรเมื่ออายุมาก 
2. สตรีที่เคยได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมน เอสโตรเจนเป็นเวลานาน หรือเคยได้รับการฉาย รังสีที่บริเวณ
    เชิงกราน 
3. กรรมพันธุ์ 
4. มักพบร่วมกันโรคอ้วน เบาหวาน และ ความดันโลหิตสูง 

การวินิจฉัย

จำเป็นต้องใช้การตรวจหลายแบบประกอบกัน สิ่งที่จำเป็นที่สุด คือ การได้ผลชิ้นเนื้อจากโพรงมดลูก แนวทางการตรวจประกอบด้วย 

การตรวจภายใน เพื่อดูขนาดและรูปร่างของมดลูก 
Pap smear ปกติจะใช้ตรวจหามะเร็งปากมดลูก บางครั้งอาจ จะใช้วินิจฉัย มะเร็งเยื่อบุมดลูกได้ ถ้ามีเซลล์ผิดปกติหลุดลอกออกมาจากโพรงมดลูก 
การขูดมดลูก เพื่อเอาชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่บุโพรงมดลูกออกมา ตรวจทางพยาธิ เมื่อพบว่ามีเซลล์มะเร็งแล้ว แพทย์จะต้องค้นหาว่า โรคได้ลุกลาม กระจายออกนอกมดลูกไปยังอวัยวะส่วนอื่นของร่างกายหรือไม่ โดยใช้การตรวจสอบจากเลือด, X-ray บางรายมีการใช้ X-ray ชนิดพิเศษ เช่น C.T. หรือ CAT scan มักจะต้องใช้เครื่องUltrasound เพื่อตรวจดูอวัยวะภายในด้วย บางรายต้องมีการตรวจพิเศษทางกระเพาะปัสสาวะ ระบบลำไส้ส่วนล่าง และทวารหนัก 

การป้องกัน 
เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งมดลูก ดังนั้นการป้องกันจึงอาจทำได้โดย 
1. ระวังเรื่องโรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง 
2. สตรีวัยหมดประจำเดือน ควรได้รับการตรวจร่างกายและตรวจภายในอย่งน้อยปีละครั้ง 
3.ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนรักษาอาการหมดประจำเดือนอย่างระมัดระวัง 
4.รีบปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการเลือดออกผิดปกติ 

การรักษา
ผลการรักษาจะขึ้นอยู่กับระยะของโรค ชนิดของเซลล์มะเร็ง อายุและสุขภาพทั่ว ๆ ไป ของคนไข้

วิธีการรักษา
โดยการผ่าตัด การใช้รังสีรักษา การใช้ฮอร์โมน และการใช้เคมีบำบัด 
มะเร็งมดลูกระยะเริ่มแรก จะต้องรักษาโดยการผ่าตัดเอามดลูก และปากมดลูกออก พร้อมทั้งปีกมดลูกและรังไข่ทั้ง 2 ข้าง แพทย์บางท่านแนะนำให้ใช้รังสีรักษาก่อนการผ่าตัด เพื่อให้เซลล์มะเร็งหยุดชะงักการเจริญเติบโต แพทย์บางท่านต้องการตรวจสอบคนไข้ก่อนอย่างละเอียดขณะผ่าตัด และแนะนำให้ใช้รังสีรักษาหลังการผ่าตัด เฉพาะในรายที่มีโอกาสจะกลับเป็นซ้ำอีก การใช้รังสีรักษา มีทั้งการฉายแสงจากภายนอก และการฝังแร่ภายในร่างกาย ถ้าผู้ป่วยกลับเป็นซ้ำอีก หรือมีการแพร่กระจายภายหลังการใช้รังสีรักษา แพทย์ก็จะใช้ฮอร์โมน (กลุ่ม progesterone) หรือเคมีบำบัด เคมีบำบัดใช้ในรายที่มะเร็งกระจายไกลออกไปจากช่องเชิงกรานแล้ว เพื่อการรักษาต่อไป 

ข้อแทรกซ้อนของการรักษา
เป็นการยากที่จะให้การรักษามีผลเฉพาะตัวเซลล์มะเร็งอย่างเดียว โดยที่เซลล์ปกติของร่างกายจะไม่ถูกกระทบกระเทือน ดังนั้น เนื้อเยื่อปกติของร่างกาย ก็จะถูกทำลายไปด้วย จากการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ดังกล่าว เช่น 


การผ่าตัดเอามดลูกออก
ผู้ป่วยอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบทางเดินอาหาร เจ็บปวดบริเวณท้องน้อยที่ผ่าตัด ซึ่งเป็นระยะแรก ๆ หลังผ่าตัด ต่อไปก็จะกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ เมื่อไม่มีมดลูกก็จะไม่มีประจำเดือนอีกต่อไป และถ้ารังไข่ถูกตัดออกไปด้วย ผู้ป่วยก็จะมีอาการของคนหมดประจำเดือน เช่น อาการร้อน ๆ หนาว ๆ เหงื่อแตก ส่วนในด้านความต้องการและความสามารถทางเพศ โดยทั่วไปจะไม่เปลี่ยนแปลง 
การใช้รังสีรักษา
จะทำลายการแบ่งตัวและการเจริญเติบโตของเซลล์ ทั้งเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็ง แต่เซลล์ปกติจะกลับสู่สภาพเดิมได้เร็ว ขณะได้รับรังสีรักษาจะมีผื่นแดงบริเวณที่ได้รับรังสี บางคนมีอาการท้องเสียและปัสสาวะลำบาก บางคนมีอาการแห้ง คัน และแสบร้อน บริเวณช่องคลอด หรือรู้สึกเจ็บปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ จึงควรละเว้นขณะรักษา อาการทั้งหมดดังกล่าวนี้จะกลับสู่สภาพปกติได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ หลังจากเสร็จสิ้นการรักษา 
การใช้ฮอร์โมน
เพื่อหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยทั่วไปแล้วมักไม่ค่อยมีผลข้างเคียงต่อคนไข้ 
การใช้เคมีบำบัด 
มีหลายชนิด คือ ชนิดรับประทาน ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำและฉีดเข้าทางหลอดเลือดแดง มักจะให้เป็นรอบ คือ มีระยะพักตัว และระยะให้ยาสลับกันไป ผู้ป่วยอาจจะต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อการใช้ยาเคมีบำบัด หรือมารักษาแบบผู้ป่วยนอกก็ได้ ขึ้นกับชนิดของยาที่แพทย์ใช้ 

ผลข้างเคียงขึ้นกับชนิดของยาและการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละคน โดยทั่วไปยาเคมีบำบัดจะมีผลต่อเซลล์ผม เซลล์สร้างเลือด และเซลล์ที่บุทางเดินอาหาร ทำให้เกิดผมร่วง เม็ดเลือดต่ำ คลื่นไส้ อาเจียน เมื่ออยู่ในระยะพักตัวหรือเมื่อสิ้นสุดการรักษาแล้ว อาการต่าง ๆ เหล่านี้จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ 
หลังจากเสร็จสิ้นการรักษาแล้ว ผู้ป่วยจะต้องมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาหลายปี เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งมดลูกอีก แพทย์จะต้องทำการตรวจภายใน X-ray ปอด และตรวจเลือด สำหรับผู้ป่วยที่มีอัตราเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งมดลูกได้แก่ คนอ้วน มีบุตรยาก มีประจำเดือนเมื่ออายุน้อยและหมดประจำเดือนช้า เพราะโรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน estrogen พบว่าสตรีที่ได้รับยา estrogen เพื่อรักษาอาการของวัยหมดประจำเดือน จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมดลูกนี้ 2-8 เท่า เทียบกับสตรีที่ไม่ได้รับ estrogen อัตราเสี่ยงนี้จะเพิ่มสูงขึ้นภายหลังใช้ estrogen 2-4 ปี และจะเพิ่มมากขึ้นถ้าใช้ยา estrogen ในขนาดสูงเป็นเวลานาน ๆ แต่สตรีที่ได้รับยา estrogen หลังจากได้ผ่าตัดมดลูกออกแล้ว จะไม่มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมดลูก แพทย์หลายท่านเชื่อว่า การใช้ยาทั้ง 2 ตัว คือ ฮอร์โมน estrogen และ porgestin เพื่อรักษาอาการของสตรีวัยหมดประจำเดือน จะลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมดลูกได้ ดังนั้น สตรีที่ได้รับฮอร์โมนทุกคน จำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายสม่ำเสมอ และถ้ามีเลือดออกผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที 

โรคมะเร็งมดลูก อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ การมีเลือดออกผิดปกติหลังประจำเดือนหมด
อาจพบได้ในวัยใกล้ ๆ หมดประจำเดือน  การมีเลือดออกอีก ในหญิงวัยหมดประจำเดือน

 


เป็นยาหรือสารเคมีที่ใข้ในการรักษามะเร็ง อาจให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างเดียว หรือให้ร่วมกับการ
รักษาวิธีอื่น ยาเคมีบำบัดเมื่อให้เข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายเซลมะเร็ง เเละทำลายเซลปกติบางส่วน ด้วย
ทำให้เกิดอาการข้างเคียงขึ้น 

ยาเคมีบำบัดจะเข้าไปขัดขวางขบวนการเจริญเติบโตของวงจรชีวิตเซลล์ทำให้ เซลล์ตาย 
ยาแต่ละตัวออกฤทธิ์แตกต่างกันในการรักษา บางแผนการรักษาประกอบด้วยยาหลายชนิด ที่ให้ร่วมกัน 

อาการข้างเคียง ยาเคมีบำบัดมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติด้วย โดยเฉพาะเซลล์ที่มีการเจริญ และแบ่งตัว
อย่างรวดเร็ว เช่น เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร, เส้นผม, เม็ดเลือด ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุของอาการข้างเคียง
หรืออาการไม่พึงประสงค์ระยะหนึ่งในระหว่างการ ให้ยาแต่ละชุด เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาสร้างเซลล์ปกติ
ขึ้นมาทดแทน 


อาการไม่พึงประสงค์ที่ต้องปรึกษาแพทย์ 
1. มีเลือดออกหรือเป็นแผลในปากมาก 
2. มีผื่นหรืออาการแพ้ 
3. มีไข้ หนาวสั่น 
4. ปวดมากบริเวณที่ฉีด 
5. หายใจลำบาก 
6. ท้องเดินหรือท้องผูกอย่างรุนแรง 
7. ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน 


อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย 
1. คลื่นไส้อาเจียน 
2. ผมร่วง 
3. แผลในปาก 
4. ปริมาณเม็ดเลือดลดลง 



อย่างไรก็ตาม อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นจะหายไปเมื่อสิ้นสุดการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่ง อาการไม่พึง
ประสงค์จะขึ้นกับชนิดของยาเคมีบำบัดที่ได้รับ และปฏิกิริยาตอบสนองต่อยาของร่างกายผู้ได้รับยาเคมีบำบัด
นั้น ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ ที่จะเกิด ขึ้นจากการได้รับยาเพื่อบรรเทาอาการให้น้อยลง
หรืออาจพิจารณาปรับแผนการรักษา ถ้าเกิด มีอาการรุนแรง อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดไม่ได้หมายความว่า อาการของโรคมะเร็งเป็นมาก ขึ้น และความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์ก็ไม่มีความสัมพันธ์กับผลของ
ยาเคมีบำบัดต่อ เซลล์มะเร็ง 







สารกัมมันตรังสี คือ ธาตุที่มีการสลายตัวปล่อยรังสี ซึ่งเป็นพลังงานรูปหนึ่งออกจากตัวเองตลอดเวลา จนกว่า
จะหมดอายุ โดยมีครึ่งอายุเฉพาะตัวต่าง ๆ กัน ตัวอย่างเช่น ไอโอดีน-131 มีครึ่งอายุ 8 วัน เมื่อนำมาเก็บ
เป็นเวลา 40วัน จะเหลือพลังงานเพียง 3 % เท่านั้น สารบางตัวมีครึ่งอายุค่อนข้างนาน เช่น โคบอลท์-60 มีครึ่งอายุ 5.2 ปี,ถ้าต้องการให้เหลือพลังงาน 3% ต้องเก็บนานถึง 25 ปี ส่วนแร่ซีเซียม-137 มีครึ่งอายุ 
30 ปี ต้องใช้เวลานานถึง 150 ปี จึงจะเหลือพลังงาน 3 % 
สารกัมมันตรังสีบางชนิดมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น แร่เรเดียม-226,ยูเรเนียม-238 ฯลฯ 
แต่ที่มีใช้ในวงการแพทย์ปัจจุบันเป็นสารที่มนุษย์ผลิตขึ้น เช่น โคบอลท์-60, ซีเซียม-137, อิริเดียม-192 เป็นต้น 

ผลกระทบของรังสีต่อสุขภาพ
ถ้าร่างกายได้รับรังสี เนื้อเยื่อของอวัยวะที่เซลล์แบ่งตัวเร็ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือถูกทำลายขึ้นอยู่
กับปริมาณรังสีที่ได้รับ เช่น ที่ผิวหนัง เยื่อบุในช่องปาก โดยเฉพาะที่ไขกระดูก 

อาการที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากได้รับกัมมันตรังสีโดยไม่มีการควบคุม 
คลื่นไส้ อาเจียน 
อ่อนเพลีย 
เม็ดเลือดขาวถูกทำลายอย่างรุนแรง 
ระบบการสร้างโลหิตจากที่ไขกระดูกบกพร่อง 
ร่างกายความต้านทานโรคต่ำ 
เกิดความผิดปกติบริเวณที่ถูกรังสี เช่น ผิวหนังไหม้พุพอง ผมร่วง ปากเปื่อย เป็นต้น 

การป้องกันอันตรายจากสารกัมมันตรังสี 
ใช้ตัวกลางที่มีความหนาแน่นสูง เช่น ตะกั่ว หรือกำแพงคอนกรีตหนา ทำเป็นฉากกั้น 
ใช้ระยะทาง ยิ่งอยู่ห่างจากสารกัมมันตรังสีมาก ก็จะได้รับรังสีน้อยลง 
ใช้เวลาน้อยที่สุด ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องอยู่ใกล้หรือสัมผัสกับสารกัมมันตรังสี 


 

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.