BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

top
  
มะเร็งลำไส้ใหญ่ 
 (Colorectal Carcinoma)
 

 
Tumor markers : CEA
  การตรวจสอบหาโอกาสการเกิด
  มะเร็งลำไส้ใหญ่


 
มะเร็งรังไข่ 
    Cancer of Ovary
ยาเคมีบำบัด / สารกัมมันตรังสี

มะเร็งปากมดลูก
   Cancer of Cervix


โครงการป้องกันควบคุม
   โรคมะเร็งปากมดลูก

 



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์






  มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Carcinoma)      
 นพ. บรรลือ เฉลยกิตติ

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 3 รองลงมาจากมะเร็งปอดและมะเร็งปากมดลูก มักมีอาการ
ถ่ายเป็นเลือดเป็นสำคัญ ในความเป็นจริงแล้วมะเร็งมีการเติบโตในลำไส้ใหญ่เป็นเวลาหลายปีแล้วก่อนทีจะมี
อาการเกิดขึ้น ดังนั้นอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มแรกจึงไม่มีอาการอะไร ซึ่งกินเวลานานหลายปี
ก่อนที่จะเริ่มมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด เมื่อก้อนโตมากขึ้นกลายเป็นแผลจึงจะมีอาการเลือดออก ลำไส้อุดตัน 
หรือลำไส้ทะลุ อย่างไรก็ตามอาการต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ยิ่งรับการรักษาได้เร็วเท่าไรก็มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ง่ายมากขึ้น การรักษาให้หายหรือไม่ขึ้นกับว่ามีการ
กระจายไปแล้วหรือยัง แต่ถึงแม้มีการกระจายไปแล้วก็ยังมีวิธีการอื่นๆที่พอจะรักษาได้


สาเหตุ

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากการระคายเคืองหรือการถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ
เวลานาน หรือเกิดจากความผิดปกติของการแบ่งตัวของเนื้อเยื่อของลำไส้ หรือเกิดจากความผิดปกติของรหัส
พันธุกรรม แต่ที่แน่ๆพบว่าประชากรที่รับประทานผักผลไม้ยิ่งมากเท่าไรยิ่งมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
น้อยมากเท่านั้นโดยไม่ขึ้นกับเชื้อชาติ จึงคิดว่าการรับประทานผักผลไม้เป็นประจำจะช่วยในการป็องกัน
มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี


อาการของโรค
อาการแรกที่จะพบได้คือ เบื่ออาหารและน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสามารถเหตุ ถ้าเป็นมากขึ้นจะมีอาการถ่ายเป็น
เลือดหรือมูกปนเลือด ส่วนน้อยที่จะมีอาการท้องอืดอาเจียนจากลำไส้อุดตัน


การตรวจวินิจฉัย

จากประวัติและการตรวจร่างกาย การตรวจโดยใช้นิ้วตรวจทางทวารหนักร่วมกับการส่องกล้องภายในลำไส้ โดยเริ่มจากการใช้กล้องแบบสั้นก่อน(Proctoscope) เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้กล้องที่ยาวขึ้น
(Colonoscope) แพทย์อาจใช้การทำเอ็กซเรย์โดยการใส่สารทึบรังสีเข้าไปในลำไส้ (Barium enema) เมื่อพบก้อนแพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อบางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อส่งตรวจโดยใช้กล้องจุลทรรศน์เพื่อดูว่าเป็น
ก้อนชนิดใด เพื่อให้วิธีการรักษาที่ถูกต้อง
เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งจำเป็นต้องตรวจว่ามีการกระจายไปยังที่อื่นหรือไม่โดยการเอ็กซเรย์ปอด การทำ
อัลตร้าซาวด์ตับ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

เมื่อไรต้องเริ่มทำการตรวจหามะเร็ง
เมื่อมีอาการเบื่ออาหารและน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด
แต่การตรวจหามะเร็งก่อนที่จะมีอาการจะได้ผลดีที่สุดได้แก่ผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี หรือผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็น
มะเร็ง โดยทำการตรวจหาเลือดในอุจจาระทุกปี การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาสารมะเร็ง(CEA) หรือการส่อง
กล้องตรวจลำไส้ใหญ่ชนิดยาว(Colonocope)

การตรวจหาเลือดในอุจจาระที่ได้ผลดี ต้องงดการรับประทานอาหารหรือยาที่มีสารเหล็กเป็นส่วนประกอบอยู่
อย่างน้อย 3 วันได้แก่ เลือด ตับ อวัยวะภายในของสัตว์ ยาที่มีธาตุเหล็กเช่นยาเพิ่มเลือด


การรักษา

การรักษามีหลายวิธีขึ้นกับตำแหน่งของก้อนและอาการที่เป็นอยู่ บางตำแหน่งจะรักษาโดยการผ่าตัดเลย 
แต่บางตำแหน่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณอุ้งเชิงกรานอาจจำเป็นต้องฉายรังสีก่อนที่จะได้รับการผ่าตัด
เพื่อลดอัตราการแพร่กระจายออกไปและการกลับเป็นไหม่ หลังจากได้รับการผ่าตัดแล้วแพทย์จะเอาก้อน
มะเร็งทั้งก้อนรวมทั้งลำไส้ที่ตัดเพื่อตรวจหาระยะของโรค ซึ่งบางระยะอาจจำเป็นต้องได้รับการฉายแสง
หรือได้รับยาเคมีบำบัดเพิ่มเติม


การติดตามการรักษา

หลังได้รับการรักษาแล้ว ผู้ป่วยยังต้องมารับการตรวจอย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจหาการกลับเป็นใหม่หรือการกระจายไปยังอวัยวะอื่น โดยใน 3 ปีแรกต้องได้รับการตรวจทุก 3 เดือนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจเลือดหาสารCEA นอกจากนี้ยังมีการตรวจพิเศษอื่นๆอีกทุก 6-12 เดือนเช่นการเอ๊กซเรย์ปอด อัลตราซาวด์ตับหรือเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์ การส่องกล้องชนิดยาวเพื่อดูลำไส้ใหญ่ส่วนที่เหลือ(Colonoscopy)หรือเอ๊กซเรย์สวนแป้ง(Barium enema) ทั้งนี้เพื่อตรวจการแพร่กระจายหรือการกลับเป็นใหม่เพื่อให้การรักษาโดยเร็วที่สุด หลังจาก 3 ปีแล้วความถี่ในการตรวจจะลดลงเช่นทุก 6-12 เดือน


 


เป็นยาหรือสารเคมีที่ใข้ในการรักษามะเร็ง อาจให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างเดียว หรือให้ร่วมกับการ
รักษาวิธีอื่น ยาเคมีบำบัดเมื่อให้เข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายเซลมะเร็ง เเละทำลายเซลปกติบางส่วน ด้วย
ทำให้เกิดอาการข้างเคียงขึ้น 

ยาเคมีบำบัดจะเข้าไปขัดขวางขบวนการเจริญเติบโตของวงจรชีวิตเซลล์ทำให้ เซลล์ตาย 
ยาแต่ละตัวออกฤทธิ์แตกต่างกันในการรักษา บางแผนการรักษาประกอบด้วยยาหลายชนิด ที่ให้ร่วมกัน 

อาการข้างเคียง ยาเคมีบำบัดมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติด้วย โดยเฉพาะเซลล์ที่มีการเจริญ และแบ่งตัว
อย่างรวดเร็ว เช่น เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร, เส้นผม, เม็ดเลือด ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุของอาการข้างเคียง
หรืออาการไม่พึงประสงค์ระยะหนึ่งในระหว่างการ ให้ยาแต่ละชุด เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาสร้างเซลล์ปกติ
ขึ้นมาทดแทน 


อาการไม่พึงประสงค์ที่ต้องปรึกษาแพทย์ 
1. มีเลือดออกหรือเป็นแผลในปากมาก 
2. มีผื่นหรืออาการแพ้ 
3. มีไข้ หนาวสั่น 
4. ปวดมากบริเวณที่ฉีด 
5. หายใจลำบาก 
6. ท้องเดินหรือท้องผูกอย่างรุนแรง 
7. ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน 


อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย 
1. คลื่นไส้อาเจียน 
2. ผมร่วง 
3. แผลในปาก 
4. ปริมาณเม็ดเลือดลดลง 



อย่างไรก็ตาม อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นจะหายไปเมื่อสิ้นสุดการให้ยาเคมีบำบัด ซึ่ง อาการไม่พึง
ประสงค์จะขึ้นกับชนิดของยาเคมีบำบัดที่ได้รับ และปฏิกิริยาตอบสนองต่อยาของร่างกายผู้ได้รับยาเคมีบำบัด
นั้น ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ ที่จะเกิด ขึ้นจากการได้รับยาเพื่อบรรเทาอาการให้น้อยลง
หรืออาจพิจารณาปรับแผนการรักษา ถ้าเกิด มีอาการรุนแรง อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดไม่ได้หมายความว่า อาการของโรคมะเร็งเป็นมาก ขึ้น และความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์ก็ไม่มีความสัมพันธ์กับผลของ
ยาเคมีบำบัดต่อ เซลล์มะเร็ง 







สารกัมมันตรังสี คือ ธาตุที่มีการสลายตัวปล่อยรังสี ซึ่งเป็นพลังงานรูปหนึ่งออกจากตัวเองตลอดเวลา จนกว่า
จะหมดอายุ โดยมีครึ่งอายุเฉพาะตัวต่าง ๆ กัน ตัวอย่างเช่น ไอโอดีน-131 มีครึ่งอายุ 8 วัน เมื่อนำมาเก็บ
เป็นเวลา 40วัน จะเหลือพลังงานเพียง 3 % เท่านั้น สารบางตัวมีครึ่งอายุค่อนข้างนาน เช่น โคบอลท์-60 มีครึ่งอายุ 5.2 ปี,ถ้าต้องการให้เหลือพลังงาน 3% ต้องเก็บนานถึง 25 ปี ส่วนแร่ซีเซียม-137 มีครึ่งอายุ 
30 ปี ต้องใช้เวลานานถึง 150 ปี จึงจะเหลือพลังงาน 3 % 
สารกัมมันตรังสีบางชนิดมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น แร่เรเดียม-226,ยูเรเนียม-238 ฯลฯ 
แต่ที่มีใช้ในวงการแพทย์ปัจจุบันเป็นสารที่มนุษย์ผลิตขึ้น เช่น โคบอลท์-60, ซีเซียม-137, อิริเดียม-192 เป็นต้น 

ผลกระทบของรังสีต่อสุขภาพ
ถ้าร่างกายได้รับรังสี เนื้อเยื่อของอวัยวะที่เซลล์แบ่งตัวเร็ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือถูกทำลายขึ้นอยู่
กับปริมาณรังสีที่ได้รับ เช่น ที่ผิวหนัง เยื่อบุในช่องปาก โดยเฉพาะที่ไขกระดูก 

อาการที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากได้รับกัมมันตรังสีโดยไม่มีการควบคุม 
คลื่นไส้ อาเจียน 
อ่อนเพลีย 
เม็ดเลือดขาวถูกทำลายอย่างรุนแรง 
ระบบการสร้างโลหิตจากที่ไขกระดูกบกพร่อง 
ร่างกายความต้านทานโรคต่ำ 
เกิดความผิดปกติบริเวณที่ถูกรังสี เช่น ผิวหนังไหม้พุพอง ผมร่วง ปากเปื่อย เป็นต้น 

การป้องกันอันตรายจากสารกัมมันตรังสี 
ใช้ตัวกลางที่มีความหนาแน่นสูง เช่น ตะกั่ว หรือกำแพงคอนกรีตหนา ทำเป็นฉากกั้น 
ใช้ระยะทาง ยิ่งอยู่ห่างจากสารกัมมันตรังสีมาก ก็จะได้รับรังสีน้อยลง 
ใช้เวลาน้อยที่สุด ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องอยู่ใกล้หรือสัมผัสกับสารกัมมันตรังสี 



 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.