BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ


 
มะเร็ง
เม็ดเลือดขาว- 
     Leukemia

การหายขาดของโรคมะเร็ง
  ในเด็กดีกว่าผู้ใหญ่
การปลูกถ่ายไขกระดูก (BMT)
  Bone Marrow Transplant 


สาเหตุของลิวคีเมีย
ชนิดของลิวคีเมีย 
อาการ  
การวินิจฉัย 
การรักษา
Information in English
  about Leukemia 


Burkitt's lymphoma is one
  type of a group of malignant 
  diseases know as
  Non-Hodgkin's Lymphomas
  (NHL).


ดูภาพแสดงวิธีการตรวจ
    เต้านมด้วยตนเอง เพื่อหา
    โอกาสเกิดมะเร็งเต้านมแต่
    เนิ่นๆ

 



Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์






 มะเร็งเม็ดเลือดขาว- Leukemia      
การหายขาดของโรคมะเร็งในเด็กดีกว่าผู้ใหญ่เพราะการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม
ของเซลล์มะเร็งในเด็กมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากทุกๆ เซลล์มีลักษณะคล้ายคลึงกัน

มะเร็ง เป็นชื่อที่ใครก็ไม่อยากจะพูดถึงหรือข้องเกี่ยว เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า โรคนี้อันตรายร้ายแรงพียงใด
 อัตราตายของผู้ป่วยโรคมะเร็งก็ยังเป็นตัวเลขที่สูงมาก เมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ ในปัจจุบัน และในจำนวนนี้
ก็มีผู้ป่วยที่ยังอยู่ในวัยเด็กรวมอยู่ด้วย เป็นเรื่องที่น่าสลดใจเหลือเกินที่เด็กๆ เหล่านี้จะต้อง พลาดโอกาส
ในการใช้ชีวิตวัยเด็กที่แสนจะสุข สดใส เช่นเดียวกับเด็กอื่นๆ ที่ปกติ ซึ่งอัตราของโรคมะเร็งในเด็กเท่าที่
สามารถประมาณแบบคร่าวๆ ในประเทศไทยเรานี้พบว่ามีถึง 1,000 ราย ต่อปี
ชนิดต่างๆ ของโรคมะเร็งในเด็กที่พบได้มีดังนี้ ร้อยละ
มะเร็งเม็ดเลือดขาว
30
มะเร็งสมอง
20
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
15
มะเร็งต่อมหมวกไต
10
มะเร็งไต
5
มะเร็งกระดูกและกล้ามเนื้อลาย
5
มะเร็งตับ
5
มะเร็งลูกนัยน์ตา
5
มะเร็งอื่นๆ
5

มะเร็งเม็ดเลือดขาว แบ่งเป็น มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน (acute leukemia) และ มะเร็ง
เม็ดเลือดขาวเรื้อรัง (chronic leukemia) มะเร็งเม็ดเลือดขาวที่พบในเด็กส่วนใหญ่ ประมาณ
ร้อยละ 90 จะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดยทั้งนี้ร้อยละ 80 ของมะเร็งเม็ดเลือดขาว
เฉียบพลันในเด็กเป็นชนิด acute lymphoblastic leukemia (ALL) ส่วนอีกประมาณร้อยละ
 20 เป็นชนิด acute myeloid leukemia (AML) โดยในปัจจุบัน อัตราการรอดชีวิตของ ALL มีอยู่ถึงประมาณร้อยละ 80 จะเห็นได้ว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่พบบ่อยที่สุดในเด็กซึ่งเป็น ALL มีอัตราการรอดชีวิตสูงมาก

สำหรับมะเร็งชนิดอื่นมีอัตราการรอดชีวิตแตกต่างกันไปตามแผนภูมิที่ 1 สำหรับอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง เช่น มะเร็ง
เม็ดเลือดขาวจะมีอาการ ซีด ไข้ และเลือดออกง่าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เลือดออกตามใต้
ผิวหนัง โดยจะเห็นได้เป็นจ้ำเลือดตามแขน ขา และนอกจากนี้ยังพบว่า มีตับ ม้าม และต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งสาเหตุที่มีอาการเหล่านี้เนื่องจากในไขกระดูกตามปกติ จะเป็นแหล่งกำเนิดของเซลล์ต่างๆ คือ 
เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด ไขกระดูกนี้จะอยู่ในโพรงกระดูกโดยสังเกตได้จากเนื้อเยื่อแดงอยู่ในโพรงกระดูก โดยไขกระดูกนี้จะมี
อยู่ในกระดูกเกือบทุกชิ้น ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ไขกระดูกเหล่านี้จะเต็มไปด้วยเซลล์มะเร็ง
เม็ดเลือดขาว ดังนั้นทำให้ไขกระดูกนี้ ไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดปกติได้ เช่น เม็ดเลือดแดงจะ
มีน้อยลง จะมีอาการซีด เกร็ดเลือดต่ำก็ทำให้เลือดออกได้ง่าย รวมทั้งเม็ดเลือดขาวต่ำทำให้ติดเชื้อ
ได้ง่าย เพราะเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เป็นมะเร็งไม่สามารถจับกินเชื้อโรคได้
นอกจากนี้การที่ตับ ม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโต เกิดจากเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว แพร่กระจายไปตามตับ
 ม้าม และต่อมน้ำเหลือง ถึงอย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีอาการซีด หรือมีจุดเลือดออกตามเนื้อตามตัวทุกรายไม่ได้เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้งหมด ทั้งนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการซีด เช่น การขาดธาตุเหล็ก โรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม โดยทั้งสองโรคนี้ไม่ใช่มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือสาเหตุอื่นๆ ทำให้จุดเลือดออกตามตัวจากเกร็ดเลือดต่ำ
ซึ่งมีสาเหตุอื่นๆ อีกมาก
ส่วนอาการแสดงของโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่น เนื้องอกในสมอง เนื่องจากสมอง อยู่ในกะโหลก
ศีรษะ ดังนั้น ถ้ามีเนื้องอกในสมองก็จะเกิดอาการจากการกดเบียด ของเนื้อสมองจาก
ก้อนเนื้องอก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ
เนื่องจากความดันในกะโหลกศีรษะสูง โดยที่อาการปวดศีรษะมักจะพบในตอนเช้า และมีอาเจียนร่วมด้วย นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมีอาการแขน 
ขาอ่อนแรง อาจจะมีอาการซึมลงหรือมีอาการชักร่วมด้วย สุดท้ายถ้าไม่ได้รับการรักษาก็อาจจะหมดสติ 
และเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ในผู้ป่วยเด็กเล็กๆ ที่ต่ำกว่า 1 ปี ที่มีเนื้องอกในสมองอาจจะพบว่า มีศีรษะ
โตกว่าปกติ รวมถึงอาจจะมีกระหม่อมโป่งตึง ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า เด็กที่ปวดศีรษะ
ทุกรายจะเป็นเนื้องอกในสมอง
สำหรับมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่มาด้วยเรื่องก้อน เช่น มะเร็งก้อนในช่องท้อง จากมะเร็งตับ 
(hepatoblastoma) ไต (Wilm's tumor) ต่อมหมวกไต (neuroblastoma)
คนไข้
จะมาด้วยอาการ คลำก้อนพบได้ในช่องท้อง ซึ่งผู้ปกครองจะสังเกตได้ในเวลาอาบน้ำให้ลูกๆ ก็จะคลำ
พบก้อนได้ นอกจากนี้มะเร็งกล้ามเนื้อลายและกระดูกก็พบว่ามีก้อนตามแขน ขา
สำหรับในเด็กเล็กๆ อายุที่ต่ำกว่า 1 ปี พบว่าจะเป็น มะเร็งจอภาพตาของลูกนัยน์ตา 
(retinoblastoma)
ได้บ่อย โดยจะสังเกตได้ว่าอาการเริ่มแรกจะเห็นเป็นสีขาวอยู่ในรูม่านตา พร้อมกับเด็กอาจจะมีตาเขร่วมด้วย
ทั้งนี้มะเร็งมาด้วยเรื่องก้อนเหล่านี้ก็จะเป็นก้อนที่โตขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับสาเหตุของโรคมะเร็งในเด็กยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นต้นเหตุ ทั้งนี้กรรมพันธุ์อาจจะเป็นต้นเหตุของโรค มะเร็งในเด็กเพียงแค่ร้อยละ 1-3 เท่านั้น ไม่เหมือนโรคมะเร็งในผู้ใหญ่สามารถบอกสาเหตุได้และป้องกันได้ เช่น บุหรี่เป็นสาเหตุ ของโรค
มะเร็งปอด เป็นต้น ส่วนสาเหตุอื่นๆ เช่น สารพิษต่างๆ หรือรังสีที่พบว่า เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุของมะเร็งในเด็ก และไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลี้ยง
ดูว่าดีหรือไม่ดี ถึงอย่างไรก็ตามโอกาสหายขาดของโรคมะเร็งในเด็กดีกว่าผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก
 
สาเหตุที่โอกาสการหายขาดของโรคมะเร็งในเด็กดีกว่าผู้ใหญ่เป็นเพราะว่า
การเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็งในเด็กมี
การเปลี่ยนแปลงไม่มาก ทุกๆ เซลล์ มีลักษณะคล้ายคลึงกัน (homogeneous) 

ในคนๆ เดียวกัน จึงตอบสนองต่อการรักษาเหมือนกัน ซึ่งแตกต่างจากเซลล์มะเร็งของโรคมะเร็ง
ในผู้ใหญ่ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรม ของเซลล์มะเร็งมากกว่า ทำให้เซลล์มะเร็ง
มีความแตกต่างกันในคนๆ เดียวกัน (heterogeneous)จึงทำให้การตอบสนองต่อการรักษา
แตกต่างกันไป
มะเร็งในเด็กโดยทั่วไปมีอัตราการหายขาดและรอดชีวิตประมาณร้อยละ 70 
ทั้งนี้คำว่า หายขาดหมายความว่า หลังจากหยุดการรักษาไปอย่างน้อย 2-5 ปีแล้วไม่มีโรคกลับอีก
จึงถือว่า ผู้ป่วยรายนี้หายขาด ซึ่งทั้งนี้อัตราการหายขาดและรอดชีวิตของโรคมะเร็งในเด็ก 
ดีกว่าผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก
แผนภูมิที่ 1 แสดงให้เห็นถึงอัตราการรอดชีวิตในโรคมะเร็งต่างๆ 
ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีอัตราการรอดชีวิตขึ้นเป็นอย่างมาก สำหรับในเรื่องของ การรักษาโดยส่วนใหญ่จะใช้วิธีการรักษา 3 ประการด้วยกันคือ
1. การผ่าตัด ในรายที่มะเร็งมาด้วยเรื่องก้อน
2. การให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กทุกรายจำเป็นต้องได้รับ
3. การฉายแสง ซึ่งในปัจจุบันเทคนิคการฉายแสงดีกว่าเดิมเป็นอย่างมาก โดย
เครื่องมือการฉายแสงสามารยิงรังสีลงตรงไปที่ตัวก้อนเนื้องอก โดยที่ไม่ทำลาย 
เนื้อเยื่ออวัยวะข้างเคียง
4. การปลูกถ่ายไขกระดูกในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่มีโรคกลับที่ดื้อ 
ต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

ผู้ป่วยเด็กที่เป็นมะเร็งเหล่านี้หลังจากหายขาดจากโรคสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ 
ไม่เป็นบุคคลทุพพลภาพ สามารถเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมได้ ได้มีตัวอย่างผู้ป่วยเด็กที่หายขาด 
และสามารไปศึกษาต่อจนจบเป็นแพทย์และวิศวกร เป็นต้น
ระยะเวลาในการรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายใช้ระยะเวลา 1-3 ปี แล้วแต่ชนิดของโรคมะเร็ง
 ซึ่งทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายประมาณ 1-3 แสนบาท ต่อรายเป็นอย่างน้อย จะเห็นได้ว่าเงินเหล่านี้เป็น
จำนวนมาก เมื่อเทียบกับผู้ป่วยยากจนส่วนใหญ่ ดังนั้นทางโรงพยาบาลจะต้องรับภาระอย่างหนัก 
ในการดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ ซึ่งบางครั้งวิธีการบางอย่างจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก 
ซึ่งทางโรงพยาบาลเองไม่สามารถจ่ายให้ได้ เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูกในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว 
ทำให้ต้องสูญเสียผู้ป่วยเหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งนี้จำนวนนี้สามารถชุบชีวิตผู้ป่วยเหล่านี้ได้ 
มีหลายครอบครัวที่สมาชิกตัวน้อยๆ เป็นโรคมะเร็ง ทำให้ความทุกข์บังเกิดแก่สมาชิกทุกคนใน
ครอบครัว ไม่ใช่แต่เฉพาะพ่อแม่เท่านั้น ยังรวมไปถึงพี่น้องของผู้ป่วยเอง และปู่ ย่า ตา ยาย 
บางครอบครัวต้องมาจากต่างจังหวัด ไม่มีที่อยู่ในกรุงเทพฯ บางทีพ่อแม่จะต้องไปนอนตามม้านั่ง 
ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล เพราะเนื่องจากไม่มีสถานที่พักให้ผู้ปกครองและนอกจากนี้ 
พี่น้องที่อยู่ต่างจังหวัดก็ไม่สามารถหาใครมาดูแลได้ แม้แต่บางครั้งไม่มีค่าเดินทางมารับการรักษา 
ทำให้ขาดการรักษาไป ซึ่งทำให้โรคกำเริบและรักษาให้หายขาดยากยิ่งขึ้น จึงเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย 
เป็นอย่างยิ่ง มีหลายครั้งต้องออกเดินทางให้ผู้ป่วยมารับการรักษาและส่งผู้ป่วยกลับบ้าน

การปลูกถ่ายไขกระดูก (BMT หรือ Bone Marrow Transplant) 
เป็นหัตถการ (Procedure) ที่ค่อนข้างใหม่ในการใช้รักษาหลายต่อหลายโรคซึ่งครั้งหนึ่งรักษาไม่ได้
 หลังจากปี ค.ศ.1968 (พ.ศ.2511) ที่มีการปลูกถ่ายไขกระดูกสำเร็จเป็นครั้งแรก ก็ได้มีการพัฒนา
มารักษาโรคร้ายต่างๆ อาทิเช่น

        มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia)
        โรคโลหิตจางชนิด Aplastic anemia
        มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เช่น Hodgkin's disease
        มะเร็งชนิด Multiple Myeloma
        ภูมิคุ้มกันผิดปกติ
        มะเร็งเนื้อตัน เช่น มะเร็งเต้านมและรังไข่
เมื่อปี 2534 มีการปลูกถ่ายไขกระดูกถึง 7,500 ราย ในสหรัฐอเมริกา แม้ว่า BMT จะช่วยชีวิตคน
ไว้ปีละหลายพันราย แต่คนไข้ที่ต้องใช้วิธีปลูกถ่ายไขกระดูกอีกกว่าร้อยละ 70 ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่สามารถหาผู้บริจาคที่เนื้อเยื่อเข้ากันได้
  • การตรวจไขกระดูก
เมื่อมีภาวะเจ็บป่วยที่จำเป็นต้องนำเนื้อเยื่อไขกระดูกมาตรวจเพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค เช่น 
ถ้าอยากจะทราบสาเหตุว่าโลหิตจางที่เป็นอยู่เกิดจากอะไร หรือในคนไข้ที่ได้รับรังสีจนเกิดความ
เสียหายต่อไขกระดูก หรืออยากทราบว่ามะเร็งบางอย่างลุกลามไปถึงไขกระดูกหรือยัง 
คุณหมอก็ต้องเจาะกระดูกที่มีไขกระดูกอยู่ แล้วดูดเนื้อเยื่อในปริมาณเล็กน้อยเพื่อไปส่องตรวจด้วย
กล้องจุลทรรศน์ ตำแหน่งที่นิยมเจาะไขกระดูกคือ กระดูกหน้าอกและที่สะโพก ซึ่งกระดูกจะอยู่
ตื้นมากเมื่อคลำดูจากผิวหนัง
ข้อบ่งชี้ในการตรวจไขกระดูก
1. โลหิตจางไม่ทราบสาเหตุ
2. จำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำไม่ทราบสาเหตุ
3. จำนวนเกล็ดเลือดต่ำไม่ทราบสาเหตุ
4. สงสัยว่าจะเป็นลิวคีเมีย-ลิมย์โฟม่า และในการติดตามการเปลี่ยนแปลงในลิวคีเมีย
5. ในรายที่เป็นไข้ไม่ทราบสาเหตุ อาจพบลิย์มโฟม่าหรือแกรนูโลม่า เช่น วัณโรค หรือพบเซลล์
     มะเร็งในไขกระดูก หรืออาจต้องการนำไขกระดูกไปเพาะหาเชื้อ
6. ในการหามะเร็งแพร่กระจายสู่ไขกระดูก
7. ม้ามโตไม่ทราบสาเหตุ
เทคนิคในการนำไขกระดูกมาตรวจ มี 3 แบบ คือ
1. ใช้เข็มเจาะดูด (Aspirtaion)
2. ใช้เข็มเจาะตัด (Needle Biopsy)
3. การตัดไขกระดูกทางศัลยกรรม (Surgical Biopsy)
เมื่อเจาะไขกระดูกตรงสะโพกมาได้ก็นำไปเตรียมตัวอย่างบนแผ่นกระจกสไลด์ แล้วย้อมสีเพื่อตรวจดูทางกล้องจุลทรรศน์ ผู้อ่านและแปลผลจะต้องเป็นแพทย์ที่ผ่านการฝึกฝนจน
เป็นผู้ชำนาญการ ซึ่งแพทย์ในประเทศไทยมีอยู่ไม่กี่คน
  • ทำไมต้องปลูกถ่ายไขกระดูก ?
ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว โลหิตจางชนิด Aplastic Anemia และโรคขาดภูมิคุ้มกัน
บางชนิด เซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) ที่อยู่ในไขกระดูกเกิดทำงานผิดปกติแล้วมุ่งสร้างแต่
เซลล์เม็ดเลือดที่มีตำหนิหรือไม่เติบใหญ่พอ 
อย่างเช่นในรายมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือจำนวนเม็ดเลือดน้อยกว่าปกติเพราะไขกระดูกไม่ทำงาน เช่น 
ในกรณีโลหิตจางแบบ Aplastic Anemia เซลล์ที่ยังไม่เติบโตเต็มที่หรือเซลล์ที่มีตำหนิจะขัดขวาง
การผลิตเม็ดโลหิตปกติ แล้วไปร่อนเร่อยู่ในกระแสโลหิต หรือไปรุกรานเนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกาย
การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ผ่านมาจะใช้เคมีบำบัด และ/หรือรังสีรักษา เพื่อทำลายเซลล์ต้นกำเนิด 
และเม็ดเลือดชนิดผิดปกติ แต่การรักษาทั้งสองวิธีจะทำลายเซลล์ในไขกระดูกไปด้วยพร้อมๆ กัน 
หรือการใช้เคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งชนิด Lymphoma และมะเร็งอื่นๆ จะทำลายเนื้อเยื่อปกติของ
ไขกระดูกด้วย การปลูกถ่ายไขกระดูกจึงช่วยให้คุณหมอสามารถรักษาโรคร้ายๆ 
ได้อย่างเต็มที่โดยไม่กลัวว่าไขกระดูกจะถูกทำลายไป แต่ก็ไม่ใช่ว่า BMT จะให้ผลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ 
เพียงแต่จะเพิ่มความเป็นไปได้ว่าโรคจะหายขาด หรือยืดระยะเวลาปลอดโรคได้ยาวนานออกไป
  • ชนิดของการปลูกถ่ายไขกระดูก
เมื่อไขกระดูกของคนไข้ถูกทำลายไป การชดเชยโดยการฉีดไขกระดูกปกติที่ได้รับบริจาคเข้าไปใน
กระแสเลือดคือ การปลูกถ่ายไขกระดูก เมื่อไขกระดูกเดินทางไปถึงโพรงกระดูกที่เคยเป็นที่อยู่ของ
ไขกระดูกก็จะตั้งหลักปักถิ่นฐาน เพื่อเริ่มการผลิตเซลล์เม็ดเลือดปกติ ก็ถือว่านั่นคือการปลูกถ่าย
ไขกระดูกที่ประสบความสำเร็จ
ถ้าเป็นไขกระดูกที่ได้รับบริจาคจากผู้มีจิตกุศล เขาก็เรียกว่า Allogeneic BMT และถ้าเป็นฝาแฝด
เหมือนก็เรียกว่า Syngeneic BMT
สำหรับวิธี Allogeneic BMT เนื้อไขกระดูกบริจาคที่จะฉีดเข้าไปให้คนไข้จะต้องมีหน่วยพันธุกรรม ที่ใกล้เคียงกับผู้บริจาคมากที่สุด โดยการเจาะเลือดมาตรวจพิเศษ เพราะถ้าลักษณะทางพันธุกรรมไม่
เข้ากันแล้ว ร่างกายของคนไข้ก็จะคิดว่าเซลล์ใหม่ที่เข้ามาสู่ร่างกายเป็นข้าศึกแปลกปลอมที่ต้องทำลาย 
อันเป็นภาวะที่ทางการแพทย์ เรียกว่า โรค Graft versus Host (GVHD) ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต
พอๆ กับโรคเก่าที่เป็นอยู่ ในอีกทางหนึ่งระบบภูมิคุ้มกันของคนไข้อาจจะออกมาทำลายไขกระดูก
บริจาคที่เรียกว่า ปฏิกิริยาขับอวัยวะบริจาค (Graft Rejection)
ในครอบครัวเดียวกันกับคนไข้จะมีความเป็นได้ราวร้อยละ 35 ว่า จะมีญาติที่เนื้อเยื่อเข้ากันได้ 
แต่ถ้าหาไม่ได้เลยในหมู่ญาติก็สามารถเข้าบัญชีเพื่อสรรหาผู้บริจาคที่เนื้อเยื่อเข้ากันได้ จากทะเบียน
ผู้บริจาคไขกระดูกนานาชาติ
ในบางกรณี คนไข้อาจเป็นผู้บริจาคไขกระดูกให้แก่ตัวเอง เรียกว่า Autologous BMT ที่เป็นเช่นนั้นเพราะโรคของไขกระดูกที่เป็นอยู่เกิดสงบลงหรือเป็นโรคร้ายที่ไม่เกี่ยวกับไขกระดูก
โดยตรง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ โรค Hodgkin โรคมะเร็งชนิด Lymphoma และมะเร็ง
ในสมอง หมอจะดูดไขกระดูกปกติมาเก็บรักษาไว้ หรือเก็บไขกระดูกที่เป็นโรคออกมารักษาแยกเพื่อ
ให้กลายเป็นไขกระดูกปกติ จะได้ฉีดกลับเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย
  • การเตรียมปลูกถ่ายไขกระดูก
ความสำเร็จของการปลูกถ่ายไขกระดูกขึ้นกับความสมบูรณ์แข็งแรงของคนไข้ อายุ สภาพร่างกาย โรคที่เป็นและระยะของโรคที่เป็นอยู่ ซึ่งหมอจะประมวลข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจว่า BMT 
จะคุ้มเสี่ยงหรือไม่?
ดังนั้นก่อน BMT จะมีการตรวจพิเศษมากมายเพื่อให้แน่ใจว่าคนไข้ทนต่อความยืดเยื้อ และ
ภาระหนักต่อร่างกายหลังการปลูกถ่าย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเช็คหัวใจ ปอด ไต และอวัยวะสำคัญอื่นๆ
ความสำเร็จของ BMT ยังขึ้นกับความเชี่ยวชาญและความชำนาญของทีมงานที่ประกอบด้วยแพทย์ 
พยาบาลและหน่วยสนับสนุนอื่นๆ เพราะจะได้ตรวจพบปัญหาที่เกิดขึ้นแต่เนิ่นๆ 
แล้วตอบสนองโดยการแก้ปัญหาอย่างฉับไว อีกทั้งต้องคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้ป่วยและญาติ 
ตั้งแต่ก่อน ขณะและหลังการปลูกถ่าย
  • การเก็บเกี่ยวไขกระดูก

 

ไม่ว่าจะเป็นไขกระดูกของคนไข้หรือผู้บริจาค การเก็บเกี่ยวไขกระดูกบริจาคจะทำวิธีเดียวกัน 
โดยใช้เข็มเจาะกระดูกสะโพกด้านหลัง หรือกระดูกขอบขนของสะโพกซึ่งเป็นบริเวณที่มีไขกระดูก
อยู่เยอะ การเจาะจะทำในห้องผ่าตัด โดยมีมาตรการปลอดเชื้อเคร่งครัดเหมือนการผ่าตัดใหญ่ 
ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการดมยาสลบ จึงมีความเสี่ยงและความเจ็บปวดบ้าง
คุณหมอจะใช้เข็มเจาะเข้าไปในโพรงไขกระดูกแล้วดูดสารเหลวข้นสีแดงออกมา 
โดยอาจต้องเจาะมากกว่า 1 จุด เพื่อให้ได้ปริมาณไขกระดูกมากพอ คือราว 1-2 ลิตร 
ซึ่งดูแล้วเหมือนกับจะมากแต่ก็เป็
นเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นของไขกระดูกที่มีอยู่ใน
ร่างกายของผู้บริจาคและร่างกายผู้บริจาคจะสามารถสร้างเสริมให้เท่าเดิมได้
ภายใน 2-3 วัน

สำหรับกรณีการบริจาคไขกระดูกให้ตัวเอง หมอจะเอาไขกระดูกไปแช่แข็งที่อุณหภูมิระหว่าง
 - 80 ถึง -196 องศาเซลเซียส จนกว่าจะถึงวันปลูกถ่าย
  • การเตรียมบริจาคไขกระดูก
จะรับผู้ป่วยไปอยู่ในหน่วยปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อให้เคมีบำบัด และ/หรือการฉายรังสีเป็นเวลาหลายวัน 
เพื่อทำลายไขกระดูกและเซลล์มะเร็ง จะได้มีที่ว่างเหลือไว้ให้ไขกระดูกบริจาคเข้ามาอยู่แทนที่ 
รูปแบบของเคมีบำบัดจะแตกต่างกันไปตามแต่โรคที่เป็นอยู่ และแผนการรักษาที่โรงพยาบาล
กำหนดไว้
แพทย์จะสอดสายน้ำเกลือพิเศษเข้าไปในเส้นเลือดดำใหญ่ใต้ไหปลาร้าเพื่อไว้ให้ยาและ
ผลิตภัณฑ์ของเลือด


  • การปลูกถ่าย
1-2 วัน หลังให้เคมีบำบัดและ/หรือรังสีรักษา การปลูกถ่ายก็จะเริ่มขึ้น โดยหมอจะฉีดไขกระดูก
บริจาค เข้าไปในเส้นเลือดดำของคนไข้เหมือนๆ กับการให้เลือด จึงไม่ใช่การผ่าตัด สามารถทำได้
ในช่วงที่คนไข้พักอยู่
หลังจากนั้นจะมีการเฝ้าระวังอาการว่าจะเกิดอาการไข้ หนาวสั่น ลมพิษและเจ็บหน้าอกหรือไม่ ขณะ
ที่ฉีดไขกระดูกอยู่ เมื่อเสร็จสิ้นการฉีดแล้วก็จะมีระยะเวลารอคอยผลที่เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายวัน หรือ
หลายสัปดาห์
ช่วงวิกฤตที่สุดหลัง BMT คือ 2-4 สัปดาห์หลังการปลูกถ่ายไขกระดูกเพราะเคมีบำบัดและ/หรือ
รังสีรักษาจำนวนมาก ที่ให้แก่คนไข้ก่อนปลูกถ่ายจะทำลายไขกระดูกของคนไข้เอง จนทำให้ระบบ
ป้องกันภัยและภูมิคุ้มกันของร่างกายพิการไปก่อน ที่ไขกระดูกบริจาคจะเข้าประจำที่แล้วเริ่มทำงาน
แทนไขกระดูกเก่านั้น คนไข้จะติดเชื้อง่ายและเลือดออกง่าย จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหลายขนาน 
รวมทั้งให้เลือดและเกล็ดเลือดและยาป้องกันการขับอวัยวะแปลกปลอมอีกต่างหาก
ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการเข้มงวดในการลดโอกาสการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ผู้ที่มาเยี่ยมทั้ง
หลายจะต้องล้างมือด้วยสบู่ ยาฆ่าเชื้อ และ/หรือสวมผ้าคลุมปากจมูก ขณะอยู่ในห้องของคนไข้ 
โรงพยาบาลจะไม่อนุญาตให้มีผักสด ผลไม้สด ต้นไม้หรือดอกไม้อยู่ในห้อง เพราะอาจมีเชื้อรา 
และแบคทีเรียมาปนเปื้อน
ก่อนออกจากห้อง คนไข้ต้องสวมผ้าปิดปากและจมูก เสื้อกาวน์ และถุงมือ เพื่อป้องกันการสัมผัสเชื้อ 
จะมีการเจาะเลือดทุกวันเพื่อดูว่าไขกระดูกใหม่เริ่มทำงานแล้วหรือยัง ถ้าเริ่มทำงานดีแล้ว ก็ไม่ต้อง
ให้เม็ดเลือดและยา
 
  • คนไข้จะรู้สึกอย่างไรระหว่างการปลูกถ่ายไขกระดูก ?
การปลูกถ่ายไขกระดูกจะมีผลกระทบทางกาย อารมณ์ รวมทั้งจิตใจของคนไข้และญาติมาก 
เรียกว่าต้องระดมสรรพกำลังในการเสริมสภาพของจิตใจให้มีความอดทน หนักแน่น พร้อมสู้ภัย 
เนื่องจากกว่าจะฟื้นได้ในกรณีที่การปลูกถ่ายไขกระดูกประสบความสำเร็จก็จะต้องผ่านระยะของ
อาการข้างเคียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คลื่นไส้อาเจียน ไข้ ท้องเสีย 
อ่อนเพลียสุดๆ เป็นเวลาหลายๆ สัปดาห์อย่างต่อเนื่อง คนไข้จึงรู้สึกไม่สบายและอ่อนเพลียมาก
อีกทั้งอาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อ เลือดออก โรคขับอวัยวะแปลกปลอม โรคตับ 
ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความไม่สบาย
คนไข้จึงต้องการการโอบอุ้มทั้งกาย ใจ และอารมณ์ เพราะเขาหรือเธอจะตกใจกลัวจากการ
รู้ว่าเป็นโรคร้าย แล้วยังรู้สึกโดดเดี่ยว ขณะที่มีการเก็บตัวไว้ในเขตปลอดเชื้ออยู่หลายๆ วัน 
โดยญาติมิตรไม่อาจเยี่ยมได้ตามใจชอบ ความรู้สึกท้อแท้อาจเกิดขึ้น

 

  • การออกจากโรงพยาบาล
เมื่อคนไข้ฟื้นจากการปลูกถ่ายไขกระดูกจนกลับบ้านได้ ก็ยังต้องไปพักฟื้นที่บ้านอีก 2-4 เดือน 
โดยไม่สามารถกลับไปทำงานได้เต็มเวลานานถึง 6 เดือนหลังปลูกถ่าย โดยใน 3-4 สัปดาห์แรก
จะยังอ่อนเพลีย ต้องการความช่วยเหลือ อีกทั้งยังต้องเทียวไปเทียวมาที่โรงพยาบาลเพื่อรับการ
ตรวจติดตามผล โดยที่เม็ดเลือดขาวส่วนใหญ่จะต่ำกว่าที่ควร จึงต้องจำกัดการสัมผัสบรรยากาศ
นอกบ้านในที่ชุมชน

 

  • ชีวิตหลังการปลูกถ่าย
อาจต้องใช้เวลาถึง 1 ปี กว่าไขกระดูกบริจาคจะทำงานได้ตามปกติ ระหว่างนั้นแพทย์จะต้อง
ติดตามดูคนไข้อย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อและโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้
ชีวิตหลังการปลูกถ่ายอวัยวะจึงมีความสดชื่นและความวิตกกังวล กล่าวคือสดชื่นที่มีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง 
หลังจากป่วยเจียนตายมาแล้ว คุณภาพชีวิตส่วนใหญ่จึงดีขึ้น แต่ก็มีความวิตกว่าโรคอาจกำเริบ

 

  • แล้วคุ้มค่าไหม ?
แน่นอนว่า ผลสำเร็จของการปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นการชุบชีวิตของคนใกล้ตาย 
แม้ว่าประสบการณ์ก่อนและหลังการปลูกถ่ายไขกระดูกจะทารุณโหดร้ายเมื่อมองย้อนกลับไป 
แต่คนไข้จะรู้สึกว่าคุ้มค่าเสี่ยงอย่างแน่นอน

ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2545
ห้องสมุด E-LIB


 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.