top
สารบ่งชี้โรคมะเร็ง
(Tumor Markers)
วิธีการสังเกตุเต้านม
ด้วยตนเอง จากมะเร็ง
เต้านม
มะเร็งมารู้จักสาเหตุ
การเกิดมะเร็ง
มะเร็งต่อมลูกหมาก
Prostatic Specific
Antigen (PSA)
มะเร็งหรือเนื้อร้าย
CANCER
Tumor
Markers
ตัวช่วยบ่งชี้ภาวะการเกิด
มะเร็งของอวัยวะต่างๆ |
PSA
ภาวะมะเร็งต่อมลูกหมาก |
CEA
ภาวะมะเร็งลำไส้ |
AFP
ภาวะมะเร็งตับ |
b-HCG
|
CA125
Ovarian
Cancer
Antigen |
CA 15-3
Breast
Cancer
Antigen |
CA19-9
Gastrointestinal
Cancer Antigen |
AP
Acid Phosphatase |
|
|



สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้

Contact :
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ
ไทยแล็ปออนไลน์
|
|
สารบ่งชี้โรคมะเร็ง
(Tumor Markers) |
Tumor markers are
molecules occurring in blood or tissue that are associated with cancer and whose
measurement or identification is useful in patient diagnosis or clinical
management. The ideal marker would be a "blood test" for cancer in
wich a positive result would occur only in patients with malignancy, one that
would correlate with stage and response to treatment and that was easily and
reproducibly measured. No tumor marker now available has met this ideal.
Tumor markers can be used
for one of four purposes: (1) screening a healthy population or a high risk
population for the presence of cancer; (2) making a diagnosis of cancer or of a
specific type of cancer; (3) determining the prognosis in a patient; (4)
monitoring the course in a patient in remission or while receiving surgery,
radiation, or chemotherapy.
No test meets all of those
requirements. Specifically, no marker has been established as a pratical cancer
screening tool either in a general healthy population or in most high risk
poulations. The reason for this is the relative lack of sensitivity and
specificity of the available tests, given the low prevalence of cancers in most
population groups. Given the low prevalence of cancer in general, even tests
that are highly sensitive and specific may have low predictive values.
Tumor markers include many
substances that are not readily systematically organized.Those discussed here
are generally products or the cancer cell, although none is unique to cancer
cells; they represent aberrant tumor production of a normal element. Some
markers are produced by the organism in response to the cancer's presence.
โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายของประชากรไทยเป็นอันดับ
3
เนื่องจากโรคมะเร็ง
เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น สารก่อมะเร็งในอาหาร
การสูบบุหรี่
การสัมผัสถูก
กับสารก่อมะเร็งทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยเฉพาะมลภาวะของสิ่งแวดล้อมซึ่งทวี
ความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
ทำให้มีอัตราการเจ็บป่วยจากโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนมากมักมาพบแพทย์เมื่อปรากฏอาการชัดหรือมี
การลุกลามของโรคมากแล้ว
ทำให้การป้องกันรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควร
หากถ้าได้
มีการตรวจพบโรคมะเร็งตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกจากการตรวจหาสารที่จะช่วยบ่ง
ชี้หรือมีความเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง
(tumor markers) ในเลือด
จะช่วยทำให้
แพทย์สามารถให้การรักษาได้ทันการณ์
ผู้ป่วยก็จะมีโอกาสหายจากโรคมะเร็งได้
มากยิ่งขึ้น
การตรวจหา Tumor markers
เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก
หรือ
ช่วยในการติดตามผลของการรักษา
ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ป่วยที่จะมี
โอกาสหายจากมะเร็งได้มากขึ้น
Tumor markers คืออะไร
?
คือตัวบ่งชี้
ทางชีวเคมีที่จะบอกว่ามีมะเร็งหรือไม่
อาจเป็นสารที่ไม่พบในภาวะ
ปรกติ
หรือเป็นสารปรกติในร่างกายเราแต่มีปริมาณเพิ่มสูงมากผิดไปจากปรกติ
ิสามารถตรวจพบได้ทั้งในเลือด
หรือสารคัดหลั่ง (biological fluid)
- สารที่ไม่พบในภาวะปกติ
และเป็นสารที่ผลิตมาจากเซ,มะเร็งโดยตรง
เช่น CEA ,
AFP,PSA, CA 19-9 เป็นต้น
-
สารที่มีอยู่แล้วในร่างกายซึ่งผลิตโดยเซลปกติ
แต่กลับเพิ่มปริมาณมากขึ้นเมื่อ
เซลนั้นกลายเป็น เซลมะเร็งสารดังกล่าวได้แก่ฮอร์โมนต่างๆเช่น
HCG,
Calcitonin, ACTH เป็นต้น หรือเอนไซม์เช่น PAP, ALP, LDH, GGT เป็นต้น
การจัดตารางเวลาสำหรับการตรวจ
Tumor markers
สำหรับผู้ที่เริ่มตรวจพบแล้วหรือผู้ที่เริ่มต้นจะทำการรักษา
ควรตรวจวัด
tumor markers ในช่วงระยะเวลาดังต่อไปนี้
- ก่อนการผ่าตัด
หรือก่อนเริ่มต้นให้การรักษาใดๆ
เพื่อเก็บเป็นค่าเริ่มต้นของ
ผู้ป่วยแต่ละราย
- ภายหลังการผ่าตัด
| ปีที่ 1 และ 2
|
ควรตรวจทุกเดือนในระยะต้น
จนกระทั่งค่าลดลงมา
มากแล้ว จึงเปลี่ยนมาตรวจทุก 3 เดือน |
| ปีที่ 3 - 5
|
ควรตรวจปีละ 1 - 2 ครั้ง |
| ตั้งแต่ปีที่ 6 ขึ้นไป |
ตรวจทุกปี
ปีละครั้ง |
ตารางเวลาข้างต้นเป็นเพียงข้อแนะนำทั่วๆไป
เนื่องจากระยะเวลาของการเกิด
โรคมะเร็งแต่ละชนิดไม่เท่ากัน
แต่การหมั่นตรวจเป็นระยะก็จะช่วยติดตามผล
การรักษา
และการตรวจพบการกลับมาเป็นใหม่ได้รวดเร็วช่วยให้การป้องกัน
รักษาได้ผลดียิ่งขึ้น
-
ซึ่งถ้าตรวจได้ค่าเริ่มต้นมีค่าสูง
แล้วเริ่มมีระดับลดลงอย่างรวดเร็วหลังการรักษา
จะช่วยในการบ่งชี้ว่าการผ่าตัดได้ผล
-
ถ้าค่าลดลงเพียงเล็กน้อยตามด้วยค่าที่กลับสูงขึ้นมาใหม่ในภายหลัง
แสดงว่า
การผ่าตัดรักษาไม่ได้ผลการที่มีค่า tumor markers
สูงเพิ่มขึ้นใหม่หลังการ
ให้เคมีบำบัดรอบแรกๆ
เป็นสัญญาณบอกให้หยุดยา
ถ้าเป็นไปได้ให้เปลี่ยนวิธี
การรักษา
เทนนิคการตรวจ tumor markers
ควรใช้วิธีการทดสอบที่มีความไวสูง
ซึ่งจะช่วยสามารถตรวจปริมาณ tumor
markers ที่มีปริมาณเพียงเล็กน้อยได้ ชุดทดสอบควรมีความจำเพาะต่อ tumor
markers ให้มากที่สุดวิธีที่เหมาะสมในปัจจุบันจึงเป็น Immunoassay
โดยอาจ
เป็นวิธี RIA / EIA /CICA
การรบกวนผลการทดสอบ
ในปฏิกริยา immunoassay
ตามทฤษฏีแล้วจะมี
ความเสี่ยงที่จะเกิดการรบกวนของผลทดสอบได้
ซึ่งมีหลักที่ควรคำนึงถึงคือ
- High dose Hook Effect
เมื่อใช้ตรวจหาแอนติเจนที่มีความเข้มข้นสูงมากเกินไป
จะเกิดผลต่ำปลอม
ซึ่ง
กรณีนี้ปฏิกริยาการจับกันระหว่างระหว่างแอนติเจน-แอนติบอดีย์ถูกกีดขวาง
โดยแอนติเจนที่มีปริมาณสูงมากเกินไป
ซึ่งวิธีแก้ไขโดยการเจือจางตัวอย่าง
ที่มีแอนติเจนสูง
ก่อนทำการทดสอบ
- Heterophile antibodies
ในตัวอย่างทดสอบบางรายมี heterophile
antibodies อยู่ในน้ำเหลือง โดย
เฉพาะ human anti mouse antibodies
ซึ่งวิธีการทดสอบส่วนใหญ่จะใช้
monoclonal antibodies จากหนูซึ่งจะทำให้เหมือนเกิดปฏิกริยาขึ้น
ถึวแม้
จะไม่มีแอนติเจนในน้ำเหลืองเลย
ทำให้ได้ค่าผลบวกปลอมได้
Tumor markers ที่สำคัญในการช่วยตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง
Carcinoembryonic antigen (CEA)
CEA
เป็นแอนติเจนที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งพบครั้งแรกในปี
1965
โดยพบจาก adenocarcinoma
ของลำไส้ใหญ่ต่อมาพบว่ามีในลำไส้
ตับ ตับอ่อน
ของทารกในครรภ์และเริ่มลดลงเมื่อโตขึ้น
ในผู้ใหญ่ยังคงมีการสร้าง CEA
บ้าง
ในปริมาณเล็กน้อย
CEA เป็น glycoprotein
ที่มีน้ำหนักโมเลกุล 200 +/- 20 Kd
ประกอบด้วย
โปลีเปปไทด์สายเดี่ยวและคาร์โบไฮเดรต 45-60%
ผลิตจากเซลมะเร็ง
แล้ว
หลุดออกไปสู่กระแสโลหิต
CEA
มิได้มีความจำเพาะโดยตรงต่อมะเร็งของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งพียง
อย่างเดียว
พบได้ทั้งในมะเร็งของ
ลำไส้ใหญ่-ไส้ตรง / เต้านม / ปอด /
ตับ /
ตับอ่อน โดยเฉลี่ยค่า CEA
ที่สูงพบได้ 40-80%
ของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งข้างต้น
แต่ในผู้ป่วยมะเร็งของ
ลำไส้ใหญ่-ไส้ตรง มีระดับ CEA
ในเลือดสูงมาก
และ
พบได้บ่อยกว่ามะเร็งชนิดอื่นๆ
อาจพบค่า CEA
สูงได้ในสตรีมีครรภ์ที่มีอายุครรภ์ไม่เกิน
6 เดือน คนที่มี
อาการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร / ปอด / ตับ
โดยไม่ได้เป็นมะเร็งใดๆ
เลย
Alpha-1-fetoprotein (AFP)
AFP เป็น fetal serum protein ตรวจพบในปี
1956 เป็น glycoprotein
หลัก ในซีรั่มของทารกในครรภ์ มีขนาด 720
Kd ถูกสังเคราะห์จาก yolk sac
/Liver/ ทางเดินอาหาร
แล้วผ่านเข้าสู่น้ำคร่ำโดยผ่านทางเลือดของทารก
ข้าม placental barrier เข้าสู่เลือดของมารดา
ดังนั้นจึงทำให้ซีรั่มของสตรีมี
ครรภ์มีค่า
AFP
สูงขึ้นบ้างและจะแปรผันตามอายุครรภ์ด้วย
AFP
มิได้มีความจำเพาะต่ออวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเพียงอย่างเดียว
แต่จะพบ
ค่าขึ้นสูงมากและพบได้บ่อยใน มะเร็งของตับ (hepatocellular carcinoma /
hepatoma) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยประมาณ 70%และพบได้บ้างแต่ค่าไม่สูงมาก
นักใน
มะเร็งรังไข่/อัณฑะ มะเร็งปอด
มะเร็งทางเดินอาหารและโรคตับอื่นๆ
เป็นต้น
AFP ในปัจจุบันใช้เป็น tumor markers
ในการตรวจกรองตรวจหาผู้ป่วย
มะเร็งตับ (hepatoma)
ในระยะเริ่มแรกก่อนที่จะมีอาการทางคลีนิค
ใช้ตรวจ
ในประชากรที่มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูง เช่น
ผู้ที่เป็นพาหะของไวรัส
ตับอักเสบ
บี / ตับอักเสบเรื้อรัง / ตับแข็ง โดยควรมีการตรวจซ้ำทุก 3-6 เดือน
ต่อครั้ง
อาจพบค่า AFP
สูงได้ในสตรีที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่
2 เดือนขึ้นไป / ทารกในครรภ์
Prostatic Specific Antigen (PSA)
PSA
เป็นโปรตีนที่จำเพาะต่อเนื้อเยื่อของมะเร็งต่อมลูกหมาก
พบครั้งแรก
ในปี 1971 เป็น glycoprotein สายเดี่ยวที่มีขนาด 34 Kd
เป็นโปรตีนที่สร้าง
จาก epithelial cells บริเวณ acinus
และท่อของต่อมลูกหมากเท่านั้น
จึงค่อน
ข้างมีความจำเพาะต่อมะเร็งต่อมลูกหมาก PSA จะพบมีค่าสูงในมะเร็งต่อม
ลูกหมาก
ระดับในซีรั่มมีความสัมพันธ์กับระยะและการลุกลามของโรค
ใช้ในการพยากรณ์และตรวจหามะเร็ง
หรือตรวจหาการลุกลามของโรคภายหลัง
การรักษามะเร็งของต่อมลูกหมากจะดำเนินไปอย่างช้าๆ
แต่อัตราของโรคจะสูง
ขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในชายที่มีอายุเกิน 65 ปี
ค่าปกติในคนทั่วไปอยู่ที่ < 10 ng/ml.
ความไวของ
PSA ต่อมะเร็งต่อมลูกหมากประมาณ 70%
Carbohydrate antigen CA 19-9
CA19-9 ค้นพบในปี 1981 เป็น carcinoma cell surface
antigen ตรวจพบ
ได้ใน fetal epithelium ของลำไส้ใหญ่ / ลำไส้เล็ก /
กระเพาะอาหาร / ตับ / ตับ
อ่อน
การตรวจหา CA19-9
จะมีประโยชน์เฉพาะการใช้ซีรั่มหรือพลาสม่า
โดยจะ
ตรวจพบมีค่าสูงในมะเร็งตับอ่อน กระเพาะอาหาร
ระยะหลังของลำไส้ใหญ่
(ใช้
ตรวจเสริมร่วมกับ CEA)
CA19-9
มีประโยชน์ในการแยกมะเร็งตับอ่อนออกจากโรคตับอ่อนอักเสบ
เรื้อรัง
ซึ่งมีอาการทางคลีนิคคล้ายกัน
โดยมะเร็งตับอ่อนจะมีระดับในซีรั่มสูง
กว่ามาก
ภายหลังการผ่าตัดระดับ CA19-9
จะกลับสู่ภาวะปกติภายใน 10-20 วัน
การ
ตรวจพบค่ากลับมาสูงซึ่งอาจตรวจพบก่อนมีอาการทางคลีนิค
แสดงถึงการกลับ
มาเป็นใหม่ได้ในช่วง
6-12 เดือน
Carbohydrate antigen CA 125
CA 125 ค้นพบในปี 1981 เป็น cell surface
glycoprotein ขนาด 200 Kd
ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งรังไข่
การมีระดับสูงในซีรั่มมักพบในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่
ประมาณ
75 % และสัมพันธ์ดีกับขนาดของก้อนเนื้องอกและการกลับมาเป็น
ใหม่
การตรวจหา CA125 ในการพยากรณ์โรค
และติดตามผลการรักษาและการ
กลับมาเป็นใหม่ของ adenocarcinoma ของรังไข่
ในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่อาจพบค่าสูงได้ถึง
13,000 U/ml.
และหลังการผ่าตัดเอา
เนื้องอกออกค่า CA125 จะลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 1
อาทิตย์
และกลับสู่ระดับ
ปกติภายใน 3
อาทิตย์หลังการรักษา
Human chorionic gonadotropin (HCG)
HCG
เป็นฮอร์โมนที่พบว่าสัมพันธ์กับ
tumor markers ในปี 1930 เป็น
glyco
protein ขนาด 45 Kd ประกอบด้วย 2 subunits คือ alpha และ
beta โดยส่วน
alpha subunit มีโครงสร้างคล้ายกับ alpha subunit
ของฮอร์โมน LH / FSH
และ TSH แต่ส่วนของ beta subunit
มีลักษณะเฉพาะและออกฤิทธิ์ทำหน้าที่
เฉพาะของแต่ละฮอร์โมน
beta subunit ของ HCG และ LH
มีลำดับของกรด
อะมิโนเหมือนกันถึง
82% ฮอร์โมน HCG
มีระดับสูงในซีรั่มในผู้ป่วย มะเร็ง
เต้านม
/ Choriocarcinoma และ Testicular carcinoma เป็น tumor
markers ที่จำเพาะสำหรับการตรวจวินิจฉัย
และติดตามการรักษา
Chorio
carcinoma และเมื่อใช้ร่วมกับ AFP
จะให้ประโยชน์ในการพยากรณ์ติดตาม
ผลการรักษาและตรวจสอบการกลับมาเป็นใหม่ใน
testicular germ cell
neoplasms ค่าปกติในผู้ชายและสตรีก่อนวัยหมดประจำเดือน
มีค่า <5 IU/ml.
สำหรับสตรีวัยหมดประจำเดีอนมีค่าปกติ
<10 IU/ml.
บทบาทและประโยชน์ของ
tumor markers
1.
เพื่อการตรวจวินิจฉัยโรค
เนื่องจาก tumor marker
ส่วนใหญ่มีความไวสูงจึงสามารถใช้ในการวินิจฉัย
โรคได้
แต่ควรจะใช้ร่วมหรือเสริมกับการตรวจอื่นๆ
เช่น การใช้ CA19-9
ร่วม
กับการตรวจด้วยอุลตราซาวนด์
หรือเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์
จะสามารถช่วยใน
การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งตับอ่อนได้ดีขึ้น
ในบางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้
tumor marker
มากกว่า 1
ชนิดในการช่วยวินิจฉัยโรค อย่างไรก็ตาม
ควรตระหนักว่าการตรวจวัด tumor marker
นั้นอาจตรวจได้ผลในลักษณะ
ผลบวกหรือผลลบปลอมได้
เพราะมะเร็งในช่วงเริ่มต้นบางชนิด
ระดับ tumor
marker ไม่สูงนัก และพอให้ค่าขึ้นสูงก็ต่อเมื่อเกิดการแพร่กระจายของมะเร็ง
ไปมากแล้ว
2. เพื่อการพยากรณ์โรค
สามารถใช้ในการช่วยพยากรณ์ความรุนแรงของโรค
เป็นประโยชน์ในการช่วย
แพทย์ในการตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมให้แก่ผู้ป่วย
เช่น
ควรให้การ
รักษาโดยการผ่าตัด
หรือโดยการให้รังสีรักษาหรืออาจใช้เคมีบำบัด
เป็นต้น
ดังนั้นจึงต้องตรวจระดับ tumor marker
ในผู้ป่วยทุกรายก่อนเริ่มต้นให้การ
รักษา
3. การตรวจคัดกรองโรค
(Screening Test)
คุณสมบัติของ tumor marker
ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมในการนำมาใช้ใน
การตรวจกรองเพียงอย่างเดียว
แม้ว่าส่วนใหญ่จะมีความไวสูงในการตรวจ
วินิจฉัยโรคแต่ก็ยังมีความจำเพาะต่ำเช่น
ในผู้ป่วยมะเร็งตับขั้นต้น
แม้จะ
ตรวจพบค่า AFP สูงผิดปกติถึง 95%
ของผู้ป่วย แต่ค่า AFP
ก็สูงผิดปกติ
ได้ในโรคอื่นๆของตับ
เช่น ตับอักเสบจากการดื่มเหล้า
โรคตับแข็ง เป็นต้น
แต่ก็ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี่ด้านอิมมูโนวิทยาอย่างไม่หยุดยั้ง
อาจสามารถ
ใช้ในการตรวจกรองโรคมะเร็งได้ในเร็วๆนี้
4.
การตรวจเพื่อติดตามผลการรักษา
ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดชองการตรวจ
tumor marker คือ
การติดตามผู้ป่วย
มะเร็งในระหว่าง และภายหลังการรักษา
ควรมีการตรวจเป็นระยะๆทุก
3-6
เดือน หรือถี่กว่านั้นในระยะแรก
ค่าที่ตรวจได้ควรนำไปเปรียบเทียบกับค่าที่ได้ก่อนให้การรักษา
หากการรักษา
นั้นได้ผลดีจะพบว่าระดับ
tumor marker ลดลงจนกลับมาสู่ระดับปกติ
หาก
ระดับ marker
ยังให้ค่าสูงอยู่แสดงว่าการรักษาไม่ได้ผลควรพิจารณาเปลี่ยน
วิธีการรักษา
5.
การสืบค้นโอกาสการเกิดมะเร็งซ้ำและการกระจายของโรค
ผู้ป่วยมะเร็งทุกรายแม้ว่าจะรักษาจนหายหรือโรคสงบลงแล้ว
ควรได้มีการ
ตรวจวัดระดับ tumor marker อย่างน้อยทุก 6 เดือน
ผู้ป่วยที่มีระดับปกติแล้ว
ต่อมาเริ่มมีระดับสูงขึ้น
ควรตรวจซ้ำภายใน 1 เดือน ถ้าพบว่าค่ายังสูงอยู่ให้
ตรวจร่วมกับวิธีอื่นๆในการวินิจฉัยว่า
เกิดโรคว้ำหรือเกิดการกระจายตัวของ
มะเร็งหรือไม่ tumor marker
ที่ดีจะช่วยวินิจฉัยได้หลายเดือนก่อนที่ผู้ป่วย
จะเกิดอาการ

|