|
TOP
|
Chronic Rheumatoid Arthritis
in the Knee
Rheumatoid arthritis can cause joint swelling, stiffness, pain, and inflammation. This pain is often experienced in the cartilage of the knees. Learn more about RA and how to treat it.
 |
What Is Osteoarthritis?
Osteoarthritis is a degenerative loss of cartilage in the joints. Learn more about the effects and causes of osteoarthritis.
 |
Anatomy of
the spinal
 |
|
What is
Scoliosis ?
A potentially serious problem. In the United States, Scoliosis screenings are given in grade and middle school. We want to make that a reality in Taiwan and Greater China. If you would like to cont...
 |
Scoliosis
After the surgery and its in
english :)
Here is some pictures of me that I would love to show to you guys. This is
sfter surgery.
 |
Low Back
Anatomy with pinched nerves, disc ruptures & pain
Learn about the structures in the low back [lumbar spine] that can cause pain. This includes disc ruptures or
herniations,stenosis, arthritis, disc collapse and slippage

|
|
Epidural &
Spinal Anesthesia
shows spinal and epidural anesthesia procedures performed on a female. A needle is shown piercing the dura mater covering the spinal cord, injecting anesthetic into the th...

|
Cervical
Spine & Disc Anatomy
shows the anatomy of a typical cervical (neck) spine and intervertebral disc. Details include orientation of the cervical spine, movements
of the spin...
 |
Spine Med
Decompression
a holistic approach to chiropractic
care, including massage therapy, spinal decompression therapy, intersegmental
traction, and nutrition, as well as exercise and rehab...

|


| ์Normal
Spinal anatomy |
|
|
 |
|
 |
|
|
Figure
1.
Lateral (side)
view of a normal spine. The drawing shows the locations of the
five major spinal levels. The cervical region has seven vertebrae
(C1 through C7), the thoracic region has 12 vertebrae (T1 through
T12) and the lumbar region has five vertebrae (L1 through L5). The
sacral region consists of five vertebrae, all fused together to
form one continuous bone mass known as the sacrum. The coccygeal
region consists of four vertebrae, all fused together to form the
coccyx or tailbone.
|
| |
Figure
2.
Detailed views of a
vertebra and vertebral segment. The drawing to the right
represents a top view of a lumbar vertebra. The drawing below is a
lateral (side) view of a segment of three lumbar vertebrae.
|
| |
 |
|

ลักษณะทั่วไป
ข้อเคล็ด
พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
ข้อที่พบได้บ่อยมาก ได้แก่
ข้อเท้า
มักจะเกิดจากการเดินสะดุด
หรือหกล้ม ข้อเท้าพลิก
หรือบิดงอ
นอกจากนยังอาจเกิด
ที่ข้อเข่า
ข้อไหล่ ข้อมือ และข้อนิ้ว
สาเหตุ
เกิดจากเส้นเอ็น
หรือกล้ามเนื้อที่ยึดอยู่รอบ ๆ
ข้อต่อ มีการฉีกขาด
เนื่องจากหกล้ม ข้อบิด
ถูกกระแทก หรือ ยกของหนัก
อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเจ็บที่ข้อ
หลังได้รับบาดเจ็บทันที
โดยจะเจ็บมากเวลาเคลื่อนไหวข้อ
หรือใช้นิ้วกดถูก อาการจะรุนแรงมากน้อยขึ้นกับปริมาณของเส้นเอ็น
และกล้ามเนื้อที่ฉีกขาด
สิ่งตรวจพบ
ข้อมีลักษณะบวม แดง และ ร้อน
การรักษา
1. หลังได้รับบาดเจ็บ ควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที
(ถ้าเป็นที่เท้าอาจใช้เท้าแช่ในน้ำเย็น)เพื่อลด
อาการบวมและปวด
และทำอีก 2-3 ครั้งในระยะ 24
ชั่วโมงแรก แต่หลัง 24
ชั่วโมงไปแล้ว ควรประคบด้วย
น้ำร้อน
หรือแช่น้ำอุ่น ครั้งละ 15-30 นาที
วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดอาการอักเสบ
และใช้ขี้ผึ้งน้ำมันระกำ
(salicylate ointment)
หรือยาหม่องทานวด
แล้วใช้ผ้าพันแผลชนิดยืด (elastic bandage)
พันพอ
แน่น (อย่าให้แน่นเกินไป)
และยกข้อที่แพลงให้สูง เช่น
ถ้าข้อเท้าแพลง เวลานอนก็ใช้หมอนรองเท้าให้สูง
หรือ เวลานั่ง
ควรยกข้อเท้าวางบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง
(อย่าห้อยเท้า) ถ้าข้อมือแพลงก็อย่าใช้ข้อมือข้างนั้นทำงาน
(เช่น ยกของ ซักผ้า)
ควรพักจนกว่าอาการปวดจะทุเลา
ซึ่งอาจกินเวลาหลายวัน แล้วค่อย ๆ
เคลื่อนไหว
บริหารข้อนั้นให้คืนสู่สภาพปกติ
2. ถ้าปวด กินยาแก้ปวด ซ้ำได้ทุก
4-6 ชั่วโมง
และให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์
3. ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1
สัปดาห์ หรือสงสัยกระดูกหัก
ควรส่งโรงพยาบาล
อาจต้องเอกซเรย์เพื่อ
ตรวจดูว่า กระดูกหัก หรือไม่
เพราะบางครั้งอาจแยกอาการข้อแพลงออกจากอาการกระดูกหักได้ยาก
ในรายที่ข้อแพลงรุนแรง
อาจต้องเข้าเฝือก
หรือแก้ไขด้วยการผ่าตัด
ข้อแนะนำ
ข้อเคล็ดข้อแพลงส่วนมากจะเป็นไม่รุนแรง
และควรจะเริ่มมีอาการดีขึ้น
(ปวดและบวมน้อยลง) ภายใน
1-2 สัปดาห์ และหายขาดภายใน
3-4 สัปดาห์
แต่บางรายโดยเฉพาะถ้าไม่ค่อยได้พัก
อาจมีอาการบวม
เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง
เป็นเวลา 2-3 เดือนได้
|
 |
Abnormal spine anatomy
ลักษณะโครงสร้างกระดูกสันหลังที่ผิดปกติ |
 |
| Abnormal
Spine anatomy |
|
|
 |
|
 |
|
|
Figure
1.
These drawings represent
the appearance of a herniated or ruptured disc. Both drawings show
the disruption of the annulus fibrosus, the outer ring-like
portion of an intervertebral disc.
The
tissue located in the center of the intervertebral disc, the
nucleus pulposus, is partially extruded from the intervertebral
disc. The extruded nucleus pulposus material can exert pressure on
nerves thus causing pain, numbness, and muscle weakness due to
nerve damage.
|
| |
Figure
2.
An abnormal spinal
condition known as scoliosis is shown in this drawing. Scoliosis
is a lateral (sideways) curvature of the spine.
|
| |
|
| |
Figure
3.
Spondylolisthesis
is an abnormal spinal condition in which one vertebra slips or is
displaced over another vertebra. The drawing shows
spondylolisthesis as a result of a lumbar vertebra (L5) slipping
over the sacrum (S1).
|
| |
|
| |
Figure
4.
This drawing depicts the
spinal condition of kyphosis. Kyphosis is an abnormal increase in
normal kyphotic (posterior) curvature of the thoracic spine which
can result in a noticeable round back deformity.
|
| |
|
| |
Figure
5.
This drawing
represents the spinal condition of lordosis. Lordosis is the
abnormal increase in normal lordotic (anterior) curvature of the
lumbar spine. This can lead to a noticeable "sway-back"
appearance.
|
| |
|
| |
Figure
6.
This drawing illustrates
degenerative and hypertrophic arthritis between the 3rd, 4th, and
5th lumbar vertebrae, as well as the lumbosacral joint (L5-S1 disc
space). The degeneration of the intervertebral discs has reduced
the height of the discs. There are bone spurs or hypertrophic bone
adjacent to the discs and hypertrophic arthritis of the facet
joints. This results in reduced range of motion of the spine. Also,
the hypertrophic bone and narrowing of the intervertebral foramen
can produce nerve root impingement thereby causing back and leg
pain, as well as numbness and weakness of leg muscles.
|
|

ลักษณะทั่วไป
โรคนี้มีภาวะการอักเสบของข้อต่อกระดูกสันหลังแบบเรื้อรัง
และค่อย ๆ รุนแรงขึ้น
จนมีการเชื่อมต่อกันของข้อต่อกระดูก
พบได้ประปราย
จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
(ผู้ป่วยชายต่อผู้ป่วยหญิงเท่ากับ
7 : 1 ) และมักพบในคน หนุ่มสาว
สาเหตุ
ยังไม่ทราบแน่ชัด
พบว่ามีความสัมพันธ์กับปฏิกิริยาของระบบภูมิต้านทานของร่างกาย
ต่อเนื้อเยื่อบริเวณข้อต่อกระดูกต่าง ๆ
(ออโตอิมมูน) และสันนิษฐานว่า
อาจเกี่ยวข้องกับ
กรรมพันธุ์
อาการ
ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดข้อโดยเฉพาะปวดหลังหรือบั้นเอว
เมื่ออายุประมาณ 20 ปี
(ระหว่าง 10 - 30 ปี)
เริ่มปวดเมื่อมีอายุมากกว่า 30 ปี
พบได้น้อย บริเวณที่ปวด
เรียงลำดับตามที่พบมาก ได้แก่
บั้นเอว แก้มก้น
ทรวงอก หัวเข่า
ส้นเท้า หัวไหล่ และข้อมือ
ในระยะแรกมักมีอาการปวดเป็นครั้งคราว
และดีขึ้น จากการกินยาแก้ปวด
ที่เด่นชัด
คือ จะปวดหลังมาก
เวลานอนโดยเฉพาะในช่วงเช้า
บางครั้งจะปวดมาก จนต้องตื่นนอน
อาจมีอาการหลังแข็ง
และดีขึ้นหลังจาก
ได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือออกกำลังกาย บางคนอาจรู้สึกปวดเมื่อยง่ายหลังทำงาน หรือเล่นกีฬาบางรายอาจมีอาการปวดร้าวลงขา
แบบรากประสาทถูกกด
ถ้าเป็นรุนแรงอาจมีไข้
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีด
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไปพบแพทย์หลังมีอาการ
6 เดือนถึง 3 ปี
อาการจะค่อย ๆ
เป็นมากขึ้นในระยะ 10 - 20 ปี แล้วอาจทุเลา
หรือหายไปได้เอง
หรืออาจปวดเฉพาะที่บั้นเอว
หรือข้อสะโพก
แต่บางคนอาการอักเสบ อาจลุกลาม
ไปตามข้ออื่นๆ หรืออวัยวะอื่น ๆ
เช่น ม่านตา (iris), หัวใจ,
ทางเดินอาหาร,ปอด เป็นต้น
สิ่งตรวจพบ
ในระยะแรกเริ่ม
อาจตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจน
เมื่อเป็นมากขึ้น
จะพบอาการกดหรือคลำถูกเจ็บตรง
ข้อที่ปวด
หรือใช้กำปั้นทุบเบา ๆ
ตรงกลางหลังจะเจ็บมากขึ้นอาจตรวจพบว่า
ผู้ป่วยก้มงอบั้นเอวลง
ด้านหน้าได้น้อยกว่าปกติ
เรียกว่า "การทดสอบแบบโชเบอร์
(Schober test)" การวัดรอบ
ทรวงอกดูการขยายตัว
เมื่อหายใจเข้าเต็มที่ จะพบว่าขยายขึ้นได้น้อยกว่าคนปกติ
(ขยายได้ต่ำกว่า 5
ซม. ในชายหนุ่ม)
ในรายที่มีอาการรุนแรง และละเลยการรักษาที่ถูกต้องเป็นแรมปี
จะมีลักษณะเฉพาะ
คือ
หลังแข็งทั้ง ท่อนและโก่ง (kyphosis)
ตาไม่สามารถมองตรงไปข้างหน้า
บางรายสะโพกแข็ง
แบบอยู่ในท่านั่ง
ทำให้ยืนและเดินไม่ได้
บางรายอาจมี ม่านตาอักเสบ คือ
มีอาการปวดตา ตาแดงร่วม
ด้วย
เรียกว่า "กลุ่มอาการไรเตอร์"
(Reiters syndrome)
หรืออาจมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (Aortic insufficiency)
ซึ่งใช้เครื่องฟังตรวจหัวใจได้ยินเสียงฟู่
อาการแทรกซ้อน
ข้อต่อสันหลัง
เชื่อมติดกันจนมีความพิการ คือ
หลังโก่ง ข้อตะโพกติดแข็ง จนยืน
และเดินไม่ได้ ข้อต่อ
กระดูกซี่โครงติดแข็ง
ทำให้สมรรถภาพปอดลดลง
อาจเกิดการติดเชื้อในปอด
ปอดอักเสบได้ข้อขากรรไกร
แข็ง ทำให้กลืนลำบาก ประสาทสันหลังส่วนล่างผิดปกติ
เกิดอาการปวดขา ขาอ่อนแรง
กลั้นปัสสาวะ
อุจจาระไม่ได้
การรักษา
หากสงสัย
ควรส่งต่อเพื่อการตรวจยืนยันด้วยการตรวจเลือด
ซึ่งจะพบค่าอีเอสอาร์ (ESR) และ
C - reactive protein สูงกว่าปกติ
การตรวจเอกซเรย์
จะพบความผิดปกติของข้อต่อสันหลัง
และ
ข้อต่อสะโพก (sacroiliac joint) ในระยะที่โรคเป็นมากแล้ว การรักษา
ยังไม่มีการรักษาจำเพาะ
เพียงแต่ให้การบรรเทาอาการปวด
อักเสบ และป้องกันความพิการ โดย
1.
ให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์
ตัวที่ใช้ได้ผลดี ได้แก่
อินโดเมทาซิน ซึ่งควรปรับให้เข้ากับ
ความรุนแรง
และระยะของโรคในผู้ป่วยแต่ละคน
บางคนหลังให้ยาแล้วทุเลา
อาจหยุดยาได้เลย
บางคนอาจต้องการเพียง วันละ 1
แคปซูล (25 มก.)
ในรายที่เป็นรุนแรงอาจต้องใช้ถึง
150 - 200 มก.ต่อวัน
2. กายภาพบำบัด
เพื่อให้ผู้ป่วยคงรูปทรงในท่าตรงให้สามารถยืนและนั่งตรงได้
และรักษามุมการ
เคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง
สะโพก คอ และทรวงอกไว้
3.
การผ่าตัดสำหรับระยะท้ายของโรคที่มีการติดแข็งของข้อ
เช่น การเปลี่ยนข้อสะโพก
การดัดกระดูก
เอวที่โก่งโค้งให้ตรง เป็นต้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถช่วยตัวเองได้
ยกเว้นผู้ที่ละเลยการรักษา
อาจ
พบมีความพิการได้ประมาณ10% หากข้อสันหลังและข้อสะโพก
ยังมีความยืดหยุ่นหลังมีอาการเกิน
10 ปี ก็มักจะปลอดจากความเสี่ยงที่ข้อจะติดแข็ง
ข้อแนะนำ
. 1.
โรคนี้ในระยะแรกจะมีอาการปวดเหมือนโรคปวดกล้ามเนื้อหลัง
, หมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือ
รากประสาทถูกกด, ข้อเสื่อม ,
แต่ถ้าพบเป็นเรื้อรังในชายหนุ่ม
มักปวดตอนเช้าก่อนตื่นนอน และ
อาการทุเลาหลังบริหารร่างกาย
ก็ควรคิดถึงโรคนี้
2. โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง
ระยะและความรุนแรงของโรค
จะแตกต่างกันไปตามสภาพของแต่ละคน
ส่วนการรักษาในปัจจุบันยังไม่สามารถร่นระยะเวลาของโรคที่เป็น
และไม่อาจป้องกันการติดแข็ง
ของข้อ
ในรายที่เป็นรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ถ้าได้รับการรักษา
ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
ก็อาจช่วยให้ผู้ป่วยคงสภาพ
การทำงานของร่างกาย
และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
3. ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัว ดังนี้
(1)
ติดตามรักษากับแพทย์อย่างจริงจัง
และต่อเนื่อง
(2)
หมั่นฝึกทำกายภาพบำบัดด้วยตนเอง
ตามคำแนะนำของแพทย์
การบริหารเน้นการเหยียดตรงของ
หลังและคอ
(3) รักษาอิริยาบถ การยืน เดิน นั่ง
นอน ให้หลังอยู่ในท่าตรงที่สุด
เท่าที่จะทำได้ควรนอนบนที่นอนแข็ง
ไม่ควรใช้หมอนหนุนใต้เข่า
เพื่อลดปวดเหมือนโรคปวดหลังทั่วไป
หลีกเลี่ยงการใช้หมอนสูง
เพื่อ
ป้องกันมิให้คอโก่งโค้ง
(4) เมื่อมีอาการปวด
อาจใช้ความร้อนช่วย เช่น
อาบน้ำอุ่น ใช้น้ำอุ่นประคบ
และบีบนวด
(5)
ผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการข้อติดแข็ง
สามารถเล่นกีฬาได้ทุกประเภท
ยกเว้นประเภทที่ต้องก้มหลัง
เช่น
ถีบจักรยาน โบว์ลิ่ง ตีกอล์ฟ
เป็นต้น
(6) ฝึกการหายใจเข้าออกลึก ๆ วันละ 10
- 20 ครั้ง
โดยเฉพาะในช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้า
|


Thailabonline.com
Email : info@thailabonline.com
|