|

|
|
ระบบไหลเวียนเลือด
Cardiovascular system
ประกอบด้วย
(ระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง หัวใจ หลอดเลือด ท่อน้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ไขกระดูก
)
มีหน้าที่นำสารต่าง ๆ ไปส่งทั่วร่างกาย เช่น สารอาหาร ก๊าซต่าง ๆ เกลือแร่ ฮอร์โมน และรับของเสียส่งออก
นอกร่างกายโดยลำเลียงไปตามเส้นเลือด ภายในเลือดประกอบ ไปด้วยส่วนที่เป็น ของเหลวเรียกว่าพลาสมา ทำ
หน้าที่ลำเลียงเกลือแร่ ฮอร์โมน แอนติบอดี สารอาหารต่าง ๆ ไปยัง เซลล์ต่าง ๆ และรับของเสียงจากเซลล์ไหล
กลับไป ตามท่อน้ำเหลืองเรียกว่าน้ำเหลือง ส่วนเลือดที่เป็น ของแข็งเรียกว่าเกล็ดเลือด ทำหน้าที่ช่วยให้เลือด
แข็งตัวเมื่อเกิดบาดแผล
เลือดดีจากปอด
ซึ่งมีปริมาณ O2
สูงจะเข้าหัวใจห้องบนซ้าย
เลือดเสียปริมาณ CO2
สูงจะเข้าหัวใจห้องบนขวา
เมื่อหัวใจห้องบนบีบตัว
เลือดจะไหลผ่านลิ้นลงสู่หัวใจห้องล่าง
โดยเลือดดีอยู่หัวใจล่างซ้าย
เลือดเสียอยู่ห้องล่างขวา
เมื่อหัวใจบีบตัว "เลือดดีจะออกจากห้องล่างซ้ายออกไปสู่ขั้นหัวใจเข้าเส้นเลือดแดง
แยกเข้าเส้นเลือดฝอยไปเลี้ยงทั่วร่างกาย
ในขณะที่เลือดเสียจากห้องล่างขวาออกไปสู่ปอดเพื่อคาย
CO2 ให้กับปอดพร้อมกับรับ O2 "เลือดจึงกลายเป็นเลือดดีกลับเข้าสู่หัวใจ
The cardiovascular system includes
the heart and the blood vessels, and the respiratory system contains those
organs which are responsible for carrying oxygen from the air to the blood
stream and expelling the waste product of carbon dioxide. Blood is that
sticky, red fluid that circulates throughout our bodies in veins and
arteries. The heart pumps oxygen into the blood and collects carbon
dioxide from it to be expelled through the lungs. We usually think of
respiration as the process of the lungs after air is breathed in through
the mouth or nose. The lungs do play a very important role, but every
living cell in the body is involved in this process. Respiration is the
act of burning energy from oxygen. Breathing is an obvious part of the
respiratory passages, but these also involve yawning, sneezing, coughing,
hiccups, the power of speech, and the sense of smell. The respiratory flow
has been "kidnapped" by the larynx, or voice box, which uses it
to create a multiple range of sounds so that humans can communicate
vocally. These systems' tasks include organs which take up space in the
face and neck and most of the chest. The cardiovascular and respiratory
systems are basic to life and breathing, like the beat of one's heart, is
an automatic function which is controlled by the brain. |
| ความดันโลหิต
Hypertension
< ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องความดันโลหิตสูง-More
info. hypertension> |
ลักษณะทั่วไป
ความดันโลหิต หมายถึง
แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือด
ซึ่งเกิดจากการสูบฉีดของหัวใจ
(คล้ายแรง
ลมที่ดันผนังยางรถเวลาสูบลมเข้า)
ซึ่งสามารถวัดโดยใช้ เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดความดัน
(Sphygmomano meter)
วัดที่แขน
และมีค่าที่วัดได้ 2 ค่าคือ
1. ความดันช่วงบน
หรือความดันซิสโตลี (Systolic blood pressure)
หมายถึง แรงดันเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว
ซึ่งอาจจะ
สูงตามอายุ
ความดันช่วงบนในคน ๆ
เดียวกันอาจมีค่าแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย
ตามท่าของร่างกาย
การเปลี่ยนแปลง
ของอารมณ์
และปริมาณของการออกกำลัง
2. ความดันช่วงล่าง
หรือความดันไดแอสโตลี (Diastolic blood pressure )
หมายถึง แรงดันเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว
ในปัจจุบัน
ได้มีการกำหนดค่าความดันโลหิต
และระดับความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูง สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่
18
ปีขึ้นไป (โดยการวัดในท่านั่ง
วัดอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป
แล้วคิดเป็นค่าเฉลี่ย) ดังนี้
ความดันช่วงบน
- ปกติ มีค่าต่ำกว่า 130 มม.ปรอท
(ทอรร์)
- ปกติแต่ค่อนข้างสูง
มีค่าระหว่าง 130-139 มม.ปรอท
- ความดันสูงเล็กน้อย
มีค่าระหว่าง 140-159 มม.ปรอท
- ความดันสูงปานกลาง มีค่าระหว่าง
160-179 มม.ปรอท
- ความดันสูงรุนแรง มีค่าระหว่าง
180-209 มม.ปรอท
- ความดันสูงรุนแรงมาก
มีค่าตั้งแต่ 210 มม.ปรอทขึ้นไป
ความดันช่วงล่าง
- ปกติ มีค่าต่ำกว่า 85 มม.ปรอท
- ปกติแต่ค่อนข้างสูง
มีค่าระหว่าง 85-89 มม.ปรอท
- ความดันสูงเล็กน้อย
มีค่าระหว่าง 90-99 มม.ปรอท
- ความดันสูงปานกลาง มีค่าระหว่าง
100-109 มม.ปรอท
- ความดันสูงรุนแรง มีค่าระหว่าง
110-119 มม.ปรอท
- ความดันสูงรุนแรงมาก
มีค่าตั้งแต่ 120 มม.ปรอทขึ้นไป
ความดันโลหิตสูง จึงหมายถึง
ความดันช่วงบนมีค่าตั้งแต่ 140
มม.ปรอทขึ้นไป หรือความดันช่วงล่างมีค่าตั้งแต่
90
มม.ปรอทขึ้นไป โดยมากผู้ป่วยจะมีความดันช่วงล่างสูง
(Diastolic hypertension) โดยความดันช่วงบนจะสูงหรือไม่
ก็ได้
บางคนอาจมีความดันช่วงบนสูงเพียงอย่างเดียว
แต่ความดันช่วงล่างไม่สูง
เรียกว่า ความดันช่วงบนสูงเดี่ยว
(Isolated systolic hypertension)
ซึ่งมักจะพบในผู้สูงอายุ,
โรคคอพอกเป็นพิษ, ภาวะหลอดเลือดแดงเอออร์ตาตีบตัน
เราจะวินิจฉัยโรคนี้แน่นอน
ต่อเมื่อวัดความดันแต่ละคราว อย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป หาค่าเฉลี่ยของความดัน
และนัดมา
วัดซ้ำอีกอย่างน้อย 1-2
คราวภายใน 1 สัปดาห์
แล้วยังพบว่ามีค่าเฉลี่ยความดันสูงกว่าปกติ
ในการวัดแต่ละคราว ควรให้
ผู้ป่วยนั่งพักสัก 5-10 นาทีเสียก่อนโรคความดันโลหิตสูง พบได้ประมาณ 5-10% ของคนทั่วไป
ส่วนมากจะเริ่มเป็นในคน
ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป
โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
ส่วนน้อยที่อาจพบในคนอายุน้อย
ซึ่งมักจะมีความผิดปกติอื่น ๆ
ร่วมด้วย
สาเหตุ
1. ส่วนใหญ่ (กว่า90%) ไม่ทราบสาเหตุ
คือ
ตรวจไม่พบความผิดปกติของร่างกายที่เป็นต้นเหตุของความดันสูง เรียกว่า
"ความดันสูงไม่ทราบสาเหตุ"
(Essential hypertension หรือ Primary
hypertension) แต่อย่างไรก็ตามมักพบว่า
ปัจจัยทางกรรมพันธุ์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคกล่าวคือ
ผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องในครอบครัวเดียวกันเป็นโรคนี้
จะมีโอกาส
เป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติดังกล่าวประมาณ
3 เท่า นอกจากนี้ อายุมาก ความอ้วน
อารมณ์เครียด การกิน
อาหารเค็มจัด
และการดื่มเหล้าจัด
ก็อาจเป็นปัจจัยเสริมของโรคนี้
ผู้ป่วยพวกนี้ จะเริ่มเป็นเมื่ออายุประมาณ 25-55 ปี
เริ่มพบ
มากในคนอายุตั้งแต่ 40
ปีขึ้นไป และยิ่งอายุมากขึ้น
ก็มีโอกาสพบได้มากขึ้น
2. ส่วนน้อย (ต่ำกว่า 10% )
อาจตรวจพบสาเหตุ
โดยเฉพาะถ้าพบในคนอายุต่ำกว่า 30
ปี หรือเริ่มมีความดันสูง เมื่ออายุ
มากกว่า 55 ปี เรียกว่า
"ความดันสูงชนิดมีสาเหตุ" (Secondary
hypertension)สาเหตุที่อาจพบได้มีหลายอย่าง
เช่น
2.1 ได้รับยาบางประเภท เช่น
ยาเม็ดคุมกำเนิด,
ยาฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน),
สเตอรอยด์ , ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่
สเตอรอยด์,
ยาแก้คัดจมูก (decongestant)
และยาแก้หวัดที่เข้ายาแก้คัดจมูก, ยาลดความอ้วน, อะดรีนาลิน ,
ทีโอฟิลลีน, ยาฮอร์โมนไทรอยด์,
ยาแก้ซึมเศร้าชนิด ไตรไซคลิก เป็นต้น
2.2 ความดันสูงในหญิงตั้งครรภ์
2.3 โรคไต เช่น หน่วยไตอักเสบ ,
กรวยไตอักเสบเรื้อรัง ,
ไตวายเรื้อรัง,
หลอดเลือดเลี้ยงไตตีบตัว (Renal artery stenosis)
ซึ่งมักได้ยินเสียงฟู่
(bruit) ที่หน้าท้อง, วัณโรคของไต,
เนื้องอกของไต เป็นต้น
2.4 หลอดเลือดแดงเอออร์ตาตีบตัว
(Coarctation of aorta) ลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว
(Aortic insufficiency) ซึ่งมักจะทำให้
ความดันช่วงบนสูงเพียงอย่างเดียว
ส่วนความดันช่วงล่างเป็นปกติ
2.5 โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น
คอพอกเป็นพิษ มักจะทำให้ความดันช่วงบนสูงเพียงอย่างเดียว,
โรคคุชชิง , เนื้องอกของ
ต่อมหมวกไตชนิดที่เรียกว่า
ฟีโอโครโมไซโตมา (Pheochromocytoma
ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดศีรษะ ใจสั่น
เหงื่อออก หน้ามืด เป็นลม
น้ำหนักลดร่วมด้วย) เป็นต้น
2.6 อื่น ๆ เช่น
ภาวะความดันสูงในกะโหลกศีรษะ,
ตะกั่วเป็นพิษ,
ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง เป็นต้น
3. ในผู้สูงอายุ
มักมีความดันช่วงบนสูงเพียงอย่างเดียว
เนื่องจากมีภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัว
(atherosclerosis)
เรียกว่า
"ความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ"
4. ความดันโลหิตอาจสูงได้ชั่วคราว
เมื่อมีภาวะที่ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น
เช่น ไข้ ซีด ออกกำลังกายใหม่ ๆ
อารมณ์เครียด
(เช่น โกรธ ตื่นเต้น) เป็นต้น
ไม่จำเป็นต้องรักษา
จะหายไปได้เองเมื่อปัจจัยเหล่านี้หมดไป
อาการ
ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแต่อย่างใด
ซึ่งมักจะตรวจพบโดยบังเอิญ
ขณะไปให้แพทย์ตรวจรักษาด้วยปัญหาอื่น
ส่วนน้อย
อาจมีอาการปวดมึนท้ายทอย
ตึงที่ต้นคอ วิงเวียน
มักจะเป็นเวลาตื่นนอนใหม่ ๆ
พอตอนสายจะทุเลาไปเองบางคนอาจ
มีอาการปวดศีรษะตุบ
ๆ แบบไมเกรน ได้ ในรายที่เป็นมานาน ๆ
หรือความดันสูงมาก ๆ
อาจมีอาการ อ่อนเพลีย
เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ มือเท้าชา ตามัว
หรือมีเลือดกำเดาไหล เมื่อปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ
โดยไม่ได้รับการรักษา ก็
อาจแสดงอาการของภาวะแทรกซ้อน
เช่น เจ็บหน้าอก บวม หอบเหนื่อย
แขนขาเป็นอัมพาต เป็นต้น
สิ่งตรวจพบ
จะตรวจพบความดันโลหิตช่วงบนมีค่าตั้งแต่
140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป
หรือช่วงล่างมีค่าตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป
หรือสูงทั้งช่วงบนและช่วงล่างนอกจากนั้นมักไม่พบสิ่งผิดปกติอื่น
ๆ ยกเว้นในบางรายที่เป็นความดันสูงชนิดมีสาเหตุ
อาจพบอาการของโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น
พบน้ำตาลในปัสสาวะในผู้ป่วยเบาหวาน,
ชีพจรที่ขาหนีบคลำไม่ได้หรือคลำได้
แผ่วเบา
ในผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบตัว,
ใช้เครื่องฟังได้ยินเสียงฟู่ (bruit)
ที่ตรงหน้าท้องตรงบริเวณใต้ชายโครง
ขวาหรือซ้าย
ในผู้ป่วยที่มีเลือดเลี้ยงไตตีบตัว,
ได้ยินเสียงฟู่ (murmur)
ตรงลิ้นหัวใจเอออร์ติกในผู้ป่วยที่มีลิ้นหัวใจ
เอออร์ติกรั่ว
เป็นต้น
อาการแทรกซ้อน
ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยให้ความดันสูงอยู่นาน
ๆ
มักจะเกิดความผิดปกติของอวัยวะที่สำคัญ
เช่น หัวใจ
สมอง ไต
ประสาทตา เป็นต้น
เนื่องจากความดันโลหิตสูง
จะทำให้หลอดเลือดแดงแทบทุกส่วนของร่างกายเสื่อม
(เกิด
ภาวะผนังหลอดเลือดแดงแข็ง)
หลอดเลือดตีบตัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะไม่ได้
ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่
1. หัวใจ
จะทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายโต
จนกระทั่งเกิดภาวะหัวใจวาย
ซึ่งจะมีอาการบวม หอบเหนื่อยนอนราบไม่ได้
นอกจากนี้ยังอาจทำให้หลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบตัน
กลายเป็นโรคหัวใจขาดเลือด มีอาการเจ็บหน้าอก
ถ้ารุนแรง
ถึงกับเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย
2. สมอง
อาจเกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันหรือแตกกลายเป็นโรคอัมพาตครึ่งซีก
ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบ
ได้บ่อย
ในรายที่มีเส้นโลหิตฝอยในสมองส่วนสำคัญแตก
ก็อาจตายได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเป็นเรื้อรัง
บางคนอาจกลายเป็น
โรคความจำเสื่อม
สมาธิลดลง
ในรายที่มีความดันสูงรุนแรง
ที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันอาจทำให้เกิดอาการชัก
หรือ
หมดสติได้
3. ไต อาจเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง
เนื่องจากหลอดเลือดแดงเสื่อม
เลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ ไตที่วายจะยิ่งทำให้ความดัน
เลือดสูงขึ้น
กลายเป็นวงจรที่เลวร้าย การ ตรวจปัสสาวะจะพบสารไข่ขาว
จะยิ่งทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น
กลาย
เป็นวงจรที่เลวร้าย การ ตรวจปัสสาวะจะพบสารไข่ขาว(albumin) ตั้งแต่ 2+ ขึ้นไป
การเจาะเลือดทดสอบการ
ทำงานของไต จะพบระดับของสารบียูเอ็น (BUN) และครีอะตินีน
(creatinine) สูง
4. ตา
จะเกิดภาวะเสื่อมของหลอดเลือดแดงภายในลูกตาอย่างช้า
ๆ ในระยะแรกหลอดเลือดจะตีบตัน
ต่อมาอาจแตกมี
เลือดออกที่จอตา
(เรตินา) ทำให้ประสาทตาเสื่อม
ตามัวลงเรื่อย ๆ จนตาบอดได้
ซึ่งสามารถใช้เครื่องส่องตา
(ophthalmoscope)
ตรวจดูความผิดปกติภายในลูกตา
ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้
จะเกิดขึ้นรุนแรงหรือรวดเร็วเพียงใด
ขึ้นกับความรุนแรงและระยะของโรคถ้าความดันมีขนาดสูงมาก ๆ
อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้รวดเร็ว
และผู้ป่วยอาจ
ตายได้ภายในเวลาไม่กี่ปี
(ถ้ารุนแรงมากอาจตายภายใน 6-8
เดือน)
ส่วนในรายที่เป็นเพียงเล็กน้อย
หากปล่อยไว้ ไม่
รักษา อาจใช้เวลา 7-10
ปีในการเกิดภาวะแทรกซ้อนนอกจากนี้
ผู้ป่วยที่มีโรคอื่นร่วมด้วย
(เช่น เบาหวาน ภาวะไขมัน
ในเลือดสูง)
หรือสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าจัด
ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเร็วขึ้น
จึงควรควบคุมโรคหรือพฤติกรรมเหล่านี้
การรักษา
1.
สำหรับความดันโลหิตสูงเล็กน้อย
(ความดันช่วงบน 130-159 มม.ปรอท
หรือความดันช่วงล่าง 85-99 มม.ปรอท)
ให้นัด
มาวัดซ้ำอีกอย่างน้อย 2
คราวใน 4 สัปดาห์
ถ้าความดันต่ำกว่า 130/85
มม.ปรอท
ให้นัดมาตรวจทุก 6 เดือน
เป็นเวลา 1 ปี
ถ้าความดันช่วงบน 130-159
หรือช่วงล่าง 85-99
ให้แนะนำการปฏิบัติตัวในเรื่องการควบคุมน้ำหนัก,
ลดกินอาหารเค็ม,
งดบุหรี่และเหล้า,ออกกำลังกาย,
ผ่อนคลายความเครียด
ถ้าเป็นไปได้ ควรทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เช่นตรวจ
ปัสสาวะ, ตรวจเลือด
(หาระดับน้ำตาล, โคเลสเตอรอล,
ไตรกลีเซอไรด์, กรดยูริก,
ครีอะตินีน, โพแทสเซียม,
ระดับความ
เข้มข้นของเลือด
หรือฮีมาโตคริต) และคลื่นหัวใจ
(ECG) เพื่อหาสาเหตุที่ซ่อนเร้น
และเป็นพื้นฐานสำหรับการติดตามผล
ในระยะยาวหลังจากติดตามวัดความดัน
2-3 คราวในช่วง 3 เดือนต่อมา
ถ้าหากวัดได้ค่าความดันในระดับต่าง
ๆ ควรให้
การดูแลรักษาดังนี้
(1) ความดันช่วงบน 130-139 หรือช่วงล่าง
85-89 ให้แนะนำการปฏิบัติตัว
โดยยังไม่ต้องให้ยารักษาควรติดตามวัดความดัน
ในอีก 3
เดือนต่อมา
ถ้าพบว่าความดันช่วงบน 140-159
หรือช่วงล่าง 90-99 ควรเริ่มให้ยารักษา
ถ้าได้ค่าต่ำกว่านี้
ยังไม่ต้อง
ให้ยารักษา
แต่ควรติดตามทุก 3-6 เดือน
(2) ความดันช่วงบน 140-159 หรือช่วงล่าง
90-99 แนะนำการปฏิบัติตัว
จะเริ่มให้ยาเฉพาะในรายที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย
(เช่น
เบาหวาน หัวใจห้องล่างซ้ายโต
โรคหลอดเลือดในสมองตีบ เป็นต้น)ในรายที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงให้ติดตามวัดความดัน
ในอีก
3 เดือนต่อมา
ถ้าความดันยังอยู่ในช่วงดังกล่าวก็ควรเริ่มให้ยารักษา
(3) ความดันช่วงบน 160-209 หรือช่วงล่าง
100-119 ควรเริ่มให้ยารักษา
2.
สำหรับผู้ป่วยที่วัดได้ความดันช่วงบน
160-209 มม.ปรอท หรือช่วงล่าง 100-119
มม.ปรอทตั้งแต่แรก
ซึ่งถือว่าเป็น
ความดันโลหิตสูงระดับปานกลางและรุนแรง
ควรส่งตรวจเลือด ปัสสาวะคลื่นหัวใจ แนะนำการปฏิบัติตัว
และให้ยารักษา
3. การให้ยารักษาความดัน
ควรเริ่มจากไฮโดรคลอโรไทอาไซด์
12.5-25 มก. วันละครั้ง ตอนเช้าให้ความดันลดต่ำกว่า
140 (ช่วงบน)
และ 90 (ช่วงล่าง) ถ้าไม่ได้ผล
เพิ่มเป็นวันละ 50 มก. หรือเริ่มต้นด้วยกลุ่มยาปิดกั้นบีตา เช่น โพรพราโนลอล,
อะทีโนลอล
ถ้าไม่ได้ผล อาจหันไปใช้ยาต้านแคลเซียม หรือยาต้านเอซ
แทน ในกรณีที่ใช้ยาเดี่ยวไม่ได้ผล
อาจให้ยา
2-3 ชนิดร่วมกัน ดังนี้
- ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์ ร่วมกับ
ยาปิดกั้นบีตา หรือรีเซอร์พีน
หรือ ยาต้านแคลเซียม หรือยาต้านเอซ
- ยาต้านแคลเซียม
ร่วมกับยาต้านเอซ
- ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์
ร่วมกับยาต้านแคลเซียม
ร่วมกับยาปิดกั้นบีตา
(หรือยาต้านเอซ)
- ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์
ร่วมกับยาต้านเอซ
ร่วมกับยาปิดกั้นบีตา
- ยาปิดกั้นบีตา
ร่วมกับยาต้านแคลเซียม
ร่วมกับยาต้านเอซ
4.
สำหรับผู้สูงอายุที่มีความดันช่วงบนสูงเพียงอย่างเดียว
(ความดันช่วงบนตั้งแต่ 160
มม.ปรอทขึ้นไปและช่วงล่าง
ต่ำกว่า 90)
ควรให้ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์
หรือยาปิดกั้นบีตา
(สำหรับไฮโดรคลอโรไทอาไซด์
ควรให้ขนาดไม่เกิน
วันละ 12.5 มก.)
5.
ควรส่งผู้ป่วยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อรักษาไม่ได้ผล,
หรือเมื่อมีความดันช่วงบนตั้งแต่
210 มม.ปรอทขึ้นไป
หรือช่วงล่างตั้งแต่ 120
มม.ปรอทขึ้นไป
(ซึ่งเป็นความดันโลหิตสูงระดับรุนแรงมาก),
หรือมีภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจ
สมอง ไต หรือตาเกิดขึ้น,
หรือพบความดันสูงในคนอายุต่ำกว่า
30 ปี อาจต้องตรวจพิเศษ
เพื่อค้นหาสาเหตุ และภาวะ
แทรกซ้อน
ข้อแนะนำ
1.
วิธีการวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง
รวมทั้งการติดตามผลการรักษา
ที่แน่นอนคือการตรวจวัดความดันเลือด
การตรวจวัดความดันเลือด
ความดันเลือด
จะอาศัยแต่สังเกตดูอาการเพียงอย่างเดียวมักจะไม่แน่นอน
เพราะโรคนี้ส่วน
มากจะไม่มีอาการแสดงแต่อย่างไร
คนทั่วไปมักมีความเข้าใจผิดว่า
ความดันสูงจะทำให้มีอาการปวดศีรษะ (ถ้าไม่ปวด
ศรีษะ
ก็นึกว่าความดันไม่สูง)
ความจริงแล้ว
ความดันสูงที่จะแสดงอาการปวดศรีษะนั้นนับว่ามีเพียงส่วนน้อย และอาการ
ปวดศีรษะส่วนมากก็เกิดจากความเครียด
, ไมเกรน และอื่น ๆ มากกว่าความดันสูง
2.
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงขนาดเล็กน้อยและปานกลาง
ส่วนใหญ่จะสามารถควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ด้วย
การใช้ยาไฮโดรคลอโรไทอาไซด์,ยาปิดกั้นบีตา และรีเซอร์พีน
มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ต้องใช้ยาลดความดันชนิดอื่น
ๆ
ซึ่งมีราคาแพงมาก
3.
โรคแทรกซ้อนจะเกิดขึ้นต่อเมื่อปล่อยให้ความดันสูงอยู่นานเป็นแรมปี
หากได้รับการรักษาอย่างจริงจัง
โอกาสที่จะเกิด
โรคแทรกซ้อนก็จะลดน้อยลง
และสามารถมีชีวิตยืนยาวเช่นคนปกติ
ดังนั้นจึงควรแนะนำให้ผู้ป่วยติดต่อรักษากับหมอ
อย่าได้ขาด
และหมั่นวัดความดันเป็นประจำ
อาจเป็นเดือนละ 1-2 ครั้ง
อาจวัดกันเองที่บ้าน
หรือไหว้วานให้เจ้าหน้าที่
สาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้านช่วยวัดให้ก็ได้
ควรบันทึกลงสมุดบันทึกแล้วนำไปให้หมอดูในการตรวจครั้งต่อไป
4. ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาเอง
ถึงแม้จะรู้สึกว่าสบายดีแล้วก็ตาม
การลดยาหรือหยุดยา ควรให้หมอผู้รักษาเป็นผู้พิจารณา
โดยจะถือหลักว่า
เมื่อให้ยาจนความดันลดเป็นปกติสักระยะหนึ่งแล้ว
อาจลองลดหรือหยุดยาดู
แล้วตรวจวัดความดัน
เป็นระยะ ๆ
ถ้าความดันปกติ
ก็ให้หยุดยาไปเลย แต่ต้องหมั่นตรวจวัดความดันต่อไปเรื่อย
ๆ ถ้าขึ้นสูงใหม่ ก็ให้ยาใหม่
5. ในการให้ยารักษาความดัน
ควรเริ่มให้ทีละน้อยก่อน
แล้วค่อย ๆ
เพิ่มขนาดขึ้นไปเรื่อย ๆ
ทั้งนี้เพื่อระวังไม่ให้ยาเกิน
ขนาด
จะทำให้ความดันตกมากเกินไป
ผู้ป่วยจะมีอาการหน้ามืดเป็นลมเวลาลุกนั่งหมั่นตรวจความดันโลหิต
เป็นระยะๆ
6. การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย
ถือเป็นหัวใจของการรักษาโรคนี้
นอกเหนือไปจากยา
ควรแนะนำผู้ป่วยดังนี้
6.1 ลดอาหารเค็มและเกลือโซเดียม
อย่ากินอาหารเค็มจัด (เช่น
ปลาเค็ม เนื้อเค็ม ไข่เค็ม ฯลฯ)
ควรกินอาหารที่มี
รสจืด
ถ้าไม่ใส่เกลือและน้ำปลาได้ยิ่งดี
รวมทั้งอย่ากินผงชูรส
ยาธาตุน้ำแดง และยาโซดามินต์ เพราะมีเกลือโซเดียมสูง
เกลือโซเดียม (เกลือทะเล)
จะทำให้ความดันสูงและดื้อต่อการรักษา
6.2 ลดน้นักถ้าอ้วน
โดยการลดอาหารพวกไขมัน (เช่น
อาหารมัน ของผัด ของทอด
ของใส่กะทิ ขาหมู หมู 3 ชั้น)
และอาหารพวกแป้งและน้ำตาล (เช่น
ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เผือก มัน
เครื่องดื่ม ของหวาน ผลไม้หวาน)
ควรกินผักและผลไม้
(ที่ไม่หวาน)
ให้มากขึ้น
6.3 งดเหล้า และบุหรี่
เพราะอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผล
และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากขึ้น
6.4 ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น
เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ขี่จักรยาน
ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เป็นต้น
ควรเริ่มแต่น้อยก่อน แล้วค่อย ๆ
เพิ่มขึ้นทีละน้อย
อย่าออกกำลังที่ต้องมีการเบ่ง
(เช่น ยกน้ำหนัก วิดพื้น)
6.5 ทำจิตใจให้สงบ
หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่ทำให้หงุดหงิด
โมโห ตื่นเต้น หรือเครียด
ควรทำสมาธิบริหารจิต
หรือสวดมนต์
ภาวนาตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ
เพื่อคลายความวิตกทุกข์ร้อน และทำให้จิตสงบเยือกเย็น
การออกกำลังกาย ให้เกิด
ความเพลิน
ก็เป็นการบริหารจิตแบบหนึ่ง
6.6 ในสตรีที่กินยาคุมกำเนิด
ควรเลิกกินยานี้แล้วหันไปคุมโดยวิธีอื่น
(เช่น ใส่ห่วง ทำหมัน) แทนการปฏิบัติตัวดัง
กล่าวอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องมีส่วนช่วยในการควบคุมความดันเลือดให้ปกติและป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ
สำหรับคนที่มีความดันสูงเล็กน้อย
ถ้าปฏิบัติตัวได้ดี ความดันอาจลดโดยไม่ต้องใช้ยารักษาก็ได้
7. คนที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป
ควรตรวจวัดความดันอย่างน้อยปีละครั้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีพ่อแม่พี่น้องประวัติ
โรคนี้
การป้องกัน
ระวังอย่าให้อ้วน,
อย่ากินอาหารเค็มจัด,
อย่าดื่มเหล้าจัด,
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ,
หาวิธีผ่อนคลายความเครียด
รายละเอียด
หัวใจของการรักษาโรคความดันโลหิตสูง
อยู่ที่การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง
และกินยาอย่างสม่ำเสมอ
ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องความดันโลหิตสูง-More
info. hypertension
|

ลักษณะทั่วไป
ช็อก ในทางการแพทย์ หมายถึง
ภาวะที่เนื้อเยื่อต่าง ๆ
ทั่วร่างกายได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพออันสืบเนื่องมาจากสาเหตุ
ต่าง ๆ
ที่ทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตล้มเหลว
ซึ่งจะทำให้อวัยวะสำคัญ ๆ ของร่างากย เช่น หัวใจ
สมอง ไต มีอาการ
ขาดเลือด
และทำหน้าที่ไม่ได้
ถือว่าเป็นภาวะที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตมาก
สาเหตุ
1. ที่พบบ่อยที่สุด คือ
ภาวะช็อกจากปริมาตรของเลือดลดลง
(Hypovolemic shock) อาจมี สาเหตุจากการตกเลือด เช่น
เลือดออกจากบาดแผล,
ตกเลือดหลังคลอด, แท้งบุตร,
อาเจียน หรือถ่ายเป็นเลือด ไข้เลือดออก
การเสียน้ำ เช่น
ท้องเดินรุนแรง,
อหิวาต์ , อาเจียนรุนแรง, เบาหวาน, เบาจืด,
บาดแผลไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก ,
ไข้เลือดออก การสูญเสียภายใน
เช่นเลือดตกใน, ครรภ์นอกมดลูก ,
กระดูกหัก,
การสูญเสียน้ำในผู้ป่วยที่มีกระเพาะหรือลำไส้อุดตัน
, ตับอักเสบเฉียบพลัน , หรือ
ในผู้ป่วยท้องมาน ฯลฯ
2. ภาวะช็อกจากระบบประสาท (Neurogenic shock)
เกิดโดยผ่านทางระบบประสาทอัตโนมัติและศูนย์ควบคุมหลอด
เลือด
ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกายขยายตัว
เป็นผลทำให้ความดันเลือดต่ำ เช่น ตกใจ เสียใจ เจ็บปวดรุนแรง
ไขสันหลัง
ได้รับบาดเจ็บ
ได้ยานอนหลับหรือยาสลบ
อาการเป็นลมธรรมดาก็ถือว่าเป็นภาวะช็อกชนิดนี้อย่างอ่อน
ๆ
3. ภาวะช็อกจากโรคติดเชื้อ (Septic shock)
ซึ่งเกิดจากพิษของแบคทีเรีย
เช่น ภาวะโลหิตเป็นพิษ , กรวยไตอักเสบ,
มดลูกอักเสบ จากการทำแท้ง หรือหลังคลอด ฯลฯ
4. ภาวะช็อกที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ
(Cardiogenic shock) เช่น
กล้ามเนื้อหัวใจตายจากโรคหัวใจขาดเลือด ,ลิ้นหัวใจตีบ,
กล้ามเนื้อหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ปอดทะลุ ,
ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงปอด (pulmonary embolism) ฯลฯ
5. ภาวะช็อกจากการแพ้ (Hypersensitivity shock
หรือ Anaphylactic shock) เช่น แพ้เพนิซิลลิน
แพ้เซรุ่มต่าง ๆ
แพ้พิษของผึ้งหรือแมลงอื่น ๆ ฯลฯ
6. ภาวะช็อกจากระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrinic
shock) เช่น
ภาวะวิกฤตจากต่อมหมวกไตฝ่อ, จากการใช้ยาประเภท
สเตอรอยด์นาน ๆ
หรือเกิดจากโรคแอดดิสัน
อาการ
ผู้ป่วยมักจะมีอาการกระสับกระส่าย
กระหายน้ำ
ความรู้สึกตัวและความคิดอ่านลดลง
ลุกนั่งจะมีอาการเป็นลม
จนต้อง
ล้มตัวลงนอน
ปัสสาวะน้อยลง
มือเท้าแขนขาซีดและเย็น
เหงื่อออก หายใจเร็ว เล็บเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
ในบางครั้ง
มือเท้าแขนขาของผู้ป่วยอาจเหมือนคนปกติที่รู้สึกอุ่นและ
ไม่ชื้นก็ได้
ซึ่งอาจพบในระยะแรกของอาการช็อก
ที่มีสาเหตุ
จากข้อ
2, 3 ดังกล่าว ในรายที่เป็นนาน ๆ หรือรุนแรง จะมีอาการซึม, สับสน,
กระหายน้ำมาก, ผิวหนังซีด คล้ำ,
ตัวเย็นจัด, หอบ, ปัสสาวะแทบไม่มีเลย ผู้ป่วยจะหมดสติ
และตายในที่สุด
สิ่งตรวจพบ
ซึม กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น
ชีพจรมากกว่านาทีละ 100 ครั้ง ความดันเลือดต่ำ
และความดันช่วงบนกับช่วงล่าง
ต่างกันน้อยกว่า 30 มม.ปรอท เช่น 90/70,
80/60 เป็นต้น
การรักษา
หากสงสัยควรรีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาล
(ควรร่วมเดินทางไปกับผู้ป่วยด้วย)
ระหว่างนั้นอาจให้การรักษาขั้นต้น ดังนี้
1. ให้ผู้ป่วยนอนราบ
ควรยกขาผู้ป่วยขึ้นสูง
(ยกเว้นในรายที่หายใจหอบ),
ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายโดยการ ห่มผ้า,
ให้ออกซิเจน
2. ถ้าผู้ป่วยมีสติอยู่
ควรพูดให้กำลังใจ
อาจให้ดมยาดมด้วยก็ได้
3. อย่าให้คนมามุงล้อมผู้ป่วย
4. ถ้าผู้ป่วยหมดสติ
ให้ทำการปฐมพยาบาลเช่นเดียวกับอาการหมดสติ
5. หมั่นบันทึกชีพจร ความดันเลือด
การหายใจ จำนวนปัสสาวะที่ออก
(ถ้าจำเป็นอาจต้องคาสายสวนปัสสาวะไว้)
6. ให้น้ำเกลือ เช่น นอร์มัลซาไลน์
(NSS), 5% เดกซ์โทรสในนอร์มัลซาไลน์ (5%
D/NSS) โดยอาจลองให้เร็ว ๆ
ประมาณ 200-300 มล. (เด็ก
30-50 มล. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ) ใน 15
นาทีแรก
โดยเฉพาะในภาวะช็อกจาก
ปริมาตรของเลือดลดลง
(แต่ต้องระมัดระวังในภาวะช็อกที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ) ถ้าดีขึ้น คือ
รู้สึกตัวดีขึ้น ขีพจรแรง
และช้าลง
ความดันเลือดสูงขึ้น
เริ่มมีปัสสาวะออก 1-2 มล.ต่อน้ำหนักตัว 1 กก./ชม.
ก็ให้น้ำเกลือนั้นต่อ
โดยให้ช้าลง
แต่ถ้ามีอาการหอบเหนื่อย
ฟังปอดได้ยินเสียงกรอบแกรบเหมือนภาวะหัวใจวาย
(โดยเฉพาะในภาวะช็อกที่เกี่ยวข้อง
กับหัวใจ)
ให้หรี่น้ำเกลือลงให้ช้าที่สุดและฉีดยาขับปัสสาวะ
เช่น ลาซิกซ์ 1-2 หลอด
เข้าเส้นเลือดทันที
7.
ในขณะเดียวกันก็พยายามหาสาเหตุของอาการช็อก
และให้การรักษาเท่าที่จะทำได้
เช่น
- ถ้ามีเลือดออก
รีบห้ามเลือดให้หยุด (ถ้าทำได้)
- ถ้ามีไข้สูง
ให้เช็ดตัวด้วยน้ำเย็น
-
ถ้ามีรอยฟกช้ำที่สงสัยกระดูกจะหัก
ให้ตรึงส่วนนั้นไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว
- ถ้าเกิดอาการแพ้
ให้ฉีดอะดรีนาลิน 0.5 มล. (เด็ก 0.2-0.3
มล.)
เข้าเส้นเลือดหรือเข้ากล้ามทันที
รายละเอียด
รักษาภาวะช็อกจากปริมาตรของเลือดลดลง
ด้วยการให้น้ำเกลือเร็ว ๆ
|


ความดันโลหิตคือ
กำลังความดันของการบีบหัวใจ
หรือความแรงที่หัวใจฉีด
เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ
ของร่างกาย
หัวใจจึงเปรียบเหมือนเครื่องสูบน้ำ
ซึ่งทำ
หน้าที่ฉีดเลือดไป
ตามหลอดเลือดแดงเพื่อเลี้ยงอวัยวะของร่างกาย
เมื่อหัวใจ
ขยายตัวก็ดูดเลือดดำที่ใช้แล้วจากอวัยวะต่างๆ
กลับเข้าหัวใจ
แล้วฉีดต่อไปให้
ปอด เพื่อให้ปอดฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดง
โดยปอดจะเข้าขับถ่ายก๊าซเสีย
คาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเม็ดเลือดแดง แล้วดูดเอาก๊าซดี
หรือออกซิเจน
( Oxygen ) เข้าไปในเม็ดเลือดแดง ทำให้เลือดดำกลายเป็นเลือดแดง
หรือเลือด
บริสุทธิ์
หัวใจจะดูดเลือดบริสุทธิ์นี้ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ
ของร่างกายดังกล่าวมาแล้ว
โดยหัวใจจะหดตัวและขยายตัวเฉลี่ยนาทีละ
72 ครั้ง
ตลอดเวลานับตั้งแต่เมื่อร่างกายของทารกเจริญวัย
จนเมื่ออวัยวะครบสมบูรณ์และทำงานได้
เมื่อทารกมีอายุครบสามเดือนในครรภ์มารดา
และหัวใจ
ของทารกทำหน้าที่ฉีดเลือดแดงไปเลี้ยงอวัยวะตลอดไป โดยไม่หยุดเลย
จนกว่าจะถึงวันสุดท้าย
ของชีวิต
เมื่อหัวใจหยุดเต้นแล้ว
โดยแพทย์จะฟังการเต้นของหัวใจหรือจับชีพจรที่ข้อมือก็ได้
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหัวใจของคนเรามีความแข็งแรงมากที่สามารถทำงานโดยไม่หยุดเต้นเลยตั้ง
แต่ทารกในครรภ์มารดามีอายุได้เพียง
3 เดือน จนตลอดชีวิต
หัวใจของเต่าก็มีความแข็งแรงมาก
เช่นเดียวกันเมื่อผ่าตัดเอาหัวใจออกจากตัวเต่าแล้วเอามาแช่ลงในน้ำยาสารเคมีหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ
หัวใจ
หัวใจจะเต้นได้ต่อไปอีก 1 ปี
เต่าจึงเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนมากชนิดหนึ่งในจำพวกสัตว์ทั้งหลาย
ความดันในโลหิตเวลาที่หัวใจหดตัวและฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย
เรียกว่า Systolic Pressure และ
คำนวณด้วยเครื่องวัดโดยใช้ปรอท
เป็นส่วนประกอบมีอัตราดังนี้
120-140 มม. ปรอทในผู้ชาย และ
115-125 มม. ปรอทในผู้หญิง
ความดันโลหิตในเวลาที่หัวใจขยายตัวเพื่อดูดเลือดจากอวัยวะต่างๆ
เข้าหัวใจเรียกว่า Diastolic Pressure
และความดันโลหิตจะมีแรงดันดังนี้
70-90 มม. ปรอทใน
ผู้ชาย 60-80 มม. ปรอทในผู้หญิง
ค่าของความดันโลหิตทั้งหญิงและชายแต่ละคนจะแตกต่างกัน
ไปบ้างประมาณ 10-20 มม. ปรอท
และการแตกต่างกันนี้
เนื่องจากการตื่นเต้นของจิตใจ
อารมณ์
ความกลัวของแต่ละคนที่เกิดขึ้นในขณะที่ผู้ป่วยกำลังนอนอยู่บนเตียงหลังจากเพิ่งตื่นนอนเท่านั้น
ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่าประชาชนชาวไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูงกันมาก
เนื่องจากสิ่งแวดล้อม
การดำรงชีวิตและการปฏิบัติตัวประจำวันของแต่ละคน
โดยไม่เคยไม่สนใจในสุขภาพของตัวเอง
คิดว่าถ้าตัวเองสบายดีไม่มีอาการของความเจ็บไข้อะไรก็คงไม่มีอะไร
เช่น ตัวเองมีโรคประจำตัว
อะไรบ้างเช่น โรคเบาหวาน หรือภาวะ
คอเลสเตอรอลสูง
หรือความดันโลหิตเท่าใด
น้ำหนักตัวเกิน
มาตรฐาน มากน้อยเพียงใด
เนื่องจากน้ำตาล ในเลือดสูง 300
มก./ดล. คอเลสเตอรอล สูง 300 มก.
/ดล.
และความดันโลหิต สูง 250 มม. ปรอท
ก็ไม่มีอาการที่แสดงออกมาให้ผู้ป่วยทราบได้
นอก
จากการตรวจเลือดเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ประชาชนเป็นอัมพาตมากขึ้น
ไม่สามารถประกอบ
กิจการงานต่างๆได้
และบางคนที่เป็นอัมพาตได้แต่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องทำให้กลาย
เป็น
บุคคลอัมพาตไปจนตลอดชีวิต
นับเป็นภาระอันหนักแก่ผู้ที่อยู่อาศัยด้วยกันหรือญาติพี่น้อง
ซึ่งมักจะ
พากันรังเกียจที่ต้องคอยดูแลเรื่องการกินอยู่
และคอยพยาบาลเรื่องทำความสะอาด
นับเป็นปัญหา
สำคัญอันหนึ่งในครอบครัว
ในการวัดความดันโลหิตของแพทย์
เวลาไปตรวจสุขภาพแพทย์จะบันทึกไว้ดังนี้
ความดันโลหิตชาย
130/80 มม. ปรอท หญิง 120/70 มม. ปรอท
หมายความว่าความดันโลหิตเมื่อหัวใจหดตัวของชาย
= 130 มม.
เมื่อหัวใจขยายตัวของชาย = 80
มม. ปรอท
ถ้าผู้ป่วยวัดความดันได้ผล
250/100 มม.
ปรอท
ก็แสดงว่าผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง
และต้องได้รับการตรวจจากแพทย์โดยละเอียดว่า
ในร่างกายมีโรคอื่นด้วยหรือเปล่า
เช่น โรคเบาหวาน
ภาวะคอเลสเตอรอลสูง
เพื่อแพทย์จะได้ให้
การรักษาและคำแนะนำที่ถูกต้องต่อไป
ในบางรายถ้าแพทย์วัดได้ 170/90 มม.
ปรอท แพทย์อาจให้
ผู้ป่วยนอกพักประมาณ 5-10
นาทีแล้ว วัดใหม่
ถ้าผลออกมาเท่าเดิม
ผู้ป่วยอาจเป็นโรคความดัน
โลหิตสูงในระยะเริ่มต้น
แต่ถ้าลดลงมาปกติก็แปลว่าความดันโลหิตสูงเนื่องเนื่องจากความตื่นเต้น
และความกลัวของผู้ป่วยเอง
ทำให้ความดันโลหิตสูงชั่วคราว
สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
ประมาณ 90 %
ของผู้ป่วยที่สาเหตุของโรคไม่ได้เรียกว่า
Essential Hypertension
สาเหตุจากโรคของไต
โรคไตอักเสบเรื้อรัง /
โรคไตอักเสบเฉียบพลัน /
โรคไตมีซิสต์ ( Cyst ) /
โรคไตอักเสบจากโรค
เบาหวาน
เนื้องอกของต่อมหมวกไต
เนื้องอกชนิด Pheochromocytoma
ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
พันธุกรรม
และยังมีสาเหตุอื่นๆ
อีกหลายอย่างทำให้ความดันโลหิตสูงได้
โรคความดันโลหิตสูงทำให้เกิดความพิการและความตายได้ได้อย่างไร
หัวใจวาย
โรคความดันโลหิตสูงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานรัดตัวและขยายตัวมากขึ้นทุกๆวัน
จนเป็นเหตุ
ให้กล้ามเนื้อหัวใจโตและใหญ่ขึ้น
หรือทำให้หัวใจใหญ่ขึ้นแบบผู้ชายที่เพาะกายและ
ห้องทั้ง 4
ห้องของหัวใจก็ขยายโตขึ้นตามส่วนแต่เมื่อนานๆหลายปีเข้าก็ทำให้หัวใจค่อยๆหมด
กำลังลงตามลำดับ
จนเป็นสาเหตุของหัวใจวายได้ง่ายที่สุด
มีผู้ป่วยชายรายหนึ่งอายุ 50
ปี เป็นคน
ค่อนข้างอ้วนและมีความดันสูง
และเพื่อนๆก็แนะนำให้ไปวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมพินีเพื่อลด
ความอ้วน
ผู้ป่วยไม่มีความรู้เรื่องนี้ก็เชื่อเพื่อนไปร่วมวิ่งเพื่อลดน้ำหนัก
ผู้ป่วยมีโรคความดันสูง
และหัวใจโตอยู่แล้วพอวิ่งไปได้
200 เมตรก็ล้มลงหัวใจวายทันที
และสิ้นชีวิตก่อนที่พาไปหาหมอ
ผู้ป่วยชายอีกรายหนึ่งวัย 54
ปี เป็นโรคความดันสูง
และชอบพาผู้หญิงเข้าโรงแรมเป็นประจำ
คืนวันหนึ่งหลังจากกินเลี้ยงแล้วเพื่อนก็ชวนไปเข้าโรงแรมและพาผู้หญิงเข้าไปด้วยหลังจากเข้า
ห้องไปราวครึ่งชั่วโมง
ฝ่ายหญิงก็ออกมาแล้วแจ้งเจ้าหน้าที่โรงแรมว่า
ฝ่ายชายได้สิ้นใจไปแล้ว
หัวใจวายแบบนี้เรียกกันว่า ตายคาอก
หลอดเลือดในสมองแตก
ผู้ป่วยชายอายุ 55 ปี
มีความดันโลหิตสูง 230/110 มม. ปรอท
ปฏิบัติตัว
ไม่สม่ำเสมอและมีเรื่องเดือดร้อนในบ้านเนื่องจากลูกเขยมาขอเงินไปทำการค้าและไม่เคยเอาเงินมาใช้คืน
เลยจึงทำให้เกิดความกลุ้มใจ
และโมโห
วันหนึ่งก็เกิดทะเลาะกับลูกเขยก็เลยล้มกับพื้นห้อง ลูกๆ
นำส่ง
โรงพยาบาล
ผู้ป่วยสลบอยู่ 7 วันก็สิ้นใจ
ผลของการตรวจศพพบว่ามีเลือดออกตรงกลางของเนื้อสมอง
ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางวัดได้ประมาณ
9 ซม. อันเป็นผลจากความกลุ้มใจ
ความโกรธและความโมโห
ภายในครอบครัวจนทำให้หลอดเลือดในสมองแตกได้
หลอดเลือดในสมองตีบ
ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง
และมีคอเลสเตอรอลสูงด้วยจะทำให้เกิดลิ่ม
เลือดมาอุดตันในหลอดเลือดของสมอง
จนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้
สมองจึงขาดเลือด
และเซลสมองก็จะตายเรียกว่า infarct
และผู้ป่วยจะเป็นอัมพาตของส่วนใดก็ได้
เช่น ที่ใบหน้าจะ
มีปากเบี้ยว พูดไม่ได้ หรือพูดไม่ชัด
กลืนอาหารไม่ได้ สำลักน้ำ
ยักคิ้วไม่ได้ แขนและขาเป็น
อัมพาตไปครึ่งซีก
คือทั้งหน้า
แขนและขาทำให้ผู้ป่วยล้มลงทันที
ถ้าผู้ป่วยนั้งหรือนอนอยู่กับที่
อาจไม่ทำให้เกิดความพิการรุนแรงมากนัก เช่น
หัวฟาดพื้นจะทำให้มีความพิการมาก
เช่น แขน
ขาหัก หรือกะโหลกศรีษะฟาดพื้นจนเลือดออกในสมอง
หรือกระดูกกะโหลก แตกก็ได้
ถ้าผู้ป่วย
เป็นอัมพาตอย่างเดียว
และได้รับการรักษาอย่างดีตั้งแต่วันแรก
อาการอัมพาตจะทุเลาหรือหาย
ภายใน
1 เดือน
แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
ผู้ป่วยอาจจะเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิตก็ได้
ดังนั้นผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูง
และมีคอเลสเตอรอลด้วย
จะต้องอยู่ในความดูแลและรักษาของ
แพทย์ตลอดชีวิต
เพื่อป้องกันผลร้ายของโรคดังกล่าวมาแล้ว
การรักษา
ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง
160-170/90 มม. ปรอท
หรือมากกว่าควรรีบไปหาแพทย์
เพื่อตรวจ
ให้ละเอียดว่านอกจากจะมีความดันโลหิตสูงแล้ว
ยังมีโรคอื่นๆ
ที่เป็นสาเหตุหรือช่วยให้เป็นโรค
ความดันโลหิตสูงด้วย ดังโรคต่อไปนี้
- โรคเบาหวาน
- ภาวะคอเลสเตอรอลสูง
- โรคอ้วน
- โรคไต
ถ้ามีโรคดังกล่าวร่วมด้วยก็จะต้องให้แพทย์รักษาโดยเร็วที่สุด
และผู้ป่วยก็จะต้องปฎิบัติตามคำ
แนะนำของแพทย์โดยเคร่งครัดทุกประการเช่น
ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู้ในระดับ
110-130
มก./ดล.และ คอเลสเตอรอลในระดับ 200 มก./ดล.
โดยงดอาหารที่มีไขมันทุกชนิดเพื่อควบคุม
จำนวนคอเลสเตอรอลให้ต่ำไว้
และต้องคุมน้ำหนักร่างกายให้อยู่ในระดับมาตรฐานตลอดชีวิต
ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง
ผู้ป่วยจะต้องควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในความดูแลของ
แพทย์ตลอดไป
เพื่อการจัดยาให้เหมาะสมกับระดับความดันโลหิต
ถึงแม้แพทย์จะไม่สั่งหรือลืมสั่ง
ผู้ป่วยจะต้อง
ไปหาแพทย์เอง
สำหรับระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือดก็จะต้องไปตรวจทุกเดือน
เพราะ
ถ้าเผลอไปเพียง 3 เดือน
ก็อาจจะต้องถูกตัดขาได้
ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิต 160-170
มม. ปรอท
หรือมากกว่านี้ควรรีบไปหาแพทย์เพื่อ
ตรวจร่างกายและตรวจเลือดอย่างละเอียดเพื่อทราบสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
เช่น โรคไต
โรคเบาหวาน ภาวะคอเลสเตอรอล
และน้ำหนักเกินมาตรฐาน
หรือโรคอ้วน และโรคอื่นๆ
เพื่อการ
รักษาที่ถูกต้องก่อนที่จะสายเกินไป
- โรคไต
โรคเบาหวาน
ถ้าพบว่าเป็นโรคไตหรือโรคเบาหวานก็ต้องให้แพทย์รักษาโดยเร็ว
และเพื่อได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวตลอดชีวิต
เกี่ยวกับการกินอาหาร
การควบคุม
น้ำตาลในเลือด
การตรวจเลือดและการตรวจความดันโลหิต
และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ
ของแพทย์ตลอดไป
- ภาวะคอเลสเตอรอลสูง
ถ้าพบว่ามีคอเลสเตอรอลสูง
ต้องงดกินอาหารที่มีไขมันทุกชนิด
นม
เนย ไข่
อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันหมูและน้ำมันพืชทุกชนิด
อาหารและขนมที่ปรุงด้วยกะทิ
ทุกชนิด
- ถ้าน้ำหนักเกินมาตรฐานก็ต้องลดน้ำหนักลงตามมาตรฐานทั่วไป
จะช่วยทำให้ความดัน
โลหิตลดลงมาได้อย่างดี
และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับมาตรฐานเท่านั้น
- ห้ามกินเบียร์
เหล้า และไวน์
- ห้ามสูบบุหรี่
- ห้ามกินอาหารที่มีรสเค็มจัด
การบริหารร่างกายสำหรับผู้มีความดันโลหิตสูง
ควรปฏิบัติดังนี้
- เดินไปมาในระยะ
1-2 กิโลเมตร
หรือตามความเหมาะสมตามสุขภาพของร่างกาย
- รำมวยจีน
เล่นปิงปอง หรือสนุ๊กเกอร์
- ห้ามวิ่งหรือยกของหนักๆ
หรือเล่นกีฬาที่ออกกำลังกายมากๆ
เช่น ตีเทนนิส
หรือยกน้ำหนัก
- แกว่งแขนทั้งสองข้างเบาๆ
ไปข้างๆ ข้างหน้า ข้างหลัง
และแกว่งรอบตัวตามความ
เหมาะสม
การรักษาและการปฏิบัติตนสำหรับผู้มีความดันโลหิตต่ำ
- ต้องบริหารร่างกายทุกวัน
โดยการวิ่งเบาๆ
กระโดดเชือก เล่นปิงปอง
แบดมินตัน ว่ายน้ำ
หรือกีฬาเบาๆ
ที่ชอบและถนัด
- ถ้ามีอาการเวียนศรีษะบ่อยๆ
ก็ขอยาบำรุงความดันโลหิตจากแพทย์ได้
โรคความดันโลหิตต่ำ
( Hypotension )
โรคความดันโลหิตต่ำพบน้อยกว่าโรคความดันโลหิตสูง
ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำมีอันตรายน้อยกว่าผู้ที่ความดันโลหิตสูง
และมีการดำเนินชีวิตที่สบายกว่า
ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตต่ำจะวัดได้ดังนี้
สำหรับชายและผู้หญิง Systolic Pressure
80-100 มม.
ปรอท Diastolic Pressure 50-60 มม. ปรอท
สาเหตุของความดันโลหิตต่ำ
ยังไม่มีคำอธิบายที่
แน่นอน
แต่ส่วนใหญ่เป็นพันธุกรรมหรือเป็นมาแต่กำเนิดหรือไม่ทราบสาเหตุแน่นอนเรียกว่า
Idiopathic Hypotension
อาการ ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตต่ำ
มักไม่มีอาการอะไรมากนัก
อาการสำคัญคือ
จะมีอาการเวียนหัวง่าย
เวลาลุกขึ้นยืนเร็วๆ
เช่นเวลานั่งยองๆ
แล้วลุกขึ้นยืน
หรือกำลังนอนอยู่
แล้วลุกขึ้นเร็วๆ
จะเกิดอาการเวียนหัวเป็นครั้งคราวชั่วระยะหนึ่ง
แล้วบางครั้งก็ดูปกติดีแต่ถ้า
อดนอนหรือนอนไม่พอก็จะมีอาการเวียนหัวและอ่อนเพลียด้วย


ThaiL @bOnLine - Crystal Diagnostics
info@thailabonline.com
| |


We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation
|