BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

TOP


 
Custom Search

อาการตัวเหลือง ในเด็กแรกเกิด  
Physiologic Jaundice

ตับแข็ง 
Cirrhosis

ตับอักเสบจากไวรัส
Hepatitis

 โรคตับอ่อนอักเสบ
Pancreatitis
โรคพิษสุราเรื้อรัง
Alcoholism
ต่อมอดีนอยด์โต
Adenoid hypertrophy/
Enlarged adenoids
Irritable Bowel Syndrome (IBS)
ลักษณะท้องเสีย,อาการปวดท้อง,
เนื่องจากการหดเกร็งของลำไส้ใหญ
Inflammatory Bowel Disease
กลุ่มอาการโรคลำไส้อักเสบ (IBD)
Ulcerative Colitis/Crohn’s Disease
แผลแอฟทัส
Aphthous ulcer

นิ่วในถุงน้ำดี
Gall Stone

ท้องเดิน - ท้องร่วง
Diarrhea / Gastroenteritis
โรคมากับหน้าหนาว/ร้อน

ไข้รากสาดน้อย
Typhoid Fever

ริดสีดวงทวาร
Hemorrhoids

ไส้ติ่งอักเสบ 
Appendicitis

อาเจียนในเด็ก  
Vomiting in Children

 ภาวะอาการท้องผูก ท้องผูกเรื้อรัง
Constipation

รคแผลกระเพาะทะลุ
Peptic peforation

โรคกระเพาะ
Peptic Ulcer
 โรคท้องเดินจากการติดเชื้อไวรัส
Viral Gastroenteritis
โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน
จากเชื้อไวรัส จากเชื้อโรตาไวรัส 
Rotavirus
 อุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสอื่น (Epidemic viral gastroenteropathy)
  EMERGING FOODBORNE DISEASES FOOD SAFETY AND 
FOODBORNE ILLNESS
อาหารที่ทำให้เกิดโรค
อาหารเป็นพิษจากเชื้อคลอสตริเดียม Clostridium 
Food poisoning
อาหารเป็นพิษจากเชื้อซัลโมเนลลา Salmonella 
Food Poisoning
อาหารเป็นพิษจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส Streptococcus 
Food Poison
อาหารเป็นพิษจากเชื้อ สแตฟฟีโลค็อกคัส Staphylococcus  
Food Poison
  อาหารเป็นพิษจากเชื้อ 
Vibrio parahaemolyticus
 อาหารเป็นพิษจากเชื้อ 
Bacillus cereus
Food Borne Disease
อหิวาต์ (อหิวาตกโรค)
Cholera
 อุจจาระร่วงจากเชื้อ อีโคไล
E.coli
อุจจาระร่วงจากเชื้อ
 Campylobactor (Campylobacteriosis)
บิดชิเกลา (บิดไม่มีตัว) 
Shigellosis
Dysentery
บิดอะมีบา (บิดมีตัว)
Amoebiasis
Dysentery
 
ตับอวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุด
 หน้าที่ของตับ การดูแลสุขภาพของตับ
 โรคตับที่มักพบได้บ่อย
อัลบัมภาพแสดงความผิดปกติ
อันเนื่องมาจากโรคต่างๆ
Image : Disease Album
CT colonography
Computed tomography (CT) colonography
 การทำงานระบบทางเดินอาหาร 
การย่อยและการขับถ่ายหนัก
Digestive System
 ระบบทางเดินอาหาร ส่วนลำไส้
ประกอบด้วยส่วนลไส้เล็ก และ
ลำไส้ใหญ่

The Stages of Digestion
We get nutrients from the foods we eat 
through a process called digestion. Learn 
more about the stages of digestion and 
where in the body they take place. 
                  The Stages of Digestion

What Is a Gastric Ulcer? 
An ulcer is a sore on the lining of the stomach. Learn more about symptoms of ulcers and how they form. 

                  What Is a Gastric Ulcer?

Causes and Symptoms of Hemorrhoids
Hemorrhoids are swollen blood vessels in  the anus or anal opening. Here's more information on the symptoms and causes     of hemorrhoids. 
                  Causes and Symptoms of Hemorrhoids

Types and Causes of Liver Cancer
Chronic liver infections can increase the risk of developing liver cancer. Learn more about the types of liver cancer and how it develops. 
                  Types and Causes of Liver Cancer

Silent Stalker, Hepatitis & 
Your Liver

VDO : Your Liver and Cirrhosis
         
from Alchohol, Chronic hepatitis B/C
             autoimmune hepatitis

Hepatitis A Medical Minute with Dr. Katie Bannerman
Dr. Katie Bannerman reports on dangers of hepatitis A from swimming in ocean and lakes. Physicians discuss diagnosis and treatment 

Hepatitis B and C
ViRexx Medical Corp, a small cap CDN biotech company, listed on the AMEX, ticker REX, with it Chimigen technology is currently devoloping vaccines for Chronic Hep B as well as a prophilactic treatm... 

Hepatitis C Virus
3D Animation of the components and genomic map of the Hepatitis C Virus. Quick rundown: The first part shows that the virus infects the liver. Then all of the virus' parts are labeled.

Pancreatitis
Pancreatitis is an inflammation of the pancreas. The pancreas is a large gland behind the stomach and close to the duodenum. The duodenum is the upper part of the small intestine. The pancreas secr...

Endocrine System, Pancreas

How a peptic ulcer develops
Animation to show how a peptic ulcer develops. The content is intended for general information only and does not replace the need for personal advice from a qualified health professional. For mor... 


wpe4.jpg (6148 bytes)

 

 

 

 

 

 
ระบบย่อยอาหาร Digestive System

ระบบย่อยอาหารมีหน้าที่ย่อยอาหารให้ละเอียด แล้วดูดซึมผ่าน
เข้าสู่กระแสเลือด เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ระบบนี้มี
อวัยวะที่เกี่ยวข้องดังนี้

1. ปาก เป็นอวัยวะแรกของระบบย่อยอาหาร ภายในประกอบด้วย

ฟัน ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ลิ้น ทำหน้าที่ส่งอาหารให้บดเคี้ยวและคลุกเคล้าอาหารให้อ่อนตัว 
ง่ายต่อการบดเคี้ยวของฟัน ต่อมน้ำลาย ทำหน้าที่ขับน้ำลาย
ออกมาคลุกเคล้ากับอาหาร ในน้ำลายมีเอนไซม์อะไมเลส ซึ่ง
สามารถย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล ดังนั้นเมื่อเราอมข้าวเปล่าไว้
นาน ๆ จึงรู้สึกหวานนิด ๆ

ปากคนเรามีฟันทำหน้าที่บดเคียวอาหารให้ละเอียด ฟันคนเรามี 
2 ชุด ชุดแรกเรียกว่า ฟันน้ำนมมี 20 ซี่ เกิดหลังคลอด จนอายุ
ประมาณ 10 ปี จึงจะหลุด ชุดที่ 2 ฟันแท้ (nent teeth) มี
ประมาณ 28-32 ซี่ แต่ละกลุ่มทำงานแตกต่างกันออกไป
ตัวฟัน คือ ฟันแต่ละซี่จะมีส่วนที่โผล่พ้นจากเหงือก
คอฟัน คือ ส่วนของฟันที่ฝังอยู่ในช่องเหงือก ถัดจากตัวฟัน
รากฟัน คือ ส่วนที่ถัดจากคอฟันลงไป รากฟันคือส่านที่เรียกว่า 
ซีเมนตัม (Cementum) สารนี้ช่วยยึดรากฟันให้แข็งแรงส่วน
นอกสุดของตัวฟันของคน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีสารเคลือบฟัน 
(Enamel) เป็นสารสีขาวเนื้อแน่นมีความแข็งแรงและ
ทนทานอยู่
สารเคลือบฟัน (Enamel) ทำหน้าที่ป้องกันตัวฟันและใช้สำหรับ
บดเคี้ยวอาหารด้วย ส่วนเหงือกจะหุ้มป้องกันคอ ฟันและรากฟัน
สารเคลือบฟันถุกทำลายถ้าดูแลรักษาไม่ดีอาจผุได้
การย่อยอาหาร มี 2 วิธี คือ
1. การย่อยเชิงกล (Mechnical digestion) คือ อาหารที่ถูก
ฟันบดเคี้ยวทำให้มีขนาดเล็กลงแต่ยังไม่สามารถแปรสภาพอาหาร
ที่มีโมเลกุลใหญ่ให้มีโมเลกุลเล็กลง 
2. การย่อยทางเคมี (Chemical digestion) คือ อาหารเหล่านี้
จะถูกย่อยให้เป็นโมเลกุลให้เล็กลงไปอีกโดยเอนไซม์ในน้ำลาย จะมี
น้ำย่อยอยู่


2. หลอดอาหาร ทำหน้าที่หดตัว บีบอาหารลงสู่กระเพาะอาหาร เพราะหลอดอาหารมีผนังที่ยึดและหดตัวได้บริเวณคอหอยมีช่อง
เปิดเข้าสู่หลอดลมและหลอดอาหารส่วนบนของหลอดลมมีแผ่น
กระดูกอ่อนปิดกั้นกันอาหารเข้าไปในหลอดลมขณะกลืนอาหาร 
เรียกว่า ฝาปิดกล่องเสียง ( epiglotottis ) ภายในโพรงปาก ด้าน
บนมีเพดานอ่อน ( soft palate ) ห้อยโค้งลงมาใกล้กับโคนลิ้น 
ขณะที่อาหารผ่านเข้าสู่ลำคอ เพดานอ่อนจะถูกดันยกไปปิดช่องหายใจ 
อากาศผ่านช่องนี้ไม่ได้ อาหารนั้นจะถูกกล้ามเนื้อลิ้นบังคับให้ผ่าน
เข้าไปในหลอดอาหารได้พร้อมกับฝาปิดกล่องเสียงจะปิดหลอดลม
ในขณะที่ส่วนกล่องเสียงทั้งหมดยกขึ้น ทำให้ฝาปิดกล่องเสียงปิด
หลอดลมได้สนิท อาหารจึงเคลื่อนลงไปในหลอดอาหารได้โดยไม่
ผลัดตกลงไปในหลอดอาหาร

3. กระเพาะอาหาร มีลักษณะเป็นถุง รูปร่างคล้ายตัวเจ ปกติกระเพาะอาหารที่ไม่มีอาหารจะมีขนาดประมาณ 50 ลูกบาศก์
เซนติเมตร และสามารถขยายตัวเมื่อมีอาหารได้อีก 10 - 40 เท่า

อาหารผ่านไปตามหลอดอาหารแล้วผ่านไปตามทางเดินอาหาร 
โดยการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร การหดตัวและ
คลายตัวของกล้ามเนื้อหลอดอาหารจะคืนสู่สภาพปกติ
เมื่อก้อนอาหารผ่านพ้นไปแล้วการหดตัวและคลายตัว เรียกว่า
เพอริสตัลซิล ( peristalsis )

ผนังกระเพาะมีกล้ามเนื้อแข็งแรงมากและยืดหยุ่นขยายขนาดจุ
ได้ถึงประมาณ1000 - 1200ลูกบาศก์เซนติเมตร มีกล้ามเนื้อหูรูด 
( sphincter muscle ) อยู่สองแห่ง คือ กล้ามเนื้อหูรูดส่วนติด
ต่อกับหลอดอาหารกับกล้ามเนื้อ หูรูดส่วนติดกับลำไส้เล็ก 
ขณะเคี้ยวอาหารจะมีการกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่นน้ำย่อย
บ้างเล็กน้อยเมื่ออาหารเคลื่อนลงสู่กระเพาะอาหารจะมีการกระตุ้น
ให้เซลล์ในกระเพาะหลั่งน้ำย่อยเพิ่มมากขึ้น น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร 
ประกอบด้วย 
- เพปซิน (pepsin) 
- เรนนิน (rennin)
- ไลเพส (lipase) 

นอกจากนี้ยังมีกรดไฮโดรคลอริก และน้ำเมือก อีกด้วย สำหรับ
เพปซินและเรนนินจะอยู่ในรูปเพปซิโนเจน (pepsinogen) 
และโพรเรนนิน (prorennin) ซึ่งไม่พร้อมที่จะทำงาน แต่ยังมี
กรดไฮโดรคลอริกจึงเปลี่ยนสภาพเป็นเป็น เพปซินและเรนนิน
และพร้อมทีจะทำงานได้ 
อาหารจะคลุกเคล้าอยู่ในกระเพาะด้วยการหดและคลายตัวของ
กล้ามเนื้อ ที่แข็งแรงของกระเพาะโดยน้ำย่อยเพปซินโปรตีนที่ถูก
เพปซินย่อยส่วนใหญ่ จึงเป็นพอลิเพปไทด์ที่สั้นลง  ไลเพส ทำ
หน้าที่ ย่อยไขมัน 
กระเพาะอาหารมีลิเพสในปริมาณน้อยมาก และไม่สามารถทำ
งานได้ เนื่องจากกระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรด ไขมันจะผ่าน
กระเพาะอาหารออกไปโดยไม่ถูกย่อย 
น้ำเมือกที่ขับออกมาจากกระเพาะเคลือบผนังชั้นในของกระเพาะ
กระเพาะก็ถูกทำลายได้แต่จะมีการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนได้ทันที 
เซลล์ถูกทำลายมากกว่าปกติ การหลั่งเพปซินและกรดไฮรโดรคลอริก แต่ไม่มีอาหารอยู่ใน
กระเพาะจะทำให้ถูกทำลายจนเป็นแผลในกระเพาะได้ การมีกรด
ในกระเพาะอาหารมากเกินปรกติมีสาเหตุ เช่น การรับประทาน
อาหารไม่ตรงเวลา รับประทานอาหารเผ็ดจัด การกินยาแก้ปวด
ท้องเมื่อท้องว่าง การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน 
นอกจากนี้สุขภาพจิตก็มีความสำคัญมาก เช่น การมีอารมณ์เครียด 
วิตกกังวล ขาดการพักผ่อน ก็เป็นปัจจัยทำให้มีการหลั่งกรดออก
มาในกระเพาะอาหารมาก อาหารอยู่ในกระเพาะอาหารนาน 
30 นาที - 3 ชั่วโมง ซึ่งขึ้งอยู่กับชนิดของอาหารนั้น 
กระเพาะอาหารสามารถดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ดี พบว่า 30 - 40 %
ของแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป จะถูกดูดซึมที่กระเพาะอาหาร 
อาหารโปรตีนบางชนิดที่ย่อยยาก เช่น เนื้อวัว เนื้อควาย ย่อยยาก
กว่าเนื้อปลา อาหารโปรตีนบางชนิ ดเพื่อให้ย่อยง่าย อาจใช้การ
หมักหรือใส่สารบางอย่างลง เช่น ผงเนื้อนุ่ม เพื่อช่วยในการย่อย
ก่อนที่จะมาประกอบอาหารรับประทาน สารที่ทำให้เนื้อนุ่มอาจ
ได้มาจากเอนไซม์ที่ได้จากพืช เช่น ยางมะละกอหรือสับประรด 
เป็นต้น
ในยางมะละกอมีเอนไซม์ซื่อปาเปน (papain) สามารถย่อย
โปรตีนได้ ในพืชมีเอนไซม์ย่อยอาหารเช่นกัน เช่น ในเมล็ดที่กำลัง
งอกมี เอนไซม์อะไมเลส ทำหน้าที่ ย่อยอาหารที่สะสมอยู่ในเมล็ด 
เพื่อนำไปใช้ในการเจริญของต้นอ่อน

ภายในกระเพาะอาหารจะมีเอนไซม์ชื่อว่า “เพปซิน” ที่ช่วยย่อย
โปรตีน ซึ่งเอนไซม์นี้จะทำงานได้ดีในสภาวะที่เป็นกรด กรดที่
กระเพาะอาหารสร้างคือ กรดไฮโดรคลอริก ( กรดเกลือ ) 
อาหารจะสามารถอยู่ในกระเพาะอาหารได้ประมาณ 3 – 4 ช.ม. 
แล้วจะถูกส่งต่อไปยังลำไส้เล็ก

4. ลำไส้เล็ก มีรูปร่างเป็นท่อ ในลำไส้เล็กมีน้ำย่อยหลายชนิดใช้ย่อย
อาหารได้ทุกประเภท ถ้าน้ำย่อยในลำไส้เล็กไม่พอจะมีน้ำย่อยจาก
ตับและตับอ่อนเข้ามาช่วย โดยตับจะสร้างน้ำดีสำหรับย่อยไขมัน
ให้มีขนาดเล็ก ที่ลำไส้เล็กจะเป็นการย่อยครั้งสุดท้ายจนอาหารมี
ขนาดเล็กที่สุด สามารถซึมผ่านผนังลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อ
ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

อาหารจะเคลื่อนจากกระเพาะเข้าสู่ลำไส้เล็ก โดยการทำงานของ
กล้ามเนื้อกระเพาะอาหารและกล้ามเนื้อหูรูดลำไส้เล็กตอนต้น 
เรียกว่า ดูโอดีนัม (duodenum) ลำไส้เล็กที่อยู่ถัดไปคือ เจจูนัม 
(jejunum) และไอเลียม น้ำย่อยจากตับอ่อนประกอบด้วย น้ำย่อย
โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต 
น้ำย่อยโปรตีน ได้แก่ เอนไซม์ทริปซิน (trypsin) ไคโมทริปซิน 
(chymotrypsin) คาร์บอกซิเพปทิเดส (carboxypeptidase) 
ผนังด้านในของลำไส้เล็กเป็นคลื่นและมีส่วนยื่นออกมาเป็นปุ่มเล็ก ๆ 
จำนวนมากมาย เรียกว่า วิลลัส (villus) วิลลัสช่วยเพิ่มพื้นที่ผิว
ในการดูดซึมให้มากขึ้น ผิวด้านนอกของเซลล์ยังยื่นออกไป เรียกว่า 
ไมโครวิลไล (microvilli) ภายในวิลลัสแต่ละอันมีเส้นเลือดและ
เส้นน้ำเหลือง ซึ่งจะรับอาหารที่ย่อยแล้วและซึมผ่านเซลล์ที่บุผิว
ผนังลำไส้เข้ามา นอกจากนี้ยังมีเซลล์ในวิลลัสทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อย
อีกด้วย

การดูดซึม 
การดูดซึมอาหารที่ย่อยแล้วส่วนใหญ่เกีดขึ้นที่ ผนังลำไส้เล็ก 
ส่วนอาหารที่ไม่ถูกย่อยหรือย่อยไม่ได้ เช่น เซลลูโลส ก็จะถูกส่งไป
ยัง ลำไส้ใหญ่ ส่วนต้นของลำไส้ใหญ่มีไส้เล็ก ๆ ปลายตัน เรียกว่า 
ไส้ติ่ง ไส้ติ่งของคนไม่ได้ทำหน้าที่อะไรแต่ก็อาจเกิดการอักเสบถึง
ถึงต้องผ่าตัดไส้ติ่งออกไป ซึ้งอาจเกิดจากอาหารผ่านช่องเปิดลงไป 
หรือเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไส้ติ่งเกิดการอุดตัน อาหารที่เหลือจากการ
ย่อย และดูดซึมแล้วจะผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่มีแบคทีเรีย
อยู่จำนวนมาก ซึ่งจะใช้ประโยชน์จากกากอาหารน ี้
นอกจากนั้นแบคทีเรียบางชนิดยังสังเคระห์ วิตามินบางชนิด เช่น 
วิตามินเค วิตามินบี 12 เซลล์ที่บุผนังลำไส้ใหญ่สามารถดูดน้ำ
 แร่ธาตุ วิตามิน และกลูโคสจากกากอาหารเข้ากระแสเลือด ซึ่ง
ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำ จึงทำให้กากอาหารข้นขึ้น จนเป็นก้อนกาก
อาหารจะผ่านไปถึงไส้ตรง ท้ายสุดของไส้ตรงเป็นกล้ามเนื้อหูรูด
แข็งแรงมาก มีลักษณะ เป็นวงรอบปากทวารหนักทำหน้าที่บีบตัว
ในการขับถ่าย และผนังภายในลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมา
หล่อลื่นก้อนกากอาหาร

5. ลำไส้ใหญ่ ในลำไส้ใหญ่จะไม่มีการย่อยอาหาร เมื่อลำไส้ใหญ่
รับกากอาหารมาจากลำไส้เล็กแล้วผนังของลำไส้ใหญ่จะดูดน้ำและ
แร่ธาตุจากกากอาหารเข้าสู่กระแสเลือด กากอาหารจะเหนียวและ
ข้นขึ้นรอการขับถ่ายออกมาเป็นอุจจาระต่อไป 

กากอาหารที่หมักอยู่ในลำไส้ใหญ่จะทำให้เกิดก๊าชขึ้น กากอาหาร
ค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่นานเกินไป ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า ท้องผูก 
ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายประการ เช่น ลักษณะของอาหารที่รับทาน
เป็นอาหารพวกเนื้อสัตว์มากกว่าผัก ผลไม้ ดื่มน้ำน้อย อารมณ์เครียด
สุขภาพร่างกายไม่ปกติ และขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น
ในลำไส้เล็กสารอาหารส่วนใหญ่และน้ำจะเข้าสู่เส้นเลือดฝอยหรือ
เส้นน้ำเหลืองในวิลลัส โดยวิธีต่าง ๆ กัน เช่น การแพร่หรือการ
แพร่แบบฟาซิลิเทต การเคลื่อนที่โดยกระบวนการ
แอกทีฟทรานสปอร์ต หรือวิธีพิโนไซโทซีสของเซลล์บางเซลล์
ของวิลลัส

อวัยวะช่วยย่อยอาหาร 
การย่อยอาหารในคนนอกจากมีอวัยวะที่เป็นทางเดินอาหารแล้ว 
ยังมีอวัยวะที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยย่อยอาหารโดยเฉพาะใน
การย่อยอาหารในลำไส้เล็ก ได้แก่ตับและตับอ่อน 

1. ตับ เป็นอวัยวะซึ่งมีต่อมที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย อยู่ช่องท้อง
ใต้กระบังลม ทำหน้าที่สร้างน้ำดี แล้วนำไปเก็บสะสมไว้ในถุงน้ำดี  
น้ำดี
ประกอบด้วยเกลือน้ำดี และรงควัตถุน้ำดี ท่อนำน้ำดีช่วงแรก
เรียกว่า common bile duct ช่วงสุดท้ายก่อนที่จะเปิดเข้า
ลำไส้เล็ก โดยไปรวมกับท่อจากตับอ่อนเรียกว่า hepato 
pancreatic duct ตับมีหน้าที่โดยสรุปดังนี้
1. สร้างน้ำดีในการช่วยให้ไขมันแตกตัว  
   ทำให้น้ำย่อยไขมันสามารถย่อยไขมันได้ดีในลำไส้เล็ก
2. ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ
3. สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงในระยะเอ็มบริโอ
4. ช่วยในการแข็งตัวของเลือด
5. สลายกรดอะมิโนให้เป็นยูเรีย
6. ศูนย์กลางเมแทบอลิซึมอาหารที่ให้พลังงานได้
7. สะสมไกลโคเจนซึ่งเป็นน้ำตาลจากเลือดสะสมไว้ในตับ
8. ทำลายจุลินทรีย์โดยมี kupffer’ s cell ทำหน้าที่ทำลาย
    จุลินทรีย์
9. คุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้เกิน 0.1 %

2. ตับอ่อน อยู่ระหว่างกระเพาะอาหารกับลำไส้เล็กตอนบน ทำ
หน้าที่สร้างน้ำย่อยหลายชนิด ท่อน้ำย่อยจากตับอ่อนช่วงแรก 
pancreatic duct ช่วงหลังเรียกว่า hepato pancreatic 
duct หน้าที่ของตับอ่อนสรุปได้ดังนี้
1. มีต่อมสร้างน้ำย่อยหลายชนิดส่งให้ลำไส้เล็กทำหน้าที่ย่อย แป้ง 
   โปรตีนและไขมัน 
2. มีต่อมไรท่อควบคุมน้ำตาลในเลือด
3. สร้างสารที่เป็นเบสกระตุ้นให้น้ำย่อยในลำไส้เล็กทำงานได้ดี 
The Digestive System
The digestive system is a series of hollow organs joined in a long, twisting tube from the mouth to the anus (see figure). Inside this tube is a lining called the mucosa. In the mouth, stomach, and small intestine, the mucosa contains tiny glands that produce juices to help digest food. 
Two solid organs, the liver and the pancreas, produce digestive juices that reach the intestine through small tubes. In addition, parts of other organ systems (for instance, nerves and blood) play a major role in the digestive system.

--------------------------------------------------------------------------------
Why Is Digestion Important? When we eat such things as bread, meat, and vegetables, they are not in a form that the body can use as nourishment. Our food and drink must be changed into smaller molecules of nutrients before they can be absorbed into the blood and carried to cells throughout the body. Digestion is the process by which food and drink are broken down into their smallest parts so that the body can use them to build and nourish cells and to provide energy. 

--------------------------------------------------------------------------------
How Is Food Digested? Digestion involves the mixing of food, its movement through the digestive tract, and chemical breakdown of the large molecules of food into smaller molecules. Digestion begins in the mouth, when we chew and swallow, and is completed in the small intestine. The chemical process varies somewhat for different kinds of food.


Movement of Food Through the System
The large, hollow organs of the digestive system contain muscle that enables their walls to move. The movement of organ walls can propel food and liquid and also can mix the contents within each organ. Typical movement of the esophagus, stomach, and intestine is called peristalsis. The action of peristalsis looks like an ocean wave moving through the muscle. The muscle of the organ produces a narrowing and then propels the narrowed portion slowly down the length of the organ. These waves of narrowing push the food and fluid in front of them through each hollow organ.
The first major muscle movement occurs when food or liquid is swallowed. Although we are able to start swallowing by choice, once the swallow begins, it becomes involuntary and proceeds under the control of the nerves.

The esophagus is the organ into which the swallowed food is pushed. It connects the throat above with the stomach below. At the junction of the esophagus and stomach, there is a ringlike valve closing the passage between the two organs. However, as the food approaches the closed ring, the surrounding muscles relax and allow the food to pass.

The food then enters the stomach, which has three mechanical tasks to do. First, the stomach must store the swallowed food and liquid. This requires the muscle of the upper part of the stomach to relax and accept large volumes of swallowed material. The second job is to mix up the food, liquid, and digestive juice produced by the stomach. The lower part of the stomach mixes these materials by its muscle action. The third task of the stomach is to empty its contents slowly into the small intestine.

Several factors affect emptying of the stomach, including the nature of the food (mainly its fat and protein content) and the degree of muscle action of the emptying stomach and the next organ to receive the contents (the small intestine). As the food is digested in the small intestine and dissolved into the juices from the pancreas, liver, and intestine, the contents of the intestine are mixed and pushed forward to allow further digestion.

Finally, all of the digested nutrients are absorbed through the intestinal walls. The waste products of this process include undigested parts of the food, known as fiber, and older cells that have been shed from the mucosa. These materials are propelled into the colon, where they remain, usually for a day or two, until the feces are expelled by a bowel movement.


Production of Digestive Juices
The glands that act first are in the mouth--the salivary glands. Saliva produced by these glands contains an enzyme that begins to digest the starch from food into smaller molecules.
The next set of digestive glands is in the stomach lining. They produce stomach acid and an enzyme that digests protein. One of the unsolved puzzles of the digestive system is why the acid juice of the stomach does not dissolve the tissue of the stomach itself. In most people, the stomach mucosa is able to resist the juice, although food and other tissues of the body cannot.

After the stomach empties the food and juice mixture into the small intestine, the juices of two other digestive organs mix with the food to continue the process of digestion. One of these organs is the pancreas. It produces a juice that contains a wide array of enzymes to break down the carbohydrate, fat, and protein in food. Other enzymes that are active in the process come from glands in the wall of the intestine or even a part of that wall.

The liver produces yet another digestive juice--bile. The bile is stored between meals in the gallbladder. At mealtime, it is squeezed out of the gallbladder into the bile ducts to reach the intestine and mix with the fat in food. The bile acids dissolve the fat into the watery contents of the intestine, much like detergents that dissolve grease from a frying pan. After the fat is dissolved, it is digested by enzymes from the pancreas and the lining of the intestine.


Absorption and Transport of Nutrients
Digested molecules of food, as well as water and minerals from the diet, are absorbed from the cavity of the upper small intestine. Most absorbed materials cross the mucosa into the blood and are carried off in the bloodstream to other parts of the body for storage or further chemical change. As already noted, this part of the process varies with different types of nutrients.
Carbohydrates: Based on a 2,000-calorie diet, it is recommended that 55 to 60 percent of total daily calories be from carbohydrates. Some of our most common foods contain mostly carbohydrates. Examples are bread, potatoes, legumes, rice, spaghetti, fruits, and vegetables. Many of these foods contain both starch and fiber.

The digestible carbohydrates are broken into simpler molecules by enzymes in the saliva, in juice produced by the pancreas, and in the lining of the small intestine. Starch is digested in two steps: First, an enzyme in the saliva and pancreatic juice breaks the starch into molecules called maltose; then an enzyme in the lining of the small intestine (maltase) splits the maltose into glucose molecules that can be absorbed into the blood. Glucose is carried through the bloodstream to the liver, where it is stored or used to provide energy for the work of the body.

Table sugar is another carbohydrate that must be digested to be useful. An enzyme in the lining of the small intestine digests table sugar into glucose and fructose, each of which can be absorbed from the intestinal cavity into the blood. Milk contains yet another type of sugar, lactose, which is changed into absorbable molecules by an enzyme called lactase, also found in the intestinal lining.

Protein: Foods such as meat, eggs, and beans consist of giant molecules of protein that must be digested by enzymes before they can be used to build and repair body tissues. An enzyme in the juice of the stomach starts the digestion of swallowed protein. Further digestion of the protein is completed in the small intestine. Here, several enzymes from the pancreatic juice and the lining of the intestine carry out the breakdown of huge protein molecules into small molecules called amino acids. These small molecules can be absorbed from the hollow of the small intestine into the blood and then be carried to all parts of the body to build the walls and other parts of cells.

Fats: Fat molecules are a rich source of energy for the body. The first step in digestion of a fat such as butter is to dissolve it into the watery content of the intestinal cavity. The bile acids produced by the liver act as natural detergents to dissolve fat in water and allow the enzymes to break the large fat molecules into smaller molecules, some of which are fatty acids and cholesterol. The bile acids combine with the fatty acids and cholesterol and help these molecules to move into the cells of the mucosa. In these cells the small molecules are formed back into large molecules, most of which pass into vessels (called lymphatics) near the intestine. These small vessels carry the reformed fat to the veins of the chest, and the blood carries the fat to storage depots in different parts of the body.

Vitamins: Another vital part of our food that is absorbed from the small intestine is the class of chemicals called vitamins. The two different types of vitamins are classified by the fluid in which they can be dissolved: water-soluble vitamins (all the B vitamins and vitamin C) and fat-soluble vitamins (vitamins A, D, and K).

Water and salt: Most of the material absorbed from the cavity of the small intestine is water in which salt is dissolved. The salt and water come from the food and liquid we swallow and the juices secreted by the many digestive glands.

--------------------------------------------------------------------------------
How Is the Digestive Process Controlled? 
Hormone Regulators
A fascinating feature of the digestive system is that it contains its own regulators. The major hormones that control the functions of the digestive system are produced and released by cells in the mucosa of the stomach and small intestine. These hormones are released into the blood of the digestive tract, travel back to the heart and through the arteries, and return to the digestive system, where they stimulate digestive juices and cause organ movement. The hormones that control digestion are gastrin, secretin, and cholecystokinin (CCK):

Gastrin causes the stomach to produce an acid for dissolving and digesting some foods. It is also necessary for the normal growth of the lining of the stomach, small intestine, and colon.

Secretin causes the pancreas to send out a digestive juice that is rich in bicarbonate. It stimulates the stomach to produce pepsin, an enzyme that digests protein, and it also stimulates the liver to produce bile.

CCK causes the pancreas to grow and to produce the enzymes of pancreatic juice, and it causes the gallbladder to empty. 
Nerve Regulators
Two types of nerves help to control the action of the digestive system. Extrinsic (outside) nerves come to the digestive organs from the unconscious part of the brain or from the spinal cord. They release a chemical called acetylcholine and another called adrenaline. Acetylcholine causes the muscle of the digestive organs to squeeze with more force and increase the "push" of food and juice through the digestive tract. Acetylcholine also causes the stomach and pancreas to produce more digestive juice. Adrenaline relaxes the muscle of the stomach and intestine and decreases the flow of blood to these organs.

Even more important, though, are the intrinsic (inside) nerves, which make up a very dense network embedded in the walls of the esophagus, stomach, small intestine, and colon. The intrinsic nerves are triggered to act when the walls of the hollow organs are stretched by food. They release many different substances that speed up or delay the movement of food and the production of juices by the digestive organs.

 

 

 

 

 

 

  ไส้ติ่งอักเสบ - Appendicitis      
 
ลักษณะทั่วไป

ไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องรุนแรงที่ต้องผ่าตัด หากพบมี
อาการปวดเจ็บตรงท้องน้อยข้างขวา ควรนึกถึงโรคนี้ไว้ก่อนเสมอ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย

สาเหตุ
เกิดจากการอุตตันของไส้ติ่ง เช่น มีเศษอุจจาระตกลงไปในไส้ติ่ง ทำให้มีเชื้อเบคทีเรียเข้าไปทำให้
เกิดการอักเสบ

อาการ
มักมีอาการปวดท้องมาก เริ่มแรกอาจปวดเป็นพัก ๆ รอบสะดือคล้ายโรคกระเพาะ หรือท้องเดิน อาจ
จะเข้าส้วมบ่อย แต่ถ่ายไม่ออก บางคนอาจสวนด้วยยาถ่าย แต่บางคนก็อาจมีอาการท้องเดินร่วมด้วย 
อาการปวดถึงแม้จะกินยาแก้ปวดอะไรก็ไม่หาย ต่อมาอีก 3-4 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายมาที่ท้องน้อย
ข้างขวา ลักษณะปวดเสียดตลอดเวลา   ต้องนอนนิ่ง ๆ    เคลื่อนไหวตัวจะทำให้ปวดมาก   ผู้ป่วยจะ
มีอาการคลื่นไส้อาเจียนและมีไข้ต่ำ ๆ บางคนถ้าเป็นมากต้องนอนงอขาตะแคงไปข้างหนึ่ง หรือเวลา
เดินต้องเดินตัวงอจึงจะรู้สึกสบายขึ้น อาการจะเป็นอยู่นับชั่วโมงถึงหลายวัน บางคนอาจมีอาการ
ปวดท้องน้อยข้างขวา โดยไม่มีอาการอื่นนำมาก่อนเลยก็ได้ ในเด็กประวัติอาการอาจไม่แน่นอน

สิ่งตรวจพบ
ไข้ต่ำ ๆ (37.5-38 ํซ. มักไม่เกิน 38.5 ํซ.) บางคนอาจไม่มีไข้ ลิ้นเป็นฝ้าหนา กดเจ็บตรงท้องน้อยข้าง
ขวา โดยเฉพาะตรงจุดไส้ติ่ง หรือจุดแม็กเบอร์เนย์ถ้าใช้มือค่อย ๆ กดตรงบริเวณนั้นลึก ๆ แล้วปล่อย
มือทันทีให้ผนังหน้าท้องกระเด้งกลับทันที ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บมาก เรียกว่า อาการกดปล่อยแล้วเจ็บ
(rebound tenderness) ถ้าไส้ติ่งแตก จะมีอาการปวดเจ็บทั่วบริเวณท้องน้อย ท้องแข็ง อาจคลำได้
ก้อน และไข้สูง

ข้อแนะนำ
1. คนที่มีอาการปวดเหนือสะดือคล้ายโรคกระเพาะ ถ้ากินยาแล้วไม่ดีขึ้น อาจเป็นไส้ติ่งอักเสบระยะแรกได้
2. คนที่มีไข้สูงนำมาก่อนหลายวันแล้วค่อยปวดท้องคล้ายไส้ติ่งอักเสบ อาจเป็นอาการของไข้ไทฟอยด์ ได้
3. อาการของไส้ติ่งอักเสบ อาจไม่มีไข้ หรืออาการอย่างอื่นนำมาก่อนก็ได้
4. ในผู้หญิง ถ้ามีอาการปวดท้องน้อยข้างขวา และมีไข้สูงหนาวสั่นตั้งแต่ระยะเริ่มแรก อาจเป็นปีก
    มดลูกอักเสบ

รายละเอียด
ถ้ามีอาการปวดและกดเจ็บตรงท้องน้อยข้างขวา ควรนึกถึงโรคไส้ติ่งอักเสบไว้เสมอ

wpe4.jpg (6148 bytes)

 

 

 

 

 

 

  อาเจียนในเด็ก - Vomiting in Children      
 
ลักษณะทั่วไป
ก. ในทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก อาจมีสาเหตุที่สำคัญและพบบ่อย ดังนี้
1. เด็กกลืนขี้เทาหรือเลือดแม่ จะมีอาการเกิดขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด เนื่องจาก
การกลืนเอาขี้เทา (meconium) หรือเลือดแม่เข้าไปทำให้มีการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เด็ก
จะมีอาการอาเจียนไม่มาก และไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ มักจะหายได้เอง ระหว่างที่มีอาการ
อาเจียน ควรให้ทารกดูดน้ำกลูโคส หรือน้ำผสมน้ำตาลทีละน้อย แต่บ่อย ๆ
2. ทารกได้รับบาดเจ็บระหว่างคลอด มักมีประวัติการคลอดลำบาก หลังคลอดจะมีอาการอาเจียน
ซึม ชัก กระหม่อมโป่งตึง หากสงสัยควรส่งโรงพยาบาลด่วน
3. กระเพาะหรือลำไส้อุดตัน กระเพาะส่วนปลายตีบโดยกำเนิด ลำไส้กลืนกันเอง มักมีอาการอาเจียน
รุนแรง หรือปวดท้องรุนแรง หากสงสัยควรส่งโรงพยาบาลด่วน
4. โรคติดเชื้อ ในเด็กเล็ก เมื่อมีโรคติดเชื้อเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกระบบทางเดินอาหาร มักจะ
มีอาการอาเจียนร่วมด้วยเสมอ สาเหตุที่ร้ายแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ , ปอดอักเสบ , โลหิตเป็นพิษ )
เป็นต้น สาเหตุที่ไม่ร้ายแรง เช่น ไข้หวัด, ต่อมทอนซิลอักเสบ, หลอดลมอักเสบ, ไอกรน, บิด  , ท้องเดิน ,
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น รายละเอียดดูตามหัวข้อของโรคที่เป็นสาเหตุร่วม
5. ลิ้นเป็นฝ้าขาวจากเชื้อรา อาการอาเจียนมักไม่รุนแรง มักตรวจพบมีฝ้าขาวที่ลิ้น โดยไม่มีอาการผิด
ปกติอื่น ๆการรักษา ใช้เจนเชียนไวโอเลต   ป้ายลิ้นวันละ 2-3 ครั้ง
6. เด็กเล็กสำรอกนม มักเกิดจากทารกกินนมอิ่มเกินไป หรือกลืนอากาศเข้าไประหว่างดูดนม ทำให้มี
ลมจุกแน่นในกระเพาะ เด็กจะสำรอกหรือขย้อนเป็นคราบนมปนน้ำออกมา โดยที่เด็กสามารถดูดนมได้
ดี ท่าทางแข็งแรงไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ และ น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็นปกติ อาการสำรอกนมถือว่าเป็นภาวะ
ที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่อย่างไร ควรแนะนำให้แม่เด็กอย่าป้อนนมลูกจนอิ่มเกินไป และหลังให้นมเด็ก 
ควรอุ้มเด็กขึ้นพาดบ่าสักครู่ เพื่อให้เด็กเรอเอาลมออกมาจากกระเพาะเสียก่อน

ข. ในเด็กโต อาจมีสาเหตุ ดังนี้
1. ลำไส้อักเสบ จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน มักเกิดจากการติดเชื้อ ให้รักษาแบบ
อาการท้องเดิน
2. การหมุนตัวผิดปกติของลำไส้ (malrotation of intestines) ซึ่งมักจะเป็นมาแต่กำเนิด เป็นภาวะที่พบ
ได้น้อย แต่รุนแรง เด็กมักมีอาการอาเจียนและปวดท้องรุนแรงแบบเดียวกับลำไส้อุดตัน   อาเจียนมัก
มีน้ำดี (สีเขียวและขม) ปนออกมาด้วย บางคนอาจมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรังได้ ถ้าสงสัยควรส่ง
โรงพยาบาลด่วน เพื่อทำการผ่าตัด
3. ไส้ติ่งอักเสบ หรือเยื่อบุช่องท้องอักเสบ มักมีอาการปวดรุนแรง กดเจ็บที่หน้าท้อง อาเจียนและมีไข้
ร่วมด้วย ถ้าสงสัยควรส่งโรงพยาบาลด่วน
4. โรคพยาธิไส้เดือน เด็กบางคนอาจมีอาการปวดท้องและอาเจียนแบบไม่รุนแรง เป็นครั้งคราว โดย
มากมักจะเป็นหลังกินอาหารสักพัก มีอาการอยู่ชั่วประเดี๋ยวก็หายได้เอง แต่จะเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง 
บางครั้งอาจอาเจียน หรือถ่ายเป็นตัวไส้เดือน ออกมาด้วย ควรให้ถ่ายพยาธิ
5. ความเครียดทางจิตใจ เด็กบางคนเมื่อมีความเครียดทางจิตใจ (เช่น เด็กที่พึ่งเข้าโรงเรียนในปีแรก ๆ)
อาจมีอาการอาเจียนได้ ซึ่งมักจะไม่มีอาการรุนแรง แต่อาจ เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรังได้

การรักษา
ก. ในทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก
ในทารกแรกเกิดและเด็กเล็กที่มีอาการอาเจียน ควรให้การดูแลรักษา ดังนี้
1. ถ้ามีอาการอาเจียนพุ่งแรง ปวดท้องรุนแรง มีภาวะขาดน้ำ ซึมมาก คอแข็ง ชัก กระหม่อมโป่งตึงหรือ
หอบ ควรส่งโรงพยาบาลด่วน ถ้ามีภาวะขาดน้ำ ควรให้น้ำเกลือไประหว่างทางด้วย
2. ถ้าตรวจพบสาเหตุที่แน่ชัด (เช่น โรคติดเชื้อ) ให้รักษาตามสาเหตุที่พบ
3. ถ้าอาการไม่แน่ชัด และท่าทางเด็กยังดูสบายดี ควรงดอาหารแข็งหรืออาหารที่ย่อยยาก ให้ดื่มน้ำหวาน
น้ำกลูโคส หรือสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทีละน้อย แต่บ่อย ๆ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 24 ชั่วโมง ควรแนะนำไป
โรงพยาบาล

ข.ในเด็กโต
ในเด็กโตที่มีอาการอาเจียน ควรให้การดูแลรักษาดังนี้
1.ถ้ามีอาการรุนแรง เช่น อาเจียนรุนแรง ปวดท้องรุนแรง ท้องแข็ง หน้าท้องกดเจ็บ มีภาวะขาดน้ำ
รุนแรง คอแข็ง ชัก เป็นต้น ควรส่งโรงพยาบาลด่วน ถ้ามีภาวะขาดน้ำ ควรให้น้ำเกลือไประหว่างทาง
2.ถ้าพบสาเหตุที่แน่ชัด ให้รักษาตามสาเหตุ
3.ถ้าอาการไม่ชัดเจน ให้งดอาหารแข็งหรืออาหารที่ย่อยยาก   ให้กินอาหารเหลวหรือน้ำหวานหรือ
สารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง และให้ยาแก้อาเจียน    ถ้าไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง 
ควรส่งโรงพยาบาล
4.ในรายที่เป็นเรื้อรัง   ถ้ามีอาการอาเจียนพุ่งแรง   หรือมีน้ำดีปน   หรือปวดท้องรุนแรง   ควรส่งโรง
พยาบาลภายใน 1 สัปดาห์ ถ้าอาการไม่รุนแรง อาจมีสาเหตุจากความเครียดทางจิตใจ หรือโรคพยาธิ
ไส้เดือน ให้รักษาตามสาเหตุที่พบ ถ้าไม่แน่ใจ ลองให้ยาถ่ายพยาธิมีเบนดาโซล

รายละเอียด
โรคพยาธิไส้เดือน อาจทำให้เด็กปวดท้องและอาเจียนเรื้อรังได้

wpe4.jpg (6148 bytes)



ThaiL@bOnLine - CRYSTAL DIAGNOSTICS
E-mail : info@thailabonline.com

 

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.