BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

TOP

Google
Search WWW Search thailabonline.com
การก่อการร้ายโดยการใช้
อาวุธทางชีวภาพ เชื้อโรคร้าย
ในการทำลายชีวิตมนุษย์ในวงกว้าง
Biological Terrorism
โรคแอนแทรกซ์
โรคระบาดจากสัตว์สู่คน เกิดจากเชื้อ

Bacillus anthracis
ANTHRAX DISEASE
กาฬโรค
เป็นอีกโรคอันตรายที่เกิดจากหมัดหนู

เกิดจากเชื้อ
Yersinia pestis
PLAQUE
โรคฝีดาษ - ไข้ทรพิษ
โรคระบาดร้ายแรงที่ทำให้เสียชีวิตได

อย่างกว้างขวางเกิดจากเชื้อไวรัส
Variola virus (DNA virus)
  โรคมือเท้าและปาก
Hand/Foot/Mouth Disease

เล็ปโตสไปโรซิส
LEPTOSPIROSIS

ไข้รากสาดใหญ่ (ไทฟัส)
TYPHUS

มาลาเรีย
(ไข้มาลาเรีย / ไข้จับสั่น )
MALARIA

เมลิออยโดซิส
Pseudomonas pseudomalliei 

โรคไข้เลือดออก
จากไวรัสอีโบล่า

Ebola Hemorrhagic Fever

  ไข้เลือดออก
Dengue Hemorrhagic Fever
 Brucellosis 
  เป็นโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน
   ความผิดปกติคล้ายกลุ่ม อาการไข้ 
ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อกระตุก
  ระบบขับถ่ายปัสสาวะ ไต
 โรคพิษสุนัขบ้า
(โรคกลัวน้ำ)
Rabies
 RIFT Valley Fever
 เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมียุงเป็นพาหะ
  ทำให้เกิดลักษณะอาการ
 
meningoencephalitis  
haemorrhagic fever. 
โรคบาดทะยัก-Tetanus
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ  (Clostridium tetani) 
Acute/Chronic Gastritis
Peptic Ulcer

จากเชื้อ H.Pylori
Filariasis - โรคเท้าช้าง
โรคติดเชื้อไมโครฟิลาเรียโดยมียุง
เป็นพาหะนำโรคมาสู่คน  ทำให้
เกิดความผิดปกติของต่อมน้ำเหลือง
  อัลบัมภาพทางการแพทย์
อัลบัมมินิซีรีส์ทางการแพทย์
 ภาพเรื่องราวของวงจรชีวิตยุง
การติดเชื้อที่เกิดจากยุง

Pathophysiology of dengue hemorrhagic fever
is a severe, potentially deadly infection  spread by certain species of mosquitoes (Aedes aegypti).

Rabies Vaccine
Explains how the rabies vaccine works on a cellular level 

Lymphatic filariasis
Lymphatic Filariasis is one of the 14 neglected diseases in the world. It brings     a huge burden to the developing countries 

Demo Reel Malaria in our body
Malaria is caused by a parasite called Plasmodium, which is transmitted via the bites of infected mosquitoes

Histopathology Brain--Rabies
Characteristic Negri bodies are present within a Purkinje cell of the cerebellum in this patient who died of rabies

Filariasis Treatment
An integrated approach for the treatment   for Lymphatic block due to primary, secondary, traumatic and Filarial Lymphoedema (Elephantiasis)

Leptospirosis - Man and Beast
Leptospirosis is an old bacterial disease that  is getting a lot of new attention recently. It is rarely fatal, but can seriously damage the  liver, kidneys, and eyes

 In the human bodyDuodenal Ulcer Disease is caused by  H. pylori infection
A video-endoscopic examination of esophagus, stomach and duodenum was performed. A large 2.5x2.5 cm chronic ulcer was detected

Helicobacter pylori
A helix-shaped Gram-negative bacterium. The bacterium has flagella and moves through the stomach lumen and drills into  the mucoid lining of the stomach

 

 

 

 

 


 

   ไข้เลือดออก - Dengue Hemorrhagic Fever


ลักษณะทั่วไป
ไข้เลือดออก เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง พบมากในเด็กอายุ 5-9 ปี, รองลงมา
10-14 ปี, ในขวบปีแรกมักพบใน อายุ 7-9 เดือน, ส่วนในกลุ่มอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ก็มีแนวโน้ม
พบได้มากขึ้น มักพบระบาดในฤดูฝนในช่วงที่มียุงลายชุกชุม

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อไข้เลือดออก ซึ่งเป็นไวรัส มีอยู่ 2 ชนิดได้แก่ เด็งกี (Dengue) กับชิกุนคุนยา
(Chigunkunya) ประมาณ 90% ของผู้ป่วยไข้เลือดออก จะมีสาเหตุจากเชื้อเด็งกี ซึ่งยังแบ่งออก
เป็นพันธุ์ย่อย ๆ ได้อีก 4 ชนิดได้แก่ ชนิด 1,2,3 และ 4 เชื้อเด็งกีเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดไข้เลือด
ออกที่รุนแรงได้
โดยทั่วไปเมื่อได้รับเชื้อเด็งกีเข้าไปครั้งแรก (สามารถติดเชื้อตั้งแต่อายุได้ 6 เดือนขึ้นไป) โดยมีระยะ
ฟักตัวประมาณ 3-15 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้สูงคล้ายไข้หวัดใหญ่ และส่วนมากจะไม่มีอาการเลือดออก
มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจมีเลือดออก หรือมี อาการรุนแรงต่อมาเมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อซ้ำอีก (ซึ่งอาจเป็น
เชื้อเด็งกีชนิดเดียวกัน หรือคนละชนิดกับที่ได้รับครั้งแรกก็ได้ และมีระยะฟักตัวสั้นกว่า
ครั้งแรก) ร่างกายก็จะเกิดปฏิกิริยาทำให้หลอดเลือดฝอยเปราะ และเกล็ดเลือดต่ำ จึงทำให้พลาสมา
(น้ำเลือด) ไหลซึมออกจากหลอดเลือด และมีเลือดออกง่าย เป็นเหตุให้เกิดภาวะช็อกโดยทั่วไป
การติดเชื้อครั้งหลัง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการรุนแรง มักจะเกิดขึ้นภายหลังการติดเชื้อครั้งแรกประมาณ
6 เดือนถึง 5 ปี มักจะทิ้งช่วงไม่เกิน 5 ปี ด้วยเหตุนี้ไข้เลือดออกที่มีอาการรุนแรงจึงมักพบในเด็กอายุ
ต่ำกว่า 10 ปี มากกว่าในวัยอื่นประมาณ 10% ของผู้ป่วยไข้เลือดออก จะมีสาเหตุจากเชื้อชิกุนคุนยา
ซึ่งมักจะมีอาการไม่รุนแรง คือไม่ทำให้เกิดภาวะช็อก เช่นที่เกิดจากเชื้อเด็งกี โรคนี้มียุงลาย
(Aedes aegypti) เป็นพาหะนำโรค กล่าวคือ ยุงลายจะกัดคนที่เป็นไข้เลือดออกก่อน แล้วจึงไปกัด
คนที่อยู่ใกล้เคียง (ในรัศมีไม่เกิน 400 เมตร) ก็จะแพร่เชื้อให้คนอื่น ๆ ต่อไป ยุงชนิดนี้ชอบเพาะพันธุ์
ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น น้ำในตุ่ม จานรองตู้กับข้าว ฝากะลา กระป๋อง หลุมที่มีน้ำขัง
เป็นต้น เป็นยุงที่ออกหากิน (กัดคน) ในเวลากลางวัน

อาการ
อาการของไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 ระยะไข้สูง ผู้ป่วยจะมีไข้สูงซึ่งเกิดขึ้นฉับพลัน มีลักษณะไข้สูงลอยตลอดเวลา (กินยาลดไข้
ก็มักจะไม่ลด) หน้าแดง  ตาแดง ปวดศีรษะ กระหายน้ำ ผู้ป่วยจะซึม มักมีอาการเบื่ออาหาร และ
อาเจียนร่วมด้วยเสมอ บางคนอาจบ่นปวดท้องในบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือชายโครงขวาหรือปวดท้องทั่วไป
อาจมีอาการท้องผูก หรือถ่ายเหลว ส่วนมากจะไม่ค่อยมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หรือไอมาก (เช่น คนที่
เป็นไข้หวัดหรือออกหัด) แต่บางคนอาจมีอาการเจ็บคอ คอแดงเล็กน้อย หรือไอบ้างเล็กน้อย
ในราววันที่ 3 ของไข้ อาจมีผื่นแดง ไม่คัน ขึ้นตามแขนขาและลำตัว ซึ่งจะเป็นอยู่ 2-3 วัน บางคนอาจ
มีจุดเลือดออกมีลักษณะเป็นจุดแดงเล็ก ๆ (บางครั้งอาจมีจ้ำเขียวด้วยก็ได้) ขึ้นตามหน้า แขน ขา ซอก
รักแร้ ในช่องปาก (เพดานปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้นไก่) ในระยะนี้อาจคลำพบตับโต และมีอาการกดเจ็บ
เล็กน้อย การทดสอบทูร์นิเคต์* ส่วนใหญ่จะให้ผลบวกตั้งแต่วันที่ 2 ของไข้ และในวงกลมเส้นผ่าศูนย์
กลาง 1 นิ้ว มักจะพบมีจุดเลือดออกมากกว่า 20 จุดเสมอ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอยอยู่ประมาณ 4-7 วัน
ถ้าไม่มีอาการรุนแรง ส่วนมากไข้ก็จะลดลงในวันที่ 5-7 มักจะมีไข้ไม่เกิน 7 วัน แต่ถ้าเป็นมาก ก็จะ
ปรากฏอาการระยะที่ 2
ระยะที่ 2 ระยะช็อกและมีเลือดออก มักจะพบในไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อเด็งกีที่มีความรุนแรง
ขั้นที่ 3 และ 4 และไม่ค่อยพบผู้ป่วยที่เกิดจากเชื้อชิกุนคุนยา อาการจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่
3-7 ของโรคซึ่งถือว่าเป็นช่วงวิกฤตของโรค อาการไข้จะเริ่มลดลง แต่ผู้ป่วยกลับมีอาการทรุดหนัก
มีอาการปวดท้อง และอาเจียนบ่อยขึ้น ซึมมากขึ้น กระสับกระส่าย ตัวเย็น มือเท้าเย็น เหงื่อออก
ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว (อาจมากกว่า 120 ครั้งต่อนาที) และความดันต่ำ ซึ่งเป็น
อาการของภาวะช็อก เกิดขึ้นเนื่องจากพลาสมาไหลซึมออกจากหลอดเลือด ทำให้ปริมาตร
ของเลือดลดลงมาก ถ้าเป็น รุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการไม่ค่อยรู้สึกตัว ตัวเย็นชืด ปากเขียว ชีพจร
คลำไม่ได้ และความดันตกจนวัดไม่ได้ หากไม่ได้รับ การรักษาได้ทันท่วงที ก็อาจตายได้ภายใน
1-2 วัน นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังอาจมีอาการเลือดออกตามผิวหนัง (มีจ้ำเขียวพรายย้ำขึ้น) เลือด
กำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือดสด ๆ หรือเป็นสีกาแฟ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด ๆ หรือเป็นสีน้ำมัน
ดิบ ๆ ถ้าเลือดออกมักทำให้เกิดภาวะช็อกรุนแรงถึงตายได้อย่างรวดเร็ว ระยะที่ 2 นี้ จะกินเวลา
ประมาณ 24-72 ชั่วโมง ถ้าหากผู้ป่วยไม่ตาย สามารถผ่านช่วงวิกฤตไปได้ ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3
ระยะที่ 3 ในรายที่มีภาวะช็อกไม่รุนแรง เมื่อผ่านช่วงวิกฤตไปแล้ว ก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือแม้
แต่ผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกรุนแรง เมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ก็จะฟื้นตัวสู่สภาพปกติ 
อาการที่ส่อว่าดีขึ้น ก็คือ ผู้ป่วยจะเริ่มอยากกินอาหาร แล้วอาการต่าง ๆ จะกลับคืนสู่สภาพปกติ 
รวมเวลาตั้งแต่เริ่มเป็นประมาณ 7-10 วัน ในรายที่มีอาการเพียงเล็กน้อย อาจเป็นอยู่ 3-4 วัน 
ก็หายได้เอง


*การทดสอบทูร์นิเคต์ (Tourniquet test) โดยใช้เครื่องวัดความดันรัดเหนือข้อศอกของผู้ป่วย
 ด้วยค่าความดันกึ่งกลางระหว่างความดันช่วงบนและความดันช่วงล่างของคน ๆ นั้น (ความดัน
ช่วงบนบวกความดันช่วงล่างหารสอง) เป็นเวลานาน 5 นาที ถ้าไม่มีเครื่องวัดความดัน ให้ใช้
ยางหนังสติ๊กรัดเหนือข้อศอกให้แน่นเล็กน้อย (ยังพอคลำชีพจรที่ข้อมือได้) นาน 5 นาที ถ้าพบมี
จุดเลือดออก (จุดแดง) เกิดขึ้นที่บริเวณท้องแขนใต้ตำแหน่งที่รัดเป็นจำนวนมากกกว่า 10 จุด
ในวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว (เท่ากับเหรียญบาทโดยประมาณ) แสดงว่าการทดสอบได้ผล
บวก ถ้าน้อยกว่า 10 จุด ก็ถือว่าได้ผลลบ
ในผู้ป่วยไข้เลือดออก การทดสอบนี้จะได้ผลบวกได้มากกว่า 80% ตั้งแต่เริ่มมีไข้ได้ 2 วัน เป็นต้นไป
1-2 วันแรกอาจให้ผลลบ คนที่เป็นโรคเลือดที่มีเกล็ดเลือดต่ำ เช่น ไอทีพี , โลหิตจางอะพลาสติก  
หรือคนที่เป็นไข้หวัด หรือไข้อื่น ๆ ก็อาจให้ผลบวกได้เช่นกัน ผู้ป่วยไข้เลือดออกที่มีภาวะช็อก การ
ทดสอบนี้อาจให้ผลลบได้

อาการแทรกซ้อน
ไข้สูง (39-40 ํซ.) หน้าแดง เปลือกตาแดง อาจคลำได้ตับโต มีผื่นแดง หรือจุดแดงจ้ำเขียว
การทดสอบทูนิเคต์ให้ผลบวก

การรักษา
นอกจากภาวะเลือดออกรุนแรงและภาวะช็อกแล้ว อาจเป็นปอดอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบ
แทรกซ้อนได้ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก นอกจากนี้ ถ้าให้น้ำเกลือมากไป อาจเกิดภาวะปอด
บวมน้ำ (pulmonary edema) เป็นอันตรายได้ ดังนั้นเวลา ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด ควรตรวจ
ดูอาการอย่างใกล้ชิด

ข้อแนะนำ
1. ถ้าอาการไม่รุนแรง (มีอาการในขั้นที่ 1) คือเพียงแต่มีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร โดยยังไม่มี
อาการเลือดออกเองหรือมีภาวะช็อก ควรให้การรักษาตามอาการ ดังนี้
1.1 ให้ผู้ป่วยพักผ่อนมาก ๆ
1.2 หากมีไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อย ๆ และให้ยาลดไข้-พาราเซตามอล ห้ามให้แอสไพรินเพราะ
อาจทำให้มีเลือดออกได้ง่ายขึ้นอย่างไรก็ตาม ถึงแม้ให้ยาลดไข้ บางครั้งไข้ก็อาจจะไม่ลดก็ได้ ระวัง
อย่าให้พาราเซตามอลถี่กว่ากำหนด
1.3 ถ้าเด็กเคยชัก ให้ยากันชัก
1.4 ให้อาหารอ่อน ๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก นม น้ำหวาน
1.5 ให้ดื่มน้ำมาก ๆ จนปัสสาวะออกมากและใส อาจเป็นน้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำอัดลม (ควรเขย่าฟอง
ออกก่อน) หรือสารละลายน้ำตาลเกลือแร่
1.6 ควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด อาจต้องนัดผู้ป่วยมาตรวจดูอาการทุกวัน ควรจับชีพจร วัด
ความดันเลือด และตรวจดูอาการเลือดออก เมื่อพ้น 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยก็มักจะทุเลาและฟื้นตัวได้หาก
มีเลือดออก หรือสงสัยเริ่มมีภาวะช็อก ควรส่งโรงพยาบาลด่วน
2. ถ้าผู้ป่วยอาเจียนมากหรือมีภาวะขาดน้ำ ควรให้น้ำเกลือชนิด 5% D/1/2NSS หรือ 5%D/1/3NSS
ประมาณ 100 มล. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ทางหลอดเลือดดำ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 1-2 วัน
หรือมีภาวะช็อก หรือเลือดออก ควรส่งโรงพยาบาลด่วน
3. ถ้าผู้ป่วยมีภาวะช็อกหรือเลือดออก (ขั้นที่ 3 และ 4) ควรส่งโรงพยาบาลด่วน โดยให้ 5% D/1/2 NSS
ประมาณ 10-20 มล. ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ไประหว่างทางด้วยทำการวินิจฉัยด้วยการ
เจาะเลือด ตรวจฮีมาโตคริต(hematocrit) เพื่อดูความเข้มข้นของเลือดเป็นระยะ ๆ ถ้าเลือดข้น
มากไป เช่น ฮีมาโตคริต มีค่ามากกว่า 50% ขึ้นไปก็แสดงว่าปริมาตรของเลือดลดน้อย ซึ่งเป็น
สาเหตุของภาวะช็อกได้ ควรให้น้ำเกลือจนกว่าความเข้มข้นของเลือดกลับลงเป็นปกติ (ฮีมาโตคริต
ประมาณ 40-45%) นอกจากนี้อาจเจาะเลือดตรวจดูเชื้อที่เป็นสาเหตุ (ตรวจทางไวรัสวิทยา) โดยเจาะ
ในวันแรกครั้งหนึ่ง ก่อนผู้ป่วยกลับบ้านครั้งหนึ่ง และอีก 2 สัปดาห์ อีกครั้งหนึ่ง ถ้าอยู่ใน
โรงพยาบาลต่างจังหวัดอาจเก็บตัวอย่างเลือดโดยซับบนกระดาษซับ แล้วส่งไปตรวจยังหน่วยงาน
ที่สามารถทำการตรวจเลือดได้
การรักษา ให้น้ำเกลือรักษาภาวะช็อก ถ้าจำเป็นอาจให้พลาสมา หรือสารแทนพลาสมา (เช่น
แอลบูมิน หรือเดกซ์แทรน) และให้เลือดถ้ามีเลือดออก

การป้องกัน
1. ไข้เลือดออกมักแยกออกจากไข้หวัด   ได้ โดยที่ไข้เลือดออกไม่มีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล
อาจมีไข้สูงหน้าแดง ตาแดง หรือมีผื่นขึ้นคล้ายหัด แต่แยกออกจากหัด  ได้ โดยหัดจะมีน้ำมูกและ
ไอมาก และตรวจพบจุดค็อปลิก นอกจากนี้อาการไข้สูงโดยไม่มีน้ำมูก ยังอาจทำให้ดูคล้ายส่าไข้ ,
ไข้หวัดใหญ่ , ไข้รากสาดน้อย , มาลาเรีย , ตับอักเสบจากไวรัสระยะแรก , เล็ปโตสไปโรซิส  เป็นต้น
 ดังนั้นในช่วงฤดูฝนหรือในช่วงที่มีการระบาดของไข้เลือดออก ถ้าพบคนที่มีอาการไข้สูงเฉียบพลัน 
ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ควรทำการทดสอบทูร์นิเคต์ เพื่อพิสูจน์ไข้เลือดออกทุกราย
2. ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะประมาณ 70-80% ของคนที่เป็นไข้
เลือดออก จะมีอาการเพียงเล็กน้อย และหายได้เองภายในประมาณ 1 สัปดาห์ (4-10 วัน) เพียงแต่
ให้การรักษาตามอาการ และให้ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะช็อกก็เพียงพอ ไม่ต้องรับไว้รักษา
ในโรงพยาบาล ไม่ต้องฉีดยาให้น้ำเกลือ หรือให้ยาพิเศษ แต่อย่างไรประมาณ 20%-30% ที่อาจมี
ภาวะช็อกหรือเลือดออก ซึ่งก็มีทางรักษาให้หายได้ ด้วยการให้น้ำเกลือหรือให้เลือด มีเพียงส่วน
น้อยเท่านั้นอาจรุนแรงถึงตายได้
3. ระยะวิกฤตของโรคนี้คือวันที่ 3-7 ของไข้ ซึ่งผู้ป่วยอาจมีภาวะช็อกหรือเลือดออกได้ ดังนั้นจึง
ควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ถ้าพ้นระยะนี้ไปได้ ก็ถือว่าปลอดภัย ควรบอกให้ญาติสังเกต
อาการที่เป็นสัญญานอันตรายดังต่อไปนี้
- กระสับกระส่าย หรือซึมมาก
-ปวดท้องตรงยอดอกหรือลิ้นปี่
- อาเจียนมาก
-มือเท้าเย็นชืด มีเหงื่อออกและท่าทางไม่สบายมาก
- หายใจหอบและเขียว
-มีจ้ำเลือดตามตัวหลายแห่ง
- มีเลือดออก เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจาระเป็นเลือด
ถ้าพบอาการดังกล่าวเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรพาไปหาหมอโดยเร็ว
4. ผู้ที่เป็นไข้เลือดออก ถ้ามีอาการปวดท้อง อาเจียนมาก หรือเบื่ออาหาร (ดื่มน้ำได้น้อย) อาจมีภาวะ
ช็อกตามมาได้ ดังนั้นถ้าพบอาการเหล่านี้ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรพยายามให้ดื่มน้ำให้มาก ๆ
ถ้าดื่มไม่ได้ควรให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ
5. เนื่องจากเชื้อไข้เลือดออกมีอยู่หลายชนิด ดังนั้นคนเราจึงอาจติดเชื้อไข้เลือดออกได้หลายครั้ง แต่
ส่วนมากจะมีอาการ ไข้คล้ายไข้หวัด แล้วหายได้เอง ส่วนน้อยที่อาจเป็นรุนแรงถึงช็อก และแต่
ละคนจะมีโอกาสเป็นไข้เลือดออกชนิดรุนแรงเพียงครั้งเดียว ที่จะเป็นรุนแรงซ้ำ ๆ กันหลายครั้งนั้น
นับว่าน้อยมาก
6. คนที่เป็นไข้เลือดออก สามารถให้พาราเซตามอลเพื่อลดไข้ได้ แต่ควรแยกแยะอาการตัวเย็น
จากยาลดไข้ให้ออกจากภาวะช็อก กล่าวคือ ถ้าตัวเย็นเนื่องจากยาลดไข้ผู้ป่วยจะดูสบายดีและ
หน้าตาแจ่มใส แต่ถ้าตัวเย็นจากภาวะช็อก ผู้ป่วยจะซึม หรือกระสับกระส่าย

การป้องกันสามารถกระทำได้ ดังนี้
1. ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เช่น
- ปิดฝ่าโอ่งน้ำ และล้างโอ่งน้ำทุก 10 วัน
- เปลี่ยนน้ำในแจกันทุก 10 วัน สำหรับแจกันพลูด่าง ต้องใช้น้ำชะล้างไข่ หรือลูกน้ำที่เกาะติดตาม
ราก
- จานรองตู้กับข้าว ควรใส่น้ำเดือดลงไปทุก 10 วันหรือใส่เกลือแกงในน้ำที่อยู่ในจานรองตู้ ขนาด
2 ซ้อนชาต่อน้ำ 1 แก้ว
- ควรเก็บกระป๋อง กะลา ยางรถยนต์เก่า ๆ หรือสิ่งที่จะเป็นที่ขังน้ำ ซึ่งอยู่ในบริเวณบ้าน โรงเรียน
และแหล่งชุมชน ทำลายหรือฝังดินให้หมด
- ปรับพื้นบ้านและสนามอย่าให้เป็นหลุมเป็นบ่อที่มีน้ำขังได้
- วิธีที่สะดวก คือ ใส่ทรายอะเบต (Abate) 1% ลงในตุ่มน้ำและภาชนะกักเก็บน้ำทุกชนิด ในอัตราส่วน
10 กรัมต่อน้ำ 100 ลิตร (ตุ่มมังกรขนาด 8 ปีบ ใช้อะเบต 2 ช้อนชา, ตุ่มซีเมนต์ขนาด 12 ปีบ ใช้อะเบต
2.5 ช้อนชา) ควรเติมใหม่ทุก 2-3 เดือน น้ำที่ใส่ทรายอะเบตสามารถใช้ดื่มกินได้อย่างปลอดภัย
2. ให้สุขศึกษาแก่ประชาชนเมื่อเข้าใกล้ฤดูฝน และทำการรณรงค์ให้มีการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
พรัอม ๆ กัน  ทั้งในบ้าน โรงเรียน และแหล่งชุมชน จึงจะได้ผลต่อการควบคุมยุงลาย
3. เด็กที่นอนกลางวัน ควรกางมุ้งอย่าให้ยุงลายกัด

ความรุนแรงของไข้ของไข้เลือดออก
เราสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของไข้เลือดออกเป็น 4 ขั้น ได้แก่
ขั้นที่ 1 (เกรด 1) มีไข้และมีอาการแสดงทั่ว ๆ ไปที่ไม่เฉพาะเจาะจง อาการแสดงของการมีเลือดออก
มีเพียงอย่างเดียวคือ มีจุดแดง ๆ ตามผิวหนังโดยไม่มีอาการเลือดออกอย่างอื่น ๆ และการทดสอบ
ทูร์นิเคด์ให้ผลบวก
ขั้นที่ 2 (เกรด 2) มีอาการเพิ่มจากขั้นที่ 1 คือ มีเลือดออกเอง อาจออกเป็นจ้ำเลือดที่ใต้ผิวหนัง หรือ
เลือดออกจากที่อื่น ๆเช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด แต่ยังไม่มีภาวะช็อก ชีพจรและ
ความดันเลือดยังปกติ
ขั้นที่ 3 (เกรด 3) มีอาการแสดงของภาวะช็อก เช่น กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น เหงื่อออก ชีพจรเร็วและ
เบาความดันเลือดต่ำ หรือมีความแตกต่างระหว่างความดันช่วงบนและความดันช่วง
ล่าง ซึ่งเรียกว่า แรงชีพจร* (pulse pressure) ไม่เกิน 20 (เช่น ความดันช่วงบน 80 ช่วงล่าง 60 )
ขั้นที่ 4 (เกรต 4 ) มีภาวะช็อกอย่างรุนแรง ชีพจรเบาและเร็วจนจับไม่ได้ ความดันเลือดตกจนวัด
ไม่ได้ และหรือมีเลือดออกมาก เช่น อาเจียน หรือถ่ายเป็นเลือดมาก
ไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อชิกุนคุนยา จะมีความรุนแรงในขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 จะไม่ทรุดต่อไปเป็น
ขั้นที่ 3 และ 4
ส่วนไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อเด็งกี อาจมีความรุนแรงถึงขั้นที่ 3 และ 4 ประมาณ 20-30% ที่เหลือ
อีก 70-80% จะแสดงอาการในขั้นที่ 1 และ 2
การเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยตามขั้นต่าง ๆ จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงควรดูแลผู้ป่วยอย่าง
ใกล้ชิดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การเปลี่ยนจากขั้นที่ 2 มาขั้น 3 และ 4 ควรจับชีพจร วัดความดันเลือด
 และถ้าเป็นไปได้ควรตรวจหาความเข้มข้นของเลือดโดยการเจาะเลือดตรวจฮีมาโตคริต 
(hematocrit) เป็นระยะๆ

รายละเอียด
* แรงชีพจรในคนปกติจะอยู่ระหว่าง 30-50 มิลลิเมตรปรอท ถ้าน้อยกว่า 30 เรียกว่า "แรงชีพจรแคบ"
เช่น 120/100, 90/70, 80/70 เป็นต้น ถ้ามากกว่า 50 เรียกว่า "แรงชีพจรกว้าง" เช่น 160/90, 150/70
เป็นต้น
 

ภาพเรื่องราวของวงจรชีวิตยุง / การติดเชื้อที่เกิดจากยุง  ดูรายละเอียดเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกเพิ่มเติม - More Information about Dengue Hemorrhagic fever
ชุดตรวจหาแอนติบอดีย์ต่อเชื้อไวรัส Dengue IgM / IgG ชุดตรวจหาแอนติเจนต่อเชื้อไวรัส Dengue NS1

 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 803 7310  02 803 7311
                                     

 

 

 


  มาลาเรีย (ไข้มาลาเรีย ไข้จับสั่น ไข้ป่า) Malaria


ลักษณะทั่วไป
มาลาเรีย (ไข้มาลาเรีย ไข้จับสั่น ไข้ป่า ก็เรียก) ยังคงเป็นโรคที่พบได้บ่อยในบ้านเรา มักพบใน
บริเวณที่เป็นป่าเขา จึงพบได้แทบทุกภาคของประเทศ (ยกเว้นกรุงเทพฯ, ในบริเวณที่เป็นตัว
จังหวัด ตัวอำเภอ และที่ ๆ เป็นทุ่งนากว้างห่างจากป่าเขา) ในบ้านเราคนที่มีไข้หนาวสั่นมาก
หรือมีไข้นานหลายวัน เมื่อตรวจร่างกายไม่พบอาการอย่างอื่นชัดเจน หรือพบเพียงตับโตม้ามโต
พึงนึกถึงโรคนี้กับไข้ไทฟอยด์   ไว้ก่อนเสมอ เชื้อที่ทำให้เป็นไข้มาลาเรียมีอยู่หลายชนิด แต่ที่
สำคัญในบ้านเรามี 2 ชนิด คือ พลาสโมเดียม ฟาลซิพารัม (Plasmodium falciparum) กับ
พลาสโมเดียม ไวแวกซ์ (Plasmodium vivax)
ชนิดฟาลซิพารัม พบได้ประมาณ 70-90% มักมีปัญหาดื้อยา และมีโรคแทรกซ้อนได้มาก เช่น
ดีซ่าน มาลาเรียขึ้นสมอง, ดีซ่าน, ไตวาย ฯลฯ เป็นอันตรายถึงตายได้ 

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อมาลาเรีย ซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียว หรือโปรโตซัว (Protozoa) เช่นเดียวกับบิดอะมีบา
มียุงก้นปล่องเป็นพาหะนำโรค คือต้องถูกยุงที่มีเชื้อมาลาเรียกัดจึงจะเป็นโรค หรือไม่ก็อาจเกิด
จากการได้รับเลือดจากคนที่มีเชื้ออยู่
ระยะฟักตัว
ชนิดฟาลซิพารัม 8-12 วัน (สั้นที่สุด 5 วัน) ชนิดไวแวกซ์ 10-15 วัน (อาจนานหลายเดือน) ถ้าเกิด
จากการให้เลือด อาจมีอาการเกิดขึ้นเร็วกว่านี้


อาการ
อาการจะเกิดหลังจากได้รับเชื้อโดยถูกยุงก้นปล่องกัดประมาณ 10-14 วัน (แต่อาจนานหลาย
สัปดาห์หรือหลายเดือนก็ได้) ใน 2-3 วันแรก อาจมีอาการปวดศีรษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อย
ตามตัวคล้าย ไข้หวัดใหญุ่ ต่อมาจึงจะมีอาการไข้จับสั่นเป็นเวลา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ
มาลาเรีย อาการจับไข้ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
1. ระยะหนาว มีอาการหนาวสั่นมากและไข้เริ่มขึ้น ปวดศีรษะ ผิวหนังซีด อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน 
เบื่ออาหาร ระยะนี้กินเวลา 20-60 นาที
2. ระยะร้อน ไข้ขึ้นสูงประมาณ 40 ํซ. ปวดศีรษะมาก อาจปวดลึกเข้าไปในกระบอกตา หน้าแดง 
ตาแดง กระสับกระส่าย เพ้อ กระหายน้ำ ชีพจรเต้นเร็ว อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดกระดูก
ปวดกล้ามเนื้อ ในเด็กอาจชักได้ กินเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (อาจนาน 3-8 ชั่วโมง) 
3. ระยะเหงื่อออก จะมีเหงื่อออกชุ่มทั้งตัว ไข้จะลดลงเป็นปกติ แต่จะรู้สึกอ่อนเพลีย และหลับไป
กินเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ มักจับไข้วันเว้นวัน หรือทุก 48 ชั่วโมง 
เวลาไม่จับไข้จะรู้สึกสบายดี มักจะคลำได้ม้ามโตในปลายสัปดาห์ที่ 2 ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมี
ไข้วันเว้นวันอยู่ประมาณ 6 สัปดาห์ถึง 3 เดือน (อาจนานกว่านั้น) แล้วจะหายไปเอง ผู้ป่วยที่ไม่ได้
รับการรักษาหรือรักษาไม่ถูกต้อง แม้ว่าไข้จะหายไปแล้ว แต่ก็อาจกลับเป็นได้ใหม่หลังจากหายไป 
2-3 สัปดาห์ หรือ 2-3 เดือน แต่อาการจะน้อยกว่าครั้งแรก ผู้ป่วยอาจมีอาการกำเริบเป็น ๆ หาย ๆ 
บ่อย และมักไม่มีโรคแทรกร้ายแรง บางคนอาจกินเวลานานถึง 2-3 ปี กว่าจะหายขาด จึงเรียกว่า
"มาลาเรียเรื้อรัง"

ผู้ป่วยมาลาเรียชนิดฟาลซิพารัม มักจับไข้ทุกวันหรือทุก 36 ชั่วโมง แต่อาจจับไม่เป็นเวลา อาจจับ
ทั้งวัน หรือวันละหลายครั้ง ระยะไม่จับไข้ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบาย และอาจมีไข้ต่ำ ๆ อยู่เรื่อย บางราย
อาจมีอาการปวดท้อง ท้องเดินร่วมด้วย ม้ามจะโตในวันที่ 7- 10 ของไข้ ถ้าได้รับการรักษาอย่าง
ถูกต้อง ไข้จะลงภายใน 3-5 วัน ถ้ารักษาไม่ถูกต้อง อาจมีโรคแทรกร้ายแรงถึงตายได้ จึงเรียกว่า
"มาลาเรียชนิดร้ายแรง"

สิ่งตรวจพบ
ไข้ประมาณ 40 ํซ. หน้าแดง ตาแดง ม้ามโต (คลำได้ในปลายสัปดาห์ที่ 2 หลังมีไข้) ตับอาจโต
อาจมีเริมที่ริมฝีปาก อาจมีอาการซีดเหลือง หรือปัสสาวะแดงเข้ม หรือปัสสาวะดำเหมือนน้ำโคล่า
แต่ก็อาจไม่พบอะไรมากนอกจากไข้ ในเด็กที่เป็นเรื้อรัง อาจมีลักษณะพุงโรก้นปอด ขาดอาหาร
ในรายที่เป็นมาลาเรียขึ้นสมอง จะมีอาการเพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว หรือหมดสติ (ซึ่งชาวบ้านบางแห่ง
ยังเข้าใจว่าเป็นอาการของผีเข้า พาไปรดน้ำมนต์ไล่ผี และตายลงอย่างน่าอนาถ)

อาการแทรกซ้อน
พบในมาลาเรียชนิดฟาลซิพารัม มักเกิดกับคนที่มีภูมิต้านทานน้อย เช่น ขาดอาหาร ร่างกายอ่อนแอ
หญิงตั้งครรภ์ คนที่ไม่เคยอยู่ในแดนมาลาเรีย ฯลฯ หรือได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง  โรคแทรกซ้อนที่
สำคัญ ได้แก่ มาลาเรียขึ้นสมอง (หมดสติหรือชัก), มาลาเรียลงตับหรือตับอักเสบ (ดีซ่าน), มาลาเรีย
ลงกระเพาะลำไส้ (ท้องเดิน เป็นบิดถ่ายเป็นมูกเลือด), มาลาเรียลงไตหรือภาวะไตวาย (ปัสสาวะออก
น้อย หรือไม่ออกเลย), ปอดบวมน้ำ (Pulmonary edema มีอาการหอบ ฟังปอดได้ยินเสียงกรอบ
แกรบ), ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (ซีดและปัสสาวะดำ), ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, ภาวะการเสียสมดุล
น้ำและอีเล็กโทรไลต์, โรคไตเนโฟรติก  เป็นต้น ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ อาจเกิดเพียงอย่างเดียว
หรือหลายอย่างพร้อมกัน เป็นอันตรายถึงตายได้ถ้าเกิดในหญิงตั้งครรภ์ อาจทำให้แท้งบุตร 
หรือคลอดก่อนกำหนด

การรักษา
1. หากสงสัย ควรส่งไปเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรีย ให้การรักษาตามอาการ, ให้ยาลดไข้ 
และให้ยารักษามาลาเรีย ตามชนิดของเชื้อที่พบ ดังนี้
ก. สำหรับมาลาเรียชนิดฟาลซิพารัม ให้ยารักษามาลาเรียขนานใดขนาดหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) ควินิน  ร่วมกับเตตราไซคลีน  ขนาด 250 มก. ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 7 วัน
(2) เมโฟลควีน  ขนาดปกติ 
(3) เมโฟลควีน  ขนาดปกติร่วมกับเตตราไซคลีน  ขนาด 250 มก. ทุก 6 ชั่วโมง หรือร่วมกับ
ดอกซีไซคลีน  วันละ 200 มก. เป็นเวลา 7 วัน
(4) อาร์ทีซูเนต  ขนาดปกติ แบ่งให้ 5 วัน 
(5) อาร์ทีซูเนต  ขนาดปกติ แบ่งให้ 5 วัน หลังจากนั้นให้เมโฟลควินขนาดปกติ
(6) อาร์ทีซูเนต  ขนาดครึ่งหนึ่งของขนาดปกติ (ผู้ใหญ่ให้ 6 เม็ด แบ่งให้ใน 2 วันครึ่ง โดย
ครั้งแรกให้ 2 เม็ด ต่อไปให้ 1 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมง) หลังจากนั้นให้เมโฟลควีน (ผู้ใหญ่ 3 เม็ด 
ครั้งเดียว)
(7) อาร์ทีซูเนต  ผู้ใหญ่ให้วันละ 2 ครั้ง ๆ ละ 4 เม็ด นาน 2 วัน (รวมทั้งหมด 800 มก.)
หลังจากนั้นให้เมโฟลควีน  ขนาดปกติ

ข. สำหรับมาลาเรียชนิดไวแวกซ์
ให้คลอโรควีน  โดยแบ่งให้ 3 วัน หลังจากนั้นให้ไพรมาควีน  วันละครั้ง เป็นเวลา 14 วัน เพื่อกำจัด
เชื้อมาลาเรีย ที่หลบซ่อนอยู่ในตับให้หมดไป แต่ต้องระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องเอนไซม์จี 6 พีดี
เพราะอาจทำให้เม็ดเลือดแดงแตก มีอาการซีดเหลืองได้ ถ้าพบอาการดังกล่าว ควรหยุดยาและ
ดื่มน้ำมาก ๆ แล้วส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว

2. ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 5 วัน ควรส่งโรงพยาบาล อาจเป็นเพราะมาลาเรียดื้อยา หรือมีสาเหตุจาก
โรคอื่น (เช่น ไทฟอยด์ ไทฟัส วัณโรค เล็ปโตสไปโรซิส ฯลฯ  ควรตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์
หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ แล้วให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ

3. ถ้ามีอาการสงสัยเป็นมาลาเรียขึ้นสมอง (เช่น ซึม เพ้อ ชัก หรือหมดสติ) หรือมีภาวะแทรกซ้อน
รุนแรง เช่น ซีดมาก ดีซ่าน ปัสสาวะออกน้อย หรือไม่ออกเลย หอบ เป็นต้น ควรส่งโรงพยาบาลด่วน
เพื่อรีบรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น การให้ยารักษามาลาเรียในระยะแรกอาจต้องใช้ควินิน
หรืออาร์ทีซูเนตฉีดเข้าหลอดเลือดดำ จนกว่าอาการจะดีขึ้น จึงเปลี่ยนเป็นยากิน

ข้อแนะนำ
1. ในปัจจุบันอาการของมาลาเรีย อาจไม่ตรงไปตรงมา (ที่มีลักษณะเป็นไข้จับสั่นเป็นเวลา) ผู้ป่วย
อาจมีไข้สูง หนาวทุกวัน อาจไม่มีอาการสั่นก็ได้ จะมีอาการปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ 
ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้เฉพาะว่าเป็นมาลาเรีย แต่อาจพบในโรคอื่น ๆ 
ได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการไข้ทุกรายที่มีประวัติเข้าป่า หรือมีประวัติเคยได้รับเลือดมาภายใน 2-6 
เดือน หรือสงสัยว่าจะเป็นมาลาเรียจากการติดเชื้อทางอื่น (เช่น ลูกที่เกิดจากแม่ที่เคยเป็นมาลาเรีย
เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการเลี้ยงยุงก้นปล่อง เจ้าหน้าที่ที่ตรวจเลือด หรือบุคคลที่บ้านอยู่
ใกล้สนามบิน ซึ่งเครื่องบินอาจนำยุงก้นปล่องมาจากประเทศอื่น เป็นต้น) ก็ควรจะต้องเจาะเลือด
ตรวจหาเชื้อมาลาเรีย
2. ผู้ป่วยมาลาเรีย อาจตรวจเลือดไม่พบเชื้อก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นโรคในระยะแรก ๆ
(เชื้อมาลาเรียมีจำนวนน้อย) ดังนั้น ต้องแนะนำให้ผู้ป่วยตรวจเลือดซ้ำอีกครั้ง ภายใน 12-24 ชั่วโมง
หรือขณะมีไข้ การตรวจเลือดบ่อย ๆ จะมีโอกาสพบเชื้อได้มากขึ้น
นอกจากนี้ผู้ป่วยที่กินยาป้องกันมาลาเรียมาก่อน หรือกินยารักษามาบ้างแล้ว ก็จะทำให้การตรวจพบ
เชื้อมาลาเรียได้ลำบากมากขึ้น เพราะจะเห็นเชื้อมาลาเรียไม่ชัดเจน ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยมีไข้ และมี
ประวัติสงสัยติดเชื้อมาลาเรีย แม้ตรวจเลือดไม่พบเชื้อ ก็ควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและ
ตรวจเลือดบ่อย ๆ หากจำเป็น อาจจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาล เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ชัดเจน
3. ผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว หากมีไข้กำเริบภายใน 2 เดือน โดยไม่ได้มีประวัติติดเชื้อครั้งใหม่ อาจมี
สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อมาลาเรียทั้งชนิดฟาลซิพารัม และชนิดไวแวกซ์ พร้อมกัน แต่ได้รับการ
รักษาแบบชนิดฟาลซิพารัม จึงมีเชื้อชนิดไวแวกซ์หลบซ่อนอยู่ในตับ เกิดอาการกำเริบได้ หรือไม่ก็
อาจเกิดจากได้ยาไม่ครบ หรือเชื้อดื้อยา ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยมีอาการไข้กำเริบ ภายใน 2 เดือน หลังจาก
หายจากมาลาเรียครั้งแรกแล้ว ควรต้องเจาะเลือดตรวจหาเชื้ออีก
4. ต้องบอกผู้ป่วยให้กินยาครบตามแพทย์สั่ง ถ้าไม่ครบ จะมีโอกาสเป็นไข้มาลาเรียกำเริบได้อีก 
ส่วน การกินยารักษามาลาเรีย ไม่ควรกินขณะจับไข้หนาวสั่น ผู้ป่วยอาจอาเจียน และได้ยาไม่ครบ
ขนาด ควรให้ยาแก้ไข้ หรือ ยาแก้อาเจียน นำไปก่อนสัก 1/2-1 ชั่วโมง เมื่ออาการไข้ทุเลา จึงให้ยา
รักษามาลาเรีย และหลังจากนั้น ควรให้ผู้ป่วยนอนพักสัก 1-2 ชั่วโมง ไม่ควรลุกหรือเดินทันที เพราะ
อาจเกิดอาการเวียนหัว (ความดันเลือดต่ำ) และอาเจียนได้
5. ผู้ป่วยที่มีอาการไข้ หนาวสั่นมาก ถ้าไม่ได้ประวัติติดเชื้อมาลาเรีย (เช่น ไม่ได้เข้าป่า หรือรับเลือด)
อาจมีสาเหตุจากโรคอื่นก็ได้ เช่น กรวยไตอักเสบ, ปอดอักเสบระยะ 24 ชั่วโมงแรก, ท่อน้ำดีอักเสบ 
โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก , มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น จึงควรตรวจดูอาการของโรคเหล่านี้
ให้ถ้วนถี่ด้วย

การป้องกัน
1. เมื่อต้องเดินทางเข้าไปในเขตป่าเขา ควรป้องกันไม่ให้ยุงก้นปล่องกัด โดยการนอนกางมุ้ง และใช้
    ยากันยุง
2. ยาที่ใช้ป้องกัน ตามที่เคยแนะนำในอดีตนั้น พบว่า ไม่ได้ผลมากนัก ยาส่วนใหญ่ที่ใช้ เช่น
2.1 คลอโรควีน ผู้ใหญ่ให้ 1 เม็ด ทุกสัปดาห์ ป้องกันชนิดฟาลซิพารัม ไม่ได้ผล และแม้จะป้องกัน
    ชนิดไวแวกซ์ได้ ก็เป็นการกดอาการไว้ชั่วคราว เมื่อหยุดกินยานี้แล้ว ผู้ป่วยก็ยังมีอาการกำเริบได้
    ภายใน 2-6 เดือน เนื่องจากเชื้อที่หลบซ่อนอยู่ในตับจะออกมาสู่กระแสเลือด
2.2 ซัลฟาดอกซีน-ไพริเมทามีน เช่น "แฟนซีดาร์" ผู้ใหญ่ให้ 1 เม็ดทุกสัปดาห์ หรือ 2 เม็ดทุก 2 สัปดาห์
    ได้ผลน้อย เพราะทั้งชนิดฟาลซิพารัม และชนิดไวแวกซ์ ดื้อต่อยาชนิดนี้
2.3 ดอกซีไซคลีน ผู้ใหญ่ให้วันละ 100 มก.ทุกวัน ป้องกันมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ไม่ได้ ส่วนประสิทธิผล
    ในการป้องกันมาลาเรียชนิดฟาลซิพารัมนั้นยังบอกไม่ได้ชัดว่าสูงเพียงใด 
2.4 เมโฟรควีน ผู้ใหญ่ให้ 1 เม็ด ทุกสัปดาห์ แม้จะได้ผลต่อทั้งชนิดไวแวกซ์ และฟาลซิพารัม แต่ก็พบ
    ว่ามีบางรายที่ดื้อยา จึงป้องกันได้ไม่ 100%
    ดังนั้นในปัจจุบัน จึงไม่แนะนำให้กินยาป้องกันล่วงหน้า แต่แนะนำว่า ถ้าออกจากป่าแล้วมีอาการไข้
    หรือมีอาการสงสัยเป็นมาลาเรีย ให้รีบทำการตรวจรักษา หรือในกรณีที่ต้องเข้าไปอยู่ในป่าที่เป็นถิ่น
    ที่มีเชื้อมาลาเรีย ดื้อต่อยาหลายชนิด เป็นเวลานานเกิน 
2 สัปดาห์ (ระยะฟักตัวของโรค) ก็ควรพกยารักษามาลาเรีย (ได้แก่ ควินิน เมโฟลควีน หรือ อาร์ทีซูเนต)
   ไว้สำรองใช้ในยามฉุกเฉิน เมื่อไม่สามารถตรวจเลือดได้ โดยใช้ในขนาดที่ใช้รักษามาลาเรีย

รายละเอียด
ผู้ป่วยที่มีไข้อย่าลืมซักถามประวัติการเดินทางเข้าไปในดงมาลาเรีย


 



Live chat by BoldChat
Live chat by Boldchat

ThaiL@bOnLine - CRYSTAL DIAGNOSTICS
E-mail : info@thailabonline.com
Phone 02 803 7310  02 803 7311  02 803 7747

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

  
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine | Aromatherapy |
Health Game Zone


1999-2009 Thailabonline.com. All rights reserved. 
เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  e-Commerce Registration Number  7100803000130
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” and ”AromaEssence” and ”MedHealthMart” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.