|
สารพันปัญหาเกี่ยวกับโรค
เอส แอล อี
ปัญหาข้อสงสัยที่สอบถามกันมาก
ร.ศ.น.พ.กิตติ
โตเต็มโชคชัยการ / ร.ศ.น.พ.บุญส่ง
องค์พิพัฒนกุล
มูลนิธิ (อร) อุรวสี
จำเดิมเผด็จศึก
หน่วยโรคภูมิแพ้
อิมมูโนวิทยา และโรคข้อ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี
ตอบปัญาเรื่องโรคเอส แอล อี
ทางโทรศัพท์ 02-201-1838 ทุกวันพุธ
เวลา 9.00-10.00 |
อาการสำคัญที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นโรค
เอส แอล อี ที่พบได้บ่อย
อาจเกิดอาการขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
เป็นๆหายๆ เป็นระยะ
อาจมีลักษณะอาจเกิดขึ้นได้หลายๆอย่างรวมกันก็ได้
ในกรณีที่มีอาการแล้วหา
สาเหตุของโรคไม่ได้
ให้ลองนึกถึงและทำการตรวจเลือดดูว่ามีโอกาสเป็นโรค
SLE หรือไม่ ที่สำคัญ
เพศหญิงจะมีอุบัติการเกิดโรคนี้ได้มากกว่าเพศชาย
ในอัตรา 9 : 1
| อาการปวดข้อ |
อาการมีไข้/อ่อนเพลีย |
น้ำหนักลด
/ ไม่ค่อยมีแรง |
| มีอาการบวมที่
ขา/หน้า |
มีผื่นที่ผิวหนังได้ง่าย |
อาการปวดเมื่อยร่างกาย |
| มีแผลในปากบ่อย |
มีอาการผมร่วง |
อาการปวดศีรษะ00 |
อาการจำเพาะของโรค เอส แอล
อี ที่พบได้บ่อย
ในระหว่างการดำเนินโรคมีแตกต่างกันได้หลายแบบ
เกิดขึ้นได้กับระบบอวัยวะอื่นๆเกือบทุกระบบของร่างกาย
แต่จะมีบางลักษณะที่พบได้บ่อยกว่า
ตาราง
ข้างล่างจะแสดงให้เห็นกลุ่มอาการที่พบเป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยที่เรียกว่า
ARA criteria เพือใช้
ช่วยในการวินิจฉัยผู้ป่วยโรคเอส
แอล อี
ได้รวดเร็วถูกต้องแม่ายำมากขึ้น
-
ผื่นที่หน้าเป็นรูปปีกผีเสื้อ
บริเวณโหนกแก้มสองข้างจมูก
(malar rash) โดย
เว้นร่องระหว่างจมูกกับริมฝีปาก |
| -
ผื่น discoid
ในลักษณะเดียวกับที่พบในกลุ่ม
discoid lupus |
| -
อาการแพ้แสงแดด (photo sensitive) |
| -
มีแผลในปาก ( oral ulcer) |
| -
ข้ออักเสบชนิดที่ไม่มีการกัดกร่อนของข้อ
(nonerosive arthritis) |
| -
เยื่อหุ้มปอดหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
(serositis) |
| -
ความผิดปกติทางไต
มักตรวจพบโปรตีนไข่ขาวในปัสสาวะ |
| -
ความผิดปกติทางระบบประสาทที่หาสาเหตุไม่ได้
เช่น ชัก หรืออาการทางจิต |
-
ความผิดปกติของระบบโลหิต
มีภาวะซีดจากเม็ดเลือดแดงแตกง่าย
มีจำนวนของ
เม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติ
< 4000/ลบ.มม. (จากการตรวจอย่างน้อย
2 ครั้ง) มี
ปริมาณเกร็ดเลือดต่ำกว่าปกติ
<100000 / ลบ.มม.
เลือดออกได้ง่าย |
-
ความผิดปกติทางระบบภูมิคุ้มกันร่างกายจากการตรวจเลือด
มีการตรวจพบ
anti double stranded DNA / anti Sm antibodies
หรือตรวจพบ
anti-phospholipid antibodies
หรือให้ผลบวกปลอมเมื่อตรวจ
VDRL |
-
การตรวจเลือดเกี่ยวกับการแพ้ภูมิ
ให้ผลบวกกับ antinuclear antibodies
(ANA)
โดยไม่ได้เป็นผลบวกปลอมจากยา |
|
โดยถ้ามีความผิดปกติข้างต้นตั้งแต่
4 ข้อขึ้นไป
หมายความว่าจะมีโอกาสเป็นโรค
เอส แอล อี ได้มากถึง 96%
เพื่อให้มีความแม่นยำมากขึ้นควรมีการซักประวัติใน
อดีตร่วมด้วย /
อาการปวดข้อที่ไม่ควรพบในวัยเจริญพันธุ์
/ มีไข้โดยไม่ทราบ
สาเหตุ /
มีอาการเลือดออกง่ายกว่าปกติ |
|
คำตอบที่
1
ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี
ที่มีอาการทางไต
มักจะมีอาการบวม ปัสสาวะมีโปรตีนไข่ขาว
รั่วออกมา
มีเม็ดเลือดแดงหรือเม็ดเลือดขาวปนออกมากับปัสสาวะด้วย
เนื่องจาก
การเกิดอักเสบที่ไต
ในทางการแพทย์แบ่งความรุนแรงของไตอักเสบออกอย่างคร่าวๆ
ตามลักษณะพยาธิ
สภาพของไต เป็น
6 ระดับ โดย
- ระดับที่ 1 - 3
จัดเป็นระดับความรุนแรงน้อย
ถึงปานกลาง
มักจะตอบสนองได้ดีต่อการรักษาด้วยสเตียรอยด์
และมีโอกาสหายได้มาก
- ระดับ 4
จัดเป็นระดับความรุนแรง
มักพบได้บ่อยในผู้ป่วย
มักไม่ค่อย
ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ในขนาดธรรมดา
ต้องใช้ยาขนาดสูงหรือ
ใช้ยาต้านมะเร็งเข้าร่วมในการรักษา
- ระดับ 5 ระดับความรุนแรงมาก
มักทำอะไรไม่ได้มากมนระยะนี้
- ระดับ 6
เป็นขั้นสุดท้ายของไต
มีการอักเสบมากจนหน่วยไตเสียหาย
ไปมากเหลือแต่ลักษณะคล้ายแผลเป็น
สุดท้ายมักตามมาด้วยอาการไตวายในที่สุด
ซึ่งต้องเข้าสู่ระยะล้างไตต่อไป
|
คำตอบที่
2
การปฏิบัติตัวหรือการดุแลตนเอง
ขึ้นอยู่กับอาการทางไตหรือความรุนแรงของอาการ
หรือของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย
ในระยะที่มีอาการบวมมากนอกจากการรับประทาน
ยาหรือมารับยาตามแพทย์สั่งแล้ว
ผู้ป่วยอาจช่วยตนเองโดยการรับทานไข่ขาวหรือ
ไข่ลวกเพิ่มขึ้น
เพื่อชดเชยกับโปรตีนไข่ขาวในเลือดที่สูญเสียไปทางปัสสาวะ
แต่
เมื่อมีอาการทางไตมากยิ่งขึ้นจนเริ่มมีอาการไตเสื่อมหรือไตวาย
จึงให้ลดการทาน
พวกโปรตีนลดน้อยลง
เพื่อให้มีโปรตีนไปที่ไตน้อยลง
ในขณะเดียวกันผู้ป่วยระยะนี้
มักมีความดันโลหิตสูง
ต้องพยายามควบคุมไม่ให้ความดันสูงเกินไปโดยการงดทาน
ของเค็ม
และทานยาควบคุมความดันอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง
นอกจากนี้ยังต้อง
ควบคุมปริมาณน้ำที่ทานในแต่ละวันให้เหมาะสม
ไม่มากหรือน้อยเกินไปเพื่อช่วย
ประคองไม่ให้ไตแย่ไปมากกว่าเดิม
|
คำตอบที่
3
ผู้ป่วย เอส แอล อี
ในแต่ละรายอาจมีอาการหลากหลาย
ผู้ป่วยอาจมีอาการปอดอักเสบ
อย่างเดียว
แต่บางรายอาจมีอาการทั้งปอดและไตอักเสบด้วย
เป็นการยากที่จะบอกว่า
จะมีหรือไม่มีอาการไตอักเสบ
แต่ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องมักจะควบคุมโรคให้
สงบได้
และโอกาสที่จะเกิดการอักเสบกับอวัยวะอื่นๆ
อีกมักจะน้อยลง
|
คำตอบที่
4
ปกติอาการทางผิวหนัง
เช่น ผื่นหรือแผล
จัดเป็นชนิดของอาการที่ไม่รุนแรงนัก
เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องมักสงบลง
แต่เมื่อผู้ป่วยได้รับความกระทบกระเทือน
เฃ่น
มีการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อ
( ไวรัส/หวัด)
หรือความเครียดทางร่างกายอื่นๆ
หรือปฏิบัติตัวไม่ถูกต้อง
เช่นโดนแสงแดด ความร้อน
ก็อาจกระตุ้นให้อาการของโรค
เป็นขึ้นมาอีก
ทำให้เกิดผื่นขึ้นและอาจมีอาการอื่นๆตามมา
ซึ่งอาจทวีความรุนแรง
มากยิ่งขึ้น
|
คำตอบที่
5
อาการทางสมองที่เกิดจากเส้นเลือดสมองตีบ
เป็นอาการหนึ่งที่พบได้ในโรค
SLE
ซึ่งอาจเกิดจากเส้นเลือดสมองอักเสบ
หรือมีการอุดตันของเส้นเลือดการที่มีตาซ้าย
มองไม่เห็นด้วยหางตา
แสดงว่าสมองส่วนที่ควบคุมการมองเห็น
หรือกลุ่มประสาท
ที่เกี่ยวข้องเฉพาะที่เป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการขาดเลือด
การที่จะมีโอกาส
มองเห็นได้เหมือนเดิมหรือไม่
ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง
เช่น สมองส่วนที่โดนเป็น
บริเวณใหญ่หรือเล็ก
เนื้อสมองตายไปมากหรือน้อย
และมีเลือดมาทดแทนทันเวลา
หรือไม่มากน้อยแค่ไหน
แต่ถ้ารักษามาแล้ว 2
ปีแล้วยังไม่เป็นปกติ
โอกาสที่จะกลับ
มามองเห็นเป็นปกติคงน้อยลง
|
คำตอบที่
6
คำว่า DLE ย่อมาจาก
Discoid lupus erythematosus
ซึ่งเป็นชื่อโรคทาง
ผิวหนังที่ผู้ป่วยมีร่องรอยโรคที่ผิวหนังเป็นรอยแดงกลมๆ
ตรงกลางมักบุ๋มลงไป
จากผิวหนังตาย
เกิดจากการอักเสบของเส้นเลือดที่ผิวหนัง
มักเกิดที่บริเวณหน้า /
หนังศีรษะ และบริเวณหู
รอยโรคแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ป่วยโรค
SLE ผู้ป่วย
ที่มีรอยโรคแบบนี้โดยไม่มีอวัยวะอื่นหรือความผิดปกติของระบบอื่นร่วมด้วยจะได้
รับการวินิจฉัยว่าเป็น DLE
แต่ถ้ามีรอยโรคเช่นนี้ที่ผิวหนัง
ร่วมกับการมีการอักเสบของระบบอื่นๆ
ด้วย ก็จะจัด
เป็นโรค SLE
รอยโรคที่เรียกว่า DLE
นี้จัดเป็นรอยโรคลักษณะจำเพาะที่พบแต่ใน
โรคเอส แอล อี
จะไม่พบในโรคอื่นๆ |
คำตอบที่
7
ผู้ป่วย SLE
ที่เสียชีวิต
มักจะมีโรคที่มีความรุนแรง
มีการอักเสบกับอวัยวะที่สำคัญ
เช่น
ไตอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน (rapid
progressive glumerulonephritis )
สมองอักเสบมากทำให้เกิดอาการชัก
คลุมคลั่ง สมองบวม
ปอดอักเสบอย่างรุนแรง
หรือมีเลือดออกจากปอด
หัวใจอักเสบ
ลำไส้อักเสบอย่างรุนแรง
ตับอ่อนอักเสบอย่าง
รุนแรง เป็๋นต้น
ในประเทศไทยสาเหตุที่สำคัญที่มักพบเสมอที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วย
SLE
เสียชีวิตนอกจากสาเหตุโรคข้างต้นแล้วก็คือภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ
|
คำตอบที่
8
โรคเอส แอล อี
เป็นโรคที่ไม่มีความแน่นอน
คาดเดาได้ยาก
ขณะเริ่มเป็นอาจมีอาการ
ที่ข้อ มีปวดบวมที่ข้อ
ต่อไปอาจลุกลานไปมีอาการทางผิวหนังและระบบไตได้
ซึ่ง
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อย
แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่มากและเป็นเฉพาะปวด
ข้ออย่างเดียวก็ได้
|
คำตอบที่
9
โรค เอส แอล
อีเป็นโรคที่เกิดได้กับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่
โดยมีอัตราการเป็นโรคนี้
มากกว่าผู้ชายในอัตราส่วน
9 : 1
แต่สำหรับผู้ชายที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะมีอาการ
ของโรคที่รุนแรงกว่า
เช่นมีโอกาสเกิดไตอักเสบมากกว่าและมักเป็นแบบรุนแรงมาก
และยากต่อการรักษา
|
คำตอบที่
10
อาการปวดเมื่อยต้นคอ
ไหล่ ลงไปตามหลังจนถึงก้นกบ
ไม่ใช่อาการที่เกิดจากระบบไต
อักเสบ
แต่อาจเป็นอาการที่เกิดจากภาวะ
ไฟโบรมัยอัลเจีย
ที่พบได้ประมาณ 10-30%
ของผู้ป่วยโรค SLE
มักพบร่วมในผู้ป่วยที่นอนไม่หลับ
หลับไม่สนิท มีความเครียด
ความวิตกกังวลสูง
วิธีการรักษานอกจากการรักษาที่ตัวโรค
SLE โดยตรงแล้ว ผู้ป่วย
ภาวะนี้ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
ไม่เครียด ไม่พยายามกังวล
ทำจิตใจให้สบาย และให้
ออกกำลังกายเบาๆบ้างสม่ำเสมอ
ไม่หักโหมจนเกินไป
|
คำตอบที่
11
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์จัดเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่มักมีการอักเสบส่วนใหญ่เกิด
ขึ้นตามข้อต่างๆทั่วร่างกาย
นอกจากนี้ยังสามารถเกิดการอักเสบส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่
ข้อต่างๆทั่วร่างกาย
นอกจากนี้ยังสามารถเกิดการอักเสบกับอวัยวะต่างๆของร่างกาย
ได้เช่นกัน เช่นที่ตา ปอด
หรือเส้นเลือดอักเสบ
แต่อาการมักไม่เป็นรุนแรงเท่าโรค
SLE
อาการของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในระยะแรกอาจจะเหมือนอาการปวดข้อที่
เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรค SLE
เช่นกัน
ดังนั้นในการวินิจฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
แพทย์จำเป็นต้องแยกโรค SLE
ออกไปก่อนหรือต้องพยายามพิสูจน์ว่าเป็นโรคใดแน่
โดยการตรวจเลือด
มีอยู่บางกรณีนานๆครั้งที่ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์แน่นอน
เป็นมาหลายปี
ได้รับการรักษาหรือไม่ก็ตาม
เกิดการเปลี่ยนแปลงของโรคกลายไปเป็น
โรค SLE ได้
นั้นคือเกิดการอักเสบของอวัยวะต่างๆเพิ่มมากขึ้น
เนื่องจากเกิดการ
เปลี่ยนแปลงไปของภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเองที่จำตัวเองไม่ได้
เห็นร่างกายเราเป็นสิ่ง
แปลกปลอม
เกิดเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง
เช่นเดียวกัน
แต่พบได้ไม่บ่อยนัก
|
คำตอบที่
12
ปกติแล้วอาการทางผิวหนังจัดเป็นกลุ่มอาการที่ไม่รุนแรง
ผื่นบางชนิดเพียงได้รับยา
ทาบริเวณผิวหนังเพื่อลดการอักเสบก็ดีขึ้นได้แล้ว
ถ้าไม่มีอาการของระบบอื่นหรือ
อวัยวะอื่นที่สำคัญร่วมด้วย
ก็จัดอยู่ในชนิดของโรคที่ไม่รุนแรง
|
คำตอบที่
13
ผู้ป่วยที่เป็นโรค
SLE
เป็นโรคที่มีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ
นอกจากนี้ตัวยาที่ใช้รักษาโรค
SLE
มักจะเป็นยากดภูมิคุ้มกัน
ทำให้ผู้ป่วยโรค SLE
มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่าย
และการติดเชื้อทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส
เชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา
ก็สามารถที่
กระตุ้นให้โรคกำเริบขึ้นได้เช่นกันเพราะทำให้เกิดภาวะเครียดทางร่างกายอย่างมาก
ส่วนหนึ่ง
|
คำตอบที่
14
โดยทั่วไปเวลาโรค
SLE กำเริบขึ้นมา
มักจะย้อนรอยเดิมหมายความว่า
ถ้าในครั้ง
แรกผู้ป่วยมีอาการทางระบบไหน
เช่น ปวดข้อ มีผื่น
หรือไตอักเสบ
เวลาที่โรคกำเริบ
ก็มักจะมีอาการของระบบที่เคยเป็น
แต่ก็ไม่เสมอไปผู้ป่วยบางรายอาจมีการอักเสบ
ของอวัยวะอื่นที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เช่นเมื่อเวลาโรคกำเริบขึ้นมาอีกอาจมีอาการ
ชัก
หรือฟั่นเฟื่อนไปทั้งๆที่ไม่เคยมีอาการทางระบบประสาทมาก่อนก็ได้
ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าป่วยเป็นโรค
SLE
โดยโรคจะสงบหรือไม่สงบก็ตาม
ถ้ามีความผิด
ปกติใดๆของร่างกาย
ควรรีบไปพบแพทย์
|
คำตอบที่
15
การตรวจพบเกร็ดเลือดต่ำ
อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ
หรือพบได้ในโรคหลายชนิด
เช่นโรคไข้เลือดออก
หรือโรคติดเชื้อบางชนิด
โรคเลือด
ถ้าไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น
ก็อาจจะเกิดจากการมีภูมิคุ้มกันมาจับและทำลายให้เกร็ดเลือดต่ำ
ที่เรียกว่าโรค ITP
ซึ่งโรค ITP
นี้อาจจะเป็นโรคเดียวกันหรือเป็นส่วนหนึ่งของโรค
SLE คือเป็นโรค
เอส แอล อี
ที่มีภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายเกร็ดเลือด
ทำให้ปริมาณเกร็ดเลือดลดลงได้
ต้องได้รับการตรวจเพิ่มหรือการตรวจเลือดเฉพาะเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรค
SLE หรือ
ไม่
ถ้ามีการตรวจเลือดเช่นตรวจ
ANA แล้วได้ผลบวก
ก็จะมีโอกาสเป็นโรค SLE ได้
มาก
|
คำตอบที่
16
การตรวจเลือด ANA
ย่อมาจาก Anti-nuclear antibody
ซึ่งเป็นการตรวจว่าจะ
เป็นโรคแพ้ภูมิตนเองหรือไม่
แต่การที่ได้ผลบวกไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นโรค
SLE
เสมอไป
ถ้าผลบวกชัดเจนแปลว่ามีโรคแพ้ภูมิ
ซึ่งอาจเป็นโรคแพ้ภูมิแบบชนิดอื่นก็ได้
เช่นโรค
ผิวหนังแข็ง (Scleroderma)
แต่ผลบวกบางชนิดร่วมกับขนาดไตเตอร์ที่สูง
อาจ
หมายถึงเป็นโรค เอส แอล อี
ได้เช่นกัน
|
คำตอบที่
17
การตรวจ Anti-dsDNA กับ
Anti-Sm
เป็นการตรวจภูมิคุ้มกันเฉพาะ
ซึ่งจะพบได้
แต่เฉพาะกับโรค SLE
เท่านั้น ดังนั้น
ถ้าการตรวจนี้ให้ผลบวกหมายความว่าเป็น
โรคเอส แอล อี แน่นอน
|
คำตอบที่
18
การตรวจเลือดเป็นการตรวจเพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค
เอส แอล อี ของแพทย์ โดย
ปกติแล้วแพทย์จะอาศัยประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วย
เช่น มีผื่น มีปวดข้อ
มีไตอักเสบ
อาการบวม
ประกอบกับการตรวจร่างกายที่พบอาการแสดงต่างๆ
ของโรค SLE เป็น
หลักในการให้การวินิจฉัย
หลังจากนั้นก็จะอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เช่น
การตรวจเลือด
การตรวจปัสสาวะ
การตรวจเลือดสำหรับตรวจว่าเป็นโรคแพ้ภูมิหรือ
โรคเอส แอล อี หรือไม่
เช่น ANA / Anti-dsDNA / Anti-Sm
เป็นการตรวจ
เลือดเพื่อดูว่าผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติหรือไม่
การแปลผลการตรวจต้องอาศัย
ความรู้ทางการแพทย์ประกอบ
ทั้งนี้เพราะไม่ใช่ผลการตรวจเป็นบวก
เช่น ANA บวก
แล้วจะต้องเป็นโรคเอส แอล
อี
นอกจากนี้ผลการตรวจ ANA
เป็นลบก็ยังมีโอกาสเป็นโรค
SLE ได้ ส่วนการตรวจ
Anti-dsDNA และ Anti-Sm
เป็นการตรวจที่ค่อนข้างจำเพาะเจาะจงสำหรับโรค
SLE ดังนั้นถ้าได้ผลเป็นบวก
มักจะหมายความว่าเป็นโรค SLE
ค่อนข้างแน่และอาจ
มีความหมายเป็นนัยถึงความรุนแรงของโรค
SLE ด้วย
แต่ถ้าผลเป็นลบก็ไม่ได้
หมายถึงว่าไม่เป็นโรค SLE
จะเห็นว่าการแปลผลการตรวจเลือดสำหรับโรค
SLE ค่อนข้างซับซ้อน ต้องอาศัย
ประสบการณ์ของแพทย์พอสมควรในการแปลผล
เพราะการแปลผลผิดอาจทำให้ผู้ป่วย
เกิดความเข้าใจผิด
และเกิดผลร้ายต่อผู้ป่วยและได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง
หรือได้
รับผลข้างเคียงจากการรักษาโดยไม่จำเป็นอีกด้วย
|
คำตอบที่
19
โรค SLE
ที่มีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง
เกิดการอักเสบที่ผิวหนังเนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ผิด
ปกติ
ไม่เกี่ยวกับการเป็นเชื้อรา
แต่ในผู้ป่วย SLE
ที่ได้รับการรักษาด้วยสเตียรอยด์
เช่นเพร็ดนิโซโลนในขนาดสูงๆ
อาจทำให้มีการติดเชื้อราที่ผิวหนังได้ง่าย
โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในผู้ป่วยที่อ้วนหรือมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงร่วมด้วย
บริเวณที่เป็นเชื้อรา
มักพบได้บ่อยบริเวณ
ซอกแขน ซอกขา
หรือในบริเวณที่อับชื้น
|
คำตอบที่
20
ปกติแล้วโรค SLE
เป็นโรคที่มีอาการของโรคเปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างกำเริบและ
สงบไม่แน่นอน
แต่มักจะมีอาการรุนแรงอยู่ในช่วงระยะ
2-3 ปีแรก ถ้าได้รับการรักษา
ที่ถูกต้อง
โดยเฉลี่ยโรคจะค่อนข้างสงบลง
ทั้งนี้ผู้ป่วยเองต้องพยายามระมัดระวัง
ตัวโดยปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง
เช่น ระวังไม่ให้ถูกแสงแดด
ระวังเรื่องความสะอาด หลัง
จากที่โรคสงบลงแล้ว
แพทย์ก็จะค่อยๆลดปริมาณยาที่ทานลงหรือจนหยุดยาที่ทานได้
ก็ถือว่าโรคสงบ
โดยทั่วไปพออายุมากขึ้นโอกาสที่โรคจะกลับมากำเริบอีกก็จะน้อยลง
ไปด้วย
เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันก็มักจะเสื่อมตามไปด้วย
|
คำตอบที่
21
อาการผมร่วงเป็นอาการหนึ่งที่พบได้ในโรค
SLE
อาการผมร่วงนี้เกิดได้จากหลาย
สาเหตุ เช่น จากตัวโรคเอง
จากการรักษา
หรือจากมีการติดเชื้อเช่น
เชื้อราแทรกซ้อน
ขึ้นมา
ถ้ามีแต่อาการผมร่วง
โดยไม่มีอาการอื่นก็แสดงว่ามีการอักเสบเฉพาะที่ผิวหนัง
ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีอาการอื่นร่วมด้วยก็ได้
ไม่สามารถทำนายหรือคาดเดาได้
ต้อง
แล้วแต่โรคของผู้ป่วยในแต่ละราย
ส่วนเมื่อรักษาหายแล้วจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
ก็แล้วแต่โรคและการปฏิบัติตนของผู้ป่วย
ไม่ให้โรคกำเริบขึ้นมาอีก
|
คำตอบที่
22
สาเหตุของอาการทางสมองในโรค
SLE
เกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง
ตั้งแต่ตัวโรค
SLE
เองที่ทำให้เกิดเส้นเลือดอักเสบในสมอง
หรือเกิดการอุดตันของเส้นเลือดใน
สมองผลทำให้สมองขาดเลือด
หรือมีการอักเสบของเซลประสาทหรือเส้นประสาทโดย
ตรง
นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนซึ่งเป็นไปได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย
เชื้อไวรัส เชื้อรา
หรือเป็นผลจากการรักษา
เช่นยาบางชนิดอาจทำให้ความดันใน
สมองสูงขึ้น
เช่นยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์บางอย่าง
หรือเป็นผลกระทบ
จากภาวะแทรกซ้อนภายนอกสมอง
เช่นความดันโลหิตสูง
เป็นต้น
จากการที่ได้รับการรักษาจนอาการเป็นปกติหรือว่าโรคสงบแล้ว
โอกาสที่จะกลับมามี
อาการทางสมองอีกก็เป็นไปได้
เนื่องจากโรค SLE
มักจะมีอาการย้อนรอยของอาการ
แต่ถ้าผู้ป่วยมีการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง
มีการระมัดระวังตัวเป็นอย่างดี
มารับการ
ตรวจรักษาอย่างสม่ำเสมอ
โอกาสที่จะกำเริบก็มักจะน้อยลงตามไปด้วย
|
คำตอบที่
23
ปกติแพทย์จะแบ่งความรุนแรงของโรค
SLE
ออกเป็นระดับความรุนแรงน้อย
ระดับ
ปานกลาง
และมากตามระบบของอวัยวะที่เกิดมีอาการและตามชนิดของอาการที่เกิด
ขึ้นกับอวัยวะนั้นๆ
เช่นอาการทางผิวหนังมีผื่น
หรืออาการทางข้อ
มีข้ออักเสบ จัด
เป็นความรุนแรงน้อยถึงระดับปานกลาง
ยกเว้นอาการบางชนิดเช่น
เส้นเลือดอักเสบ
ของผิวหนัง
อาการที่ระบบไต ระบบเลือด
สมอง
จัดเป็นอาการขั้นรุนแรง
ในกรณีนี้มีโปรตีนหรือไข่ขาวรั่วออกมากับปัสสาวะ
2+ แสดงว่าเริ่มมีอาการไต
อักเสบ
คงต้องประเมินความรุนแรงของการอักเสบที่ไตนี้ว่าเป็นมากน้อยเพียงใด
โดยการตรวจปัสสาวะ
ดูเม็ดเลือดแดง
เม็ดเลือดขาว
ที่ปนออกมากับปัสสาวะ
ตรวจ
ดูปริมาณโปรตีนที่รั่วออกมาโดยการเก็บปัสสาวะแบบ
24 ชั่วโมงมาตรวจดู
|
คำตอบที่
24
อาการทางระบบประสาทในผู้ป่วย
SLE เป็นได้หลายอย่าง ตั้งแต่
ปวดศีรษะ ชัก ไป
จนถึงคลุ้มคลั่ง
ฟั่นเฟือนได้
สาเหตุอาจเกิดจากการอักเสบของเซลประสาทเอง
หรือ
เส้นเลือดอักเสบหรือมีการอุดตันของเส้นเลือดในระบบประสาทที่ไปเลี้ยงสมองส่วน
ต่างๆ
ทั้งเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำ
อาการชักเป็นอาการทางระบบประสาทที่พบ
ได้บ่อยพอสมควรในผู้ป่วย SLE
ซึ่งเกิดได้ทั้งจากการอักเสบของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยง
สมองส่วนนั้น
หรือการอักเสบของกลุ่มเซลประสาทเอง
หรือจากการติดเชื้อ
ผู้ป่วยที่มีอาการชัก
จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปฏิบัติตามแพทย์แนะนำ
และรักษาอย่าง
เคร่งครัด
ตั้งแต่การรับประทานยา
โดยเฉพาะทั้งยากันชักและยารักษาโรค
SLE
เองอย่างสม่ำเสมอ
พักผ่อนให้เพียงพอ
หลีกเลี่ยงความเครียดทั่งทางประสาทและ
ทางร่างกาย
ทำจิตใจให้สบาย
- อาการชักในผู้ป่วยโรค SLE
ถ้าเกิดจากตัวโรคเองมักจะรักษาหรือป้องกันได้ไม่
ยากนักและมักเกิดในช่วงแรกของการป่วยเท่านั้น
พอพ้นจากระยะแรกไปแล้ว โอกาส
ที่จะเกิดอาการชักจะลดลงตามลำดับ
|
คำตอบที่
25
ไมเกรนเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ
มักจะปวดข้างใดข้างหนึ่ง
และมีอาการ
ปวดแบบปวดตึบๆ
ไม่ได้มีความเกี่ยวพันใดๆกับโรค
SLE
แต่อาการทางประสาทของโรค SLE
อาการหนึ่งคืออาการปวดศีรษะที่มีลักษณะเป็น
การปวดศีรษะจากเส้นเลือดที่ผิดปกติเรียก
lupus headache จะมีลักษณะการ
ปวดคล้ายโรคปวดศีรษะไมเกรนได้
นอกจากนี้ผู้ป่วยไมเกรนมักมีปัจจัยของความเครียดที่จะทำให้เกิดอาการเป็นมากขึ้น
ในส่วนของโรค SLE
ก็เช่นกันสามารถถูกกระตุ้นจากความเครียดได้เช่นเดียวกัน
|
คำตอบที่
26
การตรวจปัสสาวะพบเม็ดเลือดปนออกมาอาจเกิดจากสาเหตุหลายอย่างเช่น
เวลาตรวจ
ใกล้กับเวลามีประจำเดือน
หรือมีการอักเสบของทางเดินปัสสาวะอยู่หรือไม่
หรือมี
นิ่วในทางเดินปัสสาวะนอกเหนือไปจากการอักเสบที่ไต
การตรวจพบน้ำตาล 2+
เป็นสิ่งที่ตรวจพบได้ในผู้ป่วยเบาหวาน
อาจหมายถึงผู้ป่วย
อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาด้วยยาเพร็ดนิโซโลนซึ่งเป็นสเตียรอยด์
เมื่อใช้
นานๆไปซักระยะเวลาหนึ่ง
อาจทำให้เกิดโรคเบาหวานทำให้มีน้ำตาลล้นออกมาใน
ปัสสาวะได้
-
อาจจะไม่ได้หมายความว่าเป็นโรค
SLE รุนแรงมากขึ้น
ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้อง
เพิ่มยาเพร็ดนิโซโลน
และถ้ามีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเนื่องมาจากยาเพร็ดนิโซโลนเอง
อาจต้องลดยาลงอีกด้วย
|
คำตอบที่
27
โรค SLE
เป็นโรคที่มีอาการแสดง
และความรุนแรงของโรคที่ไม่แน่นอนในผู้ป่วย
แต่ละราย
นอกจากนี้การดำเนินของโรคยังมีความหลากหลายไม่แน่นอนอีกด้วย
ใน
บางรายเป็นรุนแรงในช่วงแรกจากนั้นโรคค่อยๆสงบลง
ในบางรายเป็นรุนแรงและ
สงบสลับกันไปมา
บางรายเป็นรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็ได้
-
การรักษาจึงต้องปรับตามความรุนแรงของดรคให้เหมาะสม
ดังนั้นไม่สามารถที่จะ
คาดเดาหรือทำนายการดำเนินของโรคของผู้ป่วยในแต่ละรายได้ตั้งแต่ต้น
|
คำตอบที่
28
อาการผื่นบนใบหน้า
เป็นอาการทางผิวหนังของโรค SLE
ที่พบได้บ่อย ถ้าเกิดขึ้น
โดยไม่มีอาการของระบบอื่นร่วมด้วย
ความรุนแรงจะเป็นไปตามอวัยวะอื่นที่มีการ
อักเสบ
อาการผื่นบนใบหน้าเป็นอาการนำที่บอกว่าโรคกำลังกำเริบได้
- ผู้ป่วย SLE
จะมีอาการไวต่อแสงแดด photo sensitive
ทำให้เกิดอาการผื่น
แดง คันได้ตามบริเวญมือ
หน้า เวลาโดนแสงแดด
เพื่อป้องกันควรใส่เสื้อแขนยาวที่
ปิดปิดแขน ขา
และลำตัวได้มิดชิด
ใส่หมวกปีกกว้าง
และทายาป้องกันแสงแดด ส่วนสี
ของเสื้อผ้าถ้าเป็นสีอ่อนหรือสีขาวก็สามารถป้องกันแสงแดดได้และไม่ดูดซับความ
ร้อนเอาไว้อีกด้วย (ควรหลีกเลี่ยงเสื้อสีเข้ม)
|
คำตอบที่
29
ผู้ป่วย SLE
การย้อมผมด้วยน้ำยาย้อมผมอาจเป็นการไปกระตุ้นให้อาการกำเริบขึ้น
ได้
อาการผมร่วงเป็นอาการที่สำคัญอาการ
หนึ่งของโรค
การใช้ยาย้อมผมที่เป็นพวก
สารเคมีอาจไปทำให้ผมร่วงมากขึ้นและทำให้โรค
SLE กำเริบขึ้นได้
ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการย้อมสีผม
สำหรับอาการผมร่วงซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรคขณะกำเริบ
เมื่อสามารถควบคุมอาการ
ให้สงบลงได้
อาการผมร่วงก็จะหยุดเองได้
|
คำตอบที่
30
หลังจากที่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
และมีการติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอเป็น
ระยะๆ
ถ้าลักษณะอาการของผู้ป่วยและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เช่น การตรวจ
เลือด
และการตรวจปัสสาวะดีขึ้น
แพทย์ก็จะพยายามลดยาลง
โดยเฉพาะยาที่มีผลข้าง
เคียงมาก เช่นยาพวกสเตียรอยด์
ลงมาเรื่อยๆ
จนสามารถหยุดยาได้
หรือเหลือไว้ใน
ระดับต่ำๆ
ผู้ป่วยไม่มีอาการอะไรมีชีวิตได้เหมือนปกติ
และผลการตรวจเลือดและ
ปัสสาวะเป็นปกติหรือเกือบเป็นปกติ
ก็ถือว่าโรคสงบแล้ว
แพทย์จึงจะหยุดยาและยัง
ติดตามผู้ป่วยไปอีกประมาณ 2
ปีหลังหยุดยา
เพื่อให้แน่ใจว่าโรคจะไม่กลับมาอีก
จึง
ถือว่าโรคสงบ
-
แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยเองต้องปฏิบัติตัวต่อไปอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันการไปกระตุ้นให้โรค
กำเริบขึ้นมาใหม่
เช่นหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด
ไม่ตรากตรำทำงานหนัก
ไม่อดนอน
ถึงแม้ว่าโรคจะสงบลงแล้วเป็นเาลาหลายปี
ก็อาจยังมีโอกาสกำเริบใหม่อีกได้
ถ้าไม่
ระวังปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง |
คำตอบที่
31
โรค SLE
เป็นโรคแพ้ภูมิที่มีสาเหตุการเกิดจากกรรมพันธุ์ส่วนหนึ่ง
หมายความว่า
ผู้ป่วยที่มีพันธุกรรมชนิดนี้มีแน้วโน้มหรือมีโอกาสน่าจะเป็นโรคนี้ได้สูงมากกว่าผู้
อื่น
แต่การจะเกิดโรคขึ้นได้ต้องได้รับสิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม
ซึ่งในปัจจุบันนี้ยัง
ไม่ทราบแน่ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อผู้ป่วยโรค SLE
ได้รับการรักษาจนโรคสงบลง
แล้วจนแพทย์อนุญาติให้มีบุตรได้
ลูกของผู้ป่วย SLE
ไม่จำเป็นต้องเป็นโรค SLE
ด้วย
เพียงแต่จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงกว่าคนอื่นบ้าง
|
คำตอบที่
32
การที่ไม่มีอาการของโรค SLE
มาก่อน
แต่เริ่มมาเป็นโรคในขณะตั้งครรภ์
ซึ่งเรา
สามารถพบได้ในบางครั้ง
ถ้าอาการของโรคไม่รุนแรงมากนักเช่นมีผื่นขึ้น
ปวดตามข้อ
ก็รักษาได้ไม่ยากนัก
สามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้จนคลอด
แต่ถ้าโรคมีอาการรุนแรงมาก
ยิ่งขึ้นก็อาจทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ต่อไปได้
หรือถ้าไม่ก็ต้องใช้การดูแลอย่างใกล้
ชิดตลอดจนคลอด
ผลต่อทารกและมารดาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและการรักษา
ตัวโรคมักจะรุน
แรงมากขึ้นเมื่อใกล้คลอดหรือช่วงหลังคลอด
มีผู้ป่วย SLE
จำนวนหนึ่งที่หลังคลอด
แล้วอาการของโรคจะสงบลง
และสามารถลดยาลงหรือจนหยุดยาลงได้ในเวลาอันรวด
เร็ว
ในการตั้งครรภ์ต่อไปก็จะมีโอกาสเกิดอาการกำเริบขึ้นมาได้ใหม่อีก
|
คำตอบที่
33
เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิง
Estrogen
สามารถกระตุ้นให้อาการโรค SLE
กำเริบ
ขึ้นใหม่ได้
ดังนั้นการคุมกำเนิดโดยการกินยาคุมหรือฉีดยาคุมจึงไม่ปลอดภัย
การ
คุมกำเนิดโดยการใส่ห่วงจะทำให้มีโอกาสติดเชื้อในช่องคลอด
มดลูกได้ง่ายมากขึ้น
ดังนั้นการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยในกรณีที่ยังต้องการมีบุตรอยู่อีก
คือการใช้ถุงยาง
อนามัยหรือการนับระยะปลอดภัย
ถึงแม้จะไม่ใช่วิธีที่ปลอดภัยที่สุดแต่ก็ปลอดภัยต่อ
การกำเริบของโรค SLE
และถ้าไม่ต้องการมีบุตรแล้วควรทำหมันเลยจะดีที่สุด
|
คำตอบที่
34
ในกรณีการตั้งครรภ์ของผู้ป่วย
SLE
ถ้าตั้งครรภ์ได้โดยได้รับคำยินยอมและการดูแล
อย่างใกล้ชิดจากแพทย์ โรค SLE
ของผู้ป่วยควรจะสงบลงก่อนอย่างน้อยเป็นเวลา
6 เดือนขึ้นไปแล้ว
ดังนั้นการใช้ยาในการรักษาก็จะใช้ยาที่มีผลข้างเคียงต่อทารกน้อย
ที่สุด และไม่รุนแรง
เช่นการลดปริมาณการใช้เพร็ดนิโซโลนในขนาดต่ำๆ
ซึ่งมีผลต่อ
ทารกน้อยมาก
|
คำตอบที่
35
พี่น้องของผู้ป่วยโรค SLE
มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไปแต่ไม่มากนัก
และ
ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องเป็นโรคนี้
เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรค
SLE
นอกจากนี้ยังไม่มีวิธีป้องกันการ
เกิดโรค
ไม่สามารถทำนายได้ว่าโรคจะเกิดเมือ่ใด
ที่ทำได้ในขณะนี้ก็คือการตรวจ
เลือด ANA
ซึ่งจะเป็นการทดสอบเพื่อดูว่ามีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติที่อาจทำให้เกิดโรค
หรือไม่ ถ้าผล ANA เป็นลบ
แปลว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะเป็น
แต่ถ้าผลเป็นบวกก็
ต้องพยายามติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด
ถ้าเกิดมีความผิดปกติอย่างไรเกิดขึ้นควร
รีบไปพบแพทย์
แต่ถ้ายังไม่มีอาการอย่างใดก็ไม่ต้องทำอะไรเลย
|
คำตอบที่
36
ผู้ป่วยโรค SLE
ที่มีอาการกำเริบอยู่
จะมีความผิดปกติของประจำเดือน
โดยส่วน
มากแล้วประจำเดือนจะมาน้อยหรือไม่มา
จนเมื่อโรค SLE
สงบลงแล้วประจำเดือนจึง
จะกลับมาเป็นปกติ
ดังนั้นพอเป็นสัญญาณได้ว่าถ้ามีประจำเดือนมาแสดงว่าอาการ
เริ่มจะสงบ
นอกจากนี้การที่ประจำเดือนไม่มายังเกิดได้จากความเครียด
วิตกกังวล
และอาจเป็นผลจากการใช้ยาที่รักษาโรค
SLE เช่นพวกยาสเตียรอยด์ที่มีผลไปทำให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศของผู้ป่วย
|
คำตอบที่
37
ในกรณีเช่นนี้ผู้ป่วยควรรับประทานฮอร์โมนเสริมเพื่อช่วยบรรเทาอาการหมดประจำ
เดือน
ถึงแม้ว่าเราจะทราบว่าฮอร์ฌพศเพศหญิงเอสโตรเจน
estrogen สามารถทำ
ให้อาการ SLE กำเริบขึ้นมาได้
แต่ในปัจจุบันมีการผลิตยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนใน
ระดับต่ำมากๆ และมีโปรเจสเตอโรนสูงแทน
ซึ่งทำให้โอกาสไปกระตุ้นอาการของ
โรค SLE น้อยลงไปด้วย
ซึ่งก็อาจนำมาใช้ในกรณีนี้
|
คำตอบที่
38
ยาคลอโรควิน chloroquine
เป็นยาที่ใช้รักษาโรคมาลาเรียจริง
แต่เราพบว่ายา
คลอโรควิน
มีฤทธิ์เปลี่ยนแปลงภูมิคุ้มกันได้เช่นกัน
จึงสามารถนำมาใช้รักษาโรค
SLE ที่มีอาการผิวหนังอักเสบ
เป็นผื่น
หรือบรรเทาอาการปวดข้อได้ดี
แต่ผลของยา
ในการรักษาจะเริ่มเห็นได้หลังจากได้ยาไปแล้วประมาณ
6- 12 สัปดาห์ขึ้นไป
|
คำตอบที่
39
ยา Imuran หรือ Azathioprine
เป็นยากดภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่ใช้ในการรักษา
โรค SLE มักใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์
เช่นเพร็ดนิโซโลน
เพื่อควบคุมอาการของโรค
และในขณะเดียวกันเพื่อเป็นการพยายามลดขนาดของยาเพร็ดนิโซโลนลง
เพื่อหลีก
เลี่ยงผลข้างเคียงของยาพวกสเตียรอยด์
แต่ยา Imuran
เป็นยาที่ยับยั้งการแบ่งตัวของเซล
ดังนั้นจะมีผลต่อการไปกดไข
กระดูกไม่ให้สร้างเม็ดเลือดขาว
เม็ดเลือดแดง
และเกร็ดเลือดได้ถ้าหากมีการใช้เป็น
ระยะเวลานานๆ
หรือในขนาดที่ปริมาณยาสูงๆ
หรือในผู้ป่วยสูงอายุที่ไขกระดูกไม่
ค่อยดีอยู่แล้ว
นอกจากนี้ยากลุ่มนี้ยังไปมีผลต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร
ทำให้เกิดแผล
หรือมีอาการท้องเดินได้ง่าย
ที่สำคัญที่สุดคือทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
หรือทำให้
เชื้อที่อยู่ในตัวผู้ป่วยอยู่แล้วเช่น
วัณโรค ไวรัสอีสุกอีใส
ถูกกระตุ้นขึ้นมากลายเป็น
วัณโรค หรือโรคงูสวัด
ขึ้นมาได้
|
คำตอบที่
40
อาการหน้าบวม ตัวบวม
ผิวมีรอยแตก
เป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาเพร็ดนิโซโลน
หรือยากลุ่มสเตียรอยด์
อาการหน้าบวมตัวบวมถ้าสามารถลดหรือหยุดยาลงได้
อาการ
ก็จะลดลงไปด้วย
แต่ผิวที่มีรอยแตกจากยากลุ่มสเตียรอยด์เนื่องจากผิวบางลง
อาจไม่
กลับมาเป็นปกติ
วิธีการที่ดีคือการพยายามปฏิบัติตัวและการพยายามให้โรดสงบลงเร็วที่สุด
จะได้
สามารถลดปริมาณยาลงได้โดยเร็วที่สุด
การปฏิบัติตัวในการช่วยเช่น
พักผ่อนให้
เพียงพอ ไม่เครียด
ทำจิตใจให้สบาย
ออกกำลังกายพอควร
พยายามหลีกเลี่ยงแสง
แดด
เมื่อโรคสงบและลดปริมาณยาลง
อาการข้างเคียงเหล่านี้ก็จะลดน้อยลงไปด้วย
|
คำตอบที่
41
โรค SLE
มีความรุนแรงและการดำเนินของโรคที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย
การ
รักษาจึงจำเป็นต้องเลือกใช้ยาและวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
โดยทั่วไปถ้าอาการรุนแรงไม่มากจนถึงระดับปานกลาง
เรามักจะใช้วิธีให้ผู้ป่วยทาน
ยา เช่นเพร็ดนิโซโลน
ในขนาดต่างๆ
ตามความรุนแรงของโรคและอวัยวะที่มีการ
อักเสบ
เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นก็จะค่อยๆลดปริมาณยาลง
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมาก
และมีการอักเสบของอวัยวะสำคัญที่อาจเป็น
อันตรายถึงชีวิต
จึงจำเป็นต้องให้ยาสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกันในขนาดสูงในทัน
ทีเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย
ก็จะให้ยาชนิดฉีดหรือให้ยาทางน้ำเกลือเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้
เร็วขึ้น
- ในแง่ผลเสียการรับทานยาสเตียรอยด์ทุกวันจะทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่น
หน้าบวม
ตัวบวม ความดันโลหิตสูง
เบาหวาน กระดูกพรุน ต้อกระจก
นอกจากนี้ยังไปกดการทำ
งานของต่อมหมวกไต
ทำให้ไม่หลั่งฮอร์โมนที่จำเป็นออกมาเมื่อร่างกายต้องการ
แต่
การให้ยาโดยการฉีดในขนาดสูงๆ
เป็นครั้งคราว
ก็มีผลข้างเคียงบ้างในขณะฉีดต้อง
ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
แต่การให้เป็นครั้งคราวอาจกดต่อมหมวกไตน้อยกว่าการ
ทานติดต่อกันทุกวัน
|
คำตอบที่
42
ผู้ป่วย SLE
สามารถรับประทานอาหารได้ทุกชนิด
ไม่มีการจำกัดชนิดของอาหาร
ไม่มีอาหารใดที่เป็นของแสลง
แต่อาหารทุกชนิดที่รับประทานควรสะอาด
ถูกอนามัย
มีการปรุงให้สุกเป็นอย่างดีเพื่อป้องกันการติดเชื้อของระบบทางเดินอาหาร
เช่นโรค
ไข้ไทฟอยด์ พยาธิ์ต่างๆ
เนื่องจากผู้ป่วย SLE
จะมีความผิดปกติของภูมิต้านทาน
และมีภูมิต้านทานต่ำเนื่องจากมีการทานยาสเตียรอยด์และหรือยากดภูมิต้านทานด้วย
ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
และผลจากการติดเชื้อเองก็อาจกระตุ้นให้อาการกำเริบ
ขึ้นมาได้
การรักษาภาวะติดเชื้อในผู้ป่วย
SLE จะหายยากกว่าคนทั่วไป
ดังนั้นควร
พยายามดูแลความสะอาดและสุขอนามัยเป็นพิเศษ
|
คำตอบที่
43
อาการเล็บดำในผู้ป่วยโรค
SLE
ถ้าเป็นบางนิ้วอาจเกิดจากการขาดเลือดมาเลี้ยงที่
บริเวณปลายนิ้วและรากเล็บ
ทำให้เล็บขาดสารอาหารและออกซิเจน
หรืออาจเกิดจาก
เส้นเลือดหดเกร็งตัว
หรือเกิดการอุดตันของเส้นเลือดเล็กๆหรือเส้นเลือดฝอย
ถ้าเป็น
มากอาจมีเนื้อตายบริเวณปลายนิ้ว
นอกจากนี้ถ้ามีเล็บดำทุกนิ้วอาจเป็นผลข้างเคียงของยาคลอโรควินที่นำมาใช้ในการ
รักษา
เนื่องจากยานี้เมื่อทานไปเป็นระยะเวลานานจะทำให้ผิวคล้ำ
และเล็บดำขึ้นได้
|
คำตอบที่
44
ยาที่รักษาโรค SLE
โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์เช่นเพร็ดนิโซโลน
ทำให้เกิดภาวะ
กระดูกพรุนได้
แต่ในผู้ป่วยก็จำเป็นต้องได้รับยากลุ่มนี้
แต่ควรใช้ในระดับสู.ในระยะ
แรกเป็นช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้อาการอักเสบของดรคสงบลง
จากนั้นควรรีบลดระดับยา
ลงโดยเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากยาให้มากที่สุด
ยากลุ่มนี้ไม่ได้ทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมโดยตรงยกเว้นในผู้ป่วยสูงอายุ
หรือผู้ป่วยวัย
ทองอยู่แล้ว
และมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น
ก็ทำให้เกิดอาการข้อเสื่อมเร็วขึ้น |
คำตอบที่
45
ยาที่มีโอกาสกระตุ้นให้โรค
SLE กำเริบมากขึ้น
ได้แก่ยากลุ่มที่มีฮอร์ดมนเอสโตรเจน
โปรเจสเตอโรน เช่นพวกยาคุมกำเนิด
นอกจากนี้มียาที่อาจไปกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันผิด
ปกติขึ้นได้
แล้วอาจมีอาการคล้ายดรค SLE
เช่นยากันชัก (dilantin)
ยาคุมความ
โรคความดันโลหิตสูง (hydralazine)
ยาหัวใจ (procainamide) เป็นต้น เมื่อ
หยุดยาเหล่านี้แล้วอาการจะดีขึ้น
นอกจากกลุ่มยาแล้ว
ยังมีพวกสารเคมีต่างๆ เช่น
ยาย้อมผม ยาโกรกสีผม ยาลดความ
อ้วน เป็นต้น
|
คำตอบที่
46
ยาสเตียรอยด์เช่นยาเพร็ดนิโซโลน
เป็นยาลดการอักเสบและกดระบบภูมิคุ้มกัน
ถือเป็น
ยาหลักในการรักษาโรค SLE
ในขณะที่โรคมีการกำเริบหรืออาการรุนแรงของอวัยวะ
ที่สำคัญฌช่น ไต สมอง
ระบบเลือด ระบบประสาท
เป็นต้น
แต่ขณะเดียวกันก็เป็นยา
ที่มีผลข้างเคียงมากเช่นกัน
- การใช้ยา
จะใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ในการใช้เท่านั้นและเมื่ออาการดีขึ้น
การอักเสบลด
น้อยลง
ก็พยายามรีบลดปริมารยาลงให้เร็วที่สุด
-
ปัญหาที่พบในการรักษาผู้ป่วยโรค
SLE
คือผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะติดยาสเตียรอยด์
ทำให้ลดลงได้ช้าจึงทำให้มีผลข้างเคียงมาก
และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นในระยะยาว
ก็คือทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง
อ้วน
จึงทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงตาม
มา
และเกิดเส้นเลือดอุดตันจากไขมันในเลือดสูง
นำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือด
- เราพบว่าผู้ป่วยโรค SLE
ที่มีอายุยืนเกิน 5 ปี
และได้รับการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์
มานานเกิน 5-10 ปี
จะมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดอุดตัน
ทำให้เกิดโรค
กล้ามเนื่อหัวใจขาดเลือด
เกิดอาการอัมพาตจากภาวะสมองขาดเลือด
สูงขึ้นมาก
-
ส่วนกระดูกพรุนก็เกิดจากการได้รับยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานเช่นกัน
ดังนัน้ในการ
รักษาโรค SLE
ในปัจจุบันจึงมีแนวโน้มที่จะใช้ยาสเตียรอยด์แล้วพยายามรีบลดลง
โดยเร็วที่สุด
โดยอาจอาศัยยากดภูมิคุ้มกันอื่นเสริมเพื่อลดปริมาณการใช้ยาพวก
สเตียรอยด์ลงโดยไม่ใช้ยานี้เพียงตัวเดียว
สำหรับขนาดยาเพร็ดนิโซโลน 2
เม็ดต่อ
วันเว้นวันก็ยังถือว่ามีขนาดค่อนข้างสูงอยู่
ควรจะลดยาลงไปอีกถ้าอาการโรคสงบลงแล้ว
และพยายามหยุดยาให้เร็วที่สุด
พร้อมๆ
กับดูแลรักษาจากโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ไปด้วย
|
คำตอบที่
47
เมื่อเกิดแผลตามผิวหนังโดยเฉพาะที่เกิดจากโรค
SLE
แผลส่วนหนึ่งอาจเกิดจากเส้น
เลือดอักเสบ ทำให้ผิวหนังบรเวณนั้นขาดเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณนั้น
ผิวหนังที่
บริเวณนั้นจึงตายไป
เมื่ออาการโรคสงบลงแล้ว
แผลที่เกิดจากเส้นเลือดอักเสบเหล่านี้
มักจะเป็นรอบบุ๋มลงและเป็นจุดขาวๆ
เนื่องจากการซ่อมแซมผิวหนังทำได้จำกัด
เนื่อง
จากขาดเลือดไปเลี้ยง
เซลผิวหนังจึงไม่สามารถแบ่งตัวไปคลอบคลุมผิวหนังเดิมได้ทั้ง
หมด
จึงกลายเป็นร่องรอยโรคเป็นจุดสีขาว
|
คำตอบที่
48
ความเครียดมากๆ
เป็นสาเหตุหนึ่งที่สามารถกระตุ้นให้อาการโรค
SLE กำเริบขึ้นได้
ซึ่งถ้าสามารถหลีกเลี่ยงหรือลดความเครียดลงได้ก็จะลดโอกาสกำเริบของโรคหรือ
สามารถสงบลงได้เร็วขึ้น
การรักษาก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในบางครั้งภาวะงานก็เป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงได้
ดังนั้นคงต้องขึ้นกับความรุนแรง
ของโรค
ถ้าโรคมีอาการค่อนข้างรุนแรงและยังควบคุมไม่ได้และงานก็มีภาวะเครียด
แบบนี้ก็ต้องจำเป็นพักผ่อนหรือเปลี่ยนงานเพื่อควบคุมดรคก่อน
มิฉะนั้นตัวโรคเองก็
อาจทำให้เกิดความเสียหาย
พิการ
หรือถึงกับเสียชีวิตได้
-
แต่ถ้าพอควบคุมโรคได้หรือไม่รุนแรงมาก
ก็อาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนงาน
แต่ต้องรู้
จักการผ่อนคลาย
หาเวลาพักผ่อน
ออกกำลังกายเบาๆ
ก็จะสามารถช่วยควบคุมความ
เครียดให้น้องลง
และยังคลสามารถทำงานต่อไปได้
|
คำตอบที่
49
ถ้าเป๋นโรค SLE
ที่มีอาการไม่รุนแรงมาก
และเคยมีผื่นขึ้นหรืออักเสบในช่องปาก
เล็กน้อย หรือเป็นในปากแยู่เรื่อยๆ
และผู้ป่วยรู้จักอาการดีก็อาจหาซื้อยารักษาแบบที่
แพทย์เคยจัดให้
หรือยาทาเองได้
แต่ถ้าจะให้ดีและปลอดภัยที่สุดควรไปรับการตรวจ
จากแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอวัยวะอื่นที่อักเสบร่วมด้วย
ผู้ป่วยไม่ควรจะประมาทหรือไม่สนใจดูแลป้องกันโรคนี้
เพราะสามารถกำเริบให้มี
อาการหนัก
หรือรุนแรงได้ทุกเมื่อ
นอกจากนี้อาการรุนแรงของโรคที่กำเริบขึ้นยังเป็น
อาการนำของภาวะติดเชื้อต่างๆที่ซ่อนตัวอยู่
เช่นวัณโรค ไข้ไทฟอยด์ ได้
การไปพบ
แพทย์ก็จะได้รับการตรวจอย่างละเอียดและได้รับการรักษาที่ถูกต้องแต่เนิ่นๆ
|
คำตอบที่
50
เราทราบแน่นอนว่าแสงแดดสามารถกระตุ้นให้โรค
SLE กำเริบขึ้นมาได้ เนื่องจาก
แสงแดดมีรังสีอินฟราเรด
และรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต
มาทำปฏิกริยากับเซลที่ผิวหนัง
ความร้อนจากการปรุงอาหารก็เช่นเดียวกัน
มีรังสีอินฟราเรดถูกปล่อยออกมาด้วย
ถ้า
ได้รับความร้อนมากๆ
เช่นแม่ครัวร้านอาหารที่ต้องยืนหน้าเตาปรุงอาหารทั้งวัน
ก็
สามารถถูกกระตุ้นให้โรค SLE
กำเริบขึ้นได้
|
คำตอบที่
51
ในโรค SLE
อาการอัมพฤตอาจเกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงที่สมองอุดตัน
ถ้าไม่เป็น
เพิ่มมากขึ้นแล้ว
อาจฟื้นฟูกลับมามีสภาพเหมือนเดิมได้
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมากน้อย
เพียงใด
ถ้าเป็นไม่มากก็อาจกลับมาเหมือนปกติได้
แต่ถ้าเป็นมากก็อาจเหลือความ
พิการอยู่
การรักษาโดยการฝั่งเข็มยังไม่มีการศึกษาว่าช่วยรักษาอาการอัมพฤตในโรค
SLE ได้
- ผู้ป่วย SLE
หากมีการทำการตรวจสมองอย่างละเอียดจะพบว่า
จะมีการเสื่อมของ
สมอง มีการเกิดสมองฝ่ออยู่
อันเนื่องมาจากมีการอักเสบของเส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยง
ที่สมอง
แต่เนื่องจากสมองมีเซลอยู่เป็นจำนวนมากแม้เกิดอาการเล็กน้อย
สมองก็ยัง
ทำงานได้เป็นปกติอยู่
- แต่ในกรณีที่เริ่มสังเกตุว่ามีความจำเสื่อม
หรือหลงลืม
ซึ่งอาจจะเกิดทั้งจากตัวโรค
จากการรักษา
หรือจากภาวะความเครียด
จึงควรได้มีการฝึก
การทำกิจวัตรประจำวัน
ทำงานให้มีสมาธิ
ฝึกการใช้สมองอย่างสม่ำเสมอ
เช่นการคิดเลข
การจดจำสิ่งของ
ซึ่งจะช่วยชลออาการเสื่อมของสมองลงได้
|
คำตอบที่
52
การรับทานวิตามิน
ซีในขนาดสูง ประมาณ 1
กรัมต่อวัน
มีการศึกษาว่าสามารถป้อง
กันโรคหวัดได้ หรือเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง
ภูมิคุ้มกันดีขึ้น
ช่วยทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ
เสื่อมช้าลง แต่บทบาทต่อโรค SLE
ยังไม่มีการศึกษาที่
ชัดเจนว่าช่วยให้การรักษาของโรคดีขึ้น
ถึงแม้วิตามินส่วนเกินจะถูกขับออกจาก
ร่างกายได้
แต่ก็ไม่ควรรับทานมากเกินไป
ทานในระดับที่เหมาะสม
นอกจากนี้วิตามิน
ซีก็ยังสามารถได้รับจาก
การทานผัก ผลไม้
เป็นประจำได้เช่นกัน
|
คำตอบที่
53
มีผู้ป่วยโรค SLE
เป็นจำนวนมากที่โรคสงบลงไปแล้วนานนับ
10 ปี โดยไม่ต้องทาน
ยาใดๆเลย
ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง
เช่นมีการอักเสบที่ผิวหนังหรือข้ออักเสบ
แต่
ไม่มีการอักเสบของอวัยวะที่สำคัญเช่น
ไต สมอง
หรือระบบเลือดก็มีโอกาสหายขาด
ได้มาก
แต่ยิ่งถ้ามีการอักเสบของอวัยวะที่สำคัญๆ
มีอาการรุนแรงของโรค
ถ้าได้รับ
การรักษา ดูแล
ปฏิบัติตนอย่างถูกต้องก็สามารถทำให้อาการสงบลง
มีชีวิตเป็นปกติได้
อาจโดยการทานยาเพียงเล็กน้อยหรือหยุดยาไปเลยก็ได้
และหากอาการหายไปเป็นระยะ
เวลาหลายๆปีก็ถือว่าหาย
แต่ก็ยังต้องระมัดระวังในการปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง
หลีก
เลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้อาการกำเริบขึ้นมาใหม่
- เพราะถึงแม้ว่าดรคจะสงบเป็นเวลานานหลายปีแล้วก็ตาม
ฏ็อาจจะกำเริบขึ้นมาได้
แต่โอกาสกำเริบก็จะลดน้อยลงตามระยะเวลาที่นานขึ้น
หรืออายุมากขึ้น
|
คำตอบที่
54
การทานอาหารตามแนวชีวจิต
โดยการดูแลอาหารให้ครบถ้วนถูกต้องครบ
5 หมู่ และ
มีการออกกำลังกายพอเหมาะอย่างสม่ำเสมอ
มีส่วนทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น
มีจิตใจ
แจ่มใส
จะช่วยให้ภูมิคุ้มกันปรับตัวดีขึ้น
เมื่อใช้ร่วมไปกับการรักษาตัวให้ถูกต้อง
จะช่วยให้โรค SLE ดีขึ้น
และการอักเสบลดลงจนสงบได้
|
คำตอบที่
55
ผู้ป่วยโรค SLE
โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยสเตียรอยด์หรือเพร็ดนิโซโลน
เป็นระยะเวลานาน
มักจะเกิดภาวะกระดูกพรุนตามมา
การรับทานอาหารที่มีแคลเซี่ยม
สูง จะช่วยบรรเทาหรือช่วยชลอภาวะกระดูกพรุนลงได้บ้าง
แต่ไม่จำเป็นต้องไปหา
ทานแคลเซี่ยมสูงที่มีราคาแพง
การทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูงเช่น
ปลาเล็กปลาน้อย
เต้าหู้
ก็เป็นการเพียงพอแล้ว
|
คำตอบที่
56
ผู้ป่วยโรค SLE
ถ้าอยู่ในช่วงมีอาการมาก
หรืออาการรุนแรงอยู่
ควรพักผ่อนให้มาก
ยังไม่ควรออกกำลังกาย
แต่เมื่อดรคได้รับการรักษาและควบคุมดีขึ้นแล้ว
การออกกำลัง
กายแบเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ
จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ร่างกายที่
แข็งแรง
การออกกำลังกายที่เหมาะสมควรจะเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค
ควร
หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องใช้งานข้อมาก
เช่นการยกน้ำหนัก
การเล่นฟุตบอล
บาสเก็ตบอล
อาจเกิดการกระทบกระทั้งเกิดการบาดเจ็บ
ไม่ออกกำลังกายอย่างหักโหม
ที่สำคัญคือการห้ามออกกำลังกายที่ต้องโดนแสงแดดหรือท่ามกลางแสงแดด
การออกกำลังที่เหมาะสมนอกจากจะช่วยทำให้
หัวใจ ปอด ดีขึ้น
อาการของโรคดีขึ้น
แล้วยังช่วยชลอภาวะกระดูกพรุนลงได้อีกด้วย
|
คำตอบที่
57
ภาวะที่เกิดขึ้นเป็นภาวะที่เรียกว่า
หัวกระดูกสะโฑกตาย (avscular necrosis)
ที่
พบได้ในผู้ป่วยโรค SLE
ซึ่งอาจเป็นผลจากการได้รับยาสเตียรอยด์
เพร็ดนิโซโลน
ในขนาดสูงเป็นระยะเวลานาน
หรืออาจจะเกิดจากตัวโรค SLE
เองที่ทำให้เกิดการ
อุดตันของเส้นเลือดแดงที่มีเพียงเส้นเดียวที่วิ่งไปเลี้ยงหัวกระดูกสะโพก
การรักษาก็โดยการหยุดยาสเตียรอยด์
เพร็ดนิโซโลน
ถ้าหัวกระดูกสะโพกยุบมาก ก็
อาจต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกใหม่
หรือถ้าไม่มากอาจใช้การผ่าตัดเสริม
กระดูก หรือข้อไว้
ภาวะนี้มักเกิดกับข้อสะโพก
แต่ก็อาจเกิดได้กับข้อเข่า
หรือข้อไหล่ แต่ไม่บ่อย
ถ้าหยุด
ยาและควบคุมอาการโรคได้
ก็จะป้องกันไม่ให้ข้ออื่นๆเสียอีกได้
|