BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

top
 
แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย
  ถูกงูพิษกัด
  First Aids : Snake Bite

 


Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์




 
 แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยถูกงูพิษกัด      

 งูพิษที่มีปัญหาในประเทศไทย ได้แก่

                1. งูที่ผลิต Neurotoxin
                    - งูเห่าไทยและงูเห่าพ่นพิษ (Cobra & spitting cobra ; Naja 
                      Kaouthia & Naja siamensis )
                    - งูจงอาง (King cobra ; Ophiophagus hannah)
                    - งูสามเหลี่ยม (Banded krait ; Bungarus fasciatus)
                    - งูทับสมิงคลา (Malayan krait ; Bungarus candidus)
                    - งูสามเหลี่ยมหางแดง (Bungarus flavic-eps) (พบน้อยมาก)

                2. งูที่ผลิต Hematotoxin
                    2.1 Vipers
                    - งูแมวเซา (Russell’s viper, Daboia russelli)
                    2.2 Pit-viper
                    - งูกะปะ (Malayan pit viper ; Calloselasma rhodostoma)
                    - งูเขียวหางไหม้ (Green pit viper ; Trimeresurus spp)

                3. งูที่ผลิต Myotoxin
                    - งูทะเล

                4. อื่นๆ 
                    -กลุ่มงูพิษเขี้ยวหลัง ได้แก่ งูปล้องทอง งูลายสาบคอแดง งูหัวกะโหลก ฯลฯ ซึ่งมีพิษอ่อนมักไม่มีอาการหรือมีเพียงแค่ปวด บวม ร้อนบริเวณที่ถูกกัด

        ขั้นตอนการดูแลผู้ป่วยที่ถูกงูพิษกัด
ประกอบด้วย local
                1.  การวินิจฉัย
            2.  การรักษา


        1. การวินิจฉัย
                1.1 การยืนยันว่าถูกงูพิษกัด
                1.2 การแยกชนิดของงูพิษ
                1.3 การประเมินความรุนแรง

        1.1 การยืนยันว่าถูกงูพิษกัดได้แก่อย่างใดอย่างหนึ่งในต่อไปนี้
                -นำงูพิษมาด้วย หรือเห็นงูพิษชัดเจน
                -fang marks
                -มีอาการและอาการแสดงของการถูกงูพิษกัดทั้ง local และ/หรือ systemic

        1.2 การแยกชนิดของงูพิษ
            1. นำงูมาด้วย หรือผู้ถูกกัดหรือผู้อยู่ในเหตุการณ์ รู้จักชนิดงูแน่นอน
            2. ในกรณีที่ไม่รู้จักชนิดของงูด้วยอาศัย
                2.1 ถิ่นที่อาศัยของงู
                2.2 อาการและอาการแสดง 

          และ systemic
                - อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ได้แก่ หนังตาตก กลืนลำบาก หายใจไม่สะดวก ขยับแขนขาไม่ได้ 
                  หยุดหายใจ ได้แก่ งูที่ผลิต neurotoxin ดังกล่าว
                - อาการเลือดออกผิดปกติ ได้แก่ เลือดออกจากแผลมาก เลือดออกตามไรฟัน จุดเลือด
                   ออกตามตัวปัสสาวะเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด ได้แก่ งูที่ผลิต hematotoxin
                - ปวดกล้ามเนื้อทั้งตัว ปัสสาวะสีเข้ม ได้แก่ งูทะเล
                - ปวดบวมน้อยมาก หรือไม่มี ได้แก่งูพิษกัด แต่ไม่ปล่อยพิษ งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา 
                  งูพิษเขี้ยวหลัง
                - ปวด บวม แดง ร้อน แต่ไม่มาก ได้แก่ งูแมวเซา หรืออาการระยะแรกของงูเห่า และงูจงอาง 
                  ในกรณีที่พบมีเลือดออกจากแผล fang marks ให้คิดถึงงูแมวเซา
                - ปวด บวม แดง ร้อนมีอาการอักเสบชัดเจน และมีเนื้อตาย (tissue necrosis) ได้แก่ งูเห่า 
                  และงูจงอาจ
                - ปวด บวม แดง ร้อน และมี hemorr-hagic blebs, ecchymosis ได้แก่ งูกะปะ 
                  งูเขียวหางไหม้ 
                  ในกรณีที่ multiple hemorrhagic blebs ให้คิดถึง งูกะปะ ส่วนงูเขียวหางไหม้จะมี 
                  thrombophlebitis
                
           2.3 การตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ
                ในกรณีสงสัยงูที่ผลิต neurotoxin จะพบมีการลดลงของ peak flow จาก Wright’s peak 
                flow meter แต่ใช้แยกชนิดของงูที่ผลิต neuroto-xin ไม่ได้
                ในกรณีสงสัยงูที่ผลิต hematotoxin ให้ตรวจ
                - CBC Platelet count ลดลง
                - Venous clotting time(VCT) pro – longed ซึ่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการทั่วไป 
                  แยกการเป็นพิษจากงูกะปะออกจากงูเขียวหางไหม้ไม่ได้ ส่วนงูแมวเซาแยกได้โดยการมีภาวะ 
                 disseminated intravascular coagulation (DIC), ไตวายฉับพลัน, factor X 
                 activity ลดลง การเป็นพิษจากงูทะเลพบภาวะไตวายฉับพลันร่วมกับ rhabdomyolysis
                 และ hyperkalemia serodingnosisปัจจุบันอาจทำได้โดยใช้วิธี ELLSA, passive 
                 hemagglutination, และ latex aggluti-nation แต่ยังไม่ได้นำมาใช้แพร่หลายทางคลินิก

ชนิดงู อาการเฉพาะที่ ถิ่นที่อยู่
งูเห่าและงูเห่าพ่นพิษ

 งูจงอาจ

 งูสามเหลี่ยม 

งูทับสมิงคลา 

 

งูสามเหลี่ยมหางแดง 

งูแมวเซา 

 

งูกะปะ 

 

งูเขียวหางไหม้ 

 

งูทะเล 

งูพิษเขียวหลัง

local inflammation, tissue necrosis 

local inflammation, tissue necrosis

very mild local inflammation 

very mild or no local inflammation

 

mild local inflammation

mild local inflammation

 

moderately edema, multiple

hemorrhagic blebs, ecchymosis

markedly edema, hemorrhagic blebs,

ecchymosis, thrombophlebitis

mid local inflammation

mild local inflammation

ทั่วประเทศไทย

ป่ารก ภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ 

ทุกภาค แต่พบบ่อยบริเวณภาคกลาง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก 

และภาคใต้ 

ภาคใต้ 

นาข้าว พบบ่อยบริเวณภาคกลาง และ

ภาคตะวันออก 

พบบ่อยบริเวณภาคใต้และพบ 

ได้ที่ภาคตะวันออกและภาคเหนือ 

พบบ่อยในกรุงเทพมหานคร 

พบได้ทุกภาค 

ในทะเล 

ทั่วประเทศไทย

 

Severity Ecchymosis เกร็ดเลือด VCT Systemic bleeding
Mild ไม่มี ปกติ ปกติ ไม่มี
Moderate

มี

ต่ำ ยาว ไม่มี
severe มี ต่ำ > 30 นาที มี



   1.3 การประเมินความรุนแรง
            การประเมินขึ้นอยู่กับอาการ อาการแสดงและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

            งูที่ผลิต Neurotoxinความรุนแรงขึ้นอยู่กับอาการ respiratory failure

            งูที่ผลิต Hematotoxinประเมินความรุนแรงดังตาราง
                    ในกรณีงูแมวเซา ความรุนแรงยังขึ้นกับภาวะ DIC และความรุนแรงของไตวายฉับพลัน (ตรวจ urine analysis และ BUN, creatinine เพื่อประเมินภาวะนี้)
                    ในกรณีงูเขียวหางไหม้ ถ้ามีswelling น้อยกว่า 1 ข้อเหนือบริเวณที่กัด ถือเป็น mild ถ้ามี swelling มากกว่า 1 ข้อเหนือบริเวณที่กัดถือเป็น moderate ถึง severe
                    ในกรณีงูกะปะ เนื่องจากมี multiple hemo-rrhagic blebs พบว่ามีการกด blood supply อย่างมาก มีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญและพบบ่อยคือ com-partment syndrome, Volkman’s ischemia

                    ในกรณีงูเขียวหางไหม้จะมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ คือ digital necrosis ถ้าถูกกัดบริเวณปลายนิ้ว

                    งูที่ผลิต Myotoxinความรุนแรงขึ้นอยู่กับภาวะไตวายฉับพลัน rhabomyolysis และ hyperkalemia

        2. การรักษา
            2.1 การรักษาทั่วไป
            2.2 การรักษางูพิษเฉพาะกลุ่ม
            2.3 การให้ antivenom

        2.1 การรักษาทั่วไป
        การรักษาก่อนมาโรงพยาบาล (Pre-hospital treatment)
            1. นำผู้ป่วยมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุด และนำงูที่กัดมาด้วยถ้าเป็นไปได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตามหางู
            2. พยายามให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ถูกงูกัด
            3. ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ห้ามกรีด ตัด ดูด ไฟจี้ พอกทายาแผลที่ถูกงูกัด
            4.ใช้ผ้าหรือเชือกขนาดประมาณนิ้วก้อย รัดให้เหนือแผลที่ถูกกัดแน่นพอให้สอดนิ้วได้ 1 นิ้ว                 ถ้าหากสามารถไปถึงโรงพยาบาลได้ภายในครึ่งชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าหรือเชือกรัด

        การรักษาในโรงพยาบาล
            1. รักษาภาวะฉุกเฉิน เช่น anaphylactic shock, apnea, shock
            2. ทำความสะอาดบริเวณถูกงูกัด
            3. อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าอย่าตกใจมาก เนื่องจากมาถึงโรงพยาบาลแล้วแพทย์พร้อมจะรักษาอาการที่เกิดจากงูพิษกัดได้         ในกรณีที่ยังไม่เกิดอันตรายให้อธิยายว่างูพิษกัดนั้นไม่จำเป็นต้องมีอาการจากพิษงูทุกราย ส่วนใหญ่จะไม่เกิดอาการจากพิษงู
            4. ให้ผู้ป่วยพัก อย่าเคลื่อนไหวบริเวณที่ถูกงูกัด ในกรณีที่มีอาการบวมมากให้ยกบริเวณนั้นสูง
            5. ให้ดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีอาการบวมมาก
            6. ควรมี flow sheet ในการติดตามอาการผู้ป่วย
            7. ให้ยาแก้ปวด เช่น acetaminophen ไม่ควรให้ยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางแก่ผู้ป่วยที่ถูกงูที่ผลิต neurotoxin กัด และห้ามให้ aspirin ในผู้ป่วยที่ถูกงูผลิต hematotoxin กัด
            8. ยาปฏิชีวนะ พิจารณา broad spectrum antibiotics ที่ครอบคลุมเชื้อที่เป็นกรัมบวก กรัมลบ และ anaerobic เมื่อมีอาการแสดงของการติดเชื้อที่แผลชัดเจน
            9. ควรให้ tetanus prophylaxis แต่ควรให้หลังจากอาการทาง systemic ต่างๆ ไม่มีแล้ว

        2.2 การักษางูพิษเฉพาะกลุ่ม
            งูที่ผลิต Neurotoxin
            1.การช่วยการหายใจเป็นหัวใจสำคัญของ
        การรักษา
            ผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการติดตามอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างใกล้ชิดและตรวจ peak flow เป็นระยะๆ ทุก 1 ชั่วโมง เพื่อเตรียมพร้อมการใส่ endotracheal tube และการใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นเวลา 12-24 ชั่วโมง

        ข้อบ่งชี้ในการใส่ท่อช่วยหายใจ
            1. ผู้ป่วยที่เริ่มอาการกลืนลำบากต้องได้รับการใส่ endotracheal tube เพื่อป้องกัน aspiration
            2. ผู้ป่วยที่มี ptosis (palpebral fissure <0.5 ซม.)
            3. peak flow <200 ลิตร/นาที
            4. มีอาการกล้ามเนื้อการหายใจอ่อนแรง (respiratory muscle fatigue) อันได้แก่ respira-tory paradox, respiratory alternans, apnea ต้องได้รับการช่วยหายใจโดยใช่เครื่องช่วยหายใจในกรณีที่ไม่มีเครื่องช่วยหายใจให้ใช้ ambu mask with bag และส่งต่อ

        ข้อบ่งชี้ในการหยุดใช้เครื่องช่วยหายใจคือ
        ไม่มีข้อบ่งชี้ดังกล่าวข้างต้น
        2. การให้ antivenom จะมีประโยชน์ลดระยะเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่ไม่สามารถป้องกันการเกิด respiratory failure
            2.1 ข้อบ่งชี้ในการให้ antivenom คือการมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง เริ่มตั้งแต่หนังตาตก ไม่ต้องรอให้มี respiratory failure พบว่าการให้ antivenom จะช่วยลดระยะเวลาการใช้ ventilator
            2.2 ขนาดที่ใช้คือ 100 มล. (10 vials) ในงูเห่าและ 50-100 มล. ในงูจงอาง และงูสามเหลี่ยม โดยทั่วไปไม่ต้องให้ซ้ำ     ส่วนงูทับสมิงคลายังไม่มี antivenom
            2.3 การติดตามผู้ป่วย ให้ดูอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ระยะเฉลี่ยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจประมาณ 10-12 ชั่วโมง
        3. ในกรณีงูเห่าและงูจงอาง ให้ทำ early de-bridement บริเวณที่มี necrosis ก่อนที่จะลุกลามเป็นบริเวณกว้าง และพิจารณาทำ skin graft ถ้าจำเป็น

        งูที่ผลิต Hematotoxin
            1. bleeding precaution มีการติดตามเฝ้าระวังภาวะ bleeding tendency ทั้งอาการแสดงและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (CBC, platelet count, VCT) ทุกวันเป็นเวลา 72 ชั่วโมง โดยติดตามแบบผู้ป่วยนอกได้ถ้าอาการไม่รุนแรงรับผู้ป่วยเข้าไว้ในโรงพยาบาล ในกรณีที่เป็น moderate และ severe

            2. การให้ antivenom คือ
                2.1 ข้อบ่งชี้
                - systemic bleeding ( ยกเว้นmicroscopic hematuria)
                - VCT นานกว่า 30 นาที
                - ในกรณีที่ platelet count น้อยกว่า 10,000/cu.mm. อาจพิจารณาให้
                2.2 ขนาดที่ใช่คือ 30 มล. (3 vials)
                2.3 การติดตามผู้ป่วย
                - ภาวะเลือดออก
                - VCT ทุก 6 ชั่วโมง ถ้ายังมากกว่า 30 นาที ให้ซ้ำได้อีก
                ในรายที่ไม่มีเลือดออกมักต้องการเฉลี่ย 1-2 dose และในรายที่เลือดออกต้องการเฉลี่ย 2 dose ถ้าต้องการเกิน 4 dose ให้คิดไว้ว่าอาจวินิจฉัยผิด บางรายเมื่อ VCT กับมาปกติแล้วอาจกลับยาวขึ้นอีก จึงควรตรวจ VCT อีกครั้งที่ 12-24 ชั่วโมงหลังจาก VCT กลับมาปกติ
            3. การให้ platelet และ/หรือ coagula-tion factor จะได้ประโยชน์น้อย เนื่องจากจะถูกพิษงูทำลายหมดพิจารณาให้ในกรณีที่มี severe, lifethreatening bleeding ร่วมกับการใช้ antive-nom
            4. ในกรณีงูแมวเซาให้รักษาภาวะ acute renal failure เหมือนกรณีทั่วไป รวมทั้งการพิจารณา ทำ hemodialysis ถ้ามีข้อบ่งชี้
            5. ในกรณีงูกะปะและงูเขียวหางไหม้ ให้ทำการ debride และ unroof hemorrhagic bleb บริเวณนิ้วและทำ fasciotomy ในกรณี compart-ment syndrome แต่ทั้งนี้จะทำได้ต่อเมื่อ VCT ปกติ

            งูที่ผลิต Myotoxin
                เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มี antivenom syndrome แต่ทั้งนี้จะทำได้ต่อเมื่อ VCT ปกติ

            งูที่ผลิต Myotoxin
                เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มี antivenom การรักษาที่สำคัญคือการรักษา acute renal failure rhabdomyolysis และ hyperkalemia โดยการแก้ไข metabolic acidosisและที่สำคัญคือการทำ hemo-dialysis

            2.3 การให้ antivenom
                 สถานเสาวภา สภากาชาดไทยได้ผลิตเซรุ่มแก้พิษงูไว้ทั้งสิ้น 6 ชนิด ทุกชนิดเป็น monovalent antivenom โดยในเซรุ่มแต่ละชนิดจะผลิตจากพิษงู species เดียวกันเท่านั้น ได้แก่ งูเห่า (เฉพาะ Naja kaouthis) งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูแมวเซา งูกะปะ และงูเขียวหางไหม้ (เฉพาะ Trimeresurrs albolabris)ขณะบรรจุป็นผงบรรจุใน vial ก่อนใช้ dilute เป็น 10 ml. ต่อ 1 vial และควรทำ skin test ก่อนการให้เสมอโดยเจือจาง 1:100 intradermal 0.02 ml. อ่านผลที่ 15 นาที โดย positive skin test คือ wheal ใหญ่กว่าเดิม 2 เท่า รวมกับมี flare ล้อมรอบ ถ้าได้ผลบวกต้อง admit ICU เพื่อทำ desensitzation
ผสมใน 5% D/NSS/2 100-200 ml. ให้ใน 30 นาที – 1 ชม.

        เอกสารอ้างอิง
1. Trishananarda M. Indidence, cli-nical manifestation and general management of snake bite. Southeast Asain J TropMed Public Health 1979 ; 10 : 248-50
2.Nelson BK. Snake envenomation, 
incidence, clinical presentation and manage-ment. Med Toxicol 1989 ;4 :17-31
3. Limithongkul S, Pochanugool C, Benyajati C, Meemano K. Respiratory muscle fatigue in cobrabite treated patients. J Med Assoc Thai 1987 ; 70 : 626-30
4. Pochungool C, Limithongkul S, Sitprija V. Benyajati C. Management of cobra bite by artificial respiration and supportive trerapy. J Med Assoc Thai 1994 ; 77 : 161-4
5. Pochanugool C, Limthongkul S, Meemano K. Clinical features of 37 nonan-tivenin-treated neurotoxic snake bite pa-tients. In : Gophalakarishnakone P. Tan CK, eds. Progress in Venom and Toxic Research Singapore : National University of Singapore Press 1987. 46-51
6. Limithongkul S. Pochanugool C, Meemano K. Respiratory failure and its nonantivenin treatment in 37 adult neurotoxic snake bite patients. In : Gophalakrishnakone P, Tan CK. Eds. Progress in Venom and toxic Research Singapore : National University of Singapore Press, 1987.52-9
7. Ochanugool C, Limithongkul S, Wilde H. Management of Thai cobra bites with a single bolus of antivenin. Wilderness Environ Med 1997 ; 8 : 20-3
8. Pongprasit P. Mitrakul C, Nopadon N. Histopathology and microbiological study of corba bite wounds. J Med Assoc thai 1988 ; 71 : 475-80
9. Karnchanachetanee C, Hanvivatvong O. Mahasandans S. Monospecific antivenin therapy in Russell’s Viper bite. J Med Assoc Thai 1994 ; 77 : 293-7
10.Wongwanich R. Yoksarn P. The 
management of Malayan pit viper snake bite. Bull Dep Med Sery 1985 ; 10 : 783-8
11. Warrell DA, Looareesuwan S, The-akston DG, Phillips, RE, Chanthavenich P, Viravan C. et al, Randomized comparative trial of three monospecific antivenoms of bites by the Malayan pit viper (Callosclasma rhodostoma) in southern Thailand : clinical ad laboratory corre-lations. Am J Trop Med Hyg 1986 ; 35 : 1235-47
12. Mahasandana S. Rungruxsirivorn Y, Chantarangkul V. Clinical patterns of bleeding following Russell’s viper and green pit viper bites in adults. Southeast Asian J Trop Med Pubic Health 1979 ; 10 : 251-4
13. Rojnucharin P, Mahasandana S, Intragumthornchai T. Sawasdikul D, Sutcharichan P, Moderate to severe cased of Green pit viper bites in Chulalongkorn Hospital. Thai J Hematol Transfusion Med 1996 ; 6 : 19-205


 


งูกัด (Snake bite) 

ในโลกมีงูประมาณ 2500 ชนิด ในจำนวนนี้ราว 200 ชนิด มีพิษร้ายต่อคน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีงู
ชุกชุมทั้งที่มีพิษและไม่มีพิษ สภากาชาดไทยได้สร้างสวนงูขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2466 เป็นสวนงูแห่งที่สองของโลก 
(แห่งแรกอยู่ในประเทศบราซิล) เพื่อเลี้ยงงูพิษสำหรับเก็บพิษใช้ในการผลิตเซรุ่มรักษาผู้ถูก งูพิษกัด 

ธรรมชาติของงูจะกินสัตว์เป็นอาหาร เช่น งูจงอาจชอบกินงูเป็น ๆ งูน้ำกินปลา งูอื่น ๆ กินหนู กบ แมลง ฯลฯ 
งูจะกินสัตว์ที่มันฆ่าเองใหม่ ๆ เท่านั้น งูลอกคราบเป็นระยะ ๆ เกือบจะทุกเดือนในระยะต้น ๆ และค่อย ๆ 
ห่างลงในระยะต่อไป ภายหลังลอกคราบแล้วงูจะว่องไวขึ้น งูบางชนิดสืบพันธุ์โดยการออกไข่ บางชนิดออก
มาเป็นตัวเลย 

งูพิษมีเขี้ยว 2 เขี้ยว ที่ขากรรไกรบนด้านหน้า เขี้ยวแต่ละอันมีท่อติดต่อกับต่อมน้ำพิษ เมื่องูกัดพิษงู
(Venoms) จะถูกขับออกจากต่อมไหลเข้าไปในแผลทางรอยเขี้ยว 

ชนิดของงูพิษ 
งูประเภทมีพิษต่อระบบประสาท เช่น งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม 
งูประเภทมีพิษต่อโลหิต เช่น งูกะปะ งูแมวแซว งูเขียวหางไหม้ 
งูมีพิษต่อกล้ามเนื้อ งูทะเล

งูประเภทมีพิษต่อระบบประสาท เช่น งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม บริเวณที่ถูกกัดจะปวดและบวมเล็กน้อย ชา
ตรงที่ถูกกัด และค่อย ๆ ลามไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว มีอาการอ่อนเพลีย ง่วงนอน ลืมตาไม่ขึ้น พูดจา
อ้อแอ้ กลืนลำบากและหายใจไม่สะดวกในที่สุดจะเป็นอัมพาตทั่วร่างกายและตายเพราะระบบการหายใจหยุด
ทำงาน 

งูประเภทมีพิษต่อโลหิต เช่น งูกะปะ งูแมวแซว งูเขียวหางไหม้ บริเวณที่ถูกกัดจะปวดและบวมมาก (ราว 
75 % ของบาดแผลจะบวมขึ้นภายใน 12 ชั่วโมงหลังจากถูกกัด) ผิวหนังจะเปลี่ยนสี หนังเป็นเม็ดพอง 
มีน้ำเหลืองหรือเลือดไหลซึมตรงบริเวณที่ถูกกัด อาจมีเลือดออกมาตามผิวหนัง มีจ้ำเลือด ไอเป็นเลือด 
เลือดออกจากเหงือก เลือดกำเดาไหล หรืออุจจาระปัสสาวะเป็นเลือด คนไข้จะเพลียลง แต่ไม่มีอาการอัมพาต 
และจะตายเพราะหัวใจวาย 

งูทะเล เป็นงูประเภทมีพิษต่อกล้ามเนื้อ (Myotoxic) งูทะเลเกือบทุกชนิดถือเป็นงูพิษ พิษงูทะเลกล่าวกัน
ว่ามีความรุนแรงมากกว่าพิษของงูเห่าบกถึง 50 เท่า แต่เนื่องด้วยการเจริญเติบโตของต่อมน้ำพิษของงูทะเล
ไม่ดีเท่ากับงูบก ดังนั้นพิษงูทะเลทั่ว ๆ ไป จึงไม่รุนแรงเท่าที่ควร แต่ก็สามารถทำอันตรายได้มากแก่ผู้ที่ถูกกัด 
ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมประเทศไทยนั้นนับว่าเป็นแหล่งที่มีงูทะเลชุกชุม มากที่สุดในโลก 
งูทะเลส่วนมากชอบอาศัยตามสถานที่ที่เป็นอ่าวปิด บริเวณปากแม่น้ำที่เป็นน้ำเค็มต่อน้ำจืด (น้ำกร่อย) และพบ
งูทะเลจำนวนไม่น้อยตามน้ำเข้ามาในแม่น้ำ ในบางฤดู (เช่น พฤศจิกายน - ธันวาคม) 
เมื่อถูกงูทะเลกัดใหม่ ๆ จะไม่มีอาการปวด (ถ้าถูกกัดและปวดทันที ให้สงสัยว่าถูกปลาที่เป็นพิษ หรือจากเงี่ยง
ปลายัก) แต่เมื่อหลังจากถูกงูทะเลกัดแล้ว ราว 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง จะมีอาการปวดตามกล้ามเนื้อ และ
เคลื่อนไหวแขนขาไม่ได้ (Muscle stiffness) ทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตบางส่วน ขากรรไกรจะเกร็ง 
และตายได้เนื่องจากภาวะการหายใจล้ม และไตหยุดทำงาน (Respiratory failure, Renal failure) 

ฉะนั้น ถ้าหลังจากถูกงูทะเลกัดแล้ว 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ยังเคลื่อนไหวแขนขาได้โดย
ไม่มีอาการเจ็บปวด แสดงว่าพิษงูเข้าร่างกายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 


การปฐมพยาบาล 
- ใช้สายรัด (Tourniquet) เช่น สายยางหรือเชือกรัดเหนือแผลประมาณ 5-10 ซม. 
- รัดให้ตึงขนาดที่นิ้วก้อยพอสอดเข้าในสายรัดทูนิเกต์ได้ด้วยความลำบาก และควรคลายสายรัดทุก ๆ 
  30 นาที นานครึ่งถึง 1 นาที และรัดแล้วคลายเช่นนี้ต่อไปจนกว่าจะได้รับการฉีดเซรุ่ม 
การรัดนี้เพียงเพื่อกันพิษงูที่จะผ่านไปทางเส้นเลือดดำและทางท่อน้ำเหลืองเท่านั้น แต่ไม่ต้องการรัดเส้น
เลือดแดง จึงให้รัดแน่นพอสมควรเท่านั้น ถ้ารัดจนปลายมือหรือปลายเท้าชาแสดงว่าแน่นเกินไป (ปัจจุบัน
มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องใช้สายรัด ให้ใช้ elastic bandage พันตรงบริเวณที่
ถูกงูกัดตั้งแต่เหนือแผลจนถึงใต้แผลเล็กน้อยให้แน่นพอควรแล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล) ให้บริเวณส่วนที่ถูก
งูกัดอยู่นิ่ง (immobilization) การอยู่นิ่งนี้ได้พิสูจน์ในห้องทดลองแล้วว่าสามารถช่วยให้พิษงูกระจาย
ได้น้อยลง  อย่าดื่มเหล้า เพราะจะทำให้พิษงูกระจายไปรวดเร็ว และอย่าฉีดมอร์ฟีนให้ผู้ป่วยเพราะมีผล
ช่วยส่งเสริมพิษงู 
- ไปหาแพทย์ เพื่อ การให้เซรุ่มแก้พิษงู โดยให้เซรุ่มที่ตรงกับพิษงูนั้นโดยเร็วที่สุด 
- ให้การรักษาตามอาการ ตลอดจนการให้พวก Corticosteroid เช่น เพร็ดนิโซโลน 
- ให้ยาปฏิชีวนะ 
- ฉีด วัคซีนป้องกันบาดทะยัก 

หมายเหตุ การกรีดแผลและการดูดพิษงูยังเป็นที่ถกเถียงกันมากว่าควรทำหรือไม่และถ้าทำโดยไม่สะอาด 
และไม่ถูกวิธี อาจทำให้เกิดโทษได้มากและไม่ได้ผลเท่าที่ควร 

มีเอกสารหลายฉบับที่แนะนำว่า การกรีดแผลมีประโยชน์ถ้าทำภายใน 1 ชั่วโมงแรก โดยใช้มีดที่ปราศจาก
เชื้อ เช่น ใบมีดโกนสะอาด และเผาไฟจนร้อนแดงแล้ว กรีดเป็นสองแนวขนานกับบริเวณเขี้ยวงู ทั้งสอง
กรีดยาว 0.3-0.6 ซม. และลึกประมาณ 0.3-0.6 ซม. และใช้เครื่องดูด (Suction) ดูดเป็นเวลานานราว 
30-60 นาที จึงจะได้ผลดี 

ถ้าไม่มีเครื่องดูด อาจใช้ปากที่ไม่มีแผลดูดได้ (ถ้าปากมีแผลหรือปากแตก หรือเวลาสีฟันเลือดออกง่าย 
ห้ามดูดพิษงูโดยใช้ปาก) 

การกรีดแผลโดยไม่ได้ใช้วิธีดูดเป็นเวลานานจะได้ผลน้อยมาก แต่ถ้าเป็นงูทะเลการกรีดแผลเกือบไม่มี
ประโยชน์เลย 

เซรุ่มแก้พิษงู
การฉีดเซรุ่มแก้พิษงู จะได้ผลดีมากถ้าฉีดภายใน 4 ชั่วโมงแรก ถ้าเกิน 12 ชั่วโมง ผลที่ได้จะน้อยลงมาก 
แต่อย่างไรก็ตามถ้าคนไข้ยังมีอาการอยู่ก็ฉีดได้ 

การให้เซรุ่มในรายที่มีอาการน้อย ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ แต่ในรายที่มีอาการมากให้ฉีดเข้าเส้นโลหิต โดยเจือจาง
ในน้ำกลูโคส 5% 

การให้เซรุ่มจะต้องเลือกให้ตรงกับชนิดงูที่กัดจึงจะได้ผลเต็มที่ เช่นถูกงูเห่ากัดก็ต้องให้เซรุ่มแก้พิษงูเห่า
เท่านั้นจึงจะได้ผลดี ถ้าไปให้เซรุ่มแก้พิษงูสามเหลี่ยม (แม้จะเป็นงูประเภทพิษต่อระบบประสาทด้วยกัน) 
แก่คนที่ถูกงูเห่ากัดก็จะไม่ได้ผล 

เซรุ่มแก้พิษงูที่ผลิตจากสถานเสาวภา มี 6 ชนิด คือ เซรุ่มแก้พิษงูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูกะปะ งูแมวเซา 
งูเขียวหางไหม้ สำหรับเซรุ่มแก้พิษงูทะเลไม่มี 

 

จะสังเกตได้อย่างไรว่างูมีพิษ? 
ท่านจะสังเกตได้จากหลายๆ ทางคือ 
เขี้ยวงู มักจะเป็นรูปโค้งที่มีร่องหรือมีโพรงตลอดความยาว ของเขี้ยว เวลาถูกกัดจะรู้สึกว่ามีน้ำพิษงูซึมเข้ามาในรอยแผล ขณะที่ถูกกัด แต่คนส่วนมากมักจะตกใจและ
ต่อสู้ดิ้นรนจึงไม่ค่อยสังเกต ถ้าเป็นงูพิษจะมีรอยเขี้ยวทุกครั้ง 
ชนิดของงู ท่านต้องตั้งสติทุกครั้งเมื่อพบเห็นงู พยายามสังเกต ให้ได้ว่า ใช่งูพิษหรือไม่ งูพิษที่มีชุกชุม
ในไทยคือ งูเห่า, งูจงอาง, งูสามเหลี่ยม, งูแมวเซา, งูกะปะ, งูเขียวหางไหม้, งูคออ่อน เป็นต้น 
แหล่งที่อยู่ของงู ถ้าศึกษาให้ละเอียดขึ้น การทราบแหล่งที่อยู่ ของงูจะสามารถสันนิษฐานชนิดของงูได้ด้วย 
เช่น 

งูเห่า - มักจะพบในภาคกลาง ได้แก่ สมุทรปราการ, นนทบุรี, ปทุมธานี, นครปฐม, อยุธยา, นครนายก, 
             อ่างทอง, สิงห์บุรี, ลพบุรี, สระบุรี 
งูจงอาง - มักพบในป่าแถบนครสวรรค์, เพชรบูรณ์, นครศรีธรรมราช 
งูแมวเซา - มักพบในภาคกลางในแถบธนบุรี, สมุทรปราการ, สระบุรี, ลพบุรี, อยุธยา อ่างทอง 
งูกะปะ - มักพบในจังหวัดแถบชายทะเล ได้แก่ ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร 
               และจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ 
งูเขียวหางไหม้ - พบในเขตพระนครและธนบุรี 
งูคออ่อน - พบในทะเลบริเวณอ่าวไทย แถบจังหวัดสมุทรปราการ, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม 
งูสามเหลี่ยม - พบมากในภาคกลาง ได้แก่ ธนบุรี, นครปฐม, อยุธยา, อ่างทอง, สระบุรี, นนทบุรี 

อาการที่เกิดขึ้นภายหลังถูกงูกัด 
เมื่อถูกงูพิษกัดจะพบรูรอยเขี้ยว 1-2 รอย แต่ถ้างูไม่มีพิษ จะมีแต่รอยฟันเป็นแถวไม่มีเขี้ยว และมักจะมี
อาการปรากฏ ภายในเวลาประมาณ 10-15 นาที พิษของงูจะออกมาจากต่อมน้ำพิษ ที่ตั้งอยู่ใต้ตา
เมื่อถูกกัดพิษจะถูกขับออกมาจากต่อมน้ำพิษ ไหลเข้าไปในแผล ทางรอยเขี้ยว 
ปกติงูจะใช้พิษนี้เป็นประโยชน์ในการช่วยฆ่าสัตว์ มาเป็นอาหารและช่วยในการย่อยอาหารด้วย 
พิษของงูจะทำอันตรายต่อร่างกายได้ 2 ชนิดคือ เป็นพิษต่อระบบประสาทและเป็นพิษต่อเลือดและหลอดเลือด 

พิษต่อระบบประสาท 
งูที่มีพิษทำลายต่อระบบประสาท ได้แก่ งูเห่า, งูสามเหลี่ยม เมื่อถูกกัด บริเวณที่ถูกกัดจะบวมภายใน 10 นาที 
และปวดบริเวณที่บวม ต่อมาจะมีอาการง่วงซึม ตาปรือ เดินไม่ไหว เหมือนไม่มีแรง หนังตาเริ่มตก พูดจา
อ้อแอ้ กลืนน้ำลายลำบาก หายใจไม่สะดวก และเป็นอัมพาต ที่ร่างกายในที่สุด และเสียชีวิตเพราะหยุดหายใจ 

พิษต่อเลือดและหลอดเลือด 
งูที่มีพิษต่อเลือดและหลอดเลือด ได้แก่ งูแมวเซา งูกะปะ งูสามเหลี่ยม เมื่อถูกกัดจะมีอาการบวมและปวดมาก 
ตรวจบริเวณที่ถูกกัด และต่างกับแผลที่ถูกงูเห่ากัดตรงที่มีเลือดไหลซึมออกมาจากปากแผล บริเวณรอยเขี้ยวงู 
และมีเลือดออกตามที่ต่างๆ ทั้งที่ผิวหนังและเยื่อมูก เช่น มีจ้ำเลือดใต้ผิวหนัง เลือดออกตามไรฟัน 
เลือดกำเดาไหล มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะและอุจจาระ อาเจียนมีเลือดมาก ปวดท้อง อ่อนเพลียมาก 
หมดสติ แต่ไม่มีอาการอัมพาต โดยจะเสียชีวิตจากหัวใจวาย 

มีข้อสังเกตว่า กรณีที่ถูกงูสามเหลี่ยมกัดจะมีอาการ ทั้งทางระบบประสาทและระบบเลือด 
อาการทางระบบประสาทก็คือ อาการชักอย่างรุนแรง เมื่อพิษเข้าไปในหลอดเลือดจะทำให้เลือดออกในสมอง 
และช่องท้องและเสียชีวิตในที่สุด 
และข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ กรณีงูกะปะกัด จะมีอาการ ทางระบบเลือด แต่มีข้อต่างกับงูชนิดอื่น คือ 
บริเวณที่ถูกกัดอาจจะบวม เปื่อยเน่าเป็นเนื้อตาย จนต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดตกแต่งแผลใหม่ต่อไป 

การปฐมพยาบาลเป็นสิ่งที่สำคัญมาก 
ต้องช่วยไม่ให้พิษงูเข้าสู่หัวใจหรือกระจายไปทั่วร่างกาย นั่นคือ เมื่อถูกงูกพิษกัดให้รีบรัดเหนือแผลให้
แน่นพอ ที่จะป้องกันไม่ให้พิษงูเข้าสู่หัวใจ โดยใช้เชือก สายยาง สายไฟ หรือผ้าที่อยู่ใกล้มือในขณะนั้น
รัดให้แน่น แล้วรีบนำส่งสถานพยาบาลโดยเร็วที่สุด หรือไปรับการฉีดเซรุ่มแก้พิษงูโดยเร็วที่สุด ไม่จำเป็น
ต้องคลายเครื่องรัดแผล เพราะการคลายแต่ละครั้ง ยิ่งเพิ่มโอกาสให้พิษงูเข้าสู่หัวใจได้ แต่ถ้าจำเป็นต้อง
คลายที่รัดแผลออก แนะนำให้รัดแผลในตำแหน่งที่สูงขึ้นไปจากที่รัดเดิมก่อน แล้วจึงคลายที่รัดเดิมออกทุก ๆ 
10-15 นาที แต่ต้องเลือกรัดตำแหน่ง ที่ไม่ให้เลือดไหลกลับเข้าหัวใจหรือก็คือเส้นเลือดดำใหญ่นั่นเอง 

นอกจากนี้การกรีดแผลหรือใช้ไฟจี้แผล ไม่ควรทำ นอกจากจะเป็นแผลบริเวณที่รัดไม่ได้ เช่น ด้านหลัง ศีรษะ 
ให้ใช้วิธีกรีดแผลตามยาวของลำตัว ลึกประมาณ 1-2 ม.ม. ยาวประมาณ 3-4 ม.ม. ให้เลือดไหลออกมาเพื่อ
ขับพิษงู แต่หากจะใช้ปากดูดจะต้องมั่นใจว่า ปากและเหงือกไม่มีบาดแผล ที่พิษงูจะซึมเข้าไปได้ อย่าให้ดื่ม
สุรา หรือยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจเพราะยิ่งทำให้พิษงูซ่านไปทั่วร่างกาย 

สิ่งที่ควรปฏิบัติมากที่สุดก็คือ การลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดบาดแผล จากสัตว์ทั้งปวง ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ 
ท่านควรตั้งสติให้มั่น เพื่อจะได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ชีวิตปลอดภัยขึ้นอีกมาก 
ภ.ญ.ยุวดี หงส์รัตนาวรกิจ