BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

top
  สมุนไพรกับการสาธารณสุข
  มูลฐาน 

  Thai Herbal Health

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสมุนไพร
สมุนไพรแต่ละชนิดประกอบ
    ด้วยกลุ่มสารเคมีอะไรบ้าง

 ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์  
วิธีการเก็บสมุนไพรเพื่อ
    ใช้เป็นยา
 

วิธีการเตรียมยาสมุนไพร
ข้อแนะนำสำหรับการใช้
    สมุนไพร

อาการแพ้ที่เกิดจากสมุนไพร




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์


 
  สมุนไพรกับการสาธารณสุขมูลฐาน       

นับตั้งแต่แผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 4 ถึงแผนพัฒนาสาธารณสุข ฉบับที่ 7 รัฐบาลไทยได้มี นโยบาย
สนับสนุนการใช้ประโยชน์จากสมุนไพร และการแพทย์แผน ไทยอย่างต่อเนือง ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้
แถลงนโยบาย ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรต่อรัฐสภา ในวันที่ 21 ตุลาคม 2535 ความว่า 
“..ให้มีการผสมผสานการแพทย์ แผนไทยและสมุนไพร เข้ากับระบบบริการ สาธารณสุขของชุมชน อย่าง 
เหมาะสม ” 

สำหรับในแผนพัฒนาสาธารณสุขฉบับที่ 7 กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาการผสมผสาน และได้ นโยบาย
มากำหนดไว้ในแผนงาน ที่เกี่ยวข้อง 3 แผนงานคือ แผนงานสาธารณสุขมูลฐาน แผนงานวิจัยระบบสาธารณสุข 
และแผนงานวิจัยวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ สำหรับสำนักงานคณะกรรมการ การ สาธารณสุขมูลฐานรับ
ผิดชอบ ในแผนงานสาธารณสุขมูลฐาน โดยมีกลวิธีการพัฒนาสมุนไพร และ การแพทย์แผนไทยในงาน
สาธารณสุขมูลฐาน คือ

- สนับสนุนและพัฒนาวิชาการและเทคโนโลยีพื้นบ้าน อันได้แก่ การแพทย์แผนไทย เภสัชกรรม แผนไทย 
  การนวดไทย สมุนไพร และเทคโนโลยีพื้นบ้าน เพื่อใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา สุขภาพของชุมชน 

- สนับสนุนและส่งเสริมการดูแลสุขภาพของตนเอง โดยใช้สมุนไพร การแพทย์พื้นบ้าน การนวดไทย ใน
  ระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชนให้เป็นไปอย่าง ถูกต้อง เป็นระบบสามารถปรับประสาน การดูแลสุขภาพ 
  แผนปัจจุบันได้ 

ในการพัฒนาดังกล่าว สมุนไพรนับเป็นเทคโนโลยีพื้นบ้านที่สำคัญประการหนึ่ง ในการดูแลรักษา สุขภาพ 
ตนเองของประชาชนไทย และเป็นวิทยาการที่เหมาะสมในงาน สาธารณสุขมูลฐาน สมุนไพรที่ส่งเสริม 
ในงานสาธารณสุขมูลฐาน ประกอบด้วยสมุนไพรเดี่ยว และสมุนไพรแบบตำหรับ (ยาไทย) สมุนไพรที่กล่าว 
ในหนังสือนี้จะ หมายถึง สมุนไพรเดี่ยวเท่านั้น สำนักงานคณะกรรมการ การสาธารณสุขมูลฐานได้ประสาน 
งานและร่วมมือกับองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้รู้ด้านสมุนไพร ในการคัดเลือกรายการ สมุนไพรสำหรับ 
งานสาธารณสุขมูลฐานดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่าสมุนไพรสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐานคือ สมุนไพรที่ใช้ใน 
การส่งเสริม สุขภาพ และการรักษาโรค / อาการเจ็บป่วยเบื้องต้น 


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสมุนไพร 
สมุนไพร (Medicinal Plant หรือ Herb) กำเนิดจากธรรมชาติและมีความหมายต่อชีวิตมนุษย์โดย 
เฉพาะในมิติทางสุขภาพ อันหมายถึงทั้งการส่งเสริมสุขภาพ และการ รักษาโรค ความหมายของยาสมุนไพร 
ในพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ได้ระบุว่า “ ยาสมุนไพร หมายความว่า ยาที่ได้จากพฤกษาชาติ สัตว์ 
หรือแร่ธาตุ ซึ่งมิได้ผสมปรุง หรือ แปรสภาพ” 

สมุนไพรสำหรับงาน สาธารณสุขมูลฐานส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร พืชหรือต้นไม้มีองค์ประกอบสำคัญ 
5 ส่วน คือ ราก ลำต้น ใบ ดอกและผล ส่วนของพืช เหล่านี้ มีรูป ร่างลักษณะโครงสร้าง และบทบาท ต่อพืช
ที่แตกต่างกัน  การนำสมุนไพรมาใช้เป็นยาต้องคำนึง ถึงธรรมชาติของสมุนไพรแต่ละชนิด พันธุ์ สมุนไพร 
สภาวะ แวดล้อมในการปลูก ฤดูกาล และช่วงเวลาที่เก็บสมุนไพร นับเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดคุณภาพของ
สมุนไพร 

ในสมุนไพรแต่ละชนิดประกอบด้วยสารเคมี หลายชนิดอาจแบ่งกลุ่มใหญ่ได้ 7 กลุ่ม 

คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrates) คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอินทรีย์ที่ประกอยด้วย คาร์บอน ไฮโดรเจน 
และออกซิเจน คาร์โบไฮเดรตเป็นกลุ่มสารที่พลมากทั้งในพืชและสัตว์ สารที่เป็น คาร์โบไฮเดรต เช่น แป้ง 
น้ำตาล กัม (Kum) วุ้น (Agar) น้ำผึ้ง เปคติน (Pectin) เป็นต้น 

ไขมัน (Lipids) ไขมันเป็นสารที่ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายในตัวทำละลายอินทรีย์ (Organin Solvent) 
และเมื่อทำปฏิกิริยากับด่างจะกลายเป็นสบู่ น้ำมันในพืชหลายชนิดเป็นยา สมุนไพร เช่น น้ำมันละหุ่ง 
น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น 

น้ำมันหอมระเหย (Volatile Oil หรือ Essential Oil) น้ำมันหอมระเหยเป็นสารที่พบมากใน
พืชเขตร้อน มีลักษณะเป็นน้ำมัน มีกลิ่นและรสเฉพาะตัว ระเหยได้ง่ายในอุณหภูมิธรรมดา เบากว่าน้ำ
สามารถสกัด ออกมา จากส่วนของพืชได้ โดยวิธีการกลั่นด้วย ไอน้ำ (stream distillation) หรือการบีบ 
(expression) ประโยชน์คือเป็นตัวแต่งกลิ่นในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และ สมุนไพรมี 
ประโยชน์ด้านขับลม ฆ่าเชื้อโรค พืชสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย คือ กระเทียม ขิง ไพล มะกรูด ตะไคร้ 
กานพลู อบเชย เป็นต้น 

เรซินและบาลซัม (Resins and Balsums) เรซินเป็นสารอินทรีย์หรือสารผสมประเภทโพลีเมอร์ 
มีรูปร่างไม่แน่นอนส่วนใหญ่จะเปราะ แตกง่าย บางชนิดจะนิ่ม ไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำลาย อินทรีย์ 
เมื่อเผาไฟจะ หลอมเหลว ได้สารที่ใส ข้น และเหนียว เช่น ชันสน เป็นต้น บาลซัม เป็นสาร resinous mixture 
ซึ่งประกอบด้วย กรดซินนามิก (CIN-NAMIC ACID) หรือเอสเตอร์ของกรดสองชนิดนี้ เช่น กำยาน เป็นต้น 

แอลคาลอยด์ (Alkaloids) แอลคาลอยด์เป็นสารอินทรีย์ที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบ (Organic 
Nitrigen Compound) มักพบในพืชชั้นสูง มีสูตรโครงสร้างซับซ้อน และแตกต่างกันมากมาย ปัจจุบัน
พบแอลคาลอยด์มากกว่า 5,000 ชนิด คุณสมบัติของแอลคาลอยด์ คือ ส่วนใหญ่มีรสขม ไม่ละลายน้ำ ละลาย
ได้ในสารละลายอินทรีย์ (Organic Solvent) มีฤทธิ์ เป็นด่าง
แอลคาลอยด์มีประโยชน์ในการรักษาโรคอย่างกว้างขวาง เช่นใช้เป็นยา ระงับปวด ยาชาเฉพาะที่ ยาแก้ไอ 
ยาแก้หอบหืด ยารักษาแผลในกระเพาะและลำไส้ ยาลดความดัน ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ เป็นต้น 
พืชสมุนไพรที่มีแอลคาลอยด์เป็นส่วนมาก คือ หมากลำโพง ซิงโคนา ดองดึง ระย่อม ยาสูบ กลอย ฝิ่น แสลงใจ 
เป็นต้น 

กลัยโคไซด์ (Glycosides) กลัยโคไซด์เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่เกิดจาก agycone (หรือ genin) 
จับกับส่วนที่เป็นน้ำตาล (glycone part) ละลายน้ำได้ดี โครงสร้างของ agycone มีความแตกต่าง 
กันหลายแบบ ทำให้ประเภทและ สรรพคุณทางเภสัชวิทยาของกลัยโคไซด์มีหลายชนิด ใช้เป็นยาที่มีประโยชน์ 
และสารพิษที่มีโทษต่อร่างกาย กลัยโคไซด์จำแนกตามสูตรโครงสร้างของ agycone ได้หลาย ประเภท คือ 

 - คาร์ดิเอ็ก กลัยโคไซด์ (Cardiac Glycisides) มีฤทธิ์ต่อระบบกล้ามเนื้อหัวใจ   และระบบการ
   ไหลเวียนของโลหิต เช่น ใบยี่โถ เป็นต้น 

 - แอนทราควิโนน กลัยโคไซด์ (Antrawquinone Glycosides) มีฤทธอ์เป็นยาระบาย ยาฆ่าเชื้อ 
   และสีย้อมผ้า เช่น ใบมะขามแขก ใบขี้เหล็ก ใบชุมเห็ดเทศ ใบว่านหางจระเข้ 

 - ซาโปนิน กลัยโคไวด์ (Saponin Glycosides) เป็นกลุ่มสารที่มีคุณสมบัติเกิดฟอง เมื่อเขย่ากับน้ำ 
   เช่น ลูกประคำดีควาย เป็นต้น 

 - ไซยาโนเจนนีติก กลัยโคไซด์ (Cyanogenatic Glycosides) มีส่วนของ Agycone เช่น  
  Cyanogenetic Nitrate สารกลุ่มนี้เมื่อถูกย่อยจะได้สารจำพวกไซนาไนด์ เช่น รากมันสำปะหลัง ผักสะตอ 
   ผักหนาน ผักเสี้ยนผี กระเบาน้ำ เป็นต้น 

 - ไอโซไทโอไซยาเนท กลัยโคไซด์ (Isothiocyanate Glycosides) มีส่วนของ agkycone 
    เป็นสารจำพวก Isothiocyanate 

 - ฟลาโวนอล กลัยโคไซด์ (Favonol gkycosides) เป็นสารสีที่พบในหลายส่วนของพืช 
    ส่วนใหญ่สีออกไปทางสีแดง เหลือง ม่วง น้ำเงิน เช่น ดอกอัญชัน เป็นต้น 

 - แอลกอฮอลิค กลัยโคไซด์ (Alcoholic Glycosides) มี alycone เป็นแอลกอฮอล์ 
   ยังมีกลัยโคไซด์อีกหลายชนิด เช่น ฟินอลิค หลัยโคไซด์ (Phenolic Glycosides) แอลดีไฮด์ กลัยโคไซด์ 
  (Aldehyde Glycosides) เป็นต้น 

แทนนิน (Tannins) เป็นสารที่พบได้ในพืชหลายชนิด มีโมเลกุลใหญ่และโครงสร้างซับซ้อน มีสถานะเป็น
กรดอ่อนรสฝาด แทนนินใช้เป็นยาฝาดสมาน ยาแก้ท้องเสีย ช่วยรักษาแผล ไฟไหม้ และใช้ประโยชน์ใน
อุตสาหกรรม ฟอกหนัง กรณีที่รับประทานแทนนินเป็นประจำอาจทำให้เกิดมะเร็งได้ สมุนไพรที่มีแทนนิน คือ 
เปลือกทับทิม เปลือกอบเชย ใบฝรั่ง ใบ / เปลือกสีเสียด ใบชา เป็นต้น นอกจากสารดังกล่าว 
ในพืชสมุนไพรยังมีสารประกอบอีกหลายชนิด เช่น ไขมัน สเตียรอยด์ (steroid) เป็นต้น สารเหล่านี้บางชนิด
มีสรรพคุณทางยาเช่นกัน 


ในการทำงานเกี่ยวกับสมุนไพร ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องมีความรู้ และเทคโนโลยีเกี่ยวกับสมุนไพร ให้ถ่องแท้ 
เพื่อจะเป็นผู้แนะนำและผู้พัฒนาการ ใช้ประโยชน์ จากสมุนไพร ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ความรู้ที่ เกี่ยวกับ
สมุนไพรที่จำเป็น คือ

ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ 
รู้จักจำแนกพืชสมุนไพร ที่จะแนะนะอย่างถ่องแท้ เรียนรู้และ สังเกตลักษณะ ของราก ลำต้น ใบ ดอก ผล 
และเมล็ดของพืช สังเกตรูปร่าง ขนาด สี กลิ่น และรวมรู้ด้านปลูกและกระจายพันธุ์ การใช้ประโยชน์จาก 
พืชสมุนไพรควรมีงาน ด้าน ปลูกสมุนไพร เพื่อเป็นแหล่งตัวอย่าง แหล่งขยายพันธุ์ และแหล่งวัตถุดิบ เพื่อใช้
เป็น ยาสมุนไพรในระดับ ชุมชน ผู้ปฏิบัติงานควรศึกษาด้วยตัวเอง หรือประสานงานกับ ผู้ปฏิบัติงานด้านเกษตร 
หรือผู้รู้ ในชุมชน ของท่านในการศึกษาการปลูก และการกระจาย พันธุ์สมุนไพร 

การเก็บ 
การทำให้แห้งและการเตรียมยาสมุนไพร พืชสมุนไพรเป็นสิ่งที่ได้จากสารประกอบ ทางเคมีของพืชสมุนไพร
จะกำหนดด้วยปัจจัยหลายอย่าง ดังกล่าวแล้ว ผู้ปฏิบัติงานต้อง รู้จักธรรมชาติ ของสมุนไพรแต่ละชนิด   เพื่อ
เลือกวิธีการเก็บและเตรียม ยาสมุนไพรให้สอดคล้องกับสมุนไพรชนิดนั้น 

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับยาสมุนไพร
ผู้ปฏิบัติงาน สมุนไพรเป็นผู้แนะนำ หรือ ผู้บริการยาสมุนไพรให้กับชุมชน ดังนั้นจึงควรมีความรู้ ทาง
วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ สมุนไพรแต่ละชนิดข้อมูล ด้านพฤษศาสตร์ ด้านเภสัชวิทยา ด้านพิษวิทยาตลอดจน 
การทดลองทางคลินิกจะสร้างให้เกิดศักยภาพและ ความมั่นใจ ต่อผู้ทำงานด้านสมุนไพร นอกจานนี้เมื่อ
ผู้ทำงาน ด้านสมุนไพรมีอาการเจ็บป่วย และใช้สมุนไพร ในการ รักษา ตนเองก็จะเพิ่มพูนประสบการณ์ใน
การแนะนำ และการใช้ สมุนไพร ได้อีกทางหนึ่ง 

ความรู้ด้านวิธีใช้และข้อควรระวังของสมุนไพร 
หากปฏิบัติงานด้านสมุนไพร ต้องการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสมุนไพร ในการรักษาอาการ เจ็บป่วย
เบื้องต้น หรือ ส่งเสริมสุขภาพ ผู้ทำงานควรเปลี่ยนวิธีใช้และข้อควรระวัง ของสมุนไพรแต่ละชนิด อย่าง
ถูกต้อง เพื่อให้การส่งเสริมเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติงานด้านสมุนไพรอาจ
เรียนรู้ได้จาก ผู้รู้หรือหมอพื้นบ้าน ในชุมชนที่มี ประสบการณ์การใช้ยาสมุนไพรด้วย 



วิธีการเก็บสมุนไพรเพื่อใช้เป็นยา 

ยาสมุนไพรเป็นส่วนประกอบที่ได้มาจากพืช สัตว์หรือแร่ธาตุ ตัวยาที่มีอยู่ในสมุนไพรจะ มากหรือน้อยนั้น ขึ้น
อยู่กับ ปัจจัย หลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือ “ช่วงเวลาที่เก็บสมุนไพร” การเก็บ ในช่วงเวลา ที่ไม่เหมาะสมจะมีผล
ต่อ ฤทธิ์การรักษา โรค ของยาสมุนไพรได้ นอกจาก คำนึงถึงช่วงเวลา ในการ เก็บยา เป็น สำคัญแล้ว ยังต้อง
คำนึงถึงว่าเก็บยาถูกต้นหรือไม่ ส่วน ไหนของพืชที่ใช้เป็นยา เป็นต้น พื้นดินที่ปลูก อากาศ การเลือกเก็บส่วนที่
ใช้เป็นยา อย่าง ถูกวิธีนั้น จะมีผล อย่างมาก ต่อประสิทธิภาพของยาที่จะนำมารักษาโรค หากปัจจัย ดังกล่าว 
เปลี่ยนไปปริมาณตัวยาที่มีอยู่ในสมุนไพรก็จะ เปลี่ยนตาม ไป ด้วย ทำให้ยานั้นไม่เกิดผล การรักษาโรคได้

หลักทั่วไปในการเก็บส่วนที่ใช้เป็นยาสมุนไพร แบ่งโดยส่วนที่ใช้เป็นยาดังนี้

3.1 ประเภทรากหรือหัว เก็บในช่วงที่พืชหยุดเจริญเติบโต ใบดอกร่วงหมดหรือในช่วงต้นฤดูหนาวถึงปลายฤดูร้อน เพราะเหตุว่าในช่วงนี้รากและหัว มีการสะสม
ปริมาณของตัวยาไว้ค่อนข้างสูง วิธีการเก็บใช้วิธีขุดอย่างระมัดระวัง ตัวอย่างเช่น กระชาย กระทือ ข่า เป็นต้น

3.2 ประเภทใบหรือเก็บทั้งต้น ควรเก็บในช่วง ที่เจริญเติบโตมากที่สุด หรือบางชนิดอาจ ระบุช่วงเวลา 
การเก็บชัดเจน เช่นเก็บใบไม่อ่อนหรือไม่แก่เกินไป (ใบเพสลาด) เก็บช่วงดอกตูม เริ่มบาน หรือช่วงที่ดอกบาน 
เป็นต้น การกำหนดช่วงเวลาที่เก็บใบเพราะช่วงเวลานั้น ในใบมีตัวยามากที่สุด วิธีการ เก็บใช้วิธีเด็ด ตัวอย่าง
เช่น กระเพรา ขลู่ ฝรั่ง ฟ้าทลายโจร เป็นต้น

3.3 ประเภทเปลือกต้นและเปลือกราก เปลือกต้นโดยมาเก็บ ระหว่างช่วงฤดูร้อนต่อกับ ฤดูฝน ปริมาณในพืชสูง
และลอกออกง่าย สำหรับ การลอกเปลือกต้นนั้นอย่าลอกเปลือกออกทั้งรอบต้น เพราะกระทบกระเทือนในการ
ส่งลำเลียงอาหาร ของพืชอาจทำให้ตายได้ ทางที่ดีควรลอกจากส่วนกิ่งหรือ แขนงย่อย ไม่ควรลอกออกจาก
ลำต้นใหญ่ ของต้นไม้ หรือจะใช้วิธี ลอกออกในลักษณะครึ่งวงกลมก็ได้ ส่วนเปลือกรากเก็บในช่วงต้นฤดูฝน
เหมาะสมที่สุด เนื่องจากการลอกเปลือกต้นหรือเปลือกราก เป็นผล เสียต่อการเจริญเติบโตของพืช ควรสนใจ 
วิธีการเก็บที่เหมาะสม

3.4 ประเภทดอก โดยทั่วไปเก็บในช่วงดอกเริ่มบาน แต่บางชนิดเก็บในช่วงดอกตูม เช่น การพลู เก็บช่วงที่
เปลี่ยนสีเขียวเป็นสีแดง เป็นต้น

3.5 ประเภทผลและเมล็ด พืชสมุนไพรบางอย่างเก็บ ในช่วงที่ผลยังไม่สุกดี มี เช่น ฝรั่ง เก็บผลอ่อนใช้แก้
ท้องร่วง แต่โดยทั่วไปมักเก็บตอนผลแก่เต็มที่แล้ว ตัวอย่างเช่น มะแว้งต้น มะแว้งเครือ ดีปลี เมล็ดฟักทอง 
เมล็ดชุมเห็ดไทย เมล็ดสะแก เป็นต้น

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ตามการถ่ายทอดประสบการณ์ ของแพทย์ไทยโบราณนั้น ยังมีการเก็บยาตามฤดูกาล 
วัน โมงยาม และทิศอีกด้วย เช่น ฤดูร้อนเก็บ รากและแก่น ฤดูฝนเก็บใบ ดอก ลูก ฤดูหนาวเก็บเปลือก กระพี้ 
และเนื้อไม้ เป็นต้น อย่างไรก็ตามในที่นี้ขอแนะนำให้ใช้หลักการเก็บส่วนที่ใช้ เป็นยาสมุนไพรดังข้างต้น 

นอกจากนี้ท่านผู้ศึกษาการเก็บและการใช้สมุนไพร สามารถเรียนรู้ได้จากหมอพื้นบ้านที่อยู่ในหมู่บ้าน ซึ่งมี
ประสบการณ์การเก็บยาและการใช้ยามาเป็นเวลาช้านาน

วิธีการเก็บสมุนไพรที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น โดยทั่วไปไม่มีอะไรสลับซับซ้อนประเภท ใบ ดอก ใช้วิธีเด็ดแบบ
ธรรมดา ส่วนแบบราก หัว หรือเก็บทั้งต้น ใช้วิธีขุดอย่างระมัดระวัง เพื่อประกันให้ได้ส่วนที่เป็นยามากที่สุด 
สำหรับเปลือกต้นหรือเปลือกราก เรื่องจากเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของต้นพืช ดังนั้น จึงควรสนใจวิธีการ 
เก็บดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

คุณภาพของยาสมุนไพรจะใช้รักษาโรคได้ดีหรือไม่นั้น ที่สำคัญอยู่ที่ช่วงเวลาเก็บสมุนไพรและวิธีการเก็บ 
แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ยังต้องคำนึงถึงอีกอย่างคือ พื้นที่ปลูก เช่นลำโพง ควรปลูกในพื้นดินเป็น ด่าง ปริมาณของ
ตัวยาจะสูง สะระแหน่หากปลูกในที่ดินทราย ปริมาณน้ำมันหอมระเหยจะสูง และยังมีปัญหาทางด้านสภาพ 
แวดล้อมในการเจริญเติบโต ภูมิอากาศ เป็นต้น ต่างก็มีผลต่อคุณภาพสมุนไพรทั้งนั้น ดังนั้น เราควรพิจารณา
หาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะเก็บยา สมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรค



วิธีการเตรียมยาสมุนไพร
เมื่อได้ส่วนของสมุนไพรที่พร้อมเป็นยาแล้ว เราควรทราบวิธีปรุงยาสมุนไพรเพื่อเป็นการเตรียม ยาสมุนไพร
ให้มีรูปแบบที่เหมาะสมเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรค ใช้ได้สะดวก มีรสและกลิ่น ชวน
รับประทาน รูปแบบยาสมุนไพรบางอย่าง เช่น ยาลูกกลอน ยาดอง ยังเป็นรูปแบบที่ช่วยให้เก็บสมุนไพร 
ไว้ใช้เป็นยาได้เป็นเวลานาน 

กรรมวิธีปรุงยาแผนโบราณที่ปรากฏในตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์และตำรา เวชศึกษาอันเป็น ตำราสำคัญ
ของการแพทย์ของการแพทย์แผนไทย มีวิธีปรุงยาทั้งหมด 23 วิธี และเมื่อพ.ศ. 2510 กระทรวงสาธารณสุข
ได้กำหนดวิธีการปรุง ยาแผนโบราณเพิ่มขึ้นอีก 1 วิธี รวมเป็น 24 วิธี ตัวอย่างเช่น 
ยาตำรา เป็น ผงแล้วปั้นเป็นลูกกลอน 
ยาตำเป็นผงแล้วบดให้ละเอียด ละลายน้ำกระสายต่าง ๆ กัน 
ยากัดด้วยเหล้าหรือแอลกอฮอล์หยดลงน้ำกิน เป็นต้น กรรมวิธีเหล่านี้บางวิธีใช้ในการ เตรียมและการปรุงยา
แผนปัจจุบันเช่นกัน วิธี การเหล่านี้เป็นวิธีการง่าย สามารถประยุกต์ใช้ด้วยตนเองได้ ในที่นี้ขอแนะนำกรรมวิธี 
ปรุงยาสมุนไพร ที่ใช้ บ่อย 6 วิธี 
 - ยาชง ยาชงเป็นรูปแบบที่มีการเตรียมคล้ายการชงชา โดยใช้น้ำเดือดใส่ลงในสมุนไพร โดยทั่วไปมักใช้
    สมุนไพรตากแห้งทำเป็นยาชง ส่วนของสมุนไพร ที่ใช้เป็นยาอาจเป็นใบ กิ่ง ผล หรือเมล็ด หั่นเป็นชื้นเล็ก ๆ  
    หรือบดเป็นผลหยาบ ผึ่งแดดให้แห้งบางชนิดมีการนำไปอบกลิ่นหอมก่อน ภาชนะที่ใช้ชง ควรเป็นกระเบื้อง 
    แก้ว หรือภาชนะเคลือบไม่ใช้ ภาชนะโลหะ วิธีการชงทำได้โดยใช้สมุนไพร 1 ส่วน เติมน้ำเดือดประมาณ 
   10 ส่วน หรือตามปริมาณที่ระบุไว้ในตำรับยาบางตำรับอาจเติม น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง ในการปรุง รส ปิดฝาทิ้ง
    ไว้  5 – 10 นาที ยาชงเป็นรูปแบบยาที่มีกลิ่นหอม ชวนดื่ม ดื่มง่าย ปัจจุบันมีการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ยาชง 
    โดยการบรรจุในถุง กระดาษเหนียว ปิดสนิท 1 ซอง ใช้ 1 ครั้ง พืชสมุนไพรที่ ใช้รูปแบบยาชงมักเป็นพืช
    ที่มีสรรพคุณไม่รุนแรง ใช้ดื่มตลอดวันแทนน้ำ ยาชงนิยมปรุงและดื่มทันที ไม่ทิ้ง ไว้นาน สมุนไพรที่ใช้เป็น
    ยาชง เช่น ยาชงหญ้าหนวดแมว ยาชงชุมเห็ดเทศ เป็นต้น นอกจากนี้เครื่องดื่ม สมุนไพรหลายชนิด เช่น ขิง  
    มะตูม เก๊กฮวย เป็นต้น ก็ปรุง ด้วยการชงเช่นเดียวกัน ยาชงเป็น วิธีการง่าย สะดวกและเป็นที่นิยมทั่วไป 
 - ยาต้ม ยาต้มเป็นการปรุงยาสมุนไพรโดยใช้สมุนไพรแห้งหรือสด ต้มรวมกับน้ำส่วนของ สมุนไพรมีทั้งใบ 
    ลำต้น แก่น เมล็ดและราก วิธีการเตรียมทำ ได้โดยหั่นหรือสับ สมุนไพรเป็นชิ้นเล็กพอดี ใส่ลงในหม้อดิน 
    กระเบื้อง หรือภาชนะที่มิใช่โลหะ และใส่น้ำลงไปพอท่วมยาเล็กน้อย หากเป็นสมุนไพรแห้ง ให้แช่น้ำทิ้งไว้
    สักครู่ สมุนไพรสด ไม่ต้องแช่น้ำ ใช้ไฟขนาดกลางต้มให้เดือด หลังจากเดือดแล้วให้ใช้ไฟอ่อน ควรคนยา
    สม่ำเสมอมิให้ยาไหม้ (การต้มยาไทยมักจะต้มแบบ 3 เอา 1 คือใส่น้ำ 3 ส่วน ของ ปริมาณที่ใช้และ ต้มให้
    เหลือ 1 ส่วน) ระยะเวลาของการต้มขึ้นอยู่กับส่วนของพืชสมุนไพร หากเป็นส่วนของใบ ดอก หรือกิ่งขนาด
    เล็ก ใช้เวลาต้ม 3-4 นาที หากเป็น ส่วนที่แข็ง เช่น รากหรือแก่นของลำต้นใช้เวลาต้ม 10 นาที ยาต้มไม่ทิ้ง
    ไว้ค้างคืน ต้มและรับประทานให้หมดภายในวันเดียว โดยทั่วไปมักแบ่งรับประทานเป็น 3 ครั้ง ก่อนอาหาร 
    และวันรุ่งขึ้นค่อยเติมน้ำและต้มใหม่อีกครั้งหนึ่ง ยาไทยสมัยก่อนนิยมต้มในหม้อดิน และปาก  หม้อยาใช้
    ใบตองสด หรือผ้าขาวบางปิดหม้อยาประมาณครึ่ง หนึ่ง เพื่อความสะดวกในการรินยา และที่หม้อยา จะมี  
    “เฉลว” ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่จักเป็นตอกและสานเป็นรูปคล้ายดาว เพื่อป้องกันของร้ายไม่ให้มารบกวน  
    บางทีก็มีการผูก เหรียญสลึง ไว้ที่ปากหม้อ เมื่อคนไข้หายแล้วก็จะนำเงินนี้มาซื้อของทำบุญเพื่ออุทิศส่วน
    กุศลให้ เจ้าของตำรานั้น 
 - ยาดอง เป็นยาที่ใช้สารละลายหลายชนิด เช่นเหล้า น้ำมะกรูด น้ำส้ม เป็นต้น แช่สมุนไพรแบบเย็น ในที่นี้
    จะแนะนำเฉพาะยาดองเหล้า ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้บ่อย เท่านั้น การปรุงยา ทำได้โดย นำส่วนของสมุนไพร
    ที่ใช้เป็นยามาบดเป็นผงหยาบและห่อด้วยผ้าขาวบางหลวม ๆ เผื่อยาพองตัวเวลาอมน้ำ 
    ถ้าหากเป็นรากหรือแก่นของต้อนไม้ให้ฝาน เป็นชิ้นบาง ๆ เท่าๆ กัน เพื่อให้น้ำเหล้าซึมเข้าสู่ยาได้อย่างทั่วถึง 
    ภาชนะที่ใช้สำหรับเตรียมยาดองเหล้าควรใช้โถกระเบื้องหรือขวดโหลแก้วที่มีฝาปิดสนิท เมื่อใส่ยาลงใน
    ภาชนะ เรียบร้อย แล้วให้เท่า น้ำเหล้าให้ท่วมยา ตั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ และคนยาให้ทั่ววันละ 1 ครั้ง 
    ยาดองเหล้าเป็นยาที่ค่อนข้างแรง ปริมาณที่ใช้มักน้อยกว่ายาต้ม และห้ามใช้กับผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง 
    โรคหัวใจ หญิงมีครรภ์ และผู้ที่แพ้เหล้า 
 - ยาผง ยาผงปรุงจากส่วนของพืชสมุนไพร บดละเอียดเป็นผงชนิดเดียวหรือ หลายชนิดผสม กัน   ยาแผน
    โบราณหลายตำรับปรุงเป็นยาผง เช่น ยาหอม ยาเขียว เป็นต้น เวลารับ ประทานมักจะใช้กับ น้ำกระสายยา 
    ซึ่งน้ำกระสายยาอาจเป็นน้ำสุก น้ำดอกมะลิ น้ำซาวข้าว น้ำมะนาว น้ำมะกอก เป็นต้น 
 - ยาลูกกลอน การปรุงยาลูกกลอนทำได้โดยเอาส่วนของสมุนไพร มาหั่นเป็นแว่นบาง ๆ ผึ่งแดด ให้แห้ง 
    บดเป็นผงละเอียด และน้ำผงมาผสมกันน้ำผึ้ง (น้ำผึ้งที่ใช้ปั้น ลูกกลอน มักต้มให้ร้อนเพื่อ ขจัดสิ่ง สกปรก
    ก่อน) อัตราส่วนผสมระหว่างผงสมุนไพรต่อน้ำผึ้งเท่า กับ 1-2 ส่วน : 1 ส่วน ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะของผง 
    สมุนไพร เคล้ายาให้กลม กลืนประมาณ ว่าผงสมุนไพรที่ผสมน้ำผึ้งแล้วไม่ติดมือเป็นใช้ได้ จากนั้นปั้นก้อน 
    กลม ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย (เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 เซนติเมตร) หรืออาจใช้รางไม้ปั้นเป็นลูกกลอน ก็ได้
    จากนั้น จึงเอาไปอบแห้งหรือตากแดดจัด 1-2 วัน และบรรจุภาชนะที่ปิดมิดชิดและสะอาด 

นอกจากกรรมวิธีปรุงยาดังกล่าวแล้ว ยาสมุนไพรยังปรุงได้อีกหลายวิธี เช่น การรม การผอก การเตรียมเป็นยา
ประคม การหุงด้วยน้ำมัน เป็นต้น การเลือกกรรมวิธี ปรุงยาได้เหมาะสมจะทำให้สมุนไพร ออกฤทธิ์ได้เต็มที่ 
ส่งผลต่อการรักษาความเจ็บป่วยได้อย่าง ถูกต้อง 


ข้อแนะนำสำหรับการใช้สมุนไพร 
หากผู้ป่วยมีโรคหรืออาการเจ็บป่วยดังที่เสนอข้างต้น ให้ใช้สมุนไพรที่แนะนำและหยุดใช้เมื่อ อาการหายไป 
แต่ถ้าอาการเจ็บป่วยยังไม่หายไป หรืออาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน ควรไปปรึกษา สถานีอนามัยหรือ
โรงพยาบาลชุมชนในท้องถิ่นนั้น

การใช้สมุนไพรที่ถูกต้อง ควรปฏิบัติดังนี้ 
1 ใช้ให้ถูกต้นสมุนไพรมีชื่อพ้องหรือซ้ำกันมากและบางท้องถิ่นก็เรียกไม่เหมือนกัน จึงต้องรู้จักสมุนไพร และ
    ใช้ให้ถูกต้น
2 ใช้ให้ถูกส่วน ต้นสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นราก ใบ ดอก เปลือก ผล เมล็ดจะมีฤทธิ์ไม่เท่ากัน บางทีผลแก่ ผลอ่อน
    ก็มีฤทธิ์ต่างกันด้วยจะต้องรู้ว่าส่วนใดใช้เป็นยา ได้
3 ใช้ให้ถูกขนาด สมุนไพรถ้าใช้น้อยไป ก็รักษาไม่ได้ผล แต่ถ้ามากไปก็อาจเป็นอันตราย หรือเกิดพิษต่อร่างกายได้
4 ใช้ได้ถูกวิธี สมุนไพรบางชนิดต้องใช้สด บางชนิดต้องปนกับเหล้า บางชนิดใช้ต้ม จะต้องรู้วิธีใช้ให้ถูกต้อง
5 ใช้ให้ถูกกับโรค เช่น ท้องผูกต้องใช้ยาระบาย ถ้าให้ยาที่มีฤทธิ์ฝาดสมานจะทำให้ท้องผูกยิ่งขึ้น 



 อาการแพ้ที่เกิดจากสมุนไพร 
สมุนไพรมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับยาทั่วไป คือมีทั้งคุณและโทษ บางคนใช้แล้วเกิดอาการแพ้ได้ แต่เกิดขึ้นได้
น้อยเพราะสมุนไพรมิใช่สารเคมี ชนิดเดียว เช่น ยาแผนปัจจุบันฤทธิ์ จึงไม่รุนแรง (ยกเว้นพวกพืชพิษบางชนิด) 
แต่ถ้าเกิดอาการแพ้ขึ้นควรหยุดยาเสียก่อนถ้าหยุดแล้วอาการหายไป อาจทดลองให้ยาอีกครั้งโดยระมัดระวัง 
ถ้าอาการเช่นเดิมเกิดขึ้นอีก แสดงว่าเป็นพิษของ ยาสมุนไพรแน่ ควรหยุดยาและเปลี่ยนไปใช้ยาอื่น หรือถ้า
อาการแพ้รุนแรง ควรไปรับการรักษาที่สถานีอนามัยและโรงพยาบาล 

อาการที่เกิดจากการแพ้ยาสมุนไพรมีดังนี้
1 ผื่นขึ้นตามผิวหนังอาจเป็นตุ่มเล็ก ๆ ตุ่มโต ๆ เป็นปื้นหรือเป็นเม็ดแบนคล้ายลมพิษ อาจบวมที่ตา (ตาปิด) 
    หรือริมฝีปาก (ปากเจ่อ) หรือมีเพียงดวงสีแดงที่ผิวหนัง 
2 เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน (หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง) ถ้ามีอยู่ก่อนกินยาอาจเป็นเพราะโรค 
3 หูอื้อ ตามัว ชาที่ลิ้น ชาที่ผิวหนัง 
4 ประสาทความรู้สึกทำงานไวเกินปกติ เช่นเพียงแตะผิวหนังก็รู้สึกเจ็บ ลูบผมก็แสบ หนัง ศีรษะ ฯลฯ 
5 ใจสั่น ใจเต้น หรือรู้สึกวูบวาบคล้ายหัวใจจะหยุดเต้น และเป็นบ่อย ๆ 
6 ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเหลือง เขย่าเกิดฟองสีเหลือง (เป็นอาการของดีซ่าน) อาการนี้แสดงถึง
    อันตรายร้ายแรง ต้องรีบไป หาแพทย์อาการเจ็บป่วยและโรคที่ไม่ควรใช้สมุนไพรหรือ ซื้อยารับประทาน
    ด้วยตนเอง

หากผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรงโรคเรื้อรัง หรือโรคที่ยังพิสูจน์ ไม่ได้แน่ชัดว่ารักษาด้วย สมุนไพรได้ เช่น งูพิษกัด 
สุนัขบ้ากัด บาดทะยัก กระดูกหัก มะเร็ง วัณโรค กามโรค ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคเรื้อน ดีซ่าน 
หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ปอดบวม (ปอดอักเสบ) อาการบวม ไทฟอยด์ โรคตาทุกชนิด ไม่ควรใช้สมุนไพร 

ถ้าผู้ป่วยมีอาการโรค/อาการ เจ็บป่วยที่รุนแรง ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ทันที ไม่ควรรักษาด้วยการ ซื้อยา
รับประทานเอง หรือใช้สมุนไพร อาการที่รุนแรงมีดังนี้
1. ไข้สูง (ตัวร้อนจัด) ตาแดง ปวดเมื่อยมาก ซึม บางทีพูดเพ้อ (อาจเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไข้ป่าชนิด 
     ขึ้น สมอง) 
2. ไข้สูงและดีซ่าน (ตัวเหลือง) อ่อนเพลียมาก อาจเจ็บในแถวชายโครง (อาจเป็นโรคตับอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ 
     ฯลฯ) 
3. ปวดแถวสะดือ เวลาเอามือกดเจ็บปวดมากขึ้น หน้าท้องแข็ง อาจท้องผูกและมีไข้เล็กน้อยหรือมาก (อาจเป็น
     โรคไส้ติ่งอักเสบ อย่างแรงหรือลำไส้ส่วนอื่นอักเสบ) 
4. เจ็บแปลบในท้องคล้ายมีอะไรฉีกขาด ปวดท้องรุนแรงมาก ท้องแข็ง อาจมีตัวร้อนและคลื่นไส้ อาเจียนด้วย 
     บางที่มีประวัติปวดท้องบ่อย ๆ มาก่อน (อาจมีการทะลุของกระเพาะอาหารหรือ ลำไส้) 
5. อาเจียนเป็นโลหิตหรือไอเป็นโลหิต (อาจเป็นโรคร้ายแรงของ กระเพาะอาหารหรือปอด) ต้องให้คน ไข้
     นอนพักนิ่ง ๆ ก่อน ถ้าแพทย์อยู่ใกล้ควรเชิญมาตรวจที่บ้าน ถ้าจำเป็นต้องพาไปหาแพทย์ ควรรอให้เลือด
     หยุดเสียก่อน และควรพาไปโดยมีการกระเทือนกระแทกน้อยที่สุด 
6. ท้องเดินอย่างแรง อุจจาระเป็นน้ำ บางทีมีลักษณะคล้ายน้ำ ซาวข้าว บางทีถ่ายพุ่ง ถ่ายติดต่อกันอย่างรวดเร็ว 
     คนไข้อ่อนเพลียมาก ตาลึก หนังแห้ง (อาจเป็นอหิวาตกโรค) ต้องพาไปหาแพทย์โดยด่วน ถ้าไปไม่ไหวต้อง
     แจ้งแพทย์หรืออนามัยที่ใกล้ที่สุดโดยเร็ว 
7. ถ่ายอุจจาระเป็นมูกและเลือด บางทีเกือบไม่มีเนื้ออุจจาระเลย ถ่ายบ่อยมาก อาจจะตั้งสิบครั้งในหนึ่งชั่วโมง 
     คนไข้เพลียมาก (อาจเป็นโรคบิดอย่างรุนแรง) 
8. สำหรับเด็ก โดยเฉพาะอายุภายในสิบสองผี ไข้สูง ไอมาก หายใจมีเสียงผิดปกติ คล้าย ๆ กับมีอะไรติดอยู่
    ในคอ บางทีมีอาการหน้าเขียวด้วย (อาจเป็นโรคคอตีบ) ต้องรีบพาไปหาแพทย์โดยด่วนที่สุด 
9. อาการตกเลือดเป็นเลือดสด ๆ จากทางไหนก็ตาม โดยเฉพาะทางช่องคลอด ต้องพาไปหา แพทย์โดยเร็วที่สุด 


 


 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.