BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top

โรคจากเชื้อบิดอะมีบา
   Amoebic enteritis
   /colitis

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
   จากอะมีบา
   Amoebic Meningo 
   Encephalitis

โรคท้องเสีย 
   ไกอาร์ดิเอซิส
   Giardiasis

ช่องคลอดอักเสบ
   ทริโคโมนาส
   Trichomonas 
   vaginalis

ไข้จับสั่น/มาลาเรีย
   Malaria

โรคพยาธิไส้เดือน
   Ascariasis
โรคพยาธิเส้นด้าย/เข็มหมุด
   Enterobiasis
โรคพยาธิปากขอ
    Hookworm Disease
โรคพยาธิแส้ม้า
   Trichuriasis
โรคพยาธิสตรองจีรอยด์
   Strongyloidiasis
โรคพยาธิตัวจื๊ด
    Gnathostomaiasis
โรคพยาธิทริคิโนสิส
   Trichinosis
โรคเท้าช้าง - ฟิลาริเอสิส
Filariasis - Elephantiasis


โรคพยาธิใบไม้ในลำไส้
Fasciolopsiasis
โรคพยาธิใบไม้ตับ
Liver fluke Disease
โรคพยาธิใบไม้ปอด
Paragonimiasis
โรคพยาธิใบไม้ในเลือด
Schistosomiasis

 

โรคพยาธิตืดวัว
Taenia saginata Infection
โรคพยาธิตืดหมู
Taenia solium Infection
โรคพยาธิตืดหมา
Dipylidiasis
โรคพยาธิตืดหนู
Hymenolepiasis
โรคพยาธิตืดแคระ
Hymenolepiasis nana

 




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

 

โรคบิดจากเชื้ออมีบา หรือบิดมีตัว เป็นการอักเสบของลำไส้ใหญ่ซึ่งเกิดเนื่องจากเชื้อ Entamoeba
histolytica ทำให้เกิดอาการถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดถ่ายบ่อย   ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งแบบเรื้อรัง   และ
แบบเฉียบพลัน หรือไม่มีอาการใดๆเลย สามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน คือ เป็นฝีบิดอมีบาที่อวัยวะ
อื่นๆได้ เช่น ฝีที่ตับ สมอง ปอด ผิวหนัง เป็นต้น   มักพบได้บ่อยในพื้นที่ที่มีการสาธารณสุขและอนามัย
ยังไม่ดี

การระบาด
โดยปกติของโปรโตซัวลำไส้ของคนจะแบ่งออกได้เป็น 2 ระยะคือระยะ trophozoite (โทรโฟซอตย์)
ซึ่งเป็นระยะที่ทำให้เกิดพยาธิสภาพ และระยะ cyst (ซีสต์) ซึ่งเป็นระยะการแพร่และติดต่อ ดังนั้นการ
ระบาดเกิดได้เนื่องจาก
 
- ผู้ป่วยที่มีซีสต์อยู่ในลำไส้ใหญ่ (ซีสต์ติดต่อได้ เป็นชนิดมี 4 นิวเคลียส)   มีภาพประกอบในห้องโถง 
  หมวดภาพปาราสิต
- ซิสต์ติดต่อที่ปนออกมากับอุจจาระ
- น้ำและอาหารที่มีซิสต์ปนเปื้อน เช่นจากปุ๋ย   ท่อน้ำประปาที่ไหลผ่านแหล่งโสโครก ปนมากับแมลง
  วัน ต่อมหรือสิ่งสำรอกจากแมลง   คนได้กินเข้าสู่ร่างกายเมื่อซิสต์มาถึงบริเวณลำไว้ใหญ่  จะแตก
  ออกมากลายเป็นระยะโทรโฟซอตย์ (1ซิสต์จะกลายเป็น 4 ตัว) และไชเข้าไปในผิวของลำไส้ทำให้
  เกิดแผลขึ้น ขณะเดียวกันแต่ละตัวก็จะแบ่งตัวเองเพื่อเพิ่มจำนวนต่อไปด้วย    การแบ่งตัวก็จะเพิ่ม
  การทำลายของเนื้อเยื่อของลำไส้ไปเรื่อยๆ บางส่วนก็จะเริ่มเปลี่ยนกลับไปอยู่ในรูปของซิสต์ พร้อมที่
จะปนออกมากับอุจจาระเพื่อการระบาดและติดต่อ

อาการ
แบบเฉียบพลัน
ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อบิดแพร่กระจายไปมากหรือไม่   และขึ้นกับสายพันธุ์ของเชื้อ  และยังขึ้นกับเชื้อแบค
ทีเรียปกติในลำไส้อีกด้วย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 8-10 วันหลังจากได้รับเชื้อเข้าไปจะเริ่มเกิด
อาการ ด้วยการถ่ายอุจจาระเหลว ปวดท้อง ปวดเบ่ง  ไม่มีไข้ จะค่อยๆเริ่มมีมูกปนออกมา และมี
กลิ่นเหม็นมากเหมือนหัวกุ้งเน่า   จะมีอาการปวดท้องถ่ายบ่อย ถ่ายได้ครั้งละเล็กน้อย เฉลี่ยไม่เกิน
10 ครั้งต่อวัน   อาจมีมูกปนเลือดได้ด้วยตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติอื่นนอกจาก กดเจ็บทั่วไป
ตรงบริเวณลำไส้ใหญ่ตรงจุดที่เป็น   เมื่อตรวจมูกอุจจาระจะพบ โทรโฟซอตย์
แบบเรื้อรัง
เป็นผลจากการรักษาแบบเฉียบพลันไม่ถูกต้อง หรือไม่เพียงพอที่จะทำให้ตัวเชื้อตายหมด   อาการ
ปวดท้อง ถ่ายเป็นมูกเลือด อาจหายไปได้ในระยะแรกแล้วจะกลับมาเป็นใหม่ บางครั้งอาจหายเป็น
พักๆ เมื่อทานอาหารผิดแปลกไปหรือแบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้เปลี่ยนไป ก็จะทำให้เกิดอาการบิด
ขึ้นได้อีก ในระยะนี้จะตรวจพบได้ทั้ง โทรโฟซอตย์ และ ซิสต์
แบบพาหะไม่แสดงอาการ
อาการโดยปกติจะไม่แสดงอาการผิดปกติ อาจมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูกอาจมีอาการเจ็บเล็กๆ
น้อยบริเวณท้องน้อยด้านขวา การตรวจอุจจาระจะพบได้ในชนิด ซิสต์
โรคบิดอมีบาที่ตับ
ตับอักเสบ และฝีในตับ เป็นภาวะแทรกซ้อนของบิดอมีบาที่สำคัญที่สุดแลพพบได้บ่อยที่สุด   โดยพบได้
ในเพศชาย > เพศหญิง ประมาณ 7 : 1 มักเป็นใน ผู้ใหญ่ช่วง 30-50 ปีมากกว่าเด็ก  จำนวนฝีมักพบ
แบบหัวเดียวเป็นส่วนใหญ่   มักพบที่ตำแหน่งกลีบขวามากกว่าตับกลีบซ้าย          ดูลักษณะของตับ
โดยปกติมักเกิดแผลบิดที่ลำไส้ก่อน  เชื้ออมีบ้าเดินทางไปถึงตับได้โดย ทางเลือด ทางน้ำเหลือง ทาง
แผลจากลำไส้ไปสู่ตับทำให้เกิดโพรงของฝีบิดอมีบา ในบริเวณโพรงจะเป็นส่วนของเซลตับที่ตายแล้ว
ปนกับเศษหนองข้นเหนียวสีเหลืองปนเขียว หรือสีกะปิ   ส่วนตัวเชื้อจะเกาะอยู่ในส่วนเซลตับที่ยังดีอยู่ 
ทำให้การเจาะดูดหนองออกเพื่อตรวจหาตัวเชื้อมักไม่ค่อยพบ ถ้าจะพบจะพบได้ในส่วนของ
โทรโฟซอตย์เท่านั้น จะไม่พบเชื้อแบคทีเรียเลย

การรักษา ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องโดยการให้ยา และมีการดูดหนองออกเป็นระยะในกรณีที่โพรง
หนองมีขนาดใหญ่ ยาที่ใช้เช่น Metronidazole  ซึ่งสามารถฆ่าได่ทั้งโทรโฟซอตย์และซิสต์ ขนาด 
400-800 มิลลิกรัม 3 เวลา นาน 5 วันสำหรับแบบเฉียบพลัน / นาน 15 วัน สำหรับแบบเรื้อรัง  การ
เกิดอาการมักมีประวัติการเป็นโรคบิดอมีบามาก่อนหน้านี้ เมื่อเริ่มเป็นฝีบิดที่ตับ จะเริ่มมีอาการเจ็บ
ชายโครงขวา มีไข้ ถ้าเป็นที่กลีบซ้ายของตับก็จะมีอาการเจ็บตรงลิ้นปี่ ผู้ป่วยจะมีร่างกายทรุดโทรมลง 
มีอาการขาดน้ำและอาหารร่วมด้วย มีการโป่งนูนขึ้นมาในบริเวณที่เป็น กดเจ็บ


 

เป็นโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบของช่องคลอด และการอักเสบของท่อทางเดินปัสสาวะ ที่มีสาเหตุจาก
โปรโตซัวชนิดแฟลกเจลเลท ชื่อ Trichomonas vaginalis (ทริโคโมแนส วาจินาลิส) สามารถพบ
ได้ทั้งในหญิงและชาย การตรวจพบจะพบในเพศหญิงได้ง่ายกว่าชาย

สาเหตุ
เชื้อทริโคโมแนส วาจินาลิส จะเป็นชนิดที่อาศัยอยู่ในเฉพาะในช่องคลอดและท่อทางเดินปัสสาวะ 
(ต่างกับชนิด ทริโคโมแนส โฮมินิส ซึ่งจะเป็นชนิดที่อาศัยเฉพาะในลำไส้ ) โดยปกติจะตายได้ในช่อง
คลอดที่มีภาวะเป็นกรด (pH 3.8-4.4)

การติดต่อ
จากการร่วมเพศ หรือการใช้เสื้อผ้าปะปนกัน

อาการ
อาการที่เริ่มพบได่ก่อนคือ อาการคันบรเวณช่องคลอด และมีอาการตกขาวอย่างมาก   ถ้าปล่อยทิ้งไว้
โดยไม่ไดรับการรักษา จะพบอาการผิวหนังอักเสบรอบๆช่องคลอด ซึ่งสามารถลามได้ไปจนถึงหน้าขา
ทั้งสองข้างได้ การตรวจช่องคลอดพบว่า เยื่อบุช่องคลอดอักเสบ  แดงบวม  มีตกขาวมากมีกลิ่นเหม็น
ได้ในผู้ชายจะพบอาการอักเสบเรื้อรังของท่อทางเดินปัสสาวะ

การตรวจวินิจฉัยโรค
โดยการตรวจจากตกขาวที่ได้จากช่องคลอด ท่อปัสสาวะ สามารถตรวจพบตัว ทริโคโมแนสวาจินาลิส
ได้    ดูลักษณะของเชื้อ

การรักษา
การรักษาค่อนข้างยากต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยเป็นอย่างดีด้วย โดย
- ต้องมีการรักษาความสะอาดของช่องคลอด
- ให้ยาฆ่าเชื้อ ทริโคโมแนส วาจินาลิส ได้แก่
Metronidazole (Flagyl)  ขนาด 1 กรัม   โดยแบ่งให้เป็น 3 เวลาหลังอาหาร  เป็นเวลา 10 วัน  
ในกรณีที่แต่งงานแล้ว ควรให้ทานทั้งสามีและภรรยา พร้อมกันเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นใหม่
ยาชนิดแบบสอด สดวกในการใช้แต่การรักษาอาจได้ผลไม่เต็มที่เนื่องจากการสอดยาอาจไม่ถึง
ตำแหน่งของเชื้ออยู่ หรือเชื้ออยู่ในท่อทางเดินปัสสาวะ ทำให้มีการกลับมาเป็นได้ใหม่อีก
การรักษาควรติดตามอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อเป็นเวลานาน 3 เดือนขึ้นไป    



 

 

 

 

 

 

 

 

เชื้อโปรโตซัวชนิด Giardia lamblia ทำให้เกิดอาการ ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ จนถึง
ท้องเสียได้ เป็นโปรโตซัวชนิดแบบมีหนวดในการเคลื่อนที่ flagellate (แฟลกเจลเลท) มีทั้งชนิด 
โทรโฟซอตย์ (ระยะทำให้เกิดอาการ) และซิสต์ (ระยะแพร่และติดต่อ)      ดูภาพประกอบ
แหล่งอาศัย พบได้ในลำไส้เล็ก และพบบางในถุงน้ำดี   โดยปกติจะไม่ทำลายเนื้อเยื่อของผนังลำไส้   
โดยถ้ามีจำนวนไม่มากจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ แต่ถ้ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในลำไส้ ก็จะทำให้
เกิดอาการท้องเดินได้ ขัดขวางการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ไขมันปนออกมากับอุจจาระมาก
( steatorrhoea) ผู้ป่วยจะผอมลง อาจเกิดท่อทางเดินน้ำดีและถุงน้ำดีอักเสบได้

การตรวจวินิจฉัย
โดยการตรวจอุจจาระแบบสดๆ จะพบซีสต์ได้มากกว่าแบบโทรโฟซอตย์ แต่จะพบโทรโฟซอตย์ได้ใน
ช่วงที่มีอาการท้องเดิน

การรักษา
โดยการให้ยา Atabrine ขนาด 0.1 กรัม 3 เวลาหลังอาหาร เป็นเวลานาน 5 วัน อาจให้ซ้ำอีกชุดได้
โดยการให้ยา Metronidazole   ขนาด 250 มิลลิกรัม   3 เวลาหลังอาหาร     เป็นเวลานาน 5 วัน


 

 

 

 

 

 

 

มาลาเรีย (ไข้มาลาเรีย ไข้จับสั่น ไข้ป่า ก็เรียก) ยังคงเป็นโรคที่พบได้บ่อยในบ้านเรา มักพบในบริเวณ
ที่เป็นป่าเขา จึงพบได้แทบทุกภาคของประเทศ (ยกเว้นกรุงเทพฯ, ในบริเวณที่เป็นตัวจังหวัดตัวอำเภอ 
และที่ ๆ เป็นทุ่งนากว้างห่างจากป่าเขา) ในบ้านเราคนที่มีไข้หนาวสั่นมากหรือมีไข้นานหลายวัน เมื่อ
ตรวจร่างกายไม่พบอาการอย่างอื่นชัดเจน หรือพบเพียงตับโตม้ามโต พึงนึกถึงโรคนี้กับไข้ไทฟอยด์ ไว้
ก่อนเสมอเชื้อที่ทำให้เป็นไข้มาลาเรียมีอยู่หลายชนิด แต่ที่สำคัญในบ้านเรามี 2 ชนิด คือ 
- พลาสโมเดียมฟาลซิพารัม (Plasmodium falciparum) กับ 
- พลาสโมเดียมไวแวกซ์ (Plasmodium vivax) 
ชนิดฟาลซิพารัม พบได้ประมาณ 70-90% มักมีปัญหาดื้อยา และมีโรคแทรกซ้อนได้มาก เช่น ดีซ่าน 
มาลาเรียขึ้นสมอง, ดีซ่าน, ไตวาย ฯลฯ เป็นอันตรายถึงตายได้ชนิดไวแวกซ์ พบได้ 10-30%   มักไม่
ดื้อยา (ยาคลอโรควีน ยังใช้ได้ผล) และมีโรคแทรกซ้อนน้อย ที่สำคัญ คือ เชื้อนี้สามารถหลบซ่อนอยู่
ในตับได้นาน ๆ ทำให้มีอาการกำเริบได้บ่อย โดยที่ไม่ต้องได้รับเชื้อใหม่ (จากการถูกยุงก้นปล่องกัด)
มักมีประวัติว่าอยู่ในเขตป่าเขา หรือกลับจากเขตที่มีมาลาเรีย เช่น ชลบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด ตาก 
อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบฯ ชุมพร สุราษฏร์ธานี ยะลา นครนายก ปราจีนบุรี สระบุรี ปากช่อง 
นครราชสีมา ชัยภูมิ ศรีสะเกษ สกลนคร ขอนแก่น เลย เพชรบูรณ์ แพร่ น่าน เชียงราย แม่ฮ่องสอน ฯลฯ 
หรือเคยได้รับเลือด หรือเคยเป็นไข้มาลาเรียมาก่อน

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อมาลาเรีย ซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียว หรือโปรโตซัว (Protozoa) เช่นเดียวกับบิดอะมีบา มียุง
ก้นปล่องเป็นพาหะนำโรค คือต้องถูกยุงที่มีเชื้อมาลาเรียกัดจึงจะเป็นโรค หรือไม่ก็อาจเกิดจากการได้
รับเลือดจากคนที่มีเชื้ออยู่
ระยะฟักตัว  ชนิดฟาลซิพารัม 8-12 วัน (สั้นที่สุด 5 วัน) ชนิดไวแวกซ์ 10-15 วัน (อาจนานหลายเดือน) 
ถ้าเกิดจากการให้เลือด อาจมีอาการเกิดขึ้นเร็วกว่านี้

อาการ
อาการจะเกิดหลังจากได้รับเชื้อโดยถูกยุงก้นปล่องกัดประมาณ 10-14 วัน (แต่อาจนานหลายสัปดาห์ 
หรือหลายเดือนก็ได้) ใน 2-3 วันแรก อาจมีอาการปวดศีรษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยตามตัวคล้าย
ไข้หวัดใหญุ่ ต่อมาจึงจะมีอาการไข้จับสั่นเป็นเวลา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของมาลาเรีย

อาการจับไข้ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
1. ระยะหนาว มีอาการหนาวสั่นมากและไข้เริ่มขึ้น ปวดศีรษะ ผิวหนังซีด อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน เบื่อ
อาหาร ระยะนี้กินเวลา 20-60 นาที
2. ระยะร้อน ไข้ขึ้นสูงประมาณ 40 ํซ. ปวดศีรษะมาก อาจปวดลึกเข้าไปในกระบอกตา หน้าแดงตาแดง
กระสับกระส่าย เพ้อ กระหายน้ำ ชีพจรเต้นเร็ว อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ
ในเด็กอาจชักได้ กินเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (อาจนาน 3-8 ชั่วโมง) 
3. ระยะเหงื่อออก จะมีเหงื่อออกชุ่มทั้งตัว ไข้จะลดลงเป็นปกติ แต่จะรู้สึกอ่อนเพลีย และหลับไปกิน
เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
ผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ มักจับไข้วันเว้นวัน หรือทุก 48 ชั่วโมง เวลาไม่จับไข้จะรู้สึกสบายดี มักจะ
คลำได้ม้ามโตในปลายสัปดาห์ที่ 2 ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีไข้วันเว้นวันอยู่ประมาณ 6 สัปดาห์ถึง 3 
เดือน (อาจนานกว่านั้น) แล้วจะหายไปเอง ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ถูกต้อง แม้ว่าไข้จะ
หายไปแล้ว แต่ก็อาจกลับเป็นได้ใหม่หลังจากหายไป 2-3 สัปดาห์ หรือ 2-3 เดือน     แต่อาการจะน้อย
กว่าครั้งแรก ผู้ป่วยอาจมีอาการกำเริบเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย และมักไม่มีโรคแทรกร้ายแรง  บางคนอาจ
กินเวลานานถึง 2-3 ปี กว่าจะหายขาด จึงเรียกว่า "มาลาเรียเรื้อรัง"

ผู้ป่วยมาลาเรียชนิดฟาลซิพารัม มักจับไข้ทุกวันหรือทุก 36 ชั่วโมง แต่อาจจับไม่เป็นเวลา อาจจับทั้ง
วัน หรือวันละหลายครั้ง ระยะไม่จับไข้ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบาย และอาจมีไข้ต่ำ ๆ อยู่เรื่อย บางรายอาจ
มีอาการปวดท้อง ท้องเดินร่วมด้วย ม้ามจะโตในวันที่ 7- 10 ของไข้ ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง 
ไข้จะลงภายใน 3-5 วัน ถ้ารักษาไม่ถูกต้อง อาจมีโรคแทรกร้ายแรงถึงตายได้ จึงเรียกว่า "มาลาเรีย
ชนิดร้ายแรง"

สิ่งตรวจพบ
ไข้ประมาณ 40 ํซ. หน้าแดง ตาแดง ม้ามโต (คลำได้ในปลายสัปดาห์ที่ 2 หลังมีไข้) ตับอาจโต อาจมี
เริมที่ริมฝีปาก อาจมีอาการซีดเหลือง หรือปัสสาวะแดงเข้ม หรือปัสสาวะดำเหมือนน้ำโคล่า แต่ก็อาจ
ไม่พบอะไรมากนอกจากไข้
ในเด็กที่เป็นเรื้อรัง อาจมีลักษณะพุงโรก้นปอด ขาดอาหาร
ในรายที่เป็นมาลาเรียขึ้นสมอง จะมีอาการเพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว หรือหมดสติ (ซึ่งชาวบ้านบางแห่งยังเข้า
ใจว่าเป็นอาการของผีเข้า พาไปรดน้ำมนต์ไล่ผี และตายลงอย่างน่าอนาถ)

อาการแทรกซ้อน
พบในมาลาเรียชนิดฟาลซิพารัม มักเกิดกับคนที่มีภูมิต้านทานน้อย เช่น ขาดอาหาร ร่างกายอ่อนแอ 
หญิงตั้งครรภ์ คนที่ไม่เคยอยู่ในแดนมาลาเรีย ฯลฯ หรือได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง
โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ  ได้แก่   มาลาเรียขึ้นสมอง (หมดสติหรือชัก),  มาลาเรียลงตับหรือตับอักเสบ 
(ดีซ่าน), มาลาเรียลงกระเพาะลำไส้ (ท้องเดิน เป็นบิดถ่ายเป็นมูกเลือด),  มาลาเรียลงไตหรือภาวะไต
วาย (ปัสสาวะออกน้อย หรือไม่ออกเลย), ปอดบวมน้ำ (Pulmonary edema  มีอาการหอบ ฟังปอดได้
ยินเสียงกรอบแกรบ), ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (ซีดและปัสสาวะดำ), ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ,    ภาวะ
การเสียสมดุลน้ำและอีเล็กโทรไลต์, โรคไตเนโฟรติก (135) เป็นต้น ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้   อาจเกิด
เพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่างพร้อมกัน เป็นอันตรายถึงตายได้ถ้าเกิดในหญิงตั้งครรภ์ อาจทำให้แท้ง
บุตร หรือคลอดก่อนกำหนด

การรักษา
1. หากสงสัย ควรส่งไปเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรีย ให้การรักษาตามอาการ, ให้ยาลดไข้  และให้ยา
รักษามาลาเรีย ตามชนิดของเชื้อที่พบ ดังนี้
ก. สำหรับมาลาเรียชนิดฟาลซิพารัม ให้ยารักษามาลาเรียขนานใดขนาดหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 
(1) ควินิน  ร่วมกับเตตราไซคลีน  ขนาด 250 มก. ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 7 วัน
(2) เมโฟลควีน  ขนาดปกติ
(3) เมโฟลควีน  ขนาดปกติร่วมกับเตตราไซคลีน  ขนาด 250 มก. ทุก 6 ชั่วโมง   หรือร่วมกับ
      ดอกซีไซคลีน  วันละ 200 มก. เป็นเวลา 7 วัน
(4) อาร์ทีซูเนต  ขนาดปกติ แบ่งให้ 5 วัน (ดูภาค 3 "การใช้ยา")
(5) อาร์ทีซูเนต  ขนาดปกติ แบ่งให้ 5 วัน หลังจากนั้นให้เมโฟลควินขนาดปกติ
(6) อาร์ทีซูเนต ขนาดครึ่งหนึ่งของขนาดปกติ (ผู้ใหญ่ให้ 6 เม็ด แบ่งให้ใน 2 วันครึ่ง โดยครั้งแรกให้ 
      2 เม็ด ต่อไปให้ 1 เม็ด ทุก 12 ชั่วโมง) หลังจากนั้นให้เมโฟลควีน (ผู้ใหญ่ 3 เม็ด ครั้งเดียว)
(7) อาร์ทีซูเนต  ผู้ใหญ่ให้วันละ 2 ครั้ง ๆ ละ 4 เม็ด นาน 2 วัน (รวมทั้งหมด 800 มก.)   
      หลังจากนั้นให้เมโฟลควีน  ขนาดปกติ

ข. สำหรับมาลาเรียชนิดไวแวกซ์
ให้คลอโรควีน  โดยแบ่งให้ 3 วัน
หลังจากนั้นให้ไพรมาควีน  วันละครั้ง เป็นเวลา 14 วัน เพื่อกำจัดเชื้อมาลาเรีย ที่หลบซ่อนอยู่ในตับให้
หมดไป แต่ต้องระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องเอนไซม์จี 6 พีดี  เพราะอาจทำให้เม็ดเลือดแดงแตก มี
อาการซีดเหลืองได้ ถ้าพบอาการดังกล่าว ควรหยุดยาและดื่มน้ำมาก ๆ แล้วส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว

2. ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 5 วัน ควรส่งโรงพยาบาล อาจเป็นเพราะมาลาเรียดื้อยา หรือมีสาเหตุจากโรคอื่น 
(เช่น ไทฟอยด์ ไทฟัส วัณโรค เล็ปโตสไปโรซิส ฯลฯ  ควรตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะเอกซเรย์ หรือตรวจ
พิเศษอื่น ๆ แล้วให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ

3. ถ้ามีอาการสงสัยเป็นมาลาเรียขึ้นสมอง (เช่น ซึม เพ้อ ชัก หรือหมดสติ)หรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง 
เช่น ซีดมาก ดีซ่าน ปัสสาวะออกน้อย หรือไม่ออกเลย หอบ เป็นต้น ควรส่งโรงพยาบาลด่วน เพื่อรีบรักษา
ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น การให้ยารักษามาลาเรียในระยะแรกอาจต้องใช้ควินิน หรืออาร์ทีซูเนตฉีด
เข้าหลอดเลือดดำ จนกว่าอาการจะดีขึ้น จึงเปลี่ยนเป็นยากิน

ข้อแนะนำ
1. ในปัจจุบันอาการของมาลาเรีย อาจไม่ตรงไปตรงมา (ที่มีลักษณะเป็นไข้จับสั่นเป็นเวลา) ผู้ป่วยอาจ
มีไข้สูง หนาวทุกวัน อาจไม่มีอาการสั่นก็ได้ จะมีอาการปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ ปวดท้อง คลื่น
ไส้ อาเจียน ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้เฉพาะว่าเป็นมาลาเรีย แต่อาจพบในโรคอื่น ๆ ได้  ดังนั้น ผู้ป่วย
ที่มีอาการไข้ทุกรายที่มีประวัติเข้าป่า หรือมีประวัติเคยได้รับเลือดมาภายใน 2-6 เดือน หรือสงสัยว่าจะ
เป็นมาลาเรียจากการติดเชื้อทางอื่น (เช่น ลูกที่เกิดจากแม่ที่เคยเป็นมาลาเรีย   เจ้าหน้าที่ที่ทำงานใน
ห้องปฏิบัติการเลี้ยงยุงก้นปล่อง เจ้าหน้าที่ที่ตรวจเลือด หรือบุคคลที่บ้านอยู่ใกล้สนามบิน ซึ่งเครื่องบิน
อาจนำยุงก้นปล่องมาจากประเทศอื่น เป็นต้น) ก็ควรจะต้องเจาะเลือด ตรวจหาเชื้อมาลาเรีย
2. ผู้ป่วยมาลาเรีย อาจตรวจเลือดไม่พบเชื้อก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นโรคในระยะแรก ๆ (เชื้อ
มาลาเรียมีจำนวนน้อย) ดังนั้น ต้องแนะนำให้ผู้ป่วยตรวจเลือดซ้ำอีกครั้ง ภายใน 12-24 ชั่วโมง หรือ
ขณะมีไข้ การตรวจเลือดบ่อย ๆ จะมีโอกาสพบเชื้อได้มากขึ้น
นอกจากนี้ผู้ป่วยที่กินยาป้องกันมาลาเรียมาก่อน หรือกินยารักษามาบ้างแล้วก็จะทำให้การตรวจพบเชื้อ
มาลาเรียได้ลำบากมากขึ้น เพราะจะเห็นเชื้อมาลาเรียไม่ชัดเจนดังนั้น ถ้าผู้ป่วยมีไข้ และมีประวัติสงสัย
ติดเชื้อมาลาเรีย แม้ตรวจเลือดไม่พบเชื้อ ก็ควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและตรวจเลือดบ่อย ๆ 
หากจำเป็น อาจจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาล เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ชัดเจน
3. ผู้ป่วยที่รักษาหายแล้ว หากมีไข้กำเริบภายใน 2 เดือน        โดยไม่ได้มีประวัติติดเชื้อครั้งใหม่อาจมี
สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อมาลาเรียทั้งชนิดฟาลซิพารัม และชนิดไวแวกซ์ พร้อมกัน แต่ได้รับการรักษา
แบบชนิดฟาลซิพารัม จึงมีเชื้อชนิดไวแวกซ์หลบซ่อนอยู่ในตับ เกิดอาการกำเริบได้   หรือไม่ก็อาจเกิด
จากได้ยาไม่ครบ หรือเชื้อดื้อยา ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยมีอาการไข้กำเริบ ภายใน 2 เดือน     หลังจากหายจาก
มาลาเรียครั้งแรกแล้ว ควรต้องเจาะเลือดตรวจหาเชื้ออีก
4. ต้องบอกผู้ป่วยให้กินยาครบตามแพทย์สั่ง ถ้าไม่ครบ จะมีโอกาสเป็นไข้มาลาเรียกำเริบได้อีก ส่วน
การกินยารักษามาลาเรีย ไม่ควรกินขณะจับไข้หนาวสั่น ผู้ป่วยอาจอาเจียน และได้ยาไม่ครบขนาด ควร
ให้ยาแก้ไข้ หรือ ยาแก้อาเจียน นำไปก่อนสัก 1/2-1 ชั่วโมง เมื่ออาการไข้ทุเลา จึงให้ยารักษามาลาเรีย 
และหลังจากนั้น ควรให้ผู้ป่วยนอนพักสัก 1-2 ชั่วโมง      ไม่ควรลุกหรือเดินทันที เพราะอาจเกิดอาการ
เวียนหัว (ความดันเลือดต่ำ) และอาเจียนได้
5. ผู้ป่วยที่มีอาการไข้ หนาวสั่นมาก ถ้าไม่ได้ประวัติติดเชื้อมาลาเรีย (เช่น ไม่ได้เข้าป่า หรือรับเลือด) 
อาจมีสาเหตุจากโรคอื่นก็ได้ เช่น กรวยไตอักเสบ , ปอดอักเสบระยะ 24 ชั่วโมงแรก, ท่อน้ำดีอักเสบ ,
โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง  เป็นต้น จึงควรตรวจดูอาการของโรคเหล่านี้
ให้ถ้วนถี่ด้วย

การป้องกัน
1. เมื่อต้องเดินทางเข้าไปในเขตป่าเขา ควรป้องกันไม่ให้ยุงก้นปล่องกัด โดยการนอนกางมุ้ง และใช้
    ยากันยุง
2. ยาที่ใช้ป้องกัน ตามที่เคยแนะนำในอดีตนั้น พบว่า ไม่ได้ผลมากนัก ยาส่วนใหญ่ที่ใช้ เช่น
2.1 คลอโรควีน  ผู้ใหญ่ให้ 1 เม็ด ทุกสัปดาห์ ป้องกันชนิดฟาลซิพารัม ไม่ได้ผล และแม้จะป้องกันชนิด
    ไวแวกซ์ได้ ก็เป็นการกดอาการไว้ชั่วคราว เมื่อหยุดกินยานี้แล้ว ผู้ป่วยก็ยังมีอาการกำเริบได้ภายใน 
    2-6 เดือน เนื่องจากเชื้อที่หลบซ่อนอยู่ในตับจะออกมาสู่กระแสเลือด
2.2 ซัลฟาดอกซีน-ไพริเมทามีน เช่น "แฟนซีดาร์" ผู้ใหญ่ให้ 1 เม็ดทุกสัปดาห์ หรือ 2 เม็ดทุก 2 สัปดาห์ 
    ได้ผลน้อย เพราะทั้งชนิดฟาลซิพารัม และชนิดไวแวกซ์ ดื้อต่อยาชนิดนี้
2.3 ดอกซีไซคลีน ผู้ใหญ่ให้วันละ 100 มก.ทุกวัน ป้องกันมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ไม่ได้ส่วนประสิทธิผล
    ในการป้องกันมาลาเรียชนิดฟาลซิพารัมนั้นยังบอกไม่ได้ชัดว่าสูงเพียงใด 
2.4 เมโฟรควีน  ผู้ใหญ่ให้ 1 เม็ด ทุกสัปดาห์ แม้จะได้ผลต่อทั้งชนิดไวแวกซ์ และฟาลซิพารัม แต่ก็พบ
    ว่ามีบางรายที่ดื้อยา จึงป้องกันได้ไม่ 100%

ดังนั้นในปัจจุบัน จึงไม่แนะนำให้กินยาป้องกันล่วงหน้า แต่แนะนำว่า ถ้าออกจากป่าแล้วมีอาการไข้ 
หรือมีอาการสงสัยเป็นมาลาเรีย ให้รีบทำการตรวจรักษา 
หรือในกรณีที่ต้องเข้าไปอยู่ในป่าที่เป็นถิ่นที่มีเชื้อมาลาเรีย ดื้อต่อยาหลายชนิด เป็นเวลานานเกิน 2 
สัปดาห์ (ระยะฟักตัวของโรค) ก็ควรพกยารักษามาลาเรีย (ได้แก่ ควินิน เมโฟลควีน หรือ อาร์ทีซูเนต) 
ไว้สำรองใช้ในยามฉุกเฉิน เมื่อไม่สามารถตรวจเลือดได้ โดยใช้ในขนาดที่ใช้รักษามาลาเรีย


 

 

 

 

 

 

 โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสจากอะมีบา  Amoebic Meningo  Encephalitis

 เป็นโรคที่มีสาเหตุจากเชื้ออะมีบาใน Genus Naegleria และ Acanthamoeba ซึ่งทำให้เกิดเยื่อหุ้ม
สมองอักเสบและเนื้อสมองอักเสบ และมีอาการรุนแรงถึงแก่ความตายได้

เขตปรากฏโรค โรคนี้เคยมีรายงานในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เบลเยี่ยม 
เช็คโกสโ,วาเกีย เป็นต้น


สาเหตุ
เกิดจากเชื้ออะมีบาใน Genus Naegleria และ Acanthamoeba ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นจุลินทรีย์
ที่มีชีวิตอยู่เป็นอิสระ อาศัยอยู่ในบ่อน้ำ หรือในที่ที่บริเวณน้ำไหลช้าๆ และที่ที่เป็นดินโคลน โดยอาศัย
กินของเสียจากแบคทีเรีย มีการเพิ่มจำนวนโดยการแบ่งตัวแบบ binary fission และสามารถเปลี่ยน
สภาพเป็นซีสท์ หรือมี flagella ได้ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม ระยะโทรโฟซอยท์ (trophozoite)
ของอะมีบาชนิดนี้จะมีขนาดเล็กกว่าของเชื้อ Entamoeba histolytica (ทำให้เกิดบิดแบบมีตัว)
ลักษณะนิวเครียสเป็นแบบ limax nucleus มีนิวคลีโอลัสใหญ่อยู่ตรงกลาง รูปร่างทั่วไปค่อนข้างยาว
คล้ายตัวทากและมีการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ โดยใช้ pseudopodia (ยื่นคล้ายเป็นขาเทียมออกไป
ข้างหน้า)

การติดโรค
ติดได้โดยผ่านเข้าทางจมูก และผ่านเข้าเยื่อบุจมูก มักเกิดกับเด็ก หรือผู้ใหญ่ที่ไปเล่นน้ำในบริเวณที่มี
เชื้อนี้อยู่ เมื่อเชื้อผ่านเข้าเยื่อบุจมูก อาจโดยการสำลักน้ำเข้าทางจมูก เชื้อจะผ่านเข้าไปยัง olfactory
bulb ทำให้เกิดอาการอักเสบที่ประสาทส่วน olfactory และลามต่อไปยังเนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมอง
ได้  โรคนี้มักพบมากในหน้าร้อน

พยาธิวิทยา
พบมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบชนิดเป็นหนองแบบเฉียบพลัน (acute purulent meningitis) มีการ
อักเสบของ Subarachnoid area มีเลือดออก และมี fibrous thickening ของเยื่อหุ้มสมองร่วม
ด้วย โดยเฉพาะบริเวณที่ฐานของสมอง   เนื่อสมองเองพบมีการบวม นุ่ม และมีการอักเสบทั่วไปได้
เมื่อส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์พบว่ามี fibrous purulent meningeal reaction ซึ่งประกอบไป
ด้วยโมโนนิวเครียส เซลศ์ และโพลรมอร์ฤ พบที่สมองและไขสันหลัง มี necrotizing vasculitis ได้
ในรายที่มีการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองมากๆมักพบตัวอะมีบาร่วมด้วย ในเนื้อสมองพบมีตัวอะมีบารุกล้ำ
เข้าไปในคอร์เท็กซ์ของสมองโดยตรง และทำให้เกิดเนื้อเยื่อสมองอักเสบโดยมีเซลส์ไป infiltrate เกิดมี
thrombosis / necrosis ของหลอดเลือดได้

ที่บริเวณ Cribriform plate และ olfactory mucosa มีการเปลี่ยนแปลงมากที่มิวโคซ่าจะมีแผลและ
อักเสบมาก ซึ่งมักจะพบตัวอะมีบาในบริเวณนั้นด้วย ตัวประสาท olfactory ก็มีการอักเสบและบางคราวก็
พบมีเนื้อเยื่อตายและมีตัวอะมีบาอยู่มาก ที่บริเวณ olfactory bulb ก็มีการอักเสบมากมีเลือดออกร่วมด้วย
อาจมีขนาดและรูปร่างเปลี่ยนไปได้ จะไม่พบอะมีบาในประสาทสมองอันอื่นเลย
นอกจากนั้นยังมีรายงานว่าเชื้อสามารถกระจายเข้าสู่กระแสโลหิตไปยังอวัยวะอื่นๆได้ เช่น ปอด ตับ ม้าม
และกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้

ในการตรวจน้ำไขสันหลังจะพบว่ามีลักษณะขุ่น มีสีแดงปนน้ำตาล เมื่อส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์พบตัวอะมีบา
ชนิดนี้ได้ นอกจากนี้จะพบเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวด้วย แต่ไม่พบแบคทีเรีย

อาการและอาการแสดง
ส่วนมากพบในเด็กปกติที่หลังจากไปว่ายหรือเล่นในน้ำได้ไม่นาน มีระยะฟักตัวสั้นมาก อาการที่เริ่มแสดงออก
จะมีอาการปวดศีรษะโดยทันที มีไข้ต่ำๆบางคราวร่วมกับการมีอาการเจ็บคอและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาการ
เหล่านี้จะเป็นมากและอย่างรวดเร็วภายใน 3 วัน ไข้จะขึ้นสูง อาการปวดศีรษะจะเพิ่มมากขึ้นร่วมกับมีอาการ
อาเจียนและคอแห้ง และอาจถึงกับมีอาการหมดสติได้ภายในเวลา 3 วัน มีอาการคล้ายกันมากกับรายที่เป็นเยื่อ
หุ้มสมองอักเสบเพราะเชื้อหนอง ผู้ป่วยมักจะตายในราววันที่ 5-6 ของโรคด้วยอาการหมดสติอย่างลึก ระบบ
หายใจและการหายใจล้มเหลว ารตรวจระบบประสาทนอกจากอาการคอแข็งและอาการหมดสติแล้ว มักจะ
พบว่าอาจเสียการมองเห็น การเสียการรับรู้กลิ่น

การตรวจทางห้องปกิบัติการ
ในการตรวจน้ำไขสันหลังจะพบเม็ดเลือดขาวเป็นจำนวนมาก อาจถึง 20000 เซลส์ต่อลูกบาศ์กมิลลิเมตรได้
ส่วนใหญ่เป็นโพลีมอร์ฟ ส่วนเม็ดเลือดแดงอาจไม่พบเลยไปจนถึงพบได้เป็นจำนวนมาก การตรวจโปรตีนใน
น้ำไขสันหลังพบค่าสูงกว่าปกติมากๆได้ ส่วนน้ำตาลมีระดับต่ำกว่าปกติ ที่สำคัญคือสามารถพบตัวอะมีบา
ชนิดนี้ได้ประมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วยที่เป้นโรคนี้ และเมื่อนำน้ำไขสันหลังนี้ไปเพาะเชื้อแบคทีเรียจะให้
ผลลบ

การวินิจฉัยโรค
1. ตรวจสอบประวัติมีอาการหลังการไปเล่นหรือว่ายน้ำ
2. การตรวจพบตัวอะมีบานี้ในน้ำไขสันหลัง ซึ่งอาจสามารถตรวจพบโดยการส่องกล้องแบบธรรมดาหรือดู
ด้วยกล้อง phase contrast หรือจะดูด้วยกล้อง dark ground illumination ได้ และเมื่อนำน้ำไขสันหลัง
ไปเพาะหาเชื้อแล้วพบว่าไม่มีเชื้อแบคทีเรีย

การรักษา
ส่วนใหญ่การรักษามักไม่ได้ผล ผู้ป่วยเกือบทุกรายมักเสียชีวิต ยาที่กล่าวกันว่าได้ผลบ้างคือ Amphotericin B
ร่วมกับ Sulphonamide เช่น Sulphodiazine เป็นต้น ซึ่งใช้ได้ผลในสัตว์ทดลองและเคยใช้ได้ผลใน
ผู้ป่วย 1 ราย ที่ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ ขนาดที่ใช้ของ Amphotericin B คือ 0.25 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว
1 กิโลกรัม เข้าทางหลอดเลือดดำ และ 1.0 มิลลิกรัมฉีดเข้าไปในเวนตริเคิลของสมองใน 24 ชั่วโมงแรก หรือให้
ทางหลอดเลือดดำเพียงอย่างเดียว โดยใช้ขนาดสูงกว่านี้ก็สามารถทำให้ระดับยาในน้ำไขสันหลังสูงเพิ่มขึ้นและมี
ผลฆ่าตัวอะมีบาได้ ในการรักษาโดยใช้ Amphotericin B นี้ไม่ควรใช้ร่วมกับ ยาสเตียรอยด์ เพราะจะเกิดการ
จับตัวกันระหว่าง Amphotericin B กับสเตียรอยด์ ซึ่งจะทำให้ความเข้มข้นของยาในเนื้อเยื่อต่างๆลดลง

พยากรณ์โรค
ค่อนข้างเลวมาก เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักจะตายทุกราย

ดูภาพของโปรโตซัว-Picture

โรคจากโปรโตซัว เอกสารโรคเขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล


 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.