BECOME A MEMBER
สมัคร ! สมาชิกชมรมรักสุขภาพ
ฟรี ข่าวสาระความรู้เรื่องสุขภาพ

 

top

โรคพยาธิใบไม้ในลำไส้
   Fasciolopsiasis
โรคพยาธิใบไม้ตับ
   Liver fluke Disease
โรคพยาธิใบไม้ปอด
   Paragonimiasis
โรคพยาธิใบไม้ในเลือด
   Schistosomiasis

โรคพยาธิไส้เดือน
   Ascariasis
โรคพยาธิเส้นด้าย/เข็มหมุด
   Enterobiasis
โรคพยาธิปากขอ
   Hookworm Disease
โรคพยาธิแส้ม้า
   Trichuriasis
โรคพยาธิสตรองจีรอยด์
   Strongyloidiasis
โรคพยาธิตัวจื๊ด
   Gnathostomaiasis
โรคพยาธิทริคิโนสิส
   Trichinosis
โรคเท้าช้าง - ฟิลาริเอสิส
 Filariasis - Elephantiasis


โรคพยาธิตืดวัว
Taenia saginata Infection
โรคพยาธิตืดหมู
  Taenia solium Infection
โรคพยาธิตืดหมา
   Dipylidiasis
โรคพยาธิตืดหนู
  Hymenolepiasis
โรคพยาธิตืดแคระ
   Hymenolepiasis nana


โรคจากเชื้อบิดอะมีบา
 Amoebic enteritis/colitis
โรคท้องเสีย ไกอาร์ดิเอซิส
   Giardiasis
ช่องคลอดอักเสบทริโคโมนาส
   Trichomonas vaginalis
ไข้จับสั่น/มาลาเรีย
    Malaria
โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
   จากอะมีบา
   Amoebic Meningo 
   Encephalitis

 




Health Navigation






สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
กรุณาแจ้งให้ทึมงานเพื่อ
จัดเตรียมหาสาระให้



Contact : 
info@thailabonline.com
ชมรมเรารักสุขภาพ 
ไทยแล็ปออนไลน์

 

เป็นโรคพยาธิที่มีสาเหตุจากตัวแก่ของพยาธิใบไม้ชนิด ฟาสซิโอลอปซิส บัสไก (Fasciolopsis 
buski) อาศัยอยู่ในลำไส้เล็ก

วงจรชีวิตของพยาธิ
คนและหมูเป็นโฮสท์เฉพาะที่พบบ่อย   พยาธิตัวแก่อาศัยอยู่ในบริเวณลำไส้เล็กแถว ดูโอดินั่ม 
และ เจจูนั่ม ไข่จะปนออกมากับอุจจาระลงไปเจริญอยู่ในน้ำตัวอ่อน (miracidium) จะฟักออก
มาจากไข่   เมื่อพบหอยน้ำจืดซึ่งจัดเป็นโฮสท์ตัวกลางลำดับที่หนึ่ง ตัวอ่อนจะไชเข้าสู่หอยน้ำจืด
แล้วเจริญต่อไปเป็นตัวอ่อนเซอร์คาเรีย ( cercaria) จะไชออกจากหอยและว่ายออกไปตามน้ำ 
เมื่อไปเจอพืชน้ำเช่น กระจับ สายบัว ผักบุ้ง ผักตบชวา แห้วจีน เป็นต้น พืช เหล่านี้เป็นโฮสท์ตัว
กลางลำดับที่สอง ซึ่งตัวอ่อนจะเปลี่ยนมีเปลือกอ่อนมาหุ้มเรียก เมตาเซอร์คาเรีย (metacercaria)
ซึ่งจะเกาะอยู่แถวพืชเหล่านั้นเมื่อคนกินพืชเหล่านั้นแบบดิบๆที่ยังไม่ทำให้สุก ก็จะเป็นการกิน
เอาตัวอ่อนเมตาเซอร์คาเรียเข้าไปในร่างกายเมื่อมาถึงกระเพาะ ตัวอ่อนจะแตกออกมาจาก
เปลือกหุ้ม แล้วเจริญไปเป็นตัวแก่บริเวณลำไส้เล็กส่วนบน ( duodenum /Jejunum) ต่อไป

อาการ
ขณะที่พยาธิตัวแก่เจริญเติบโตอยู่ในลำไส้เล็ก จะทำให้เกิดการอักเสบและเกิดแผลเล็กๆขึ้น
บริเวณที่เกาะดูด ทำให้มีเลือดออกได้ นอกจากนั้นของเสียที่เกิดจากพยาธิเมื่อถูกดูดซึมเข้า
สู่ร่างกายทำให้เกิดพิษแลพภูมิแพ้ได้   การตรวจเลือดจะพบเม็ดเลือดขาวชนิด อีโอซิโนฟิลขึ้น
สูง ถ้ามีตัวพยาธิมากๆอาจทำให้เกิดลำไส้อุดตันได้ 
อาการจะแปรผันตามปริมาณพยาธิในลำไส้อาจมีระดับน้อยๆไปจนถึงรุนแรงถึงตายได้ โดย
อาการจะเริ่มต้นจาก อาการปวดท้อง อุจจาระเหลวและบ่อย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อ่อน
เพลีย น้ำหนักลด   พวกที่มีอาการมากขึ้นจะมีอาการขาดอาหาร โรคแทรก บวมทั้งตัว ท้องมาน
ซีดเพราะเสียเลือดและธาตุเหล็ก   อุจจาระเหลว เหม็น ปวดท้องตลอดเวลา อาจถ่ายตัวพยาธิ
ออกมาด้วย   ตายด้วยภาวะขาดอาหารและโรคแทรกซ้อน

การตรวจวินิจฉัยโรค
- ตรวจพบไข่พยาธิในอุจจาระ
- ตรวจพบตัวแก่หลุดปนออกมากับอุจจาระด้วย
- ตรวจพบเม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลสูง

การรักษา
1. รักษาบำรุงร่างกายให้แข็งแรงก่อน ให้อาหารที่มีประโยชน์เพื่อบำรุงร่างกาย
2. การถ่ายพยาธิ
    ใช้ยา Tetrachlorethylene ตัวเดียวกับใช้ถ่ายพยาธิปากขอ   แล้วให้ยาถ่ายตาม
    ใช้ยา Niclosamide ( yomesan)  ขนาด 0.5 กรัม/เม็ด  จำนวน 4 เม็ด เคี้ยวให้ละเอียด
    ก่อนกลืน   สองชั่วโมงต่อมาจึงให้ยาถ่ายตามเช่น ดีเกลือ 30 ซี.ซี. ตาม

การป้องกัน
1. ให้ประชาชนในเขตระบาดศึกษาเข้าใจถึงวงจรชีวิตรวมถึงการติดต่อของพยาธินี้
2. ในเขตที่มีการระบาด อุจจาระที่จะนำมาทำปุ๋ย ควรเติมสารเคมีเช่น ปูนขาว ก่อนนำไปใช้
3. ทำลายหอยน้ำจืดที่เป็นตัวกลาง
4. ไม่รับประทานพืชน้ำข้างต้นแบบดิบๆ หรือสดๆ พืชอาจใช้วิธีทำให้สุกก่อน หรือจุ่มลงในน้ำ
    เดือดอย่างน้อย 2-3 นาทีก่อนรับประทาน
5. ใช้ยาถ่ายพยาธิ

 

พยาธิใบไม้ในตับของคนที่มีความสำคัญมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกันได้แก่
- Clonorchis sinensis      คลอโนชิส ไซเนนซิส  พบระบาดแถบ จีน อินโดจีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง 
เกาหลี ไต้หวัน
- Opisthorchis felineus   โอฟีสทอร์ชิส เฟลิเนียส  พบระบาดแถบ ยุโรป   ไซบีเรีย อินเดีย  
อินโดจีน ญี่ปุ่น  เกาหลี ฟิลิปปินส์
- Opisthorchis viverrini โอฟีสทอร์ชิส วิเวอร์รินี  พบระบาดแถบ ภาคตะวันออกเฉียวเหนือ
ของไทย ลาว  อินโดจีน 
สำหรับในประเทศไทยตัวที่เป็นปัญหาได้แก่ Opisthorchis viverrini โอฟีสทอร์ชิส วิเวอร์รินี   
โดยที่พยาธิตัวแก่อาศัยอยู่ในท่อน้ำดีภายในตับ
ประมาณการว่าประชากรในภาคอีสานเป็นโรคนี้สูงถึงร้อยละ 72-87 หรือประมาณ 3.5 ล้านคน

วงจรชีวิตของพยาธิ
Opisthorchis viverrini โอฟีสทอร์ชิส วิเวอร์รินี เป็นตัวที่จะกล่าวถึง 
โดยตัวแก่จะอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีในตับของคนและสัตว์ เช่น สุนัข  แมว ซึ่งถือเป็นโฮสต์เฉพาะ
นอกจากนี้ยังอาจอาศัยอยู่ในถุงน้ำดีหรือตับอ่อนได้   ไข่จะปนออกมากับน้ำดี เข้าสู่ลำไส้เล็ก 
และไข่ปนออกมากับอุจจาระ ถ้าไข่ตกลงในน้ำ  หอยน้ำจืดพวก bithynia species ซึ่งเป็น
โฮสต์กลางลำดับที่หนึ่ง   จะกินไข่พยาธิเข้าไป ไข่จะฟักตัวออกมาเป็น ไมราซิเดียม
(miracidium) แล้วเจริญต่อไปจนกลายเป็น เซอร์คาเรีย ( cercaria)   เซอร์คาเรียจะว่าย
ออกจากหอยไปฝังตัวในปลาน้ำจืด ซึ่งจัดเป็นรโฮสต์ตัวกลาวลำดับที่สอง   เช่นปลาแม่สะแด้ง   
ปลาตะเพียนทราย   ปลาสร้อยนกเขา  ปลาสูตร   ปลากะมัง  เป็นต้น ในเนื้อปลาจะเจริญต่อไป
เป็นเมตาเซอร์คาเรีย(metacercaria) ฝังตัวในรูปขิงซีสต์ ซึ่งถีอว่าเป็นระยะติดต่อ   เมื่อคน
และสัตว์กินปลาที่มีเมตาเซอร์คาเรียฝังอยู่แบบสุกๆดิบๆ เช่น ก้อยปลา ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยม
ในภาคอีสาน เมตาเซอร์คาเรียจะแตกออกจากซีสท์ มาอยู่ในลำไส้ส่วนดูโอดีนัม แล้วเดินทาง
ผ่าน เข้าสู่ท่อน้ำดีใหญ่   เดินทางต่อไปถึงท่อน้ำดีเล็กแล้งฝังตัวเจริญเป็นตัวแก่ต่อไป

อาการ และ พยาธิสภาพ
จะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผนังท่อน้ำดี และการอุดตันของท่อน้ำดี เนื่องจากพยาธิมีการ
เคลื่อนตัวไปมาในนั้น บางตัวอาจไปทำให้เกิดอุดตันท่อน้ำดีส่วนปลาย นอกจากนั้นของเสียที่
ขับออกมาจากตัวพยาธิยังก่อให้เกิดการระคายเคืองของท่อน้ำดีอีกด้วย      ทำให้ผนังของท่อ
น้ำดีหนาขึ้น ทำให้ท่อน้ำดีตีบจะทำให้เกิดน้ำดีคั่งอยู่ภายในท่อน้ำดีส่วนปลาย ทำให้เกิดท่อน้ำดี
โป่งพอง   นอกจากนี้อาจเกิดการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม   การอักเสบลามไปถึงเนื้อ
ตับทำให้ตับอักเสบเป็นฝีหนองขึ้นได้ บางร้ายกลายเป็นมะเร็งของท่อน้ำดีต่อไป

อาการโดยทั่วไป ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง รู้สึกไม่ค่อยสบาย โดยเฉพาะบริเวณชายโครงขวา 
ยอดอก   ต่อไปเริ่มมีการอักเสบของท่อน้ำดีร่วมด้วย
ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหาร มีไข้ต่ำๆ ตับอาจโตกดเจ็บ และเริ่มมีอาการตัวเหลือง   ต่อไปเริ่มมี
ภาวะแทรกซ้อนเช่น ท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง เป็นๆหายๆ มีไข้สูงปานกลาง ตัวเริ่มเหลืองมากขึ้น 
ตับโตกดเจ็บ เริ่มมีอาการตับแข็ง  ม้ามโต แรงดันเลือดสูง อาจพบมะเร็งของท่อน้ำดีร่วมด้วย

การตรวจวินิจฉัยโรค

1. โดยการสำรวจจากภูมิลำเนาจากแหล่งระบาด พร้อมอาการตัวเหลือง ตับโต ให้นึกถึงพยาธิ
ใบไม้ในตับ
2. การตรวจหาไข่พยาธิในอุจจาระ   ดูภาพไข่พยาธิ
3. การตรวจด้วย Peritoneoscopy เป็นการตรวจดูภายในของตับ ถ้าพบท่อน้ำดีขยายออก
มาก ผิวของตับมีลักษณะขรุขระ

การรักษา

- ถ้ามีอาการท่อน้ำดีอักเสบให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อน
- ถ้ามีภาวะตัวเหลืองจากท่อน้ำดีอุดตัน อาจต้องผ่าตัดทำศัลยกรรมท่อน้ำดีใหม่ เพื่อให้น้ำดี
  ระบายออกได้
- มะเร็งของท่อน้ำดี รักษาได้ยาก ผ่าตัดหรือใชยาเพื่อบรรเทาอาการ
- ยังไม่มียาใดที่สามารถรักษาได้โดยตรง ที่มีเป็นเพียงการลดการผลิตไข่ เช่น Chlorquine / 
  Dehydroemetine / Hexachlorparaxylol  ยาตัวนี้ได้ผลดีกับระยะปานกลางซึ่งยังมี
  ตัวพยาธิไม่มาก และยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน ขนาด 100-200 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักต่อ 1 
  กิโลกรัม แบ่งให้วันละ 3 เวลา หลังอาหาร วันเว้นวัน จำนวน 5 ครั้ง จำนวนไข่พยาธิอาจเพิ่ม
  ขึ้นในระยะแรกของการรักษา แต่จะค่อยๆหมดไปภายใน 3-5 สัปดาห์

การป้องกัน
1. ให้ประชาชนเข้าใจถึงวงจรชีวิตของพยาธิ และการป้องกัน
2. ไม่ถ่ายอุจจาระเรี่ยราด ไม่เป็นที่เป็นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายลงน้ำ
3. เลิกการรับประทานปลาดิบๆสุก
4. ทำลายหอยน้ำจืดตัวกลาง


 

 

 

 

 

 

 

โรคพยาธิใบไม้ในปอด เกิดจากพยาธิใบไม้ชนิด Paragonimus westermani เข้าไปอาศัย
อยู่ในปอด ทำให้มีอาการไอเรื้อรังและไอเป็นเลือด    การระบาดพบได้ทั่วโลก แต่จะพบได้มาก
แถบตะวันออกกลาง เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินเดีย ไทย อัฟริกา และอเมริกาใต้ 
เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยมีพยาธิใบไม้ปอดในบริเวณ ภาคกลางของประเทศ เช่น เพชรบูรณ์ สระบุรี 
นครนายก เพราะบริเวณดังกล่าวมีกุ้งและปูชุกชุม ซึ่งนินมเอามากินแบบดิบๆสุกๆ เช่น พล่า ยำ
 เป็นต้น

วงจรชิวิตของพยาธิ
พยาธิตัวแก่จะอาศัยอยู่ในบริเวณปอดของโฮสท์เฉพาะ ได้แก่ คน สุนัข  แมว เสือ นอกจากปอด
แล้วอาจพบได้บริเวณสมอง กล้ามเนื้อ  พยาธิที่อาศัยอยู่ในปอดจะสร้างถุงหุ้มรอบตัวเอง (cyst) 
ถุงบางอันจะมีช่องติดต่อกับหลอดลม ฉะนั้นในการไอบางครั้งไข่จะปนออกมากับเสมหะ หรือเมื่อ
ถูกกลืนเสมหะลงในท้อง ไข่พยาธิก็ออกมาปนกับอุจจาระได้    เมื่อไข่ตกลงไปในน้ำจะใช้เวลา
ประมาณ 2-7 สัปดาห์ ฟักตัวออกมาเป็นตัวอ่อน  ไมราซิเดียม (miracidium) ไมราซิเดียมจะ
ว่ายไปหาโฮสท์ตัวกลางลำดัที่หนึ่งได้แก่หอยน้ำจืดพวก melania   แล้วเจริญต่อไปในตัวหอย
กลายไปเป็น เซอร์คาเรีย (cercaria) ซึ่งรัยะนี้ใช้เวลาประมาณ 10-12 สัปดาห์ เซอร์คาเรียจะ
ว่ายออกจากตัวหอยไชเข้าไปฝังตัวอยู่ใน กุ้ง ปูน้ำจืด ซึ่งเป็นโฮสท์ตัวกลางลำดับที่สอง ตัวอ่อน
จะเริ่มเปลี่ยนตัวเองกลายไปเป็นเมตาเซอร์คาเรีย (metacercaria) ซึ่งอยู่ในสภาพของซิสท์ 
ซึ่งระยะนี้ถือเป็นระยะติดต่อตัวอ่อนในระยะนี้มีความทนทานมาก ไม่ว่าจะแช่ในเหล้า หรือดอง
ด้วยน้ำเกลือก็ไม่ตายง่ายๆ วิธีที่ได้ผลแน่นอนคือทำให้สุก   เมื่อคนกิน กุ้ง หรือปูที่มีตัวอ่อนระยะ
เมตาเซอร์คาเรียเข้าไปในร่างกาย    ผนังของซีสท์จะถูกย่อยให้แตกออกบริเวณลำไส้เล็กส่วน
ดูโอดินั่ม ภายใน 24-48 ชั่วโมงพยาธิจะไขผ่านผนังลำไส้เข้าสู่ช่องท้อง  แล้วไชผ่านกะบังลม
และเยื่อหุ้มปอดเข้าไปฝังตัวอยู่ในเนื้อปอด ระยะเดินทางนี้กินเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์  ภาย
ในปอด พยาธิตัวอ่อนจะเจริญไปเป็นตัวโตเต็มวัยกินระยะเวลาประมาณ 5 - 6  สัปดาห์    รวม
ระยะเวลาของวงจรประมาณ   7 เดือน

อาการและพยาธิสภาพ
ในช่วงที่ตัวอ่อนไขผ่านผนังลำไส้ ผ่านกะบังลมเพื่อไปที่ปอด ในช่วงนี้ยังไม่มีอะไรสำคัญมากนัก
แต่เมื่อพยาธิไปถึงปอดจะทำให้เนื้อปอดเกิดการอักเสบ ทำให้มีเม็ดเลือดขาวบริเวณนั้นมาก 
เนื้อปอดบริเวณนั้นจะตายและมีพังผืดเกิดขึ้นมาหุ้มตัวพยาธิเป็นซิสท์ขึ้น ในซีสท์หนึ่งๆอาจมีตัว
พยาธิได้มากกว่าหนึ่งตัวขึ้นไป ซีสท์จะมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลแดงหรือสีช็อคโคแล็ท รอบๆตัว
พยาธิมีหนองข้นเหนียว ปนเลือดและไข่พยาธิ เมื่อซีสท์แตกออกเข้าสู่หลอดลมในขณะไอ จะมี
เสมหะปนหนองและไข่พยาธิออกมาด้วยเสมหะมีลักษณะสีสนิมเหล็ก    ถ้าพยาธิเข้าสมองหรือ
ไขสันหลังก็จะทำลายเนื้อสมองและไขสันหลังทำใหเกิดอาการผิดปกติของระบบประสาทกลาง
ได้ ถ้าพยาธิไปอยู่ที่กล้ามเนื้อหรือใต้ผิวหนัง ก็ทำให้เกิดเป็นแผลเรื้อรังได้

ผูป่วยจะค่อยๆเริ่มมีอาการมากขึ้นดังนี้ อาการไอเรื้อรัง ไอเพื่มมากขึ้นเรื่อยๆ เสมหะเริ่มจาก
ลักษณะเหนียวสีขาว ต่อมาเป็นสีเขียว จนมีเลือดปนออกมา   โดยมากมักไอมากเวลาตื่นนอน
ในตอนเช้า หรือเวลาทำงานหนัก เลือดที่ปนออกมาจะค่อยๆมีมากขึ้น ผู้ป่วยเริ่มเจ็บบริเวณหน้า
อก อาการจะดูคล้ายวัณโรค โรคหลอดลมอักเสบ   ถุงลมโป่งพอง   ที่แตกต่างกันคือผู้ป่วยโรค
พยาธิใบไม้ปอดจะไม่มีไข้ สุขภาพไม่เสื่อมโทรม   ลักษณะเสมหะเหนียวเป็นมัน     มีเลือดปน 
บางครั้งออกเป็นสีน้ำตาลปนแดง   พบก้อนเล็กๆสีเหลืองทองปนอยู่ (ไข่พยาธิ) เสมหะมักออก
มามากในตอนเช้า

การตรวจวินิจฉัยโรค
1. โดยการถ่ายเอ็กซ์เรย์ปอด อาจพบโพรงหรือเงาทึบ มีลักษณะกลมเป็นวงแหวน ขอบไม่ชัดเจน
 มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
2. การตรวจเลือด CBC ระดับปริมาณเม็ดเลือดขาวไม่สูง แต่ชนิดเม็ดเลือดขาวอีโอซิโนฟิลขึ้นสูง
3. มีประวัติทานปูหรือกุ้งแบบดิบๆสุกๆ   มีเสมหะเหนียว และมีสีสนิทเหล็ก   ไอมากในตอนเช้า
4. ตรวจพบไข่พยาธิใบไม้ในปอดในเสมหะหรืออุจจาระ   ดูรูปประกอบ
5. การทดสอบน้ำเหลืองให้ผลบวก

การรักษาทั่วไป
- ผู้ป่วยที่ซีด ไอเป็นเลือดมากให้ยาที่มีธาตุเหล็ก เช่นเฟอร์รัส ซัลเฟต
- ตรวจหาเชื้อแบคที่เรีย เพื่อป้องกันการซ้ำเติมจากเชื้อโรค
- ถ้ามีมากจำเป็นต้องเจาะเอาน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดออก
- ใช้ยา Bithionol (Bitin) ขนาดยาที่ใข้ 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ให้รับประทาน
  วันเว้นวัน จนครบ 10 ครั้ง
- ใช้ยา Bitin S อนุพันธ์ใหม่ ขนาดยาที่ใช้ 10-20 มิลลิกรัมต่อวัน ให้เหมือนข้างต้น
  ผลการรักษา ปริมาณเสมหะจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว เลือด และไข่พยาธิจะค่อยๆหายไปใน
  ระยะ 1-2 สัปดาห์หลังให้ยา   ภาพถ่ายเอ็กซ์เรย์ดีขึ้น

การป้องกัน
1. ให้ประชาชนเข้าใจถึงวงจรชีวิตของพยาธิ และการป้องกัน
2. ไม่ถ่ายอุจจาระเรี่ยราด ไม่เป็นที่เป็นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายลงน้ำ ไม่บ้วนเสมหะ
    เรี่ยราดตามพื้นดิน
3. เลิกการรับประทานกุ้ง ปูน้ำจืด แบบดิบๆสุกๆ
4. ทำลายหอยน้ำจืดตัวกลาง
5. รักษาด้วยยาอย่างถูกวิธี  

 

 

 

 

 

 

 

เป็นพยาธิใบไม้ในเลือดที่ร้ายแรงและมีความสำคัญอย่างยิ่งของมนุษย์ ทำอันตรายได้มากกว่า
พยาธิใบไม้อื่นๆ สำหรับในคนจะพบได้ 3 ชนิดคือ
- Schistosoma haematobium  พบได้แถบอัฟริกา   ตะวันออกกลาง  ปอร์ตุเกส   อินเดีย
- Schistosoma mansoni  พบได้แถบ อัฟริกาใต้
- Schistosoma japonicum  พบได้แถบ ตะวันออกไกล จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน   ฟิลิปปินส์ ไทย 
  พม่า เป็นต้น

วงจรชีวิตของพยาธิ
Schistosoma japonicum ชิสโตโซม่า จาปอนนิคุม ซึ่งพบได้ในไทย พยาธิตัวแก่จะอาศัย
อยู่ในเส้นเลือดใหญ่ เป็นชนิดที่มีความร้ายแรงมากที่สุด วางไข่ได้มากกว่าชนิดอื่น  ทำให้เกิด
อาการของบิดและตับแข็ง ไข่พยาธิถ้าพลัดตกไปที่สมองทำให้เกิดอาการชักหรือเป็นอัมพาติได้
พยาธิตัวแก่ในคนหรือสัตว์จะปล่อยไข่ออกมาในกระแสเลือดและจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ
หรืออุจจาระ ไข่ที่ออกมาจะมี ไมราซิเดียมเจริญเต็มที่อยู่แล้ว เมื่อไข่ลงไปในน้ำจะฟักตัวออกมา 
ว่ายอยู่ในน้ำเมื่อไปพบหอยที่เป็นโฮสท์ตัวกลาง ไมราซิเดียมจะไชเข้าไปฝังตัวในหอยและเจริญ
ต่อไปเป็น เซอร์คาเรีย ซึ่งถือเป็นระยะติดต่อ ก็จะว่ายออกจากหอยไปอาศัยอยู่ในน้ำ ระยะที่อยู่
ในหอยกินระยะเวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์ เมื่อคนหรือสัตว์ลงไปเล่นน้ำ อาบน้ำ หรือดื่มน้ำที่มี
ตัวอ่อนเซอร์คาเรีย (cercaria) อยู่ เซอร์คาเรียจะไชผ่านผิวหนังเข้าสู่หลอดเลือดดำเล็ก เข้าสู่
กระแสเลือด ไปยังหัวใจซีกขวา  สู่ปอด กลับมายังหัวใจซีกซ้าย   แล้วกระจายไปทั่วร่างกาย ไป
เข้าสู่เส้นเลือดที่เข้าสู่ตับ (portal vein) พยาธิจะเจริญเติบดตต่อที่ตับเป็นพยาธิโตเต็มวัย จะเริ่ม
จับคู่ระหว่างเพศเมียและเพศคู่แล้วพากันออกจากตับไปอาศัยอยู่ในหลอดเลือดดำตามตำแหน่ง
ต่างๆแล้วแต่ชนิดของพยาธิ ระยะเวลาที่เข้าสสู่ร่างกายและเปลี่ยนจากตัวอ่อนไปจนเต้มวัยและ
จับคู่ผสมพันธุ์กันกินระยะเวลานาน 1-3 เดือน ไข่จะถูกปล่อยออกมากับกระแสเลือดจนไปถึงไต
และถูกขัขออกมายังกระเพาะปัสสาวะ ออกมากับปัสสาวะ

อาการและพยาธิสภาพ
จะทำให้เกิดพยาธิสภาพกับระบบทางเดินอาหารเป็นสำคัญ เช่น ลำไส้ ม้าม ตับ 
ในระยะที่ตัวอ่อนไชผ่านผิวหนัง จะทำให้เกิดอาการตุ่มคัน แดง ลมพิษ ปกติจะหายไปใน 2 -3 วัน
ตัวอ่อนจะอยู่ที่ผิวหนังประมาณ 1-2 วันก็จะเคลื่อนตัวเข้าสู่เส้นเลือดและไปจนถึงปอด จะทำให้
ปอดมีจุดเลือดออกเล็กๆ มีเม็ดเลือดขาวมาล้อมรอบตัวอ่อนพยาธิ ต่อมาเมื่อพยาธิเดินทางมาที่
ตับ  จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันไวเกิน    ภูมิแพ้ต่อตัวพยาธิ ลมพิษ ตัวบวม คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน 
ไอบาง เจ็บบริเวณตับ   เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลสูง
ระยะที่พยาธิเริ่มออกไข่ ไข่เป็นแบบไมราซิเดียมซึ่งจะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 3 สัปดาห์ ไข่ส่วน
หนึ่งจะออกมากับปัสสาวะและอุจจาระ อาจมีการถ่ายปัสสาวะออกมาเป็นเลือดเพราะเกิดการ
อักเสบเป็นโพรงหนองที่ผนังของลำไส้และทางเดินปัสสาวะ ร่างกายจะทำปฏิกริยาต่อต้านต่อ
โปรตีนไข่ทำให้มีอาการแพ้และลมพิษมากขึ้น   แผลที่เกิดขึ้นจะเริ่มมีผังผืด   อาจเกิดตับแข็ง
เนื่องจากหลอดเลือดดำที่มายังตับอุดตัน   ภาวะขาดอาหาร  บวม มีน้ำในท้อง ท้องโต อาเจียน
ม้ามโต ปอดเต็มไปด้วยแผลเล็กๆ ไข่อาจเคลื่อนไปทำให้เกิดพยาธิสภาพที่ สมอง ไขสันหลังตา
หรือผิวหนัง ได้อีก

การตรวจวินิจฉัย
- การตรวจหาไข่พยาธิจาก ปัสสาวะ อุจจาระ      ดูภาพไข่พยาธิ
- โดยการตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ
- การทดสอบผิวหนัง ต่อตัวพยาธิใบไม้เลือด
- การทดสอบปฏิกริยาน้ำเหลือง

การรักษา
เนื่องจากมีความยุ่งยากและยาเป็นอันตรายต่อร่างกายจึงควรปรึกษาแพทย์โดยเฉพาะ   เพราะ
ชิสโตโซม่า จาปอนนิคุม ที่พบได้ในบ้านเรามีการทนยาได้มาก

การป้องกัน
1. ให้ประชาชนเข้าใจถึงวงจรชีวิตของพยาธิ และการป้องกัน
2. ไม่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะเรี่ยราด ไม่เป็นที่เป็นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายลงน้ำ
3. เลิกการรับประทานกุ้ง ปูน้ำจืด แบบดิบๆสุกๆ
4. ทำลายหอยน้ำจืดตัวกลาง
5. รักษาด้วยยาอย่างถูกวิธี
6. หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ อาบน้ำ ดื่นน้ำที่ยังไม่ได้ต้ม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคพยาธิ


 

 


 






We subscribe to the
HONcode principle
of the Health on the
Net Foundation

 
About Us | Add URL I Privacy Policy | Member Register | Health Shop | Contact Us | Health Board | Advertising
Disease / Condition | Head Line News | Healthcare | Diagnostic | Alternative Medicine |
Health Game Zone


1999-2000 Thailabonline.com. All rights reserved. 
By using this information service,    you accept the terms of our Visitor Agreement. Please read it. 
The material on Thailabonline.com and iHealthsite.net are for informational purposes only and is not 
a substitute for medical advice or treatment for any medical conditions.   You should promptly seek 
professional medical care if you have any concern about your health, and you should always consult 
your physician before starting a fitness regimen.
”Thailabonline.com” and “ihealthsite.net” are trademarks of Crystal Diagnostics Co.,Ltd.